ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
๔. ภิงสจริยา

               อรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔               
               พึงทราบวินิจฉัยในภิงสจริยาที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า ยทา โหมิ กาสีนํ ปุรวรุตฺตเม ในกาลเมื่อเราอยู่ในแคว้นกาสีอันประเสริฐสุด.
               มีอธิบายว่า เราเจริญเติบโตอยู่ในกรุงพาราณสี อันเป็นนครประเสริฐของแคว้นที่ได้ชื่อว่า กาสี.
               บทว่า ภคินี จ ภาตโร สตฺต, นิพฺพตฺตา โสตฺติเย กุเล น้องหญิงชาย ๗ คนเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล.
               ความว่า พวกเราทั้งหมด ๘ คน คือ พี่ชาย น้องชาย ๗ คน คือ ๖ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้นและเรา กับน้องสาวคนเล็กชื่อกัญจนเทวี ในกาลนั้นเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ชื่อว่าโสตติยะ เพราะไม่ยินดีในการเชื้อเชิญด้วยมนต์.
               ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในกรุงพาราณสี. มีชื่อว่ากัญจนกุมาร. ครั้นเมื่อกัญจนกุมารเดินได้ ได้มีบุตรอื่นเกิดขึ้นอีกชื่อว่าอุปกัญจนกุมาร. ตั้งแต่นั้นมา ชนทั้งหลายพากันเรียกพระมหาสัตว์ว่ามหากัญจนกุมาร. โดยลำดับอย่างนี้ได้มีบุตรชาย ๗ คน. ส่วนน้องคนเล็กเป็นธิดาคนเดียวชื่อว่ากัญจนเทวี.
               พระมหาสัตว์ครั้นเจริญวัยได้ไปเมืองตักกศิลา เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างสำเร็จแล้วก็กลับ.
               ลำดับนั้น มารดาบิดาประสงค์จะผูกพระมหาสัตว์ให้อยู่ครองเรือน จึงกล่าวว่า พ่อและแม่จะนำทาริกาจากตระกูลที่มีชาติเสมอกับตนมาให้ลูก.
               พระมหาสัตว์กล่าวว่า แม่และพ่อจ๋า ลูกไม่ต้องการอยู่ครองเรือน เพราะโลกสันนิวาสทั้งหมดมีภัยเฉพาะหน้าสำหรับลูกดุจถูกไฟไหม้ ผูกมัดดุจเรือนจำ ปรากฏเป็นของน่าเกลียดดุจที่เทขยะ จิตของลูกมิได้กำหนัดในกามทั้งหลาย. พ่อแม่ยังมีลูกอื่นอยู่อีก ขอให้ลูกเหล่านั้นอยู่ครองเรือนเถิด.
               แม้มารดาบิดาสหายทั้งหลายขอร้องก็ไม่ปรารถนา.
               ครั้งนั้น พวกสหายถามพระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนสหาย ก็ท่านปรารถนาอะไรเล่า จึงไม่อยากบริโภคกาม.
               พระโพธิสัตว์จึงบอกถึงอัธยาศัยในการออกบวชของตนแก่สหายเหล่านั้น.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                         เอเตสํ ปุพฺพโช อาสึ หิริสุกฺกมุปาคโต
                                   ฯลฯ
                         มาตาปิตา เอวมาหุ สพฺเพว ปพฺพชาม โภ.

               มีคำแปลปรากฏแล้วในตอนต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า เอเตสํ ปุพฺพโช อาสึ คือ ในกาลนั้น เราเป็นพี่ใหญ่ของน้องหญิงชาย ๗ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้นเหล่านั้น.
               บทว่า หิริสุกฺกมุปาคโต ประกอบด้วยหิริและธรรมขาว.
               มีอธิบายว่า เรามีธรรมงามคือหิริมีลักษณะเกลียดบาป ชื่อว่าเป็นธรรมขาว เพราะมีธรรมขาวเป็นวิบาก และเพราะชำระสันดานให้บริสุทธิ์. เราเกลียดบาปเป็นอย่างยิ่ง.
               บทว่า ภวํ ทิสฺวาน ภยโต, เนกฺขมฺมาภิรโต อหํ เราเห็นภพโดยความเป็นภัย จึงยินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ.
               มีอธิบายว่า เราเห็นภพทั้งหมดมีกามภพเป็นต้น มีภัยเฉพาะหน้าโดยความเป็นของน่ากลัว ดุจเห็นช้างดุแล่นมา ดุจเห็นเพชฌฆาตเงื้อมดาบมาเพื่อประหาร ดุจเห็นสีหะ ยักษ์ รากษส สัตว์มีพิษร้าย อสรพิษและถ่านเพลิงที่ร้อน แล้วยินดีในบรรพชา เพื่อพ้นจากนั้น ออกบวชคิดว่า เราพึงบำเพ็ญสัมมาปฏิบัติอันเป็นธรรมจริยา และพึงยังฌานและสมาบัติให้เกิดขึ้นได้อย่างไรหนอ ดังนี้จึงยินดีในบรรพชา กุศลธรรมและปฐมฌานเป็นต้น ในกาลนั้น.
               บทว่า ปหิตา คือ อันมารดาบิดาส่งมา.
               บทว่า เอกมานสา พวกสหายร่วมใจ คือพวกสหายที่มีอัธยาศัยเสมอกัน มีความพอใจเป็นอันเดียวกัน มีความประพฤติเป็นที่พอใจกับเรามาก่อน กล่าวคำน่าเกลียด ไม่เป็นที่พอใจพระมารดาบิดาส่งมา.
               บทว่า กาเมหิ มํ นิมนฺเตนฺติ คือ มีใจร่วมกันกับมารดาบิดาเชื้อเชิญเราด้วยกามทั้งหลาย.
               บทว่า กุลวํสํ ธาเรหิ เชื้อเชิญท่านดำรงวงศ์ตระกูล. มีอธิบายว่า พวกเขาเชื้อเชิญเราว่า ขอให้ท่านอยู่ครองเรือนดำรงวงศ์ตระกูลของตนเถิด.
               บทว่า ยํ เตสํ วจนํ วุตฺตํ คือ คำใดที่สหายที่รักของเราเหล่านั้นกล่าวแล้ว.
               บทว่า คิหิธมฺเม สุขาวหํ ความว่า เป็นเครื่องนำสุขมาให้ในธรรมของคฤหัสถ์ คือ เมื่อความเป็นคฤหัสถ์มีอยู่ ชื่อว่าจะนำสุขมาให้ เพราะนำความสุขอันเป็นไปในปัจจุบันและเป็นไปในภพหน้ามาให้ เพราะบุรุษผู้ตั้งอยู่ในความเป็นคฤหัสถ์ เป็นผู้ปฏิบัติตามระเบียบที่ถูกต้อง.
               บทว่า ตํ เม อโหสิ กฐินํ คำนั้นเป็นเหมือนคำหยาบ คือคำของพวกสหายของเราเหล่านั้น และของมารดาบิดา เป็นเหมือนคำหยาบ ดุจเผาที่หูทั้งสองข้าง เช่นเดียวกับผาลอันร้อนตลอดวัน เพราะไม่เป็นที่พอใจของเรา เพราะเรายินดียิ่งแล้วในการบวชโดยส่วนเดียวเท่านั้น.
               บทว่า เต มํ ตทา อุกฺขิปนฺตํ ความว่า สหายของเราเหล่านั้นได้ถามเราผู้ซัดไป ทิ้งไป ห้ามไปซึ่งกามทั้งหลายที่มารดาบิดานำเข้าไปหลายครั้งด้วยการเชื้อเชิญตน.
               บทว่า ปตฺถิตํ มม ความว่า ความปรารถนาด้วยกามนี้หรือจะบริสุทธิ์กว่าการบรรพชานี้ ด้วยเหตุนั้น พวกสหายจึงถามถึงความปรารถนานั้นของเรา ซึ่งเราปรารถนาแล้วว่า ท่านปรารถนาอะไรเล่าเพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม.
               บทว่า อตฺถกาโม คือ ผู้ใคร่ประโยชน์ตน. อธิบายว่า กลัวบาป.
               บาลีว่า อตฺตกาโม บ้าง.
               บทว่า หิเตสินํ คือ สหายที่รักผู้แสวงหาประโยชน์ให้แก่เรา.
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อตฺถกามหิเตสินํ คือผู้ใคร่ประโยชน์และแสวงหาประโยชน์ บทนั้นไม่ดี.
               บทว่า ปิตุ ํ มาตุญฺจ สาวยุ ํ ความว่า สหายของเราเหล่านั้นรู้ความพอใจในบรรพชาของเราไม่เปลี่ยนแปลง จึงบอกคำของเราอันแสดงถึงความใคร่จะบรรพชาแก่บิดาและมารดา ได้กล่าวว่า พ่อแม่ทั้งหลายท่านจงรู้เถิด มหากาญจนกุมารจักบวช โดยส่วนเดียวเท่านั้น. มหากาญจนกุมารนั้น ใครๆ ไม่สามารถจะนำเข้าไปในกามทั้งหลายด้วยอุบายไรๆ ได้.
               บทว่า มาตาปิตา เอวมาหุ ความว่า ในกาลนั้น มารดาบิดาของเราฟังคำของเราที่พวกสหายของเราบอก จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราทั้งหมดจะบวชบ้าง. ผิว่า มหากาญจนกุมารชอบใจการบวช แม้พวกเราก็ชอบใจสิ่งที่ลูกเราชอบ เพราะฉะนั้น เราทั้งหมดก็จะบวช.
               บทว่า โภ เป็นคำเรียกพราหมณ์เหล่านั้น.
               ปาฐะว่า ปพฺพชาม โข บ้าง ความว่า เราจะบวชเหมือนกัน.
               น้องชาย ๖ มีอุปกัญจนะเป็นต้นและน้องสาวกัญจนเทวี รู้ความพอใจในบรรพชาของพระมหาสัตว์ ได้ประสงค์จะบวชเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น แม้ชนเหล่านั้นอันมารดาเชื้อเชิญให้อยู่ครองเรือนก็ไม่ปรารถนา. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราทั้งหมดก็จะบวชเหมือนกันนะท่านพราหมณ์ทั้งหลาย.
               ก็และครั้นสหายทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว มารดาบิดาจึงเรียกพระมหาสัตว์แจ้งความประสงค์แม้ของตนๆ แก่พระมหาสัตว์แล้วกล่าวว่า ลูกรัก ถ้าลูกประสงค์จะบวชให้ได้ ลูกจงสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิอันเป็นของลูกตามสบายเถิด.
               ลำดับนั้น พระมหาบุรุษบริจาคทรัพย์นั้นแก่คนยากจนและคนเดินทางเป็นต้น แล้วออกบวชเข้าไปยังหิมวันตประเทศ.
               มารดาบิดา น้องชาย ๖ น้องหญิง ๑ ทาส ๑ ทาสี ๑ และสหาย ๑ ละฆราวาสได้ไปกับพระมหาสัตว์นั้น.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                         มารดาบิดาทั้งสอง และน้องหญิงชายทั้ง ๗
                         ของเรา สละทรัพย์นับไม่ถ้วน เข้าไปยังป่าใหญ่.
               แต่ในอรรถกถาชาดก ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม พระมหาสัตว์ทำกิจที่ควรทำแก่มารดาบิดาเหล่านั้น แล้วจึงออกบวช.
               ก็ครั้นชนเหล่านั้นมีพระโพธิสัตว์เป็นประมุข เข้าไปยังหิมวันตประเทศอย่างนั้นแล้ว จึงอาศัยสระปทุมสระหนึ่ง สร้างอาศรมในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ บวชแล้ว ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้ในป่า.
               บรรดานักบวชเหล่านั้น ชน ๘ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้น ผลัดเวรกันหาผลไม้ แบ่งส่วนของตนและคนนอกนั้นไว้บนแผ่นหินแผ่นหนึ่ง ให้สัญญาระฆัง ถือเอาส่วนของตนๆ เข้าไปยังที่อยู่. แม้พวกที่เหลือก็ออกจากบรรณศาลาด้วยสัญญาณระฆัง ถือเอาส่วนที่ถึงของตนๆ ไปยังที่อยู่บริโภคแล้วบำเพ็ญสมณธรรม.
               ครั้นต่อมาได้นำเอาเหง้าบัวมาบริโภคเหมือนอย่างนั้น. ฤๅษีเหล่านั้นมีความเพียรกล้า มีอินทรีย์มั่นคงอย่างยิ่ง กระทำกสิณบริกรรมอยู่ ณ ที่นั้น.
               ลำดับนั้น ด้วยเดชแห่งศีลของฤๅษีเหล่านั้น ภพของท้าวสักกะหวั่นไหว ท้าวสักกะทราบเหตุนั้น ทรงดำริว่าจักทดลองฤๅษีเหล่านี้ ด้วยอานุภาพของตนจึงทำให้ส่วนของพระมหาสัตว์หายไปตลอด ๓ วัน.
               ในวันแรกพระมหาสัตว์ไม่เห็นส่วนของตน คิดว่า คงจะลืมส่วนของเรา.
               ในวันที่ ๒ คิดว่า เราจะมีความผิดกระมัง. ไม่ตั้งส่วนของเราคงจะไล่เรากระมัง.
               ในวันที่ ๓ คิดว่า เราจักฟังเหตุการณ์นั้นแล้วจักให้ขอขมา จึงให้สัญญาณระฆังในเวลาเย็น เมื่อฤๅษีทั้งหมดประชุมกันด้วยสัญญาณนั้น จึงบอกเรื่องนั้นให้ทราบ
               ครั้นฟังว่า ฤๅษีเหล่านั้นได้แบ่งส่วนไว้ให้ทั้ง ๓ วัน จึงกล่าวว่า พวกท่านแบ่งส่วนไว้ให้เรา แต่เราไม่ได้ มันเรื่องอะไรกัน?
               ฤๅษีทั้งหมดฟังดังนั้นก็ได้ถึงความสังเวช.
               ณ อาศรมนั้น แม้รุกขเทวดาก็ลงมาจากภพของตน นั่งในสำนักของฤๅษีเหล่านั้น. ช้างเชือกหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของพวกมนุษย์เข้าป่า. วานรตัวหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของหมองูพ้นแล้ว เพราะจะให้เล่นกับงู ได้ทำความสนิทสนมกับฤๅษีเหล่านั้น ในกาลนั้นก็ได้ไปหาฤๅษีเหล่านั้น ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               ในขณะนั้น อุปกัญจนดาบสน้องของพระโพธิสัตว์ ลุกขึ้นไหว้พระโพธิสัตว์ แล้วแสดงความเคารพพวกที่เหลือ ถามขึ้นว่า ข้าพเจ้าเริ่มตั้งสัญญาณแล้วจะได้เพื่อยังตนให้บริสุทธิ์หรือ เมื่อฤๅษีเหล่านั้นกล่าวว่าได้ซิ จึงยืนขึ้นในท่ามกลางหมู่ฤๅษี.
               เมื่อจะทำการแช่ง จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :-
                         ท่านพราหมณ์ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป
                         ผู้นั้นจงได้ม้า โค ทอง เงิน ภริยาและสิ่งพอใจ
                         ณ ที่นี้ จงพรั่งพร้อมด้วยบุตรและภริยาเถิด.

               เพราะอุปกัญจนดาบสนั้นตำหนิวัตถุกามว่า ความทุกข์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น ในเพราะการพลัดพรากจากวัตถุอันเป็นที่รัก จึงกล่าวคาถานี้.
               หมู่ฤๅษีได้ฟังดังนั้นจึงปิดหูด้วยกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่ากล่าวอย่างนั้น คำแช่งของท่านหนักเกินไป.
               แม้พระโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า คำแช่งของท่านหนักเกินไป อย่าถือเอาเลยพ่อคุณ นั่งลงเถิด.
               แม้ฤๅษีที่เหลือก็ทำการแช่ง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ตามลำดับว่า :-
                                   ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน
                         ไป ผู้นั้นจงทรงไว้ซึ่งมาลัยและจันทน์แดง จาก
                         แคว้นกาสี. สมบัติเป็นอันมากจงมีแก่บุตร.
                         จงทำความเพ่งอย่างแรงกล้าในกามทั้งหลาย.
                                   ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน
                         ผู้นั้นจงมีข้าวเปลือกมาก สมบูรณ์ด้วยกสิกรรม
                         มียศ จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์ จง
                         ได้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ไม่เห็นความเสื่อม
                         จงครองเรือน.
                                   ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน
                         ผู้นั้นเป็นกษัตริย์ จงเป็นผู้ทำการข่มขี่ จงเป็น
                         พระราชายิ่งกว่าพระราชา ทรงพลัง จงมียศ
                         จงครองแผ่นดินพร้อมด้วยทวีปทั้ง ๔ เป็นที่สุด.
                                   ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน
                         ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ จงไม่ปราศจากราคะ จง
                         ขวนขวายในฤกษ์ยาม และในวิถีโคจรของ
                         นักษัตรผู้เป็นเจ้าแว่นแคว้น มียศ จงบูชาผู้นั้น.
                                   ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน
                         โลกทั้งปวง จงสำคัญผู้นั้นว่า ผู้คงแก่เรียน ผู้มี
                         เวทพร้อมด้วยมนต์ทุกอย่าง ผู้มีตบะ. ชาวชนบท
                         พิจารณาเห็นแล้ว จงบูชาผู้นั้น.
                                   ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน
                         ผู้นั้นจงบริโภค บ้านส่วยอันหนาแน่นด้วยสิ่งทั้ง
                         ๔ อันบริบูรณ์พร้อมที่ท้าววาสวะประทาน จงไม่
                         ปราศจากราคะ เข้าถึงมรณะ.
                                   ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน
                         ผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน จงบันเทิงอยู่ด้วยการฟ้อน
                         รำ การขับร้องในท่ามกลางสหาย ผู้นั้นอย่าได้
                         ความเสื่อมเสียไรๆ จากพระราชา.
                                   ท่านพราหมณ์ หญิงใดได้ลักเหง้าบัวของ
                         ท่าน หญิงนั้นเป็นอัครชายา ทรงชนะหญิงทั่ว
                         ปฐพี จงดำรงอยู่ในความเป็นผู้เลิศกว่าหญิง
                         ๑,๐๐๐ จงเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั่วแดน.
                                   ท่านพราหมณ์ หญิงใดได้ลักเหง้าบัวของ
                         ท่าน หญิงนั้น ไม่หวั่นไหว บริโภคของอร่อยใน
                         ท่ามกลางฤๅษีทั้งหลาย ที่ประชุมกันทั้งหมด.
                         จงเที่ยวอวดด้วยลาภ.
                                   ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน
                         ผู้นั้นจงเป็นผู้ดูแลวัดในมหาวิหาร จงเป็นผู้ดูแล
                         การก่อสร้าง ในคชังคลนคร จงทำหน้าต่างเสร็จ
                         เพียงวันเดียว.
                                   ท่านพราหมณ์ ช้างใดได้ลักเหง้าบัวของ
                         ท่าน ช้างนั้นถูกคล้องด้วยบ่วง ๑๐๐ บ่วงในที่ ๖
                         แห่ง จงนำออกจากป่าน่ารื่นรมย์ไปสู่ราชธานี
                         ช้างนั้นถูกเบียดเบียนด้วยขอมีด้ามยาว.
                                   ท่านพราหมณ์วานรใดได้ลักเหง้าบัวของ
                         ท่าน วานรนั้น ประดับดอกรักที่คอ หลังหูประดับ
                         ด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว จงนำเข้าไปต่อ
                         หน้างู ผูกติดกับผ้าเคียนพุง จงเที่ยวไปตลอด.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ติพฺพํ คือ จงทำการเพ่งอย่างหนักในวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย.
               บทว่า ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเม คือ จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์ ด้วยทรัพย์ ๗ อย่าง จงได้ความใคร่ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น.
               บทว่า วยํ อปสฺสํ คือ แม้ในเวลาแก่ก็ไม่เห็นความเสื่อมของตน จงครองเรือนอันสำเร็จด้วยกามคุณ ๕.
               บทว่า ราชาภิราชา คือ เป็นพระราชายิ่งในระหว่างพระราชาทั้งหลาย.
               บทว่า อวีตราโค ยังไม่ปราศจากราคะ คือมีความอยากด้วยอยากในตำแหน่งปุโรหิต.
               บทว่า ตปสฺสินํ คือ ตบะและศีล จงสำคัญผู้นั้นว่าเป็นผู้มีศีล.
               บทว่า จตุสฺสทํ คือ หนาแน่นด้วยสิ่ง ๔ อย่าง คือด้วยมนุษย์ทั้งหลาย เพราะมีมนุษย์เกลื่อนกล่น ๑ ด้วยข้าวเปลือก เพราะมีข้าวเปลือกมาก ๑ ด้วยไม้ เพราะไม้หาได้ง่าย ๑ ด้วยน้ำ เพราะมีน้ำสมบูรณ์ ๑.
               บทว่า วาสเวน คือ ไม่หวั่นไหว ดุจท้าววาสวะประทาน.
               อธิบายว่า ยังพระราชาให้ทรงโปรดปรานด้วยอานุภาพพรที่ได้จากท้าววาสวะ อันท้าววาสวะนั้นประทานบ้าง.
               บทว่า อวีตราโค คือ ยังไม่ปราศจากราคะ จงเป็นผู้จมลงในเปือกตมคือกาม ดุจสุกรในเปือกตมฉะนั้น.
               บทว่า คามณี คือ ผู้ใหญ่บ้าน.
               บทว่า ตํ คือ หญิงนั้น.
               บทว่า เอกราชา คือ พระอัครราชา.
               คำว่า อิตฺถีสหสฺสสฺส ท่านกล่าวเป็นบทตั้งไว้.
               อธิบายว่า จงดำรงอยู่ในฐานะอันเลิศกว่าหญิง ๑๖,๐๐๐.
               บทว่า สีมนฺตินีนํ คือ หญิงทั้งหลาย.
               บทว่า สพฺพสมาคตานํ คือ นั่งในท่ามกลางฤๅษีทั้งหลายที่มาประชุมกันทั้งหมด.
               บทว่า อปิกมฺปมานา ไม่หวั่นไหว คือไม่ชักช้าจงบริโภคอาหารมีรสอร่อย.
               บทว่า จราตุ ลาเภน วิกตฺถมานา คือแต่งตัวน่ารัก เพราะลาภเป็นเหตุ จงเที่ยวไปเพื่อให้เกิดลาภ.
               บทว่า อาวาสิโก คือ ผู้ดูแลวัด.
               บทว่า คชงฺคลายํ คือ ในนครมีชื่ออย่างนี้.
               ได้ยินว่า ในนครนั้นมีทัพพสัมภาระหาได้ง่าย.
               บทว่า อาโลกสนฺธึ ทิวสํ คือ จงทำหน้าต่างบานเดียวให้เสร็จในวันเดียว.
               นัยว่า เทพบุตรนั้นเมื่อครั้งศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า อาศัยคชังคลนคร เป็นพระสังฆเถระผู้ดูแลวัดในมหาวิหารประมาณโยชน์หนึ่ง กระทำการก่อสร้างในวิหารได้รับทุกข์อย่างมาก ท่านกล่าวหมายถึงพระสังฆเถระนั้น.
               บทว่า ปาสสเตหิ คือ หลายบ่วง.
               บทว่า ฉมฺหิ ได้แก่ ในที่ ๖ แห่ง คือ ที่เท้า ๔ ที่คอ ๑ ที่ส่วนเอว ๑.
               บทว่า ตุตฺเตหิ คือ ไม้ด้ามยาวมีหนามสองข้าง.
               บทว่า ปาจเนหิ คือ ปฏักสั้นหรือหอก.
               บทว่า อลกฺกมาลี ได้แก่ ดอกรักคือประกอบด้วยมาลัยดอกรักที่หมองูคล้องไว้ที่คอ.
               บทว่า ติปุกณฺณปิฏฺโฐ คือ หลังหูประดับด้วยดีบุก.
               บทว่า ลฏฺฐิหโต คือ หมองูสอนวานรให้เล่นกับงู ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว.
               ฤๅษีเหล่านั้นเกลียดการบริโภคกาม การอยู่ครองเรือนและทุกข์ที่ตนได้รับทั้งหมด จึงกล่าวแช่งอย่างนั้นๆ.
               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ดำริว่า เมื่อดาบสเหล่านี้ทำการแช่ง แม้เราก็ควรทำบ้าง.
               เมื่อจะทำการแช่ง จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
                                   ผู้ใดแลกล่าวสิ่งที่ไม่สูญหายว่าสูญหาย
                         ผู้นั้นจงได้และจงบริโภคกามทั้งหลาย หรือว่า
                         ข้าแต่เทวะผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดไม่เคลือบ-
                         แคลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจงเข้าถึงมรณะ
                         ในท่ามกลางเรือนเถิด.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า โภนฺโต คือผู้เจริญทั้งหลาย.
               บทว่า สงกติ คือ ย่อมไม่สงสัย.
               บทว่า กญฺจิ คืออย่างใดอย่างหนึ่ง.
               ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงทราบว่า ฤๅษีทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีความเพ่งในกามทั้งหลาย จึงทรงสลดพระทัย เมื่อจะทรงแสดงว่า บรรดาฤๅษีเหล่านี้แม้ผู้ใดผู้หนึ่งก็มิได้นำเหง้าบัวไป. แม้ท่านก็มิได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่สูญหายว่าหาย.
               ที่แท้ ข้าพเจ้าประสงค์จะทดลองพวกท่านจึงทำให้หายไปดังนี้ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า
                                   ข้าพเจ้า เมื่อจะทดลองจึงถือเอาเหง้าบัว
                         ของฤๅษีที่ฝั่งแม่น้ำ แล้วเก็บไว้บนบก. ฤๅษี
                         ทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ลามก ย่อมอาศัยอยู่.
                         ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ นี่เหง้าบัวของท่าน.

               พระโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงต่อว่าท้าวสักกะว่า :-
                                   ท่านเทวราชผู้เป็นท้าวสหัสนัยน์ พวก
                         อาตมาไม่ใช่นักฟ้อนรำของท่าน ไม่ใช่ผู้ควร
                         จะพึงเล่นของท่าน ไม่ใช่ญาติของท่าน ไม่ใช่
                         สหายของท่าน ที่พึงทำการรื่นเริง ท่านอาศัย
                         ใครจึงเล่นกับพวกฤๅษี.

               ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงขอให้ฤๅษีนั้นยกโทษให้ด้วยพระดำรัสว่า :-
                                   ข้าแต่ท่านผู้เป็นดังพรหม ท่านเป็นอาจารย์
                         ของข้าพเจ้า และเป็นบิดาของข้าพเจ้า เงาเท้าของ
                         ท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่งความผิดพลาดของข้าพเจ้า
                         ท่านผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ขอท่านจงอดโทษสัก
                         ครั้งเถิด บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่มีความโกรธเป็น
                         กำลัง.

               พระมหาสัตว์ได้ยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว ตนเองเมื่อจะยังหมู่ฤๅษีให้ยกโทษให้ จึงกล่าวว่า :-
                                   การอยู่ในป่าของพวกฤๅษี แม้คืนเดียวก็เป็น
                         การอยู่ที่ดี พวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูตบดี. ท่าน
                         ผู้เจริญทั้งหลายจงดีใจเถิด เพราะพราหมณ์ใดได้
                         เหง้าบัวคืนแล้ว.

               ในบทเหล่านั้น บทว่า น เต นฏา ความว่า ท่านเทวราช พวกอาตมามิใช่นักฟ้อนรำของท่าน หรือมิใช่ผู้อันใครๆ จะพึงล้อเล่น มิใช่ญาติของท่าน มิใช่สหายของท่าน ที่ควรทำการร่าเริง. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านอาศัยใคร คือใครเป็นผู้อุปถัมภ์.
               อธิบายว่า ท่านเล่นกับพวกฤๅษีเพราะอาศัยอะไร.
               บทว่า เอสา ปติฏฺฐา คือ เงาเท้าของท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่งความผิดพลาดของข้าพเจ้าในวันนี้เถิด.
               บทว่า สุวาสิตํ ความว่า การอยู่ในป่านี้แม้เพียงคืนเดียวของพวกฤๅษี เป็นการอยู่ดีแล้ว เพราะเหตุไร? เพราะพวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูตบดี หากว่าพวกเราอยู่ในนคร พวกเราก็จะไม่เห็นท้าววาสวะนี้.
               บทว่า โภนฺโต คือ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย แม้ทั้งหมดจงดีใจ คือจงยินดี จงยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชเถิด เพราะเหตุไร? เพราะอาจารย์ของเราได้เหง้าบัวแล้ว.
               ท้าวสักกะทรงไหว้หมู่ฤๅษีแล้วกลับสู่เทวโลก.
               แม้หมู่ฤๅษียังฌานและอภิญญาให้เกิด แล้วได้ไปสู่พรหมโลก.
               น้องชายทั้ง ๖ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้น ในครั้งนั้นได้เป็นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะและพระอานนทเถระ ในครั้งนี้.
               น้องสาว คือนางอุบลวรรณา.
               ทาสี คือนางขุชชุตตรา.
               ทาส คือจิตตคฤหบดี.
               รุกขเทวดา คือสาตาถิระ.
               ช้าง คือช้างปาลิไลยยะ.
               วานร คือมธุวาสิฏฐะ.
               ท้าวสักกะ คือกาฬุทายี.
               มหากัญจนดาบส คือพระโลกนาถ.
               แม้ในจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ ของพระโพธิสัตว์โดยนัยดังที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
               อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีความไม่คำนึงถึงในกามทั้งหลายเป็นต้น ส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
               จบอรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น ๔. ภิงสจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 23อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 24อ่านอรรถกถา 33.3 / 25อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=9237&Z=9254
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :