ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา

               อรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘               
               พึงทราบวินิจฉัยในสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า ตาปโส สจฺจสวฺหย ปณฺฑิตจริยา คือ ในกาลเมื่อเราเป็นดาบสชื่อว่าสัจจะ ที่เขาเรียกกันด้วย สจฺจ ศัพท์.
               บทว่า สจฺเจน โลกํ ปาเลสึ คือ เรารักษาสัตวโลก หมู่สัตว์ในชมพูทวีปนั้นๆ จากบาปและจากความพินาศหลายๆ อย่างด้วยความไม่พูดเท็จของตน.
               บทว่า สมคฺคํ ชนมกาสหํ ความว่า เราได้ทำให้มหาชนที่ทะเลาะกัน เถียงกัน วิวาทกันในที่นั้นๆ ให้สามัคคีกัน ไม่วิวาทกัน บันเทิงกันด้วยแสดงถึงโทษในการทะเลาะกัน แล้วกล่าวถึงอานิสงส์ในความสามัคคี.
               ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์มหาศาลตระกูลหนึ่งในกรุงพาราณสี ชื่อว่าสัจจะ.
               พระโพธิสัตว์ครั้นเจริญวัยได้ไปยังเมืองตักกศิลา เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ไม่ช้าก็สำเร็จศิลปะทุกอย่าง อาจารย์อนุญาต จึงกลับกรุงพาราณสี ไหว้มารดาบิดา มารดาบิดาชื่นชมยินดี เพื่อรักษาน้ำใจของมารดาบิดา จึงอยู่กับมารดาบิดาสิ้นวันเล็กน้อย.
               ลำดับนั้น มารดาบิดาประสงค์จะหาภริยาที่สมควรให้ จึงมอบสมบัติทั้งหมดให้ แล้วเชื้อเชิญพระโพธิสัตว์นั้นให้อยู่ครองเรือน.
               พระมหาสัตว์มีอัธยาศัยในการออกบวช ประสงค์จะเพิ่มพูนเนกขัมมบารมีของตน จึงกล่าวถึงโทษในการครองเรือนและอานิสงส์ในการบรรพชาโดยประการต่างๆ เมื่อมารดาบิดามีหน้าอาบด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ได้ละกองสมบัติอันหาประมาณมิได้ ยศอันสูงส่งและวงศ์ใหญ่หมู่ใหญ่ ตัดความผูกพันทางเรือน ดุจช้างใหญ่ทำลายเครื่องผูกเหล็กฉะนั้น ออกแล้วเข้าไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤๅษี เลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และผลาผลในป่า ไม่ช้าก็ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด เพลิดเพลินกับฌานอยู่ด้วยวิหารสมาบัติ.
               วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ได้เห็นพวกมนุษย์โดยมากขวนขวายในอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้น ทะเลาะกันและกันมีกามเป็นตัวเหตุ.
               ครั้นเห็นแล้วจึงคิดอย่างนี้ว่า การที่เห็นสัตว์เหล่านี้ขวนขวายในบาปและทะเลาะกัน แล้ววางเฉยเสีย ไม่เป็นการสมควรแก่เรา เพราะเราปฏิบัติสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยหวังว่าจะขนสัตว์ทั้งหลาย ออกจากเปือกตมคือสงสาร แล้วให้ตั้งอยู่บนบกคือนิพพาน. เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้ผิดปฏิญญานั้น ถ้ากระไรเราพึงไปยังที่อยู่ของมนุษย์ ยังสัตว์เหล่านั้นให้งดเว้นจากบาป และให้การวิวาทของมนุษย์เหล่านั้นสงบ.
               พระมหาสัตว์ครั้นดำริอย่างนี้แล้ว อันมหากรุณาเร่งเร้าหนักขึ้นจึงละสุขอันเกิดแต่สมาบัติที่มีอยู่ไปในที่นั้นๆ ด้วยฤทธิ์ แสดงธรรมอันเหมาะแก่จิตของคนเหล่านั้น แสดงถึงโทษในการผิดพ้องหมองใจกัน ที่จะได้รับในปัจจุบันและในภพหน้า ยังสัตว์ทั้งหลายผู้ทะเลาะกัน เถียงกัน วิวาทกันให้สามัคคีกัน ประกอบประโยชน์ให้แก่กันและกัน. ชี้แจงถึงความหยาบช้ามีอาการต่างๆ และโทษในบาป ให้สัตว์ทั้งหลายเว้นจากนั้นแล้วยังบางพวกให้ตั้งอยู่ในกุสลกรรมบถ ๑๐ บางพวกให้บวชแล้วให้ตั้งอยู่ในศีลสังวร ในการคุ้มครองอินทรีย์ ในสติสัมปชัญญะ ในการอยู่ในที่สงัดและในฌานและอภิญญาตามสมควร.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                         ปุนาปรํ ยทา โหมิ ฯลฯ สมคฺคํ ชนมกาสหํ
               คำแปลปรากฏแล้ว ในบาลีแปลข้างต้น
               แม้ในจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระมหาบุรุษโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
               อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพเหมือนอย่างนั้นด้วยประการฉะนี้.
               จบอรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น ๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 27อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 28อ่านอรรถกถา 33.3 / 29อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=9318&Z=9322
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :