ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
๒. โสมนัสสจริยา

               อรรถกถาโสมนัสสจริยาที่ ๒               
               พึงทราบวินิจฉัยในโสมนัสสจริยาที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า อินฺทปตฺเถ ปุรุตฺตเม คือ นครประเสริฐมีชื่ออย่างนี้.
               บทว่า กามิโต เพราะเป็นที่ปรารถนา คือเป็นผู้อันพระชนกชนนีปรารถนาในกาลนานอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ บุตรจะพึงเกิดสักคนหนึ่ง.
               บทว่า ทยิโต ได้แก่ เป็นที่รัก.
               บทว่า โสมนสฺโสติ วิสฺสุโต คือ มีชื่อตามประกาศอย่างนี้ว่าโสมนัส.
               บทว่า สีลวา คือ ประกอบด้วยศีล คือกุศลกรรมบถ ๑๐ และศีลคืออาจาร.
               บทว่า คุณสมฺปนฺโน คือ เข้าถึงหรือบริบูรณ์ด้วยคุณมีศรัทธาและพาหุสัจจะเป็นต้น.
               บทว่า กลฺยาณปฏิภาณวา คือ ประกอบด้วยปฏิภาณงาม กล่าวคือเป็นผู้ฉลาดในอุบายยังกิจที่ควรทำนั้นๆ ให้สำเร็จ.
               บทว่า วุฑฺฒาปจายี เคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญ คือมีปกติอ่อนน้อมต่อมารดาบิดาผู้เจริญในตระกูลต่อบุคคลผู้เจริญโดยชาติ และต่อบุคคลผู้เจริญด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้น.
               บทว่า หิริมา คือ ประกอบด้วยหิริมีลักษณะเกลียดบาป.
               บทว่า สงฺคเหสุ จ โกวิโท คือ ฉลาดในการสงเคราะห์สัตว์ทั้งหลายตามสมควรด้วยสังคหวัตถุ ๔ มีทานคือการให้ ปิยวาจาคือเจรจาน่ารัก อัตถจริยาคือประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์ สมานัตตาคือมีตนเสมอไม่ถือตัว.
               พึงทราบการเชื่อมความว่า ในกาลเมื่อเราปรากฏชื่อว่าโสมนัส เป็นโอรสของพระเจ้ากุรุพระนามว่าเรณุเห็นปานนี้.
               บทว่า ตสฺส รญฺโญ ปติกโร คือ เป็นที่โปรดปราน เพราะพระเจ้ากุรุเข้าไปบำรุงอยู่เนืองๆ.
               บทว่า กุหกตาปโส คือ ดาบสผู้หนึ่งสำเร็จชีวิตด้วยความหลอกลวง มีลักษณะยกย่องคุณของอสัตบุรุษ. เป็นผู้ที่พระราชาทรงนับถือ.
               บทว่า อารามํ คือ สวนผลไม้ ดาบสปลูกผลที่เป็นเถา มีฟักทอง น้ำเต้า ฟักเขียว แตงกวาเป็นต้นและผักมีกระเพลาเป็นต้น.
               บทว่า มาลาวจฺฉํ คือ ดอกไม้มีดอกมะลิและลำดวนเป็นต้น.
               ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงแสดงว่า เป็นสวนดอกไม้.
               พึงทราบอธิบายว่า ดาบสทำสวนปลูกไม้ดอกและไม้ผลดังกล่าวแล้วในสวนนั้น รวบรวมทรัพย์ที่ได้จากการขายไม้ดอกไม้ผลนั้นเลี้ยงชีพ.
               ในเรื่องนั้นพึงทราบกถาเป็นลำดับดังต่อไปนี้.
               ในครั้งนั้นมีดาบสชื่อว่ามหารักขิตะ มีดาบส ๕๐๐ เป็นบริวารอยู่ในหิมวันตประเทศ เที่ยวจาริกไปยังชนบทเพื่อต้องการเสพของเค็มและของเปรี้ยว ถึงกรุงอินทปัตถะ อยู่ในพระราชอุทยานพร้อมด้วยบริวาร เที่ยวไปบิณฑบาตถึงประตูพระราชวัง.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นหมู่ฤๅษี ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ ให้นั่งบนพื้นใหญ่ที่ตกแต่งแล้ว ทรงอังคาสด้วยอาหารอันประณีต แล้วตรัสว่า ขอพระคุณท่านจงอยู่ในอุทยานของข้าพเจ้าตลอดฤดูฝนนี้เถิด แล้วเสด็จไปพระราชอุทยานกับพระดาบสเหล่านั้นรับสั่งให้สร้างที่อยู่ ทรงถวายบริขารของบรรพชิตแล้วเสด็จออกไป.
               ตั้งแต่นั้นมา ดาบสทั้งปวงเหล่านั้นก็บริโภคในพระราชนิเวศน์.
               ฝ่ายพระราชาไม่มีโอรส ทรงปรารถนาโอรส โอรสก็ยังไม่เกิด.
               ครั้นออกพรรษาพระมหารักขิตะคิดว่า เราจะต้องกลับไปป่าหิมวันตะ จึงลาพระราชา. พระราชาทรงกระทำสักการะสัมมานะ แล้วออกไปในระหว่างตอนกลางวันและจากทางพร้อมด้วยบริวาร นั่งภายใต้ต้นไม้มีเงาหนาทึบต้นหนึ่ง.
               ดาบสทั้งหลายสนทนากันว่า พระราชาไม่มีพระโอรส จะพึงเป็นการดี หากพระราชาได้พระราชบุตร.
               ท่านมหารักขิตะได้ฟังการสนทนานั้นจึงใคร่ครวญดูว่าพระโอรสของพระราชาจักมีหรือไม่หนอ ทราบว่าจักมีจึงกล่าวว่า พวกท่านอย่าคิดไปเลย วันนี้เวลาใกล้รุ่ง เทพบุตรองค์หนึ่งจักจุติลงมาเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชา.
               ชฎิลโกงคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นคิดว่า บัดนี้ เราจักเป็นราชกุลูปกะคือผู้เข้าถึงราชตระกูล. ครั้นดาบสทั้งหลายจะไปจึงทำเป็นไข้นอนซม เมื่อดาบสกล่าวว่ามาไปกันเถิด. กล่าวว่า ผมไปไม่ไหว.
               มหารักขิตดาบสรู้เหตุที่ดาบสนั้นนอน จึงกล่าวว่า ท่านไปได้เมื่อใดก็พึงตามไปเถิด แล้วพาหมู่ฤๅษีไปถึงหิมวันตประเทศ.
               ดาบสโกหกรีบกลับไปยืนอยู่ที่ประตูพระนคร ให้คนไปทูลพระราชาว่า ดาบสอุปัฏฐากของมหารักขิตดาบสกลับมา.
               พระราชารับสั่งให้ราชบุรุษรีบไปเรียกมา จึงขึ้นปราสาท นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้.
               พระราชาทรงไหว้ดาบสนั้น แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามถึงความไม่มีโรคของฤๅษีทั้งหลายแล้วตรัสว่า พระคุณท่านกลับมาเร็วนัก มีความต้องการอะไรหรือ.
               ดาบสโกงทูลว่า มหาราช หมู่ฤๅษีเป็นสุขดี สนทนากันว่าจะพึงเป็นการดี หากพระราชบุตรผู้ดำรงวงศ์ตระกูลของพระราชาจะพึงบังเกิด. อาตมาได้ฟังการสนทนากันจึงตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า พระโอรสของพระราชาจักมีหรือไม่หนอ จึงเห็นว่า เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มากจักจุติลงมาเกิดในพระครรภ์ของพระนางสุธรรมาอัครมเหสี แล้วทูลว่าอาตมามาก็เพื่อจะทูลพระองค์ว่า ชนทั้งหลาย เมื่อไม่รู้จะพึงยังพระครรภ์ให้พินาศได้ อาตมาจะทูลข้อนั้นก่อน อาตมาทูลแด่พระองค์แล้ว อาตมาก็จะกลับไป.
               พระราชาตรัสว่า พระคุณอย่าไปเลย ทรงยินดีร่าเริงมีพระทัยเลื่อมใส ทรงนำดาบสโกงไปพระราชอุทยานจัดแจงที่อยู่พระราชทาน. ตั้งแต่นั้นมาดาบสโกงนั้นก็บริโภคในราชตระกูลอาศัยอยู่.
               ดาบสโกงมีชื่อว่า ทิพพจักขุกะ.
               ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงสพิภพ ถือปฏิสนธิในกรุงอินทปัตถะนั้น. ในวันขนานพระนามของพระกุมารที่ประสูติ พระชนกชนนีทรงตั้งพระนามว่าโสมนัสสะ.
               โสมนัสสกุมารทรงเจริญด้วยการเลี้ยงดูกุมาร.
               ดาบสโกงก็ปลูกผักสำหรับแกง และผลมีเถาเป็นต้นเอาไปขายในท้องตลาด รวบรวมทรัพย์ไว้.
               ลำดับนั้น ในขณะที่พระโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้ ๗ พระพรรษา ชายแดนของพระราชากำเริบ. พระองค์ตรัสสั่งพระกุมารว่า ลูกอย่า ประมาทในทิพพจักขุดาบส แล้วเสด็จเพื่อทรงปราบชายแดนให้สงบ.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระกุมารเสด็จไปพระราชอุทยานด้วยทรงดำริว่าจักเยี่ยมชฎิล ทรงเห็นชฎิลโกงนุ่งผ้ากาสาวะมีกลิ่นผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือหม้อสองใบด้วยมือทั้งสอง รดน้ำในที่ปลูกผักทรงรู้ว่าชฎิลโกงนี้ไม่ประกอบสมณธรรมของตน ทำการขายของในตลาด จึงตรัสถามว่า คหบดีฝักบัว ทำอะไร? ทำเอาดาบสโกงละอายแล้วเสด็จออกไป.
               ชฎิลโกงคิดว่า กุมารนี้เดี๋ยวนี้ยังเป็นถึงอย่างนี้ ภายหลังใครจะรู้ว่ากุมารนี้จักทำอะไร เราควรจัดการกุมารนี้ให้พินาศเสียในตอนนี้แหละ ในเวลาพระราชาเสด็จมาจึงเหวี่ยงแผ่นหินไปเสียข้างหนึ่ง แล้วทำลายหม้อน้ำเสียเกลี่ยหญ้าที่บรรณศาลา เอาน้ำมันทาร่างกายเข้าไปยังบรรณศาลา คลุมตลอดศีรษะนอนบนเตียงดุจเป็นทุกข์หนัก.
               พระราชาเสด็จกลับทรงกระทำประทักษิณพระนครยังไม่เสด็จเข้าพระราชวัง ทอดพระเนตรเห็นความผิดปกตินั้น ทรงดำริว่านั่นอะไรกัน จึงเสด็จเข้าไปภายในทรงเห็นดาบสโกงนั้นนอนอยู่ จึงทรงลูบที่เท้าตรัสถามว่า ใครเบียดเบียนพระคุณท่านอย่างนี้. เราจะฆ่าเสียวันนี้แหละ. พระคุณท่านจงรีบบอกมา.
               ชฎิลโกงฟังดังนั้นถอนหายใจลุกขึ้นทูลว่า มหาราช ข้าพระองค์มาเฝ้าพระองค์ เพราะการมาเฝ้านั่นแหละ ข้าพระองค์จึงต้องได้รับความเดือดร้อนนี้ เพราะความคุ้นเคยในพระองค์ โอรสของพระองค์นั่นแหละเบียดเบียนข้าพระองค์.
               พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงมีพระราชบัญชาให้เพชฌฆาตจงไปตัดศีรษะพระกุมาร ตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปทิ้งไว้กลางถนน.
               พวกเพชฌฆาตก็ไปฉุดพระกุมารซึ่งพระมารดาตกแต่งแล้วให้ประทับนอนบนตักของพระนาง ทูลว่า พระราชามีพระบัญชาให้ฆ่าพระกุมาร.
               พระกุมารทรงกลัวความตาย เสด็จลุกจากตักพระมารดาแล้วตรัสว่า พวกท่านจงนำเราไปเฝ้าพระราชา. เรามีราชกิจที่จะต้องกราบทูล. พวกเพชฌฆาตฟังพระดำรัสของพระกุมารแล้วก็ไม่อาจฆ่าได้จึงเอาเชือกมัดดุจมัดโค นำไปเฝ้าพระราชา.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   เราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือนกองแกลบอัน
                         ไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็นโพลงข้างใน เหมือนต้น
                         กล้วยไม่มีแก่น ดาบสโกงผู้นี้ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ
                         ปราศจากความเป็นสมณะ ละธรรมขาวคือหิริ เพราะ
                         เหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต.
                                   ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น เพราะโจรอันเที่ยวอยู่
                         ในดง พระชนกของเรา เมื่อจะเสด็จไปปราบความ
                         กำเริบนั้น ตรัสสั่งเราว่า พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มี
                         ความเพียรอันแรงกล้านะ พ่อจงอนุวัตรตามความ
                         ปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ให้ความสำเร็จความ
                         ปรารถนาทั้งปวง.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ถุสราสึว อตณฺฑุลํ คือ ดุจกองแกลบอันปราศจากข้าวสารและรำ ดุจต้นไม้เป็นโพลงใหญ่ภายใน. เราเห็นดาบสปราศจากสาระมีศีลสาระเป็นต้น ดุจต้นกล้วยไม่มีแก่น ธรรมมีญาณเป็นต้นของสัตบุรุษคือคนดีทั้งหลายไม่มีแก่ดาบสนี้เลย.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะดาบสนี้ปราศจาก คือเสื่อมจากความเป็นสมณะแม้เพียงศีล.
               เป็นความจริงดังนั้น ดาบสนี้ปราศจากธรรมขาวคือหิริ คือเป็นผู้ละธรรมขาวอันได้แก่หิริ เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต. ท่านแสดงว่า เราคิดว่าดาบสนี้เที่ยวไปด้วยเพศของดาบสเพราะเหตุแห่งชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น.
               บทว่า ปรนฺติหิ ท่านแสดงว่า ชื่อว่า ปรนฺติโน เพราะมีชายแดนอันเป็นส่วนอื่นเป็นที่อยู่คืออยู่ในระหว่างพรมแดน. ชายแดนกำเริบด้วยโจรที่อยู่ในดงชายแดน. พระเจ้ากุรุ พระชนกของเราเมื่อเสด็จไปปราบความกำเริบในชายแดนนั้นให้สงบ ในกาลนั้นได้สอนเราว่า พ่อโสมนัสกุมาร พ่ออย่าประมาทชฎิลผู้เป็นนายของพ่อมีความเพียรสูง มีตบะกล้ามีอินทรีย์สงบอย่างยิ่ง. ชฎิลนั้นได้ให้ความสำเร็จที่ปรารถนาทุกอย่างแก่พวกเรา เพราะฉะนั้น พ่อจงอนุวัตรตามความปรารถนา ตามความชอบใจ อนุเคราะห์ชฎิลนั้น.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   เราไปสู่ที่บำรุงชฎิลนั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า
                         ดูก่อนคฤหบดี ท่านสบายดีดอกหรือ หรือว่าท่าน
                         จะให้นำเอาอะไรมา เหตุนั้นดาบสโกงนั้นอาศัย
                         มานะจึงโกรธเราว่า เราจะให้พระราชาฆ่าท่านเสีย
                         ในวันนี้ หรือจะให้ขับไล่เสียจากแว่นแคว้น
                                   พระราชาทรงปราบปัจจันตชนบทสงบแล้ว
                         ได้ตรัสถามชฎิลโกงว่า พระคุณท่านสบายดีหรือ
                         สักการะสัมมานะยังเป็นไปแก่พระคุณท่านหรือ.
                                   ชฎิลโกงนั้นทูลแด่พระราชาเหมือนว่าพระ
                         กุมารจะทำให้ฉิบหาย. พระราชาทรงสดับคำของ
                         ชฎิลโกงนั้น ทรงมีพระราชบัญชาว่า จงตัดศีรษะ
                         เสียในที่นี้นั่นแหละ จงสับฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อน
                         ทิ้งไว้ในท่ามกลางถนนให้คนเห็นว่า นั่นเป็นผล
                         ของคนเบียดเบียนชฎิล พวกเพชฌฆาตมีใจดุร้าย
                         ไม่มีสงสารเหล่านั้น เพราะมีพระราชบัญชา เมื่อ
                         เรานั่งอยู่บนตักของพระมารดา ก็ฉุดคร่านำเราไป.
               บทว่า ตมหํ คนฺตฺวานุปฏฺฐานํ เราไม่ละเลยพระดำรัสของพระชนก ได้ไปเพื่อบำรุงดาบสโกงนั้น ได้เห็นดาบสโกงนั้นกำลังรดน้ำในพื้นที่ปลูกผัก ก็รู้ว่าดาบสนี้เป็นคนขายผัก จึงได้กล่าวคำนี้ว่า คฤหบดี ท่านสบายดีดอกหรือ.
               อนึ่ง ท่านรดน้ำในพื้นที่ปลูกผัก ท่านได้รับเงินหรือทองบ้างหรือ.
               อนึ่ง ท่านประพฤติเยี่ยงคนขายผัก.
               บทว่า เตน โส กุปิโต อาสิ คือ ด้วยคำพูดที่เราเรียกว่าคฤหบดีนั้น ดาบสโกงอาศัยมานะติดแน่นอยู่ในมานะได้โกรธเรามาก. ถึงกับพูดว่า วันนี้เราจักให้พระราชาฆ่าท่านเสีย. หรือจะให้พระราชาขับไล่ท่านออกจากแว่นแคว้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ตุวํ อชฺช คือ ให้พระราชาฆ่าท่านเสีย.
               อธิบายว่า ในเวลาที่พระราชาเสด็จมาในบัดนี้แหละ.
               บทว่า นิเสธยิตฺวา ปจฺจนฺตํ ความว่า พระราชาทรงปราบชายแดนสงบแล้ว ยังไม่เสด็จเข้าพระนคร เสด็จไปพระราชอุทยานในขณะนั้นเองตรัสถามว่า พระคุณท่านสบายดีหรือ. สัมมานะยังเป็นไปแก่พระคุณท่านหรือ คือพระกุมารได้มาแสดงความนับถือพระคุณท่านบ้างหรือ.
               บทว่า กุมาโร ยถา นาสิโย คือ ดาบสโกงนั้นได้ทูลแด่พระราชานั้น ดูเหมือนว่าพระกุมารจะทำให้ฉิบหายคือจะให้ฆ่าเสีย.
               บทว่า อาณาเปสิ คือ พระราชาทรงดำริว่า เมื่อยังมีทิพพจักขุดาบสนี้ผู้เป็นเจ้านายของเราอยู่ อะไรเล่าจะไม่สำเร็จแก่เรา. เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการบุตรแล้ว. ดาบสนี้ประเสริฐกว่าบุตร ดังนี้แล้ว จึงมีพระราชบัญชาบังคับ.
               บทว่า สีสํ ตตฺเถว ฉินฺทิตฺวา พวกท่านจงตัดศีรษะของกุมารนั้น ในที่ที่พวกท่านเห็นแล้วจงสับฟันร่างของกุมารนั้นออกเป็น ๔ ท่อนเอาไปวางไว้กลางถนน กระจายให้เต็มถนนให้คนเห็น.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะนั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฎิล คือนั่นเป็นคติ นั่นเป็นความสำเร็จ นั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฎิล.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ชฎิลหีฬิ ตา คือ นั่นเป็นการสำเร็จโทษพระกุมาร เพราะเหตุการเบียดเบียนชฎิล.
               พึงทราบเนื้อความในบทนี้ด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า ตตฺถ คือ ในเพราะพระบัญชาของพระราชานั้น หรือในเพราะความเย้ยหยันดาบสนั้น.
               บทว่า การณิกา คือ เพชฌฆาตได้แก่โจรฆาต.
               บทว่า จณฺฑา คือ ดุร้าย.
               บทว่า ลุทฺทา คือ หยาบสิ้นดี.
               บทว่า อการุณา เป็นไวพจน์ของบทว่า ลุทฺทา นั่นเอง.
               บาลีว่า อกรุณา บ้าง. อธิบายว่า ไม่มีกรุณา.
               บทว่า มาตุ องฺเก นิสินฺนสฺส คือ นั่งอยู่บนตักของพระสุธรรมาเทวีพระชนนีของเรา.
               บทว่า นิสินฺนสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ์ลงในอนาทร คือแปลว่าเมื่อ.
               บทว่า อากฑฺฒิตฺวา นยนฺติ มํ คือ พวกเพชฌฆาตเหล่านั้นเอาเชือกฉุดคร่าเราดุจโค ซึ่งพระชนนีตกแต่งแล้วให้นั่งบนตักของพระองค์ นำไปฆ่าตามพระราชบัญชา.
               ก็เมื่อพระกุมารถูกเพชฌฆาตนำไป พระสุธรรมาเทวีแวดล้อมด้วยหมู่ทาสีพร้อมด้วยพวกสนม แม้ชาวพระนครต่างก็พากันไปกับพระกุมารนั้น ด้วยคิดว่า พวกเราจักไม่ให้ฆ่าพระกุมารนั้นผู้ไม่มีความผิด.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   เราได้กล่าวแก่เขาเหล่านั้นซึ่งกำลังผูกมัด
                         อย่างมั่นคงอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงพาเราไป
                         เฝ้าพระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่ เขา
                         เหล่านั้นเป็นคนลามกและคบกับคนลามก พา
                         เราไปเฝ้าพระราชา.
                                   เราไปเฝ้าพระราชาแล้วทูลให้เข้าพระทัย
                         และนำมาสู่อำนาจของเรา.
               บทว่า พนฺธตํ คาฬฺหพนฺธนํ คือพวกเพชฌฆาตเหล่านั้นผูกมัดอย่างมั่นคง.
               บทว่า ราชกิริยานิ อตฺถิ เม คือ เรามีราชกิจที่จะต้องกราบทูลแด่พระราชา. เพราะฉะนั้น พวกท่านจงพาเราไปเฝ้าพระราชา เราได้กล่าวถ้อยคำอย่างนี้แก่พวกเพชฌฆาต.
               บทว่า รญฺโญ ทสฺสยึสุ ปาปสฺส ปาปเสวิโน คือ พวกเพชฌฆาตคบคนลามก เพราะคบดาบสโกงผู้มีศีลลามก มีอาจาระลามกด้วยตนพาเราไปเฝ้าพระราชา.
               บทว่า ทิสฺวาน ตํ สญฺญาเปสึ คือ เราไปเฝ้าพระราชากุรุพระชนกของเรา แล้วทูลถามว่า เพราะเหตุไร พระบิดาจึงให้ฆ่าลูกเสียเล่า พระเจ้าข้า.
               เมื่อพระราชาตรัสว่า ก็เพราะเหตุไร เจ้าจึงเรียกทิพพจักขุดาบสผู้เป็นเจ้านายของพ่อด้วยคำว่าคฤหบดีเล่า. เจ้าทำผิดมาก.
               พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดา เมื่อข้าพระองค์กล่าวกะผู้ที่เป็นคฤหบดีว่าคฤหบดีดังนี้ จะมีความผิดได้อย่างไร? แล้วทูลต่อไปว่า ขอพระบิดาทรงเชื่อว่าดาบสนั้นปลูกไม้ดอกไม้ผลนานาชนิด แล้วขายดอกไม้ ผักและผลาผลเป็นต้น พวกขายพวงมาลัยและผักซื้อของเหล่านั้นจากมือดาบสนั้นทุกวัน แล้วโปรดทรงพิจารณาพื้นที่ปลูกไม้ดอกและพื้นที่ปลูกผักเถิด พระเจ้าข้า แล้วเราเข้าไปยังบรรณศาลาของดาบสนั้นให้พวกราชบุรุษของตน นำกหาปณะและภัณฑะที่ดาบสได้จากการขายดอกไม้เป็นต้น ให้พระราชาทรงรู้เห็น. เราให้พระราชาทรงทราบถึงความที่ดาบสนั้นเป็นดาบสโกงแล้ว.
               บทว่า มมญฺจ วสมานยึ เรานำมาสู่อำนาจของเรา.
               ความว่า ด้วยการให้ทรงเข้าพระทัยนั้น พระราชาทรงทราบดีว่า กุมารพูดจริง ดาบสโกงนี้ครั้งก่อนทำเป็นมีความมักน้อย เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนมักมาก เพราะเหตุนั้น เราจึงนำพระราชามาสู่อำนาจของเรา โดยที่พระองค์ทรงเบื่อหน่ายในดาบสนั้น แล้วตกอยู่ในอำนาจของเรา.
               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราควรเข้าป่าบวชดีกว่าอยู่ในสำนักของพระราชาผู้โง่เขลาเห็นปานนี้ แล้วทูลลาพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ไม่ต้องการอยู่ในที่นี้. ขอพระองค์ทรงอนุญาต ข้าพระองค์จักบวช.
               พระราชาตรัสว่า ลูกรักพ่อมิได้ใคร่ครวญบังคับให้ฆ่าลูก ลูกจงยกโทษให้พ่อเถิด แล้วให้พระมหาสัตว์ยกโทษให้ ตรัสว่า ลูกจงครองราชสมบัติเถิด.
               พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดา ในโภคสมบัติอันเป็นของมนุษย์จะมีอะไร. ลูกเคยเสวยโภคสมบัติอันเป็นทิพย์มาตลอดกาลนาน. ลูกยังไม่ติดในสมบัตินั้นเลย. ลูกจักบวชละ ลูกไม่ขออยู่ในสำนักของผู้ที่มีปัญญาโดยถูกผู้อื่นนำไปเป็นคนโง่เช่นนั้นแล้ว.
               เมื่อจะทรงสั่งสอนพระราชา จึงทรงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า :-
                                   กรรมที่บุคคลไม่ใคร่ครวญแล้วทำลงไป
                         ไม่กำหนดความคิด เหมือนความวิบัติของยา
                         ย่อมเป็นผลชั่ว. อนึ่ง กรรมที่บุคคลใคร่ครวญ
                         ก่อนแล้วทำ กำหนดความคิดโดยชอบ เหมือน
                         สมบัติของยา ย่อมเป็นผลเจริญ.
                                   คฤหัสถ์เกียจคร้านบริโภคกาม ไม่ดีเลย
                         บรรพชิตไม่สำรวมก็ไม่ดี พระราชาไม่ใคร่ครวญ
                         แล้วทำลงไปก็ไม่ดี ผู้ที่เป็นบัณฑิตมักโกรธก็ไม่ดี.
                                   ข้าแต่ราชะผู้เป็นใหญ่ในทิศ กษัตริย์พึง
                         ใคร่ครวญก่อนแล้วทำ ไม่ใคร่ครวญก่อนแล้ว
                         ไม่ทำ. ยศและเกียรติย่อมเจริญแก่พระราชาผู้
                         ใคร่ครวญก่อนแล้วทำ.
                                   ข้าแต่พระภูมิบาล ผู้เป็นใหญ่ใคร่ครวญ
                         ก่อนแล้วจึงปรับสินไหม ย่อมอิ่มใจถึงสิ่งที่ทำ
                         แล้วโดยพลัน ประโยชน์ทั้งหลายของตนที่ด้วย
                         การตั้งใจชอบ ย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง.
                                   ผู้จำแนกกรรมทั้งหลายในโลกอันวิญญู-
                         ชนสรรเสริญแล้วอันมีสุขเป็นกำไร ทำกรรมอัน
                         ไม่ตามเดือดร้อน กรรมเหล่านั้นย่อมเป็นกรรม
                         อันบัณฑิตทั้งหลายเห็นชอบแล้ว.
                                   ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในชน เพชฌ-
                         ฆาตสะพายดาบ นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดเดินมาจะฆ่า
                         ข้าพระองค์. ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์นั่งบนตัก
                         พระชนนี เพชฌฆาตเหล่านั้นฉุดคร่าข้าพระองค์
                         อย่างรีบร้อน. ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ได้รับ
                         ทุกข์เผ็ดร้อนแสนสาหัส ได้มีจิตเพราะพูดคำอ่อน
                         หวานน่ารัก. วันนี้ข้าพระองค์พ้นจากการฆ่าได้
                         ด้วยความยาก. ข้าพระองค์มีใจมุ่งต่อบรรพชา.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิสมฺม คือ ไม่ใคร่ครวญ.
               บทว่า อนวตฺถาย คือ ไม่กำหนด.
               บทว่า เวภงฺโค คือ วิบัติ.
               บทว่า วิปาโก คือ ความสำเร็จ.
               บทว่า อสญฺญโต คือ ไม่สำรวม ทุศีล.
               บทว่า ปณเยยฺย คือ พึงปรับ.
               บทว่า เวคา คือ โดยเร็ว โดยพลัน.
               บทว่า สมฺมาปณีธีจ คือ ด้วยการตั้งใจไว้โดยชอบ. อธิบายว่า ประโยชน์ทั้งหลายของคนที่ทำด้วยจิตตั้งไว้โดยแยบคาย.
               บทว่า วิภชฺช คือ จำแนกด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า กรรมนี้ควรทำ กรรมนี้ไม่ควรทำ ดังนี้.
               บทว่า กมฺมายตนานิ คือ กรรมทั้งหลาย.
               บทว่า พุทฺธานุมตานิ คือ อันบัณฑิตทั้งหลายเห็นชอบคือไม่มีโทษ.
               บทว่า กฏุกํ คือ ข้าพระองค์ถึงมรณภัยอันเป็นทุกข์ ไม่น่ายินดี คับแค้น แสนสาหัส.
               บทว่า ลทฺธ คือ ได้ชีวิต ด้วยกำลังความรู้ของตน.
               บทว่า ปพฺพชฺชเมวาภิมโน คือ ข้าพระองค์มีจิตมุ่งต่อบรรพชา.
               เมื่อพระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมอย่างนี้ พระราชาตรัสกับพระเทวีว่า ดูก่อนพระเทวี เธอจงยับยั้งโอรสไว้. แม้พระเทวีก็ทรงพอพระทัยการบวชของพระกุมารเหมือนกัน.
               พระมหาสัตว์ถวายบังคมพระชนกชนนีแล้วทรงขอขมาว่า หากโทษมีอยู่แก่ข้าพระองค์ ขอได้ทรงโปรดยกโทษให้ข้าพระองค์เถิด แล้วทรงอำลามหาชนได้เสด็จบ่ายหน้าไปหิมวันตประเทศ.
               ก็และเมื่อพระมหาสัตว์เสด็จไปแล้ว มหาชนพากันทุบตีชฎิลโกงจนถึงสิ้นชีวิต.
               แม้พระโพธิสัตว์ก็รับสั่งให้ราชบุรุษมีอำมาตย์ราชบริษัท พร้อมด้วยชาวพระนครซึ่งมีหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาให้กลับ. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากันกลับ ทวยเทพมาในเพศของมนุษย์ นำพระโพธิสัตว์ล่วงเลยแนวภูเขา ๗ ลูก พระโพธิสัตว์บรรพชาเป็นฤๅษีอยู่ ณ บรรณศาลาที่วิษณุกรรมเนรมิตไว้ในหิมวันตประเทศ.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                         พระบิดาขมาเราในที่นั้นแล้ว ได้พระราชทาน
                         ราชสมบัติอันใหญ่หลวงแก่เรา เรานั้นทำลาย
                         ความมืดมัว แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ตมํ ทาลยิตฺวา ได้แก่ กำจัดความมืดคือโมหะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเห็นโทษในกาม.
               บทว่า ปพฺพชึ คือ เข้าถึงแล้ว. บทว่า อนคาริยํ คือการบวช.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์ทรงสละราชอิสริยยศนั้น ในกาลนั้น จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เม เทสฺสํ ความแห่งคาถานั้นมีนัยดังกล่าวแล้ว.
               เมื่อพระมหาสัตว์บวชแล้วอย่างนี้ ทวยเทพมาด้วยเพศของปริจาริกาในราชตระกูล บำรุงพระมหาสัตว์นั้นตลอดเวลา ๑๖ ปี. พระมหาสัตว์ยังฌานและอภิญญาให้เกิด ณ ที่นั้นแล้วได้เสด็จเข้าถึงพรหมโลก.
               ดาบสโกงในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้.
               พระชนนีคือพระมหามายา.
               มหารักขิตดาบสคือพระสารีบุตรเถระ.
               โสมนัสสกุมารคือพระโลกนาถ.
               พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ โดยนัยดังกล่าวแล้วในยุธัญชยจริยานั้น.
               แม้ในจริยานี้ท่านยกเนกขัมมบารมีขึ้นสู่เทศนา ว่าเป็นบารมียอดเยี่ยมอย่างยิ่ง.
               อนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ
               ความที่พระองค์สามารถในราชกิจทั้งหลายในขณะมีชนม์ได้ ๗ พระพรรษา.
               การจับดาบสนั้นว่าเป็นชฎิลโกงได้.
               ความไม่มีหวาดสะดุ้งเมื่อพระราชาทรงขวนขวายมีพระบัญชาให้ฆ่า.
               การประกาศถึงความที่พระโพธิสัตว์เสด็จไปเฝ้าพระราชาแล้วแสดงโทษของชฎิลโกงโดยนัยต่างๆ และความที่พระองค์ไม่มีความผิด แล้วทรงเริ่มต่อว่าความที่พระราชามีปัญญาถูกคนอื่นนำไปและความเป็นพระราชาโง่ แม้เมื่อพระราชาทรงขอขมาแล้วก็ยังถึงความสังเวชจากการอยู่ในราชสำนัก และจากความเป็นใหญ่ในราชสมบัติ แม้พระราชาทรงวิงวอนมีประการต่างๆ ก็ทรงทอดทิ้งสิริราชสมบัติอันอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์แล้วดุจถ่มก้อนน้ำลายทิ้ง เป็นผู้ไม่มีจิตติดอยู่ในที่ไหนออกบวช.
               ครั้นบวชแล้วยินดีในความสงัด ไม่ช้านักก็ทรงยังฌานและอภิญญาให้เกิด ด้วยประการฉะนี้.
               จบอรรถกถาโสมนัสสจริยาที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น ๒. โสมนัสสจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 21อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 22อ่านอรรถกถา 33.3 / 23อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=9177&Z=9213
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :