ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี
๘. ธรรมเทวปุตตจริยา

               อรรถกถาธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘               
               พึงทราบวินิจฉัยในเทวปุตตจริยาที่ ๘.
               บทว่า มหาปกฺโข คือ มีบริวารมาก.
               บทว่า มหิทฺธิโก คือ ประกอบด้วยเทพฤทธิ์มาก.
               บทว่า ธมฺโม นาม มหายกฺโข คือ เทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ชื่อธรรม.
               บทว่า สพฺพโลกานุกมฺปโก คือ เป็นผู้มีเคราะห์โลกทั้งปวงด้วยมหากรุณา ไม่ทำการแบ่งแยก.
               แท้จริง พระมหาสัตว์ในกาลนั้นบังเกิดเป็นเทพบุตรชื่อว่าธรรมเทพบุตร.
               ธรรมเทพบุตรตกแต่งด้วยเครื่องประดับเป็นทิพย์ ขึ้นทิพยรถแวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร เมื่อมนุษย์ทั้งหลายบริโภคอาหารในตอนเย็นแล้ว นั่งสนทนากันอย่างเป็นสุขที่ประตูเรือน ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ประดิษฐานอยู่บนอากาศ ในบ้าน นิคมและราชธานี ชักชวนมนุษย์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ ว่า ท่านทั้งหลายจงเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้น แล้วบำเพ็ญสุจริตธรรม ๓ อย่าง. จงนับถือมารดาบิดา สมณะพราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล. ท่านทั้งหลายจักได้ไปสวรรค์ เสวยยศยิ่งใหญ่ ดังนี้ กระทำประทักษิณชมพูทวีป.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
                         เราชักชวนมหาชนให้สมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐
                         เที่ยวไปยังคามและนิคม มีมิตร มีบริวารชน.

               ในบทเหล่านั้น บทว่า สมิตฺโต คือ มีสหายผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้กล่าวธรรม.
               ก็สมัยนั้น มีเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อว่าอธรรมเทพบุตร เกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร. อธรรมเทพบุตรนั้นชักชวนสัตว์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในอกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยนัยมีอาทิว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าสัตว์ จงลักทรัพย์เถิด แวดล้อมด้วยบริษัทใหญ่ ทำชมพูทวีปให้เป็นบ้าน.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                         เทพบุตรลามก เป็นผู้ตระหนี่ แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐
                         แม้เทพบุตรนั้นก็เที่ยวไปในแผ่นดินนี้ มีมิตรสหาย มี
                         บริวารชน.

               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาโป คือ ประกอบด้วยธรรมลามก.
               บทว่า กทริโย คือ ตระหนี่จัด.
               บทว่า ยกฺโข คือ เทพบุตร.
               บทว่า ทีเปนฺโต ทส ปาปเก แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ คือเที่ยวประกาศชักชวนว่าธรรมลามก ๑๐ ประการมีปาณาติบาตเป็นต้น ควรทำด้วยนัยมีอาทิว่า สักการะ ชื่อว่าเป็นอาหารในสรรพโลก เกิดมาเพื่อเป็นของอุปโภคบริโภค. เพราะฉะนั้น ควรฆ่าสัตว์ทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้ตนอิ่มหมีทำอินทรีย์ให้สำราญ.
               บทว่า โสเปตฺถ คือ อธรรมเทพบุตรนั้นเที่ยวไปในชมพูทวีปนี้.
               บทว่า มหิยา คือ ใกล้แผ่นดิน.
               อธิบายว่า ในอุปจารที่พวกมนุษย์เห็นและได้ยิน.
               ในบทนี้มีความดังต่อไปนี้
               สัตว์เหล่าใดทำกรรมดี เป็นผู้หนักในธรรม สัตว์เหล่านั้นเห็นธรรมเทพบุตรมาอย่างนั้น ลุกจากที่นั่ง บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น. พากันสรรเสริญจนกระทั่งล่วงเลยสายตา ยืนพนมมือไหว้. ได้ฟังถ้อยคำของธรรมเทพบุตรแล้วเป็นผู้ไม่ประมาท ทำบุญโดยเคารพ.
               ส่วนสัตว์เหล่าใดมีความประพฤติลามก มีการงานหยาบช้า สัตว์เหล่านั้นฟังถ้อยคำของอธรรมเทพบุตรแล้วก็พากันพอใจเป็นอย่างยิ่ง ประพฤติกรรมลามกยิ่งขึ้นไปอีก.
               ในกาลนั้น เทพบุตรทั้งสองต่างก็มีวาทะตรงกันข้ามและมีการกระทำตรงกันข้ามของกันและกัน เที่ยวไปในโลกด้วยประการฉะนี้.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
               ธรรมวาทีเทพบุตรและอธรรมวาทีเทพบุตรเป็นข้าศึกแก่กัน.
               เมื่อกาลผ่านไป อยู่มาวันหนึ่งรถของเทพบุตรทั้งสองได้มาประจัญหน้ากันในอากาศ. จึงบริวารของเทพบุตรทั้งสองนั้นต่างก็ถามกันว่า พวกท่านเป็นของใคร พวกท่านเป็นของใคร ต่างก็ตอบว่า เราเป็นของธรรมเทพบุตร เราเป็นของอธรรมเทพบุตร แล้วทั้งสองฝ่ายหลีกจากทาง.
               รถของธรรมเทพบุตรและอธรรมเทพบุตรเผชิญหน้ากัน งอนรถกับงอนรถเกยกัน. ทั้งสองฝ่ายเถียงกันเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งให้ทางว่า ท่านจงหลีกรถของท่านแล้วให้ทางเรา. อีกฝ่ายก็ว่าท่านนั่นแหละ จงหลีกรถของท่านให้ทางเรา.
               ฝ่ายพวกบริวารของเทพบุตรทั้งสอง ต่างก็นำอาวุธออกเตรียมทำสงครามกัน.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   เราทั้งสองนั่งรถสวนทางกันมา ชนรถของกัน
                         และกันที่แอกรถ. การทะเลาะวิวาทอันพึงกลัว ย่อมเป็น
                         ไปแก่เทพบุตรทั้งสองผู้ประกอบด้วยกัลยาณธรรมและ
                         บาปธรรม มหาสงครามปรากฏแล้ว เพื่อจะให้กันและ
                         กัน หลีกทางให้.

               ในบทเหล่านั้น บทว่า ธุเร ธุรํ คือ งอนรถของฝ่ายหนึ่งชนงอนรถของอีกฝ่ายหนึ่ง.
               บทว่า สมิมฺหา คือ มาเผชิญหน้ากัน.
               คำว่า อุโภ ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า แม้เราทั้งสองเป็นข้าศึกของกันและกัน เที่ยวไปในโลก วันหนึ่งมาเผชิญหน้ากัน เมื่อบริวารทั้งสองฝ่ายหลีกจากทาง พร้อมกับรถ เราทั้งสองก็เผชิญหน้ากันอีก.
               บทว่า เภสฺมา คือ น่ากลัว.
               บทว่า กลฺยาณปาปกสฺส จ คือ กัลยาณธรรมและบาปธรรม.
               บทว่า มหายุทฺโธ อุปฏฺฐิโต คือ มหาสงครามปรากฏแล้ว.
               จริงอยู่ ความที่บริวารต้องการจะรบกันและกันก็เกิดขึ้น.
               ในทั้งสองฝ่ายนั้น ธรรมเทพบุตรกล่าวกะอธรรมเทพบุตรว่า ดูก่อนสหาย ท่านเป็นอธรรม เราเป็นธรรม ทางจึงสมควรแก่เรา ท่านจงหลีกรถของท่านแล้วให้ทางเราเถิด.
               อีกฝ่ายหนึ่งก็กล่าวว่า เรามียานแข็งแรง มีกำลัง ไม่หวาดสะดุ้ง เพราะฉะนั้น เราไม่ให้ทาง แต่เราจะรบ ทางจงเป็นของผู้ชนะในการรบเถิด.
               ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
               ธรรมเทพบุตร
                                   เราเป็นผู้ให้ยศ ให้บุญ สมณะและพราหมณ์
                         สรรเสริญทุกเมื่อ เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชา
                         จึงสมควรได้ทาง.
                                   ดูก่อนอธรรมเทพบุตร เราเป็นธรรมเทพบุตร
                         ท่านจงให้ทางเถิด.
               อธรรมเทพบุตร
                                   เราไม่หวาดสะดุ้ง มีกำลังขึ้น อธรรมยานแข็ง
                         แรง. ดูก่อนธรรมเทพบุตร วันนี้ เราจะให้ทางที่เรา
                         ไม่เคยให้แก่ใครๆ แก่ท่านได้ เพราะเหตุไรเล่า.
               ธรรมเทพบุตร
                                   ธรรมนั่นแลปรากฏมาก่อน อธรรมเกิดในโลก
                         ภายหลัง เราจึงเป็นพี่ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นคนเก่าแก่.
                         ดูก่อนน้อง ท่านจงหลีกทางให้พี่เถิด.
               อธรรมเทพบุตร
                                   เราพึงให้ทางแก่ท่าน มิใช่เพราะคำอ้อนวอน
                         เพราะคำชื่นชม เพราะสมควรแก่ทาง วันนี้ เราทั้งสอง
                         จงมารบกันเถิด ทางจักเป็นของผู้ชนะในการรบ.
               ธรรมเทพบุตร
                                   ดูก่อนอธรรมเทพบุตร เราธรรมเทพบุตรมี
                         กำลังมาก มียศนับไม่ได้ หาผู้เปรียบมิได้ เข้าถึงคุณ
                         ธรรมทั้งปวง ปรากฏแพร่หลายไปทั่วทิศ ท่านจักชนะ
                         ได้อย่างไร.
               อธรรมเทพบุตร
                                   ค้อนเหล็กทุบเงินได้ เงินทุบค้อนเหล็กไม่ได้
                         หากวันนี้ อธรรมจักฆ่าธรรมได้ เราผู้เป็นเหล็กจะพึง
                         แสดงให้เห็นเป็นดุจทองคำ.
               ธรรมเทพบุตร
                                   ดูก่อนอธรรมเทพบุตร หากท่านมีกำลังในการ
                         รบ คนเจริญและครู ย่อมไม่มีแก่ท่าน เราจะให้ทาง
                         แก่ท่าน ด้วยความไม่รัก ดุจด้วยความรัก เราอดทน
                         วาจาหยาบของท่านได้.
               คาถาเหล่านี้เป็นคาถาโต้ตอบของธรรมเทพบุตรและอธรรมเทพบุตร.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโสกโร คือ ให้ยศแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการชักชวนให้ประพฤติธรรม.
               แม้ในบทที่สองก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า สทาตฺถุโต คือ ยกย่องทุกเมื่อ ได้แก่สรรเสริญเป็นนิจ.
               บทว่า ส กิสฺส เหตุมฺหิ ตวชฺช ทชฺชํ คือ เราอธรรมเทพบุตรขึ้นรถอธรรมยานไม่กลัว มีกำลัง. เฮ้ยธรรมเทพบุตร วันนี้เราจะให้ทางซึ่งเราไม่เคยให้แก่ใครๆ แก่ท่านได้ เพราะเหตุไรเล่า.
               บทว่า ปาตุรโหสิ ได้แก่ ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ในโลกนี้ ได้ปรากฏมาก่อนครั้งปฐมกัป.
               บทว่า เชฏฺโฐ จ ท่านกล่าวว่าเราเป็นพี่ เป็นผู้ประเสริฐ และเป็นคนเก่าแก่ เพราะเกิดก่อน. ส่วนท่านเป็นน้อง เพราะฉะนั้น น้องจงหลีกทางให้พี่.
               บทว่า นปิ ปาติรูปา ดูก่อนท่านธรรมเทพบุตร ความจริง เราพึงให้ทางแก่ท่านมิใช่เพราะความอ้อนวอน มิใช่เพราะคำชื่นชม มิใช่เพราะสมควรแก่ทาง.
               บทว่า อนุวิสโฏ คือ เราเป็นผู้ปรากฏแพร่หลายด้วยคุณธรรมของตนไปทั่วทิศ คือทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔.
               บทว่า โลเหน คือ ค้อนเหล็ก. บทว่า หญฺฉติ คือ จักฆ่า.
               บทว่า ยุทฺธพโล อธมฺม คือ ดูก่อนอธรรมเทพบุตร หากท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบ.
               บทว่า วุฑฺฒา จ ครู จ คือหากว่าคนเจริญเหล่านี้ ครูเหล่านี้ที่เป็นบัณฑิตไม่มีแก่ท่านด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า ปิยาปฺปิเยน คือด้วยความไม่รัก ดุจความรัก.
               อธิบายว่า เมื่อเราให้แม้ด้วยความไม่รักก็ย่อมให้หนทางแก่ท่าน ดุจด้วยความรัก.
               ก็ในกาลนั้น พระมหาสัตว์คิดว่า หากเราดีดนิ้วมือแล้วพึงกล่าวกะบุคคลลามกนี้ผู้ปฏิบัติเพื่อความไม่เป็นประโยชน์แก่สรรพโลก ยึดถือสิ่งตรงกันข้ามกับเราอย่างนี้ว่า ดูก่อนคนไม่มีมารยาท ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย รีบหลีกไปเสียเถิด จงพินาศเถิด. ในขณะนั้นเอง เขาจะพึงกระจัดกระจายไปดุจเถ้าถ่านด้วยธรรมเดชของเรา. แต่นั่นไม่สมควรแก่เรา.
               เราอนุเคราะห์สรรพโลก จะปฏิบัติโดยมุ่งหวังว่าจักยังโลกัตถจริยาให้ถึงที่สุด.
               ก็คนลามกนี้แหละจะมีส่วนแห่งทุกข์ใหญ่ต่อไป เราจะพึงอนุเคราะห์คนลามกนี้เป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น เราจะให้ทางแก่เขา. ด้วยอาการอย่างนี้ ศีลของเราจักบริสุทธิ์ด้วยดีจักไม่ขาด.
               ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ดำริอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า หากท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบ ดังนี้เป็นต้น พอหลีกจากทางให้หน่อยหนึ่งเท่านั้น อธรรมเทพบุตรไม่สามารถอยู่บนรถได้ หัวทิ่มลงบนแผ่นดิน แผ่นดินแยกออก ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   หากเราพึงโกรธเคืองอธรรมเทพบุตรนั้น
                         ถ้าเราพึงทำลายตบะคุณ เราพึงทำอธรรมเทพ-
                         บุตรนั้นพร้อมทั้งบริวารให้เป็นดุจธุลีได้ แต่เพื่อ
                         จะรักษาศีลไว้ เราจึงระงับความปรารถนาแห่ง
                         ใจเสีย พร้อมทั้งบริษัท ได้หลีกทางให้แก่อธรรม-
                         เทพบุตร พร้อมกับเมื่อหลีกจากทาง ทำการระงับ
                         จิตได้ แผ่นดินได้ให้ช่องแก่อธรรมเทพบุตร ใน
                         ขณะนั้น ดังนี้.

               ในบทเหล่านั้น บทว่า ยทิหํ ตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ คือ ผิว่า เราพึงโกรธอธรรมเทพบุตรนั้น.
               บทว่า ยทิ ภินฺเท ตโปคุณํ คือ ผิว่าเราพึงยังศีลสังวร อันเป็นตบะคุณของเราให้พินาศไปด้วยความโกรธอธรรมเทพบุตรนั้น.
               บทว่า สหปริชนํ ตสฺส คือ อธรรมเทพบุตรนั้นพร้อมด้วยบริวาร.
               บทว่า รชภูตํ เป็นดุจธุลี คือเราพึงทำให้ถึงความเป็นธุลี.
               บทว่า อหํ ในบทว่า อปิจาหํ นี้เป็นเพียงนิบาต.
               บทว่า สีลรกฺขาย คือ เพื่อรักษาศีล.
               บทว่า นิพฺพาเปตฺวาน คือ สงบใจด้วยสงบความกระวนกระวายอันเกิดแต่โทสะ โดยไม่ให้ความโกรธอันเกิดขึ้นในอธรรมเทพบุตรนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะเราเข้าไปตั้งขันติ เมตตาและความเอ็นดูไว้ล่วงหน้าแล้ว.
               บทว่า สห ชเนโนกฺกมิตฺวา คือ เราได้หลีกทางพร้อมกับบริวารชนของเรา แล้วให้ทางแก่อธรรมเทพบุตรผู้ลามกนั้น.
               บทว่า สห ปถโต โอกฺกนฺเต พร้อมกับเมื่อเราหลีกทางให้ คือพร้อมกับเราทำความสงบจิตตามนัยดังกล่าวแล้ว และกล่าวว่า เราให้ทางแก่ท่าน แล้วหลีกทางให้หน่อยหนึ่ง.
               บทว่า ปาปยกฺขสฺส คือ ธรรมเทพบุตร.
               บทว่า ตาวเท คือ ในขณะนั้นเองมหาปฐพีก็ได้ให้ช่อง.
               แต่ในอรรถกถาชาดก ท่านกล่าวไว้ว่า ในขณะที่กล่าวคาถาว่า เราให้ทางแก่ท่านนั่นเอง มหาปฐพีได้ให้ช่อง.
               เมื่ออธรรมเทพบุตรตกลงไปบนแผ่นดินอย่างนั้น มหาปฐพีหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์แม้ทรงไว้ซึ่งสิ่งดีและไม่ดีทั้งสิ้น ก็ได้แยกออกเป็น ๒ ส่วนในที่ที่อธรรมเทพบุตรยืนอยู่นั้น เหมือนจะกล่าวว่า เราไม่ทรงบุรุษชั่วนี้ไว้ได้.
               ส่วนพระมหาสัตว์ เมื่ออธรรมเทพบุตรนั้นตกลงไปเกิดในอเวจีมหานรก ยังคงยืนอยู่ที่แอกรถพร้อมกับบริวารด้วยเทวานุภาพใหญ่ ไปตามทางที่ไปนั่นเอง แล้วเข้าไปยังภพของตน.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
                         ธรรมเทพบุตรมีขันติเป็นกำลัง ชนะอธรรมเทพบุตร
                         ผู้มีกำลังในการรบ ทำอธรรมเทพบุตร ฝังไว้ในแผ่น
                         ดิน. ธรรมเทพบุตรเป็นผู้มีกำลังยิ่งไม่ล่วงสัจจะ ดีใจ
                         ขึ้นรถไปตามนั่นเอง.

               อธรรมเทพบุตรในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้.
               บริวารของอธรรมเทพบุตร คือบริษัทของเทวทัต.
               ธรรมเทพบุตร คือพระโลกนาถ.
               บริวารของธรรมเทพบุตร คือพุทธบริษัท.
               แม้ในธรรมเทวปุตตจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือตามควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
               อนึ่ง แม้ในจริยานี้ก็พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ
               การที่เมื่อพระมหาสัตว์เปี่ยมพร้อมด้วย อายุ วรรณะ ยศ สุขและความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ ด้วยกามคุณอันยิ่งใหญ่เป็นทิพย์เหมือนกัน อันนางอัปสร ๑,๐๐๐ บำเรออยู่ตลอดกาล น่าจะตั้งอยู่ในความประมาทอย่างใหญ่ แต่มิได้ถึงความประมาทแม้แต่น้อย แสดงธรรมในวัน ๑๕ ค่ำทุกๆ เดือนด้วยหวังว่า จักยังโลกัตจริยาให้ถึงที่สุด พร้อมด้วยบริวารเที่ยวไปในทางของมนุษย์ ยังสรรพสัตว์ให้เว้นจากอธรรม แล้วประกอบในธรรมด้วยมหากรุณา.
               การที่พระโพธิสัตว์แม้พบกับอธรรมเทพบุตร ก็มิได้คำนึงถึงความไร้มารยาทที่อธรรมเทพบุตรแสดงออกมา ไม่ทำจิตให้โกรธในอธรรมเทพบุตรนั้น ยังขันติ เมตตาและความเอ็นดูเท่านั้นให้ตั้งอยู่ แล้วรักษาศีลของตนมิให้ขาด และให้บริสุทธิ์เป็นอย่างดี.
               จบอรรถกถาธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี ๘. ธรรมเทวปุตตจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 17อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 18อ่านอรรถกถา 33.3 / 19อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=9090&Z=9108
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :