ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี
๒. ภูริทัตตจริยา

               อรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒               
               พึงทราบวินิจฉัยในภูริทัตตจริยาที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า ภูริทตฺโต คือ ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน จึงชื่อว่าภูริทัตตะ.
               ชื่อที่มารดาบิดาของพระโพธิสัตว์ตั้งให้ในครั้งนั้นว่า ทัตตะ.
               ก็พระโพธิสัตว์นั้นวินิจฉัยปัญญาอันเกิดขึ้นในนาคพิภพ ในพิภพของท้าววิรูปักษ์มหาราช และในดาวดึงส์พิภพด้วยดี. เมื่อท้าววิรูปักษ์มหาราชไปเมืองไตรทศกับบริษัทนาคแล้วนั่งล้อมท้าวสักกะ ปัญหาตั้งขึ้นในระหว่างทวยเทพ ใครๆ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้.
               พระมหาสัตว์นั่งอยู่บนบัลลังก์อันประเสริฐ ซึ่งท้าวสักกะอนุญาต จึงแก้ปัญหานั้น.
               ลำดับนั้น ท้าวเทวราชจึงบูชาพระมหาสัตว์ด้วยของหอมและดอกไม้อันเป็นทิพย์ แล้วกล่าวว่า ทัตตะ ท่านมีปัญญามากเสมอด้วยแผ่นดิน ตั้งแต่นี้ไปท่านมีชื่อว่าภูริทัตตะ.
               บทว่า ภูริ เป็นชื่อของแผ่นดิน.
               เพราะฉะนั้น พระมหาสัตว์ปรากฏชื่อว่าภูริทัตตะ เพราะยินดีเนื้อความอันเป็นจริง เพราะเสมอด้วยแผ่นดิน และเพราะประกอบด้วยปัญญาใหญ่ดังแผ่นดิน. และมีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยฤทธิ์ของนาคใหญ่ด้วยประการฉะนี้.
               ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกัปนี้แหละ โอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสีถูกพระบิดาขับไล่ออกจากแว่นแคว้นไปอยู่ในป่า ได้อยู่กินกับนางนาคมาณวิกาตนหนึ่ง. เมื่ออยู่ร่วมกันก็เกิดทารกสองคนเป็นชาย ๑ หญิง ๑. บุตรชื่อสาครพรหมทัต. ธิดาชื่อสมุททชา.
               ต่อมาเมื่อพระบิดาสวรรคต พระโอรสจึงเสด็จไปกรุงพาราณสี แล้วครองราชสมบัติ.
               ครั้งนั้น นาคราชชื่อว่าธตรัฐ ครองราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพประมาณ ๕๐๐ โยชน์.
               ท้าวธตรัฐฟังถ้อยคำที่เต่าชื่อจิตตจูฬะ ผู้พูดเหลวใหลว่า พระเจ้ากรุงพาราณสีมีพระประสงค์จะยกพระธิดาให้แก่ตน. พระธิดานั้นชื่อว่าสมุททชา มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส จึงส่งนาคมาณพ ๔ ตนไปแล้วขู่พระเจ้ากรุงพาราณสีผู้ไม่ทรงปรารถนายกพระธิดาให้ด้วยพิษนาค.
               เมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสว่าเราจะยกให้ จึงส่งบรรณาการเป็นอันมากด้วยสำแดงฤทธิ์ของนาคยิ่งใหญ่. ด้วยบริวารมาก นำพระธิดาของพระเจ้ากรุงพาราณสีไปสู่นาคพิภพ ตั้งไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี.
               ครั้นต่อมา พระนางอาศัยท้าวธตรัฐได้โอรส ๔ องค์ คือสุทัศนะ ๑ ทัตตะ ๑ สุโภคะ ๑ อริฏฐะ ๑.
               ในโอรสเหล่านั้น พระโอรสทัตตะเป็นพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ อันท้าวสักกะมีจิตยินดีโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อน จึงปรากฏชื่อว่าภูริทัตตะ เพราะเป็นชื่อที่ท้าวสักกะประทานให้ว่าภูริทัตตะ.
               ครั้งนั้น พระบิดาของโอรสเหล่านั้นได้ทรงแบ่งราชสมบัติให้ครององค์ละ ๑๐๐ โยชน์ ได้ปรากฏยศยิ่งใหญ่ มีนางนาคกัญญาองค์ละ ๑๖,๐๐๐ แวดล้อม. แม้พระบิดาก็ได้มีราชสมบัติ ๑๐๐ โยชน์เหมือนกัน.
               พระโอรสทั้ง ๓ เสด็จมาเพื่อเยี่ยมพระมารดาบิดา ทุกๆ เดือน. ส่วนพระโพธิสัตว์เสด็จมาเยี่ยมทุกกึ่งเดือน.
               วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสด็จไปอุปฐากท้าวสักกะกับท้าววิรูปักษ์มหาราช ทรงเห็นสมบัติของท้าวสักกะเป็นที่จับใจยิ่งนัก มีเวชยันตปราสาท สุธรรมเทพสภา ต้นไม้สวรรค์ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีเทพอัปสรแวดล้อม จึงคิดว่า แม้สมบัติประมาณเท่านี้ก็ยังหาได้ยากในอัตภาพของนาค จะได้สัมมาสัมโพธิญาณได้แต่ไหน. ทรงรังเกียจอัตภาพนาค ทรงดำริว่า เราจักไปนาคพิภพอยู่รักษาอุโบสถ ประคับประคองศีลเท่านั้น ศีลนั้นจะเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ. ในเทวโลกนี้จักมีเหตุการณ์เกิดขึ้น จึงไปนาคพิภพทูลพระมารดาบิดาว่า ข้าแต่พระมารดาบิดา หม่อมฉันจักรักษาอุโบสถ.
               เมื่อพระมารดาบิดาตรัสว่า ลูกจงอยู่จำอุโบสถในนาคพิภพนี่แหละ ภัยใหญ่หลวงจักมีแก่นาคผู้ออกไปภายนอก.
               พระโพธิสัตว์ทำอย่างนั้นได้ครั้งเดียว ถูกนางนาคกัญญารบกวน ในครั้งต่อไปไม่บอกพระมารดาบิดา ตรัสเรียกภรรยาของตนมาตรัสว่า นี่แน่ะน้อง เราจะไปยังมนุษยโลกที่ฝั่งแม่น้ำยมุนา มีต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ไม่ไกลจากต้นไทรนั้น เราจะขดขนดบนยอดจอมปลวก นอนอธิษฐานอุโบสถ แล้วจักทำอุโบสถกรรม จึงออกจากนาคพิภพแล้วทำอย่างนั้น.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
                                   เราไปยังเทวโลก พร้อมกับท้าววิรูปักษ์มหาราช
                         ในเทวโลกนั้น เราได้เห็นทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความ
                         สุขโดยส่วนเดียว จึงสมาทานศีลวัตร เพื่อต้องการจะไป
                         สวรรค์นั้น เราชำระร่างกาย บริโภคอาหารพอยังชีวิตให้
                         อยู่ได้ อธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔ ว่า ผู้ใดต้องการด้วยผิว
                         หนังก็ดี ด้วยเนื้อก็ดี ด้วยเอ็นก็ดี ด้วยกระดูกก็ดี ขอผู้
                         นั้นจงเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไปเถิด แล้วนอนอยู่บนยอด
                         จอมปลวก.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า วิรูปกฺเขน มหารญฺญา คือ ท้าวมหาราชผู้เป็นใหญ่ในหมู่นาคชื่อว่าวิรูปักษ์.
               บทว่า เทวโลกํ คือ เทวโลกชั้นดาวดึงส์.
               บทว่า อคจฺฉหํ คือ เราได้ไปแล้ว เข้าไปใกล้แล้ว.
               บทว่า ตตฺถ คือ ในเทวโลกนั้น. บทว่า ปสฺสึ ตฺวาหํ คือ เราได้เห็น.
               ตุ ศัพท์เป็นนิบาต.
               บทว่า เอกนฺตํ สุขสมปฺปิเต ทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความสุขโดยส่วนเดียว คือพรั่งพร้อมด้วยความสุขโดยส่วนเดียวเท่านั้น.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อว่ามีผัสสายตนะมีอยู่.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สวรรค์อันเป็นความสุขเพียงเพื่อถึงด้วยการพูดนั้น ทำไม่ง่ายนัก.
               บทว่า ตํ สคฺคํ คมนตฺถาย คือ เพื่อต้องการจะไป ด้วยการเกิดในสวรรค์นั้น.
               บทว่า สีลพฺพตํ ได้แก่ วัตรคือศีล.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สีลพฺพตํ ได้แก่ อุโบสถศีลและวัตรอันได้แก่การถือมั่นในการบริจาคอวัยวะ โดยบทมีอาทิว่า ผู้ต้องการหนังของเราจงเอาไปเถิด.
               บทว่า สรีรกิจฺจํ คือ การรักษาร่างกายมีล้างหน้าเป็นต้น.
               บทว่า ภุตฺวา ยาปนมตฺตกํ บริโภคเพียงให้ชีวิตเป็นไป คือนำอาหารเพียงให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ เพื่อทำอินทรีย์ทั้งหลายให้หมดพยศ.
               บทว่า จตุโร องฺเค คือ มีองค์ ๔.
               บทว่า อธิฏฺฐาย คือ อธิษฐาน. บทว่า เสมิ คือ นอน.
               บทว่า ฉวิยา แสดงถึงองค์ ๔ เหล่านั้น.
               ในองค์ ๔ เหล่านั้น การสละผิวหนังเป็นองค์หนึ่ง. ที่เหลือเป็นองค์หนึ่งๆ. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่า ท่านสงเคราะห์แม้เลือดด้วย มํส ศัพท์นั่นแหละ.
               บทว่า เอเตน คือ ด้วยอวัยวะทั้งหลายเหล่านี้.
               บทว่า หราตุ โส ขอผู้นั้นจงนำอวัยวะนี้ไปเถิด.
               คือ ผู้ใดมีกิจที่จะพึงทำด้วยผิวหนังเป็นต้นเหล่านี้ ขอผู้นั้นจงถือเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไปทั้งหมด เพราะเหตุนั้น ท่านยินยอมให้โดยไม่คำนึงถึงอวัยวะของตน.
               เมื่อพระมหาสัตว์ทรงรักษาอุโบสถทุกกึ่งเดือนโดยทำนองนี้ ล่วงไปตลอดกาลยาวนาน.
               เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พราหมณ์เนสาทคนหนึ่งพร้อมกับบุตรของตนชื่อว่าโสมทัต ได้ไปถึงที่นั้น ในเวลาอรุณขึ้นเห็นพระมหาสัตว์แวดล้อมด้วยนาคกัญญา จึงได้ไปหาพระมหาสัตว์.
               ทันใดนั้นเอง นาคกัญญาทั้งหลายดำแผ่นดินหนีไปยังนาคพิภพ.
               พราหมณ์ถามพระมหาสัตว์ว่า ท่านผู้พ้นทุกข์ท่านเป็นใคร เป็นเทวดา ยักษ์หรือนาค.
               พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า หากพราหมณ์นี้รู้จักตนตามความเป็นจริงก็จะพึงไปเสียจากที่นี้ พึงทำการอยู่ของเราในที่นี้ให้ปรากฏแก่มหาชน. ด้วยเหตุนั้น จะพึงเป็นอันตรายแก่การอยู่รักษาอุโบสถของเรา. ถ้ากระไร เราจะพาพราหมณ์ออกจากที่นี้ไปสู่นาคพิภพ แล้วมอบสมบัติอันยิ่งใหญ่ให้. พราหมณ์จักยินดีในนาคพิภพนั้นเป็นแน่.
               ด้วยเหตุนั้น การรักษาอุโบสถของเราก็จะพึงอยู่ได้นาน.
               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสกะพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราจะให้ยศอันใหญ่ยิ่งแก่ท่าน. พิภพนาคน่ารื่นรมย์. มาไปนาคพิภพกันเถิด.
               พราหมณ์กล่าวว่า นาย, ข้าพเจ้ามีบุตร เมื่อเขามาข้าพเจ้าจักมา.
               พระมหาสัตว์ตรัสว่า พราหมณ์ท่านจงไปนำบุตรมาเถิด. พราหมณ์ไปบอกความนั้นแก่บุตรแล้วนำบุตรมา. พระมหาสัตว์พาพ่อลูกทั้งสองนำมาสู่นาคพิภพด้วยอานุภาพของตน. อัตภาพทิพย์ปรากฏแก่พ่อลูกในนาคพิภพนั้น.
               พระมหาสัตว์ทรงประทานทิพยสมบัติให้แก่พ่อลูก แล้วทรงประทานนาคกัญญาให้คนละ ๔๐๐. พ่อลูกเสวยสมบัติยิ่งใหญ่.
               แม้พระมหาสัตว์ก็มิได้ทรงประมาท ได้รักษาอุโบสถ. ทุกกึ่งเดือนได้ทรงไปเยี่ยมพระมารดาบิดา แล้วทรงกล่าวธรรมกถา จากนั้นก็ไปหาพราหมณ์ถามถึงทุกข์สุขแล้วตรัสว่า ท่านพึงบอกถึงสิ่งที่ท่านต้องการ แล้วตรัสต่อไปว่า ท่านไม่พอใจอะไรก็จงบอก ทรงทำปฏิสันถารกับโสมทัตแล้วเสด็จกลับที่ประทับ.
               พราหมณ์อยู่ที่นาคพิภพได้หนึ่งปี เพราะตนมีบุญน้อย ไม่พอใจจะอยู่ จึงพาบุตรไปอำลาพระโพธิสัตว์ ไม่รับทรัพย์เป็นอันมากที่พระโพธิสัตว์ทรงให้ แม้แก้วมณีซึ่งเป็นแก้วสารพัดนึกให้สำเร็จสิ่งที่ปรารถนาทั้งปวงก็ไม่รับ เพราะค่าที่ตนเป็นคนไม่มีวาสนา กล่าวว่า ข้าพเจ้าจะไปมนุษยโลก แล้วจักบวช.
               พระมหาสัตว์สั่งให้นาคมาณพพาพราหมณ์พร้อมกับบุตรไปส่งถึงมนุษยโลก.
               พ่อลูกทั้งสองเปลื้องเครื่องทิพย์และผ้าทิพย์ออก แล้วลงสระโบกขรณีเพื่อจะอาบน้ำ ในขณะนั้น เครื่องประดับและผ้าทิพย์ก็อันตรธานไปสู่นาคพิภพนั่นเอง.
               ลำดับนั้น ผ้ากาสาวะและผ้าเก่าที่ตนนุ่งไปครั้งแรกก็สวมลงในร่างกาย.
               สองพ่อลูกถือธนู ศรและหอก เข้าป่าล่าเนื้อ สำเร็จชีวิตอยู่อย่างเดิม.
               สมัยนั้น ดาบสองค์หนึ่งให้มนต์อาลัมพายน์ที่ได้มาจากพระยาครุฑและโอสถอันสมควรแก่มนต์นั้น และมนต์ทิพย์แก่พราหมณ์คนหนึ่ง ซึ่งบำรุงตน.
               พราหมณ์นั้นคิดว่า เราได้อุบายเครื่องเลี้ยงชีพแล้ว จึงพักอยู่ ๒-๓ วัน อำลาดาบสไปถึงฝั่งแม่น้ำยมุนา โดยลำดับท่องมนต์นั้น เดินไปตามทางหลวง.
               ครั้งนั้น นางนาคมาณวิกาซึ่งเป็นบริจาริกาของพระโพธิสัตว์ ถือเอาแก้วมณี อันเป็นแก้วสารพัดนึกให้ทุกสิ่งที่ต้องการ วางแก้วมณีไว้เหนือกองทราย ณ ฝั่งแม่น้ำยมุนา เพลิดเพลินในยามราตรีด้วยแสงของแก้วมณีนั้น ตอนอรุณขึ้นได้ยินเสียงมนต์ของพราหมณ์ตกใจกลัว ด้วยสำคัญว่า เป็นครุฑ ไม่ถือเอาแก้วมณีไปด้วย ดำลงในแผ่นดินไปนาคพิภพ.
               พราหมณ์จึงถือเอาแก้วมณีไป.
               ในขณะนั้น เนสาทพราหมณ์ไปป่ากับบุตรเพื่อล่าเนื้อ เห็นแก้วมณีในมือพราหมณ์นั้น จำได้ว่าเป็นแก้วมณีสารพัดนึกของพระภูริทัตตะ อยากจะได้แก้วมณีนั้น จึงทำเป็นสนทนาปราศรัยกับพราหมณ์นั้นรู้ว่าแก้วมณีนั้นมีมนต์ขลัง จึงกล่าวว่า หากท่านให้แก้วมณีนี้แก่เรา เราจักแสดงนาคซึ่งมีอานุภาพมากแก่ท่าน ท่านพานาคนั้นเที่ยวไปยังหมู่บ้าน นิคมและราชธานีจักได้ทรัพย์เป็นอันมาก.
               เมื่อพราหมณ์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นจงจับมาแสดงเถิด.
               เนสาทพราหมณ์จึงพาพราหมณ์นั้นไปยืนอยู่ไม่ไกล ชี้ให้ดูพระโพธิสัตว์ ซึ่งนอนขดขนดอยู่บนยอดจอมปลวกอันเป็นที่รักษาอุโบสถ.
               พระมหาสัตว์เห็นเนสาทนั้น ดำริว่า เจ้าเนสาทนี้แม้เรานำไปยังนาคพิภพเพราะเกรงว่า จะพึงทำอันตรายแก่อุโบสถของเราให้ดำรงอยู่ในมหาสมบัติก็ไม่ปรารถนา. อยากจะหลีกออกจากนาคพิภพกลับไปเอง ไม่ต้องการแม้แก้วมณีที่เราให้ แต่บัดนี้กลับพาคนจับงูมา. หากเราโกรธคนประทุษร้ายมิตรนี้ ศีลก็จักขาด. เราอธิษฐานอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๔ ไว้แต่แรก อุโบสถนั้นจงเป็นไปตามที่เราอธิษฐานไว้เถิด. เจ้าอาลัมพายน์จะเชือดเฉือนเราหรือไม่ก็ตาม เราจะไม่โกรธเขา จึงหลับตาทำอธิษฐานบารมีให้เป็นปุเรจาริก คือนำไปข้างหน้า สอดศีรษะไว้ในระหว่างขนดนอนเฉย.
               แม้เนสาทพราหมณ์ก็กล่าวว่า ท่านอลัมพายน์ ท่านจงจับนาคนี้ ท่านจงให้แก้วมณีแก่เราเถิด.
               อาลัมพายน์เห็นนาคก็ดีใจ ไม่คำนึงถึงแก้วมณีแต่อย่างไร โยนแก้วมณีลงในมือกล่าวว่า เอาไปเถอะพ่อพราหมณ์. แก้วมณีนั้นพลัดจากมือพราหมณ์ พอตกถึงพื้นดินเท่านั้นก็แทรกแผ่นดินไปสู่นาคพิภพทันที.
               เนสาทพราหมณ์เสื่อมจากแก้วมณี และจากความเป็นมิตรกับพระภูริทัตตะ จึงหมดที่พึ่งหลีกไป.
               แม้อาลัมพายน์ก็เอาโอสถที่มีอานุภาพมาก ทาร่างกายของตนแล้วเคี้ยวกินหน่อยหนึ่ง พ่นน้ำลายลงในกายของตนร่ายทิพยมนต์เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ จับที่หางกระชากออกมา แล้วจับศีรษะจนแน่น งัดปากของพระโพธิสัตว์ เคี้ยวโอสถ พ่นโอสถกับน้ำลายเข้าไปในปาก. พระมหาสัตว์เป็นผู้สะอาด ไม่โกรธเพราะเกรงศีลขาดจึงไม่ลืมตา.
               อาลัมพายน์จับพระโพธิสัตว์ที่หางด้วยกำลังโอสถและทิพยมนต์ จับศีรษะไว้ข้างล่าง รีดเอาอาหารออก ให้นอนเหยียดยาวบนแผ่นดิน เอามือขยำดุจขยำหมอน. กระดูกทั้งหลายได้เป็นเหมือนจะแหลกละเอียด. จับที่หางอีกทุบเหมือนทุบผ้า.
               พระมหาสัตว์แม้ได้รับทุกข์ถึงปานนี้ก็มิได้โกรธ. รำลึกถึงศีลของตนอย่างเดียว. อาลัมพายน์ทำพระมหาสัตว์ให้หมดกำลัง เอาเถาวัลย์มัดเตรียมกระสอบใส่พระมหาสัตว์ลงในตะกร้า. แต่ร่างกายของพระมหาสัตว์ใหญ่ จึงเข้าไปในตะกร้าไม่ได้. อาลัมพายน์จึงเอาส้นเท้าเหยียบพระมหาสัตว์ให้เข้าไปจนได้ แล้วแบกตะกร้าไปยังหมู่บ้านหมู่หนึ่งวางลงท่ามกลางบ้านประกาศว่า ผู้ประสงค์จะดูนาคฟ้อนรำจงมาดูได้.
               พวกชาวบ้านทั้งหมดพากันมามุงดู.
               ในขณะนั้น เนสาทอาลัมพายน์จึงพูดว่า มหานาคจงออกมา.
               พระมหาสัตว์ดำริว่า วันนี้เราควรเล่นให้ประชาชนพอใจ. โดยประการฉะนี้ เนสาทอาลัมพายน์ได้ทรัพย์มากจักดีใจปล่อยเรา เราจักทำสิ่งที่เนสาทให้เราทำทุกประการ.
               เนสาทอาลัมพายน์พูดกะพระโพธิสัตว์ซึ่งออกจากตะกร้าว่า เจ้าจงทำให้ใหญ่. พระมหาสัตว์ก็ได้ทำให้ใหญ่. เมื่อเนสาทพูดว่า จงทำให้เล็ก จงขด จงคลาย ให้มีพังพานหนึ่ง ให้มีพังพานสองจนถึงพันพังพาน ให้สูง ให้ต่ำ ให้เห็นตัว ให้หายตัว ให้เห็นครึ่งตัว ให้สีเขียว เหลือง แดง ขาว หงสบาท ให้พ่นควัน เปลวไฟและน้ำ.
               ดังที่ท่านกล่าวว่า พระโพธิสัตว์เนรมิตอาการนั้นแล้วแสดงการฟ้อน.
               พวกมนุษย์เห็นดังนั้นคิดว่าน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี จึงได้ให้เงินทอง ผ้าและเครื่องประดับเป็นอันมาก. เนสาทอาลัมพายน์ได้ทรัพย์ในหมู่บ้านนั้นประมาณ ๑,๐๐๐.
               อันที่จริง เมื่อเนสาทอาลัมพายน์จับพระมหาสัตว์ได้สัญญาว่า ได้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วจักปล่อยพระมหาสัตว์. แต่เนสาทอาลัมพายน์ ครั้นได้ทรัพย์นั้นแล้วคิดว่า ในหมู่บ้านน้อยๆ เรายังได้ทรัพย์ถึงเพียงนี้. ถ้าในพระนครเราจักได้ทรัพย์อีกมากมาย ด้วยความโลภทรัพย์จึงมิได้ปล่อยพระโพธิสัตว์.
               อาลัมพายน์รวบรวมทรัพย์ในหมู่บ้านนั้น จึงให้ช่างทำตะกร้าแก้ว ใส่พระมหาสัตว์ลงในตะกร้านั้น ตนขี่ยานเล็กอย่างสบาย พาบริวารใหญ่ออกจากหมู่บ้าน ให้พระมหาสัตว์เล่นไปตามบ้าน นิคมและราชธานี จนถึงกรุงพาราณสี.
               อาลัมพายน์ไม่ให้น้ำผึ้งและข้าวตอกแก่พระยานาค ให้แต่กบ.
               พระมหาสัตว์ไม่ยอมรับอาหาร เพราะเกรงว่าอาลัมพายน์จะไม่ปล่อย. แม้พระโพธิสัตว์จะไม่รับอาหาร อาลัมพายน์ก็ยังพระมหาสัตว์ให้เล่นตามหมู่บ้านใกล้ประตูพระนคร ๔ ด้านเป็นต้นประมาณ ๑ เดือน.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   อาลัมพายน์อันบุคคลผู้อกตัญญู บอกแล้ว
                         ได้จับเราใส่ไว้ในตะกร้า ให้เราเล่นในที่นั้นๆ
                         แม้เมื่ออาลัมพายน์ใส่เราไว้ในตะกร้า แม้เมื่อบีบ
                         เราด้วยฝ่ามือ เราก็ไม่โกรธ เพราะเรากลัวศีลของ
                         เราจะขาด การที่เราบริจาคชีวิตของตนเป็นของ
                         เบาแม้กว่าหญ้า การล่วงศีลของเราเป็นเหมือนดัง
                         ว่าแผ่นดิน
                                   เราพึงสละชีวิตของเราสิ้นร้อยชาติเนืองๆ
                         เราไม่พึงทำลายศีล แม้เพราะเหตุแห่งทวีปทั้ง ๔
                         ถึงแม้เราจะถูกพราหมณ์อาลัมพายน์ใส่ไว้ใน
                         ตะกร้า เราก็มิได้ทำจิตให้โกรธเคือง เพื่อรักษาศีล
                         เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้เต็ม ฉะนี้แล.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สํสิโต บอกแล้ว คืออาลัมพายน์อันคนอกตัญญู ชี้บอกถึงที่อยู่อย่างนี้ว่า พระยานาคนี้นอนอยู่ที่ยอดจอมปลวก ใกล้ต้นไทรโน้น.
               บทว่า อกตญฺญุนา อธิบายว่า เนสาทพราหมณ์ผู้ประทุษร้ายมิตร ผู้ไม่รู้อุปการะที่ตนทำแล้ว.
               บทว่า อาลมฺพาโน คือ พราหมณ์ผู้จับงูได้ชื่ออย่างนี้ว่า อาลมฺพายน เพราะร่ายวิชาชื่อว่าอาลัมพายน์ คือวิชาสะกดจิต.
               บทว่า มมคฺคหิ คือ ได้จับเรา.
               บทว่า กีเฬติ มํ ตหี ตหึ คือ ให้เราเล่นในบ้าน นิคม ชนบท และราชธานีนั้นๆ เพื่อเลี้ยงชีพของตน.
               บทว่า ติณโตปิ ลหุโก มม ความว่า การบริจาคชีวิตของตนเบา แม้กว่าการบริจาคเส้นหญ้า ย่อมปรากฏแก่เรา.
               บทว่า ปฐวีอุปฺปตนํ วิย ดุจแผ่นดิน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ส่วนการล่วงศีลย่อมปรากฏแก่เราว่า เป็นสิ่งที่หนักกว่านั้นดุจการพลิกแผ่นดินซึ่งหนาถึง ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์.
               บทว่า นิรนฺตรํ ชาติสตํ ความว่า เราพึงสละคือสามารถสละชีวิตของเรา เพราะเหตุการไม่ล่วงศีลเนืองๆ สิ้นร้อยชาติของเราไม่น้อย คือในชาติแม้ร้อยชาติไม่น้อย.
               บทว่า เนว สีลํ ปภินฺเทยฺยํ ความว่า เราไม่พึงทำลายศีลแม้ข้อเดียวที่เราสมาทานแล้ว คือไม่ให้เสื่อม.
               บทว่า จตุทฺทีปาน เหตุปิ แม้เพราะเหตุแห่งทวีปทั้ง ๔ ท่านแสดงว่า เพราะเหตุจักรพรรดิราชสมบัติอันเป็นสิริ.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์ทรงสละแม้ชีวิตของพระองค์ แล้วทรงรักศีลอย่างเดียว ทั้งพระองค์มิได้ทรงโกรธเคืองในพราหมณ์เนสาทอาลัมพายน์ ผู้ทำความย่อยยับให้ เพื่อรักษาศีลนั้นจึงตรัสพระคาถาสุดท้ายมีอาทิว่า อปิจ ดังนี้.
               บทนั้นมีความดังได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
               เมื่อพระโพธิสัตว์ตกอยู่ในเงื้อมมือของคนจับงู พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทรงฝันร้าย ไม่ทรงเห็นโอรส ณ ที่นั้น ได้ถูกความโศกครอบงำ.
               ลำดับนั้น สุทัศนะผู้เป็นเชษฐบุตร (โอรสองค์ใหญ่) ของพระมารดานั้นได้ทราบข่าว จึงส่งสุโภคะพระอนุชาไปสั่งว่า น้องจงไปป่าหิมพานต์ตรวจหาน้องภูริทัตตะที่แม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ และที่สระใหญ่ทั้ง ๗ แล้วจงกลับมา. ส่งอริฏฐะพระอนุชาองค์เล็กไปสั่งว่า หากทวยเทพประสงค์จะฟังธรรมพาน้องภูริทัตตะไปเทวโลก แล้วนำไปในที่นั้น. น้องจงนำภูริทัตตะกลับจากเทวโลก.
               ส่วนตนเองจะไปเที่ยวหาในมนุษยโลก จึงแปลงเพศเป็นดาบสออกจากนาคพิภพ. พระภคินีต่างพระมารดาของพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าอัจจิมุขี มีความรักในพระโพธิสัตว์มาก จึงได้ติดตามไป. สุทัศนะจึงให้นางอัจจิมุขีแปลงเป็นลูกกบใส่ไว้ในระหว่างชฎาเที่ยวตามหาทุกแห่งหน เป็นต้นว่า สถานที่รักษาอุโบสถของพระมหาสัตว์ ถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ ได้ไปยังประตูพระราชวัง.
               ในกาลนั้น อาลัมพายน์เปิดตระกร้าเพื่อให้พระภูริทัตตะแสดงการเล่นถวายพระราชาในท่ามกลางมหาชน ณ พระลานหลวงแล้วได้ให้สัญญาณว่า ออกมาเถิด มหานาค.
               พระมหาสัตว์โผล่ศีรษะมองดูเห็นสุทัศนะพี่ชายจึงเลื้อยออกจากตะกร้าตรงไปหา.
               มหาชนต่างกลัวจึงรีบถอยออกไป.
               พระโพธิสัตว์ไปไหว้สุทัศนะแล้วกลับเข้าตะกร้า. อาลัมพายน์เข้าใจว่าดาบสถูกนาคกัด จึงกล่าวว่า อย่ากลัว อย่ากลัว.
               สุทัศนะกล่าวว่านาคนี้จักทำอะไรเราได้ ชื่อว่าหมองูเช่นกับเราไม่มีอีกแล้ว ต่างโต้เถียงกัน.
               สุทัศนะจึงกล่าวว่า ท่านพานาคนี้มาขู่ เราจะให้ลูกกบกำจัดอาลัมพายน์ให้ย่อยยับ จึงเรียกน้องสาวแล้วเหยียดมือ. ลูกกบนอนอยู่ในระหว่างชฎาได้ยินเสียงของสุทัศนะ จึงร้องเป็นเสียงกบ ๓ ครั้ง แล้วกระโดดออกมานั่งที่จะงอยบ่า คายพิษ ๓ หยดลงในฝ่ามือของสุทัศนะ แล้วเข้าไประหว่างชฎาของสุทัศนะอีก.
               สุทัศนะแสดงหยาดพิษกล่าวว่า หากพิษนี้หยดลงในแผ่นดินต้นหญ้า ต้นหญ้าและป่าทั้งหลายจักย่อยยับหมด. หากขว้างขึ้นไปบนอากาศฝนจะไม่ตกไปตลอด ๗ ปี. หากหยดลงไปในน้ำ สัตว์น้ำมีเท่าใดจะตายหมด เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อจึงให้ขุดบ่อ ๓ บ่อ. บ่อที่หนึ่งให้เต็มด้วยยาต่างๆ. บ่อที่สองให้เต็มไปด้วยโคมัย (คูถโค) บ่อที่สามให้เต็มด้วยยาทิพย์ แล้วจึงใส่หยดพิษลงในบ่อที่หนึ่ง. ทันใดนั้นก็เกิดควันลุกขึ้นเป็นเปลว. หยดพิษนั้นลามไปจับเอาบ่อโคมัย แล้วลุกลามไปถึงบ่อยาทิพย์ ครั้นไหม้ยาทิพย์หมดแล้วก็ดับ.
               อาลัมพายน์ยืนอยู่ใกล้บ่อนั้น ไอควันพิษฉาบเอาผิวหนังลอกไป กลายเป็นขี้เรื้อนด่าง.
               อาลัมพายน์ตกใจกลัวจึงเปล่งเสียงขึ้น ๓ ครั้งว่า ข้าพเจ้าจะปล่อยนาคราช.
               พระโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้น จึงออกจากตะกร้าแล้วเนรมิตอัตภาพ ประดับด้วยสรรพาลังการยืน ยืนโดยท่าทางดั่งเทวราช.
               สุทัศนะและอัจจิมุขีก็ยืนอยู่เหมือนกัน.
               ลำดับนั้น สุทัศนะทูลพระราชาว่าตนเป็นพี่ของพระภูริทัตตะ.
               พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงเข้าไปกอดจุมพิตที่ศีรษะ ทรงนำเข้าภายในพระนคร ทรงกระทำสักการะสัมมานะยิ่งใหญ่ เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับพระภูริทัตตะ จึงตรัสถามว่า พ่อคุณ อาลัมพายน์จับพ่อผู้มีอนุภาพมากถึงอย่างนี้ได้อย่างไร.
               พระภูริทัตตะทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ แล้วทรงแสดงธรรมแก่พระเจ้าลุงว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชาควรครองราชสมบัติโดยทำนองนี้.
               ลำดับนั้น สุทัศนะทูลว่า ข้าแต่พระเจ้าลุง พระมารดาของข้าพระองค์ เมื่อไม่ทรงเห็นภูริทัตตะย่อมลำบาก. พวกข้าพระองค์ไม่สามารถจะอยู่ช้าในที่นี้ได้ แล้วทรงลาพระเจ้าลุงไปยังนาคพิภพกับพระภูริทัตตะและนางอัจจิมุขี.
                         อถ ตตฺถ มหาปุริโส คิลานเสยฺยาย นิปนฺโน คิลาน-
               ปุจฺฉนตฺถํ อาคตาย มหติยา นาคปริสาย เวเท จ ยญฺเญ
               จ พฺราหฺมเณ จ สมฺภาเวตฺวา กาณาริฏฺเฐ กเถนฺเต ตํ
               วาทํ ภินฺทิตฺวา นานานเยหิ ธมฺมํ เทเสตฺวา สีลสมฺปทาย
               ทิฏฺฐิสมฺปทาย จ ปติฏฺฐาเปตฺวา ยาวชีวํ สีลานิ รกฺขิตฺวา
               อุโปสถกมฺมํ กตฺวา อายุปริโยสาเน สคฺคปุรํ ปูเรสิ ฯ

               ครั้งนั้น พระมหาบุรุษนอนเป็นไข้ เมื่ออริฏฐะกล่าวโจมตีคัมภีร์พระเวท คัมภีร์ยัญญ์และคัมภีร์พราหมณของนาคบริษัทหมู่ใหญ่ผู้มาเพื่อถามอาการไข้ จึงทำลายวาทะนั้นเสีย แล้วแสดงธรรมโดยนัยต่างๆ ให้ตั้งอยู่ในศีลสัมปทาและทิฏฐิสัมปทา รักษาศีลตลอดชีวิต กระทำอุโบสถกรรม เมื่อสิ้นอายุก็ไปบังเกิดบนสวรรค์.
               พระมารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นพระราชตระกูลใหญ่ในครั้งนี้.
               เนสาทพราหมณ์ คือเทวทัต.
               โสมทัต คือพระอานนท์.
               นางอัจจิมุขี คือนางอุบลวรรณา.
               สุทัศนะ คือพระสารีบุตร.
               สุโภคะ คือพระโมคคัลลานะ.
               อริฏฐะ คือสุนักขัตตะ.
               พระภูริทัตตะ คือพระโลกนาถ.
               แม้ในภูริทัตตจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระภูริทัตตะนั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
               แม้ในจริยานี้ก็พึงทราบคุณานุภาพของพระโพธิสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ
               การที่พระโพธิสัตว์อันนางนาคกัญญา ๑๖,๐๐๐ บำเรออยู่ดุจรูปวิจิตร ในนาคพิภพของตนร้อยโยชน์ แม้ดำรงอยู่ในความเป็นอิสระในโลกของนาค เช่นกับสมบัติในเทวโลก ก็มิได้มัวเมาในความเป็นอิสระ บำรุงมารดาบิดาทุกกึ่งเดือน.
               การอ่อนน้อมต่อผู้เป็นใหญ่ในตระกูล.
               การตัดปัญหาที่เกิดขึ้นแก่หมู่นาค หมู่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกา หมู่เทพชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้น ด้วยศัสตราคือปัญญาของตน ในท่ามกลางบริษัทนั้นๆ ได้ทันทีทันใด ดุจตัดกำก้านบัวด้วยศัสตราที่ลับดีแล้ว ฉะนั้น แล้วแสดงธรรมสมควรแก่จิตของบริษัทเหล่านั้น.
               ละโภคสมบัติมีประการดังกล่าวแล้ว อธิษฐานอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๔ ไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิตของตน.
               การยอมตกอยู่ในเงื้อมมือของหมองู เพราะเกรงจะพูดผิดคำปฏิญญา.
               แม้เมื่อเนสาทอาลัมพายน์ทำการทารุณมีประการต่างๆ มีอาทิอย่างนี้ คือพ่นน้ำลายเจือด้วยยาพิษลงในปาก จับหางฉุดกระชากครูดสีบนแผ่นดิน เหยียบ.
               แม้พระโพธิสัตว์ได้รับทุกข์ใหญ่ถึงปานนี้ แม้สามารถจะทำเนสาทอาลัมพายน์ให้เป็นเถ้าถ่านด้วยเพียงโกรธแล้วมองดู ก็รำพึงถึงศีลบารมี ไม่มีจิตคิดร้ายแม้แต่น้อยเพราะเกรงศีลจะขาด.
               การทำตามใจเนสาทอาลัมพายน์ด้วยคิดว่าจะให้เขาได้ทรัพย์.
               แม้ยังไม่อธิษฐานศีลก็ไม่โกรธเนสาทพราหมณ์ผู้ทำลายมิตรผู้เป็นคนอกตัญญู ซึ่งสุโภคะนำมาอีก.
               การทำลายวาทะผิดที่อริฏฐะกล่าว แล้วแสดงธรรมโดยปริยายต่างๆ ในนาคบริษัทตั้งอยู่ในศีลและสัมมาทิฏฐิ.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                         ท่านผู้แสวงหาธรรมอันยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์
                         ไม่เคยมี
                                                  ฯลฯ
                         โดยธรรมสมควรแก่ธรรม ฉะนี้แล.
               จบอรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี ๒. ภูริทัตตจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 11อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 12อ่านอรรถกถา 33.3 / 13อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=8973&Z=8991
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com