ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
๑. ยุธัญชยจริยา

               อรรถกถายุธัญชยวรรคที่ ๓               
               การบำเพ็ญเนกขัมมบารมี               
               อรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑               
               พึงทราบวินิจฉัยในยุธัญชยจริยาที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า อมิตยโส คือ มีบริวารและสมบัติหาประมาณมิได้.
               บทว่า ราชปุตฺโต ยุธญฺชโย คือ ชื่อยุธัญชย เป็นโอรสของพระราชาพระนามว่าสัพพทัตตะ ในรัมมนคร.
               กรุงพาราณสีนี้ในอุทยชาดก ชื่อว่าสุรุนธนนคร. ในจูฬสุตโสมชาดก ชื่อว่าสุทัศนนคร. ในโสณนันทชาดก ชื่อว่าพรหมวัฑฒนนคร. ในขัณฑหาลชาดก ชื่อว่าบุบผวตีนคร. แต่ในยุธัญชยชาดก ชื่อว่ารัมมนคร.
               บางครั้งชื่อของนครนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างนี้.
               ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระราชบุตรเป็นโอรสของพระราชาพระนามว่าสัพพทัตตะ ในรัมมนคร. พระราชาพระองค์นั้นได้มีพระโอรส ๑,๐๐๐ องค์. พระโพธิสัตว์เป็นโอรสองค์ใหญ่. พระราชาพระราชทานตำแหน่งอุปราชให้.
               พระโอรสนั้นทรงให้มหาทานทุกๆ วัน ตามนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
               เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ขึ้นประทับรถอันประเสริฐแต่เช้าตรู่ เสด็จประพาสพระราชอุทยานด้วยสมบัติอันเป็นสิริใหญ่ ทอดพระเนตรเห็นหยาดน้ำค้างที่ค้างอยู่บนยอดไม้ ยอดหญ้า ปลายกิ่งและใยแมลงมุมเป็นต้นมีลักษณะเหมือนข่ายแก้วมุกดา ตรัสถามว่า ดูก่อนสารถี นั่นอะไร.
               ครั้นทรงสดับว่า นั่นคือหยาดน้ำค้างที่ตกในเวลามีหิมะ. ทรงเพลิดเพลินอยู่ ณ พระราชอุทยาน ตอนกลางวัน ครั้นตกเย็นเสด็จกลับ ไม่ทรงเห็นหยาดน้ำค้างเหล่านั้น จึงตรัสถามว่า ดูก่อนสารถี หยาดน้ำค้างเหล่านั้นหายไปไหนหมด. เดี๋ยวนี้เราไม่เห็นหยาดน้ำค้างเหล่านั้น.
               ครั้นทรงสดับว่า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหยาดน้ำค้างทั้งหมดก็สลายละลายไป ทรงดำริว่า หยาดน้ำค้างเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วสลายไปฉันใด แม้สังขารคือชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ฉันนั้น เช่นกับหยาดน้ำค้างที่ยอดหญ้า. เพราะฉะนั้น เราซึ่งยังไม่ถูกพยาธิ ชราและมรณะเบียดเบียนควรทูลลาพระมารดาพระบิดาออกบวช จึงทรงทำหยาดน้ำค้างให้เป็นอารมณ์ เห็นภพทั้งสามดุจถูกไฟไหม้ เสด็จมายังพระตำหนักของพระองค์ เสด็จไปเฝ้าพระบิดาซึ่งประทับอยู่ ณ โรงวินิจฉัยซึ่งประดับตกแต่งเป็นอย่างดี ถวายบังคมพระชนก ประทับยืนอยู่ข้างหนึ่งทูลขอบวช.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   เราสลดใจเพราะเห็นหยาดน้ำค้างเหือดแห้ง
                         ไป เพราะแสงของดวงอาทิตย์. เราทำความไม่เที่ยง
                         ของหยาดน้ำค้างนั้นให้เป็นปุเรจาริก พอกพูนความ
                         สังเวช เราถวายบังคมพระบิดา ทูลขอบรรพชา.

               ในบทเหล่านั้นบทว่า สูริยาตเป คือ เพราะแสงดวงอาทิตย์. การสัมผัสรัศมีดวงอาทิตย์. ปาฐะว่า สูริยาตเปน บ้าง.
               บทว่า ปติตํ ทิสฺวาน เพราะทรงเห็นหยาดน้ำค้างเหือดแห้ง คือเพราะทรงแลดูหยาดน้ำค้างที่ค้างอยู่บนยอดต้นไม้เป็นต้นก่อนยังปรากฏอยู่ ครั้นต้องรัศมีดวงอาทิตย์ก็เหือดแห้งไป ด้วยปัญญาจักษุ.
               บทว่า สํวิชึ คือ ทรงถึงความสลดพระทัยด้วยทรงมนสิการถึงความไม่เที่ยงว่า หยาดน้ำค้างเหล่านี้ฉันใด แม้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น มีสภาพแตกสลายไปอย่างรวดเร็ว.
               บทว่า ตญฺเญวธิปตึ กตฺวา สํเวคมนุพฺรูหยึ คือ พระโพธิสัตว์ทรงกระทำความไม่เที่ยงของหยาดน้ำค้างนั้นนั่นเองให้เป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นหัวหน้า เป็นปุเรจาริก แล้วทรงมนสิการถึงความที่สังขารทั้งปวงมีเวลานิดหน่อย ตั้งอยู่ไม่นาน ทรงพอกพูนความสังเวชอันเกิดขึ้นครั้งเดียว ด้วยให้เกิดขึ้นบ่อยๆ.
               บทว่า ปพฺพชฺชมนุยาจหํ คือ เราดำริว่าเราผู้ที่พยาธิชราและมรณะยังไม่ครอบงำในชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย อันไม่ตั้งอยู่นานดุจหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ควรบวชแสวงหามหานิพพานอันเป็นอมตะ ซึ่งไม่มีพยาธิชราและมรณะเหล่านี้ แล้วเข้าไปเฝ้าพระมารดาพระบิดาถวายบังคมแล้วทูลขอบรรพชาว่า ขอพระมารดาพระบิดาจงทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิด.
               เมื่อพระมหาสัตว์ทูลขออนุญาตบวชอย่างนี้แล้วได้เกิดโกลาหลใหญ่ทั่วพระนครว่า ได้ยินว่า พระอุปราชยุธัญชัยมีพระประสงค์จะทรงผนวช.
               ก็สมัยนั้น ชาวแคว้นกาสีมาเพื่อจะเฝ้าพระราชาพากันเข้าไปในรัมมนคร. ทั้งหมดนั้นประชุมกัน. พระราชาพร้อมด้วยบริวาร ชาวนิคม ชาวชนบท พระมารดา พระเทวีของพระโพธิสัตว์และพวกสนมทั้งปวง พากันทูลห้ามพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระกุมารอย่าทรงบวชเลย.
               บรรดาชนเหล่านั้น พระราชาตรัสว่า หากกามทั้งหลายของลูกยังพร่องอยู่ พ่อจะเพิ่มให้ลูก. วันนี้ขอให้ลูกครองราชสมบัติเถิด.
               พระมหาสัตว์ทูลถึงความพอพระทัยในการบวชของพระองค์อย่างเดียวแด่พระบิดา ตรัสว่า :-
                                   ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น
                         ขอพระบิดาอย่าทรงห้ามลูกเลย ลูกสมบูรณ์ด้วย
                         กามทุกอย่าง อย่าตกไปในอำนาจของชราเลย.
               เมื่อพระมารดาพร้อมด้วยพวกสนมคร่ำครวญอยู่อย่างน่าสงสาร จึงทูลถึงเหตุแห่งการบวชของพระองค์ว่า:-
                                   อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็เหมือนน้ำค้าง
                         บนยอดหญ้า พอดวงอาทิตย์ขึ้นก็เหือดแห้งไป
                         ข้าแต่พระมารดา ขอพระมารดาอย่าห้ามลูกเลย.
               แม้เมื่อพระมารดาพระบิดาทรงห้ามอยู่ ก็มิได้มีพระทัยท้อถอยเพราะความสังเวชพอกพูนเป็นอย่างยิ่ง มิได้มีพระทัยห่วงใยในพระประยูรญาติหมู่ใหญ่อันเป็นที่รักและในราชอิสสริยยศอันโอฬาร ทรงบรรพชาแล้ว.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   มหาชนพร้อมทั้งชาวนิคม ทั้งชาวแว่นแคว้น
                         ประนมอัญชลีอ้อนวอนเรา. พระบิดาตรัสว่า วันนี้
                         ลูกจงปกครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลเถิด.
                         เมื่อมหาชนพร้อมทั้งพระบิดา นางสนม ชาวนิคม
                         และชาวแว่นแคว้นร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร.
                         เราไม่ห่วงใย สละไปแล้ว.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า ปญฺชลิกา คือ ประคองอัญชลี.
               บทว่า สเนคมา สรฏฺฐกา คือ ราชบุรุษทั้งปวงพร้อมด้วยชาวนิคมและชาวแว่นแคว้นพากันอ้อนวอนเราว่า ข้าแต่เทวะ ขอพระองค์อย่าทรงผนวชเลย.
               พระมารดาพระบิดาตรัสว่า ลูกจงครองราชสมบัติในวันนี้เถิด. คือจงปกครองแผ่นดินอันใหญ่นี้ อันกว้างใหญ่ด้วยความเจริญยิ่งของบ้านนิคมและราชธานีและด้วยถึงความไพบูลย์อันไพศาล ด้วยความสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สารและด้วยความงอกงามของพืชพรรณมีข้าวกล้าเป็นต้น.
               พระมารดาพระบิดารับสั่งให้ยกเศวตฉัตรแล้วทรงขอร้องว่า ลูกจงครองราชสมบัติเถิด.
               ก็เมื่อมหาชนพร้อมด้วยพระราชา นางสนม ชาวนิคม ชาวแว่นแคว้นร้องไห้ คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร โดยอาการที่ความกรุณาอันใหญ่ย่อมมีแม้แก่ผู้ฟัง ไม่ต้องพูดถึงผู้เห็นเราไม่ห่วงใย ไม่เกาะเกี่ยวในบุคคลนั้นๆ บวชแล้วในกาลนั้นเอง ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงว่า เราละสิริราชสมบัติเช่นกับสมบัติจักรพรรดิ พระประยูรญาติอันเป็นที่รัก ไม่ห่วงใย สละปริวารชน คนสนิทและยศอันใหญ่ที่ชาวโลกเขาเพ่งเล็งกันได้ ตรัสพระคาถาสองคาถาว่า :-
                                   เราสละราชสมบัติในแผ่นดิน หมู่ญาติ บริวารชน
                         และยศศักดิ์ทั้งสิ้นมิได้คิดถึงเลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณ
                         เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะเกลียดยศ
                         ศักดิ์อันยิ่งใหญ่ก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รัก
                         ของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ดังนี้.

               ในบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ แปลว่า สิ้นเชิง.
               อธิบายว่า เราสละตำหนักนางสนมจนหมดสิ้น และแผ่นดินมีมหาสมุทรเป็นที่สุด ด้วยประสงค์จะบวช ไม่คิดถึงอะไรๆ เพราะเหตุแห่งโพธิญาณอย่างเดียวว่า เราสามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ด้วยอาการอย่างนี้.
               อธิบายว่า เราไม่เกิดความเกี่ยวเกาะในสิ่งนั้นแม้แต่น้อย.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเราจะเกลียดพระมารดาพระบิดา ยศศักดิ์อันยิ่งใหญ่และราชสมบัติก็หามิได้ เรารักทั้งนั้น. แต่พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้นเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้นร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติกับพระมารดาเป็นต้น ในกาลนั้นได้ด้วยประการฉะนี้.
               เมื่อพระมหาสัตว์ทรงสละทุกสิ่งทุกอย่าง เสด็จออกบวช. ยุธิฏฐิลกุมารพระกนิษฐาของพระโพธิสัตว์นั้นถวายบังคมพระชนก ทรงขออนุญาตบวชติดตามพระโพธิสัตว์. ทั้งสองกษัตริย์ก็ออกจากพระนคร รับสั่งให้มหาชนกลับ เสด็จเข้าป่าหิมวันตะ สร้างอาศรมบทในที่น่าพอใจ ทรงบวชเป็นฤๅษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิด ทรงเลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นต้นจนตลอดพระชนม์ แล้วก็เสด็จไปสู่พรหมโลก.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                         พระกุมารทั้งสอง คือ ยุธัญชยะและยุธิฏฐิละ
                         ละพระมารดาพระบิดา ตัดความข้องของมัจจุ
                         ออกบวชแล้ว.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า สงฺคํ เฉตฺวาน มจฺจุโน คือ พระกุมารตัดความข้อง คือราคะโทสะโมหะอันเป็นของมีอยู่ เพราะเป็นเหตุทำร่วมกันกับมัจจุมารด้วยการข่มใจไว้ แล้วบวช.
               พระมารดาพระบิดาในครั้งนั้นได้เป็นมหาราชตระกูลในครั้งนี้.
               ยุธิฏฐิลกุมาร คือพระอานนทเถระ.
               ยุธัญชย คือพระโลกนาถ.
               การบริจาคมหาทานเมื่อก่อนบวชและการสละราชสมบัติเป็นต้นของพระมหาสัตว์นั้นเป็นทานบารมี.
               การสำรวมกายวาจาเป็นศีลบารมี.
               การบรรพชาและการบรรลุฌานเป็นเนกขัมมบารมี.
               ปัญญาเริ่มต้นด้วยทำมนสิการโดยความเป็นของไม่เที่ยง จนบรรลุอภิญญาเป็นที่สุดและปัญญา กำหนดธรรมเป็นอุปการะและไม่เป็นอุปการะแห่งทานเป็นต้น เป็นปัญญาบารมี.
               ความเพียรยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จในที่ทั้งปวงเป็นวีริยบารมี.
               ญาณขันติและอธิวาสนขันติเป็นขันติบารมี.
               การไม่พูดผิดจากคำปฏิญญา ชื่อว่าสัจจบารมี.
               การตั้งใจสมาทานอันไม่หวั่นไหวในที่ทั้งปวง ชื่อว่าอธิษฐานบารมี.
               เพราะจิตคิดแต่ประโยชน์ในสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งเมตตาพรหมวิหาร ชื่อว่าเมตตาบารมี.
               ด้วยการวางเฉยในความผิดปกติที่ทำแล้วในสัตตสังขาร และด้วยอุเบกขาพรหมวิหาร ชื่อว่าอุเบกขาบารมี
               เป็นอันได้บารมี ๑๐ ด้วยประการดังนี้.
               แต่พึงทราบโดยความพิเศษว่าเป็นเนกขัมมบารมี.
               อนึ่ง แม้ในจริยานี้พึงเจาะจงกล่าวถึงอัจฉริยคุณของพระมหาบุรุษ ตามสมควรดุจในอกิตติจริยา.
               สมดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เอวํ อจฺฉริยา เหเต, อพฺภูตา จ มเหสิโน ฯลฯ ธมฺมสฺส อนุธมฺมโต มีใจความดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นๆ.
               จบอรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น ๑. ยุธัญชยจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 20อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 21อ่านอรรถกถา 33.3 / 22อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=9160&Z=9176
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :