ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญทานบารมี
๒. สังขพราหมณจริยา

               อรรถกถาสังขพราหมณจริยาที่ ๒               
               พึงทราบวินิจฉัยในสังขพราหมณจริยาที่สองดังต่อไปนี้.
               บทว่า ปุนาปรํ ตัดบทเป็น ปุน อปรํ.
               อีกเรื่องหนึ่ง อธิบายว่า บทนี้มิใช่อกิตติจริยาอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้เราจักกล่าว แม้สังขจริยาอื่นอีก ท่านจงฟัง.
               แม้ในบทอื่นจากนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า สงฺขสวฺหโย เป็นชื่อของสังขพราหมณ์.
               บทว่า มหาสมุทฺทํ ตริตุกาโม คือ ประสงค์จะข้ามมหาสมุทรด้วยเรือเพื่อไปยังสุวรรณภูมิ.
               บทว่า อุปคจฺฉามิ ปฏฺฏนํ คือ จะไปอาศัยเมืองท่าชื่อว่าตามลิตติอยู่.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสยัมภู เพราะเป็นผู้เห็นเอง เพราะบรรลุปัจเจกโพธิญาณด้วยพระสยัมภูญาณ. ชื่อว่าอปราชิตะ เพราะบรรดามารทั้งหลายมีกิเลสมารเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งชนะไม่ได้.
               อธิบายว่า ย่ำยีที่สุดแห่งมารทั้งหลาย ๓.
               บทว่า ตตฺตาย กฐินภูมิยา บนภาคพื้นอันแข็ง ร้อนจัด คือบนภาคพื้นอันแข็งหยาบ เต็มไปด้วยกรวดและทรายอันร้อนระอุในฤดูร้อน.
               บทว่า ตํ คือ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น.
               อิมมตฺถํ เนื้อความนี้ คือเนื้อความมีอาทิว่า บุญเขตนี้อันจะกล่าวถึงเดี๋ยวนี้.
               บทว่า วิจินฺตยึ คิดแล้ว คือพระศาสดาตรัสว่า ครั้งนั้นเราเป็นสังขพราหมณ์คิดแล้ว.
               พึงทราบกถาตามลำดับในบทนั้นดังต่อไปนี้.
               ในอดีต กรุงพาราณสีนี้ชื่อว่าโมฬินีนคร เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ ณ โมฬินีนคร. พระโพธิสัตว์เป็นพราหมณ์ชื่อว่าสังขะ เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากให้ตั้งโรงทาน ๖ แห่ง ในที่ทั้ง ๖ คือที่ประตูนคร ๔ ที่กลางนคร ๑ ที่ประตูบ้านของตน ๑ สละทรัพย์ทุกวัน วันละ ๖๐๐,๐๐๐ ยังมหาทานให้เป็นไปในบรรดาคนยากจนและเดินทางเป็นต้น.
               วันหนึ่ง สังขพราหมณ์คิดว่า เมื่อทรัพย์ในเรือนหมด เราก็จักไม่สามารถจะให้ทานได้ เมื่อทรัพย์ยังไม่หมดทีเดียว เราจักไปยังสุวรรณภูมิด้วยเรือแล้วนำทรัพย์มา.
               สังขพราหมณ์บรรทุกสินค้าเต็มเรือเรียกบุตรภรรยามากล่าวว่า พวกท่านอย่าเลิกละทานของเราพึงทำอย่าให้ขาดจนกว่าเราจะกลับมาแล้ว แวดล้อมด้วยทาสและกรรมกร สวมรองเท้ากางร่มบ่ายหน้าไปยังปัฏฏนคาม.
               ในขณะนั้น ณ ภูเขาคันธมาทน์มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่ตลอด ๗ วัน ครั้นออกจากนิโรธสมาบัติแล้วจึงตรวจดูสัตวโลกเห็นสังขพราหมณ์กำลังนำทรัพย์มา รำพึงอยู่ว่า มหาบุรุษจะไปนำทรัพย์มา อันตรายในมหาสมุทรจักมีแก่เขาหรือไม่มีหนอ รู้ว่าจักมีอันตราย คิดว่ามหาบุรุษผู้นี้เห็นเราจักถวายร่มและรองเท้าแก่เราด้วยอานิสงส์ถวายรองเท้า เมื่อเรือแตกในมหาสมุทรจักได้ที่พึ่ง เราจักอนุเคราะห์เขา จึงเหาะไปทางอากาศ แล้วลงไม่ไกลสังขพราหมณ์นั้น ครั้นเวลาเที่ยงด้วยลมและแดดอันร้อนแรง เหยียบทรายร้อนคล้ายกับลาดไว้ด้วยถ่านไฟ เดินมาถึงข้างหน้าสังขพราหมณ์นั้น.
               สังขพราหมณ์เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น มีความยินดีร่าเริงคิดว่า บุญเขตมาหาเราแล้ววันนี้ เราควรจะหว่านพืชในเขตนี้.
               ด้วยเหตุพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า เราเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเดินสวนทางมา จึงคิดเนื้อความนี้ ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ เขตฺตํ เป็นต้น แสดงอาการคิด.
               บทว่า เขตฺตํ ชื่อว่าเขต เพราะป้องกันพืชที่หว่านไปโดยทำให้มีผลมาก คือพื้นที่ปลูกปุพพัณชาติ (เช่นข้าว ข้าวฟ่าง ลูกเดือยเป็นต้น) และอปรัณณชาติ (เช่นถั่วงาเป็นต้น นอกจากข้าว) ให้งอกงาม.
               ในที่นี้ พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ ชื่อว่าเป็นบุญเขตเพราะเป็นดุจเขต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปุญฺกามสฺส ชนฺตุโน ผู้เป็นสัตว์ต้องการบุญ.
               บทว่า มหาคมํ คือ เป็นที่มาแห่งผลอันไพบูลย์. อธิบายว่า ให้ความสมบูรณ์แห่งข้าวกล้า.
               บทว่า พีชํ น โรเปติ คือ ไม่ปลูกพืช.
               บทว่า เขตฺตวรุตฺตมํ คือ อุดมแม้ในเขตบุญอันประเสริฐ.
               จริงอยู่ พระอริยสาวกทั้งหลายผู้ถึงพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้นเป็นบุญเขตอันประเสริฐกว่ากิเลส. พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศกว่านั้นจึงชื่อว่าเป็นบุญเขตอันประเสริฐสูงสุด.
               บทว่า การํ คือ สักการะ. พึงเชื่อมความว่า ยทิ น กโรมิ ผิว่าไม่ทำบุญ.
               บทนี้ท่านอธิบายไว้ว่า ผิว่าเราได้บุญเขตอันยอดเยี่ยมแล้วไม่ทำการบูชาสักการะในบุญเขตนั้น เราก็ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ต้องการบุญ.
               พึงทราบความสังเขปแห่งคาถาสองคาถามีอาทิว่า ยถา อมจฺโจ ดังต่อไปนี้
               เหมือนบุรุษอำมาตย์หรือเสนาบดี พระราชาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเสริมสร้างความยินดีได้รับตราตั้งแล้ว เขาไม่ปฏิบัติตาม พระราชโองการในชนภายในเมืองและในหมู่พลเป็นต้นภายนอก ไม่ให้ทรัพย์สมบัติแก่พวกเขา ทำให้การปฏิบัติที่ควรทำเสื่อมเขาย่อมเสื่อมจากความยินดี ย่อมเสื่อมจากสมบัติที่ได้จากตำแหน่งเสริมสร้างความยินดี ฉันใดแม้เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยินดีในการทำบุญเป็นผู้ใคร่บุญ กล่าวคือผลบุญที่ควรได้เห็นทักขิไณยบุคคลอันไพบูลย์นั้น คือได้ทักขิไณยบุคคลผู้เลอเลิศ ด้วยการทำทักษิณาให้มีผลไพบูลย์ ผิว่าไม่ให้ทานแก่ทักขิไณยบุคคลนั้น จักเสื่อมจากบุญและจากผลบุญต่อไป. เพราะฉะนั้น เราจึงควรทำบุญ ณ ที่นี้แล.
               มหาบุรุษครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ถอดรองเท้าแต่ไกลรีบเข้าไปไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่าพระคุณเจ้าขอรับนิมนต์เข้าไปยังโคนไม้นี้ เพื่ออนุเคราะห์กระผมด้วยเถิด.
               เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปยังโคนไม้นั้น จึงขนทรายมาแล้วปูผ้าห่ม เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้านั่ง ณ ที่นั้นไหว้แล้วเอาน้ำที่กรองไว้ล้างเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า เอาน้ำมันหอมทา เช็ดรองเท้าของตน ขัดด้วยน้ำมันหอมแล้ว สวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่า พระคุณเจ้าขอรับ นิมนต์สวมรองเท้านี้ แล้วกางร่มนี้ไปเถิดขอรับ แล้วได้ถวายร่มและรองเท้า.
               แม้พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อมหาบุรุษแลดูเพื่อเจริญความเลื่อมใส ก็รับร่มและรองเท้าเหาะไปยังเวหาไปถึงภูเขาคันธมาทน์.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
                         ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้วจึงถอดรองเท้าไหว้
                         เท้าของท่านแล้วได้ถวายร่มและรองเท้า.
               พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นมีใจเลื่อมใสยิ่งนัก จึงขึ้นเรือไปยังปัฏฏนคาม.
               ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ข้ามมหาสมุทรไปในวันที่ ๗ เรือก็ทะลุ. พวกทาสและกรรมกรไม่สามารถจะวิดน้ำออกได้. ผู้คนต่างกลัวมรณภัย จึงไหว้เทวดาของตนๆ ร้องเสียงระงม. พระโพธิสัตว์พาคนรับใช้คนหนึ่งไป แล้วเอาน้ำมันทาทั่วตัว บริโภคน้ำตาลกรวดกับเนยใส ตามความต้องการ ให้คนรับใช้บริโภคบ้าง แล้วขึ้นยอดเสากระโดงเรือกับคนรับใช้กำหนดทิศทางว่า เมืองของเราอยู่ทางทิศนี้ ตั้งสัจจาธิษฐาน เพื่อให้พ้นจากอันตรายคือปลาและเต่า จึงก้าวลงยังที่ประมาณอุสภะหนึ่งกับคนรับใช้ พยายามจะว่ายข้ามมหาสมุทร.
               ส่วนมหาชนได้ถึงความพินาศในมหาสมุทรนั่นเอง.
               เมื่อพระโพธิสัตว์ข้ามอยู่นั้นล่วงไป ๗ วัน. ในเวลานั้น พระโพธิสัตว์เอาน้ำเค็มบ้วนปากแล้วรักษาอุโบสถ.
               ในครั้งนั้น นางเทพธิดามณีเมขลาซึ่งท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ตั้งไว้คอยดูแลบุรุษผู้วิเศษเช่นนี้ เผลอไป ๗ วันด้วยความเป็นใหญ่ของตน ในวันที่ ๗ ได้เห็นพระโพธิสัตว์แล้วสังเวชใจว่า หากบุรุษนี้ตายในมหาสมุทรนี้ เราต้องได้รับคำติเตียนมากมาย จึงเอาอาหารทิพย์บรรจุลงในภาชนะทองคำรีบมาแล้วกล่าวว่า ท่านพราหมณ์บริโภคอาหารทิพย์นี้เถิด.
               พระโพธิสัตว์มองดูเทพธิดานั้นจึงปฏิเสธว่า เราไม่บริโภค เรารักษาอุโบสถ.
               เมื่อจะถามเทพธิดานั้นจึงกล่าวว่า :-
                         ท่านเชื้อเชิญเราเป็นอย่างดี ท่านกล่าวกะเราว่า
                         เชิญบริโภคอาหาร ดูก่อนนารีผู้มีอานุภาพมาก
                         เราขอถามท่าน ท่านเป็นเทพธิดาหรือเป็นมนุษย์.
               เทพธิดามณีเมขลา เมื่อจะให้คำตอบแก่พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
                                   ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็นเทพธิดา
                         มีอานุภาพมาก มาในท่ามกลางมหาสมุทรนี้ มี
                         ความสงสาร มิได้มีจิตประทุษร้าย มาในที่นี้เพื่อ
                         ประโยชน์แก่ท่าน ข้าพเจ้าขอมอบข้าวน้ำ ที่นอน
                         ที่นั่งและยานหลายชนิดแก่ท่านทั้งหมด ขอท่าน
                         นำไปใช้ตามความปรารถนาเถิด.
               พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เทพธิดานี้กล่าวว่า ข้าพเจ้าให้สิ่งนี้ๆ แก่ท่านบนหลังมหาสมุทร ก็เทพธิดานี้กล่าวคำใดแก่เรา แม้คำนั้นก็สำเร็จด้วยบุญของเรา อนึ่ง เทพธิดานี้จะรู้จักบุญของเราหรือ หรือไม่รู้จักเราจักถามนางดูก่อน.
               เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
                                   ท่านผู้มีร่างงาม มีตะโพกงาม มีคิ้วและ
                         ขาอ่อนงาม มีสะเอวงาม เป็นอิสระแห่งบุญ
                         กรรมทั้งหมดของเรา ท่านทำการบูชา เส้น
                         สรวงเรา นี้เป็นผลของกรรมอะไรของเรา.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ยิฏฺฐํ คือ บูชาแล้วด้วยการให้.
               บทว่า หุตํ คือ ให้แล้วด้วยการบูชาและต้อนรับ.
               บทว่า สพฺพสฺส โน อิสฺสรา ตฺวํ คือ ท่านเป็นอิสระแห่งบุญกรรมทั้งหลายของเรา คือสามารถพยากรณ์ได้ว่า นี้เป็นผลของกรรมนี้ นี่เป็นผลของกรรมนี้ ดังนี้.
               บทว่า สุสฺโสณิ คือ มีตะโพกงาม.
               บทว่า สุพฺภูรุ คือ มีคิ้วและขาอ่อนงาม.
               บทว่า วิลคฺคมชฺเฌ ท่ามกลางตัวคือสะเอว.
               บทว่า กิสฺส เม คือ นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไรในกรรมที่เราทำแล้ว เราได้ที่พึ่งในวันนี้ในมหาสมุทรซึ่งหาที่พึ่งมิได้ด้วยกรรมใด.
               เทพธิดาได้ฟังดังนั้นคิดว่า พราหมณ์นี้ไม่รู้กุศลกรรมที่ตนทำไว้ เพราะเหตุนั้นคงจะถามเพื่อรู้ เราจักบอกกะเขา เมื่อจะบอกถึงเหตุอันเป็นบุญที่พราหมณ์ได้ถวายร่มและรองเท้าแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าในวันขึ้นเรือ จึงกล่าวคาถาว่า :-
                                   ท่านสังขพราหมณ์ ท่านได้ถวายรองเท้า
                         กะภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเหยียบลงไปบนทรายร้อน
                         เดือดร้อนลำบากในทางอันร้อนระอุ ทักษิณา
                         นั้น เป็นผลให้ความปรารถนาแก่ท่านในวันนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกภิกฺขุ ํ ท่านกล่าวหมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง.
               บทว่า อุคฺฆฏฺฏปาทํ คือ เหยียบลงไปบนทรายร้อน. อธิบายว่า มีเท้าถูกเบียดเบียน.
               บทว่า ตสิตํ คือ หวาดสะดุ้ง.
               บทว่า ปฏิปาทยิ คือ มอบให้.
               บทว่า กามทุหา คือ ให้ความใคร่ทั้งปวง.
               พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นมีความยินดีว่า เราถวายร่มและรองเท้าเป็นผลให้สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง ในมหาสมุทรอันหาที่พึ่งมิได้เห็นปานนี้ น่าปลื้มใจ เราได้ถวายดีแล้ว จึงกล่าวคาถาว่า :-
                                   เรือลำนั้น มีแผ่นกระดานมากไม่ต้อง
                         ขวนขวายหา ประกอบด้วยลมพัดเฉื่อยๆ ใน
                         มหาสมุทรนี้ ไม่มีพื้นที่ของยานอื่น เราต้อง
                         ไปถึงโมฬินีนครได้ในวันนี้แหละ.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ผลกูปปนฺนา คือประกอบด้วยแผ่นกระดาน เพราะมีแผ่นกระดานมากเพราะเป็นเรือใหญ่. ชื่อว่าไม่ต้องขวนขวาย เพราะน้ำไม่ไหลเข้า. ชื่อว่าประกอบด้วยลมพัดเฉื่อยๆ เพราะลมพาไปเรียบร้อย.
               เทพธิดาได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์มีความยินดีร่าเริง จึงเนรมิตเรือสำเร็จด้วยแก้วทุกชนิด ยาว ๘ อุสภะ กว้าง ๔ อุสภะ ลึก ๑ อุสภะแล้วเนรมิตเรือสำเร็จด้วยแก้วอินทนิล เงินและทองเป็นต้นประกอบด้วยเสากระโดง พายและหางเสือ เต็มไปด้วยแก้ว ๗ ประการ แล้วจูงพราหมณ์ให้ขึ้นเรือ แต่เทพธิดาไม่เห็นคนรับใช้ของพราหมณ์.
               พราหมณ์ได้แผ่ส่วนบุญจากความดีที่ตนทำไว้ให้แก่คนรับใช้นั้น เขาอนุโมทนา.
               เทพธิดาจึงจูงคนรับใช้นั้นให้ขึ้นเรือ นำเรือไปถึงโมฬินีนคร เอาทรัพย์ไปตั้งไว้ในเรือนของพราหมณ์แล้วจึงกลับที่อยู่ของตน.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
                                   เทพธิดานั้น ปลื้มใจ ดีใจ อิ่มเอิบใจ
                         เนรมิตเรือสวยงาม พาสังขพราหมณ์พร้อม
                         ด้วยคนรับใช้ ส่งถึงนครเรียบร้อย.
               จริงอยู่ ในเจตนา ๗ อย่าง เจตนาต้นด้วยความสมบูรณ์แห่งจิตของพระโพธิสัตว์ และด้วยความที่พระปัจเจกพุทธเจ้าออกจากนิโรธ จึงเป็นเจตนาที่ให้ได้เสวยผลในปัจจุบันและมีผลมากมายยิ่ง. แม้ผลนี้พึงเห็นว่าเป็นผลของความไม่ประมาทต่อทานนั้น.
               จริงอยู่ ทานนั้นมีผลประมาณไม่ได้ เป็นโพธิสมภาร.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
                                   เพราะเหตุนั้นเราจึงเป็นผู้ละเอียดอ่อน
                         เจริญสุขได้ร้อยเท่า อนึ่ง เมื่อเราบำเพ็ญทาน
                         ให้บริบูรณ์ ได้ถวายทานแก่ท่านนั้นอย่างนี้แล.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า เตน คือ จากพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น.
               บทว่า สตคฺณโต คือ ร้อยเท่า.
               ในครั้งนั้น เราเป็นสังขพราหมณ์ เป็นผู้ละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้น เราจึงได้รับความสุข คือเจริญสุข.
               อนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจึงบำเพ็ญทานให้บริบูรณ์.
               พระศาสดาทรงประกาศความที่อัธยาศัยในทานของพระองค์กว้างขวางมากว่า ขอทานบารมีของเราจงบริบูรณ์ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงได้ถวายร่มและรองเท้าแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น ไม่คำนึงถึงทุกข์ในร่างกายของตนเลย.
               แม้พระโพธิสัตว์อยู่ครองเรือนซึ่งมีทรัพย์นับไม่ถ้วนตลอดชีวิต ได้ให้ทานมากมาย รักษาศีล เมื่อสิ้นอายุก็ยังเทพนครให้เต็มพร้อมด้วยบริษัท.
               เทพธิดาในครั้งนั้น ได้เป็นอุบลวรรณาเถรีในครั้งนี้.
               บุรุษรับใช้ในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้.
               สังขพราหมณ์คือพระโลกนาถ.
               สังขพราหมณ์นั้นย่อมได้รับบารมีแม้เหล่านี้ คือศีลบารมี ด้วยอำนาจแห่งนิจศีลและอุโบสถศีลอันบริสุทธิ์ด้วยดี. เนกขัมมบารมีด้วยอำนาจแห่งกุศลธรรม เพราะออกจากธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทานและศีลเป็นต้น. วิริยบารมี ด้วยอำนาจแห่งความอุตสาหะยิ่งเพื่อให้สำเร็จ ทานบารมีเป็นต้นและด้วยอำนาจแห่งความพยายามข้ามมหาสมุทร. ขันติบารมี ด้วยอำนาจแห่งความอดกลั้นเพื่อประโยชน์อันนั้น. สัจจบารมี ด้วยการปฏิบัติสมควรแก่ปฏิญญา. อธิฏฐานบารมี ด้วยอำนาจแห่งการสมาทานและความตั้งใจไม่หวั่นไหวในที่ทั้งปวง. เมตตาบารมี ด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัยเกื้อกูลในสรรพสัตว์ทั้งหลาย. อุเบกขาบารมี ด้วยการถึงความเป็นกลางในความผิดปกติอันสัตว์และสังขารทำไว้. ปัญญาบารมี คือปัญญาอันเกิดขึ้นเอง และปัญญาอันเป็นอุบายโกศล เพราะรู้ธรรมเป็นอุปการะและไม่เป็นอุปการะแห่งบารมีทั้งปวงแล้ว ละธรรมไม่เป็นอุปการะเสียมุ่งปฏิบัติในธรรมเป็นอุปการะ.
               เทศนาเป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่งทานบารมี อันเป็นความกว้างขวางยิ่งแห่งผู้มีอัธยาศัยในการให้.
               อนึ่ง เพราะในที่นี้ได้บารมีครบ ๑๐ ประการ ฉะนั้นในที่นี้ควรเจาะจงกล่าวถึงคุณของพระโพธิสัตว์มีมหากรุณาเป็นต้น ในภายหลังตามสมควร.
               อนึ่ง พึงทราบคุณของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ว่า การไม่คำนึงถึงโภคสุขของตนด้วยมหากรุณาคิดว่า เราจักบำเพ็ญทานบารมี ดังนี้ แล้วเตรียมการเดินทางทางมหาสมุทร เพื่อนำสัมภาระในการให้ไป แม้เมื่อตกลงไปในมหาสมุทรก็อธิษฐานอุโบสถ ในมหาสมุทรนั้น และการไม่ให้เทพธิดานำอาหารมาเข้าไปใกล้เพราะกลัวจะทำลายศีล.
               บัดนี้ เมื่อจะกล่าวถึงความประพฤติที่เหลือ พึงทราบถึงการเจาะจงคุณสมบัติโดยนัยนี้แล. เราจักกล่าวเพียงความที่แปลกกันไปในที่นั้นๆ.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
                              น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว พระมหาสัตว์
                         ทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาคุณใหญ่หลวง
                                              ฯลฯ
                              จะพูดไปทำไมถึงการทำตามท่านเหล่านั้น
                         โดยธรรมสมควรแก่ธรรม.
               จบอรรถกถาสังขพราหมณจริยาที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญทานบารมี ๒. สังขพราหมณจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 2อ่านอรรถกถา 33.3 / 3อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=8662&Z=8681
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :