ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
๙. วัฏฏกโปตกจริยา

               อรรถกถาวัฏฏโปตกจริยาที่ ๙               
               พึงทราบวินิจฉัยในวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙ ดังต่อไปนี้.
               ในบทว่า มคเธ วฏฺฏโปตโก เป็นอาทิมีความสังเขปดังต่อไปนี้.
               ในกาลเมื่อเราเกิดในกำเนิดนกคุ่มในอรัญญประเทศแห่งหนึ่ง ในแคว้นมคธ ทำลายเปลือกไข่ยังอ่อนเพราะออกไม่นาน ยังเป็นชิ้นเนื้อขนยังไม่ออกเป็นลูกนกคุ่มอยู่ในรังนั่นเอง.
               บทว่า มุขตุณฺฑเกนาหริตฺวา ความว่า มารดาของเราเอาจะงอยปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเราตลอดกาล.
               บทว่า ตสฺสา ผสฺเสน ชีวามิ เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะของมารดานั้น.
               ความว่า เราเป็นอยู่คือยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการสัมผัสตัวของมารดาของเรานั้น ผู้สัมผัสเราตลอดกาลโดยชอบ เพื่อความอบอุ่นและเพื่ออบรม.
               บทว่า นตฺถิ เม กายิกํ พลํ คือ กำลังอาศัยกายของเราไม่มี เพราะยังเล็กนัก.
               บทว่า สํวจฺฉเร คือ ทุกๆ ปี. บทว่า คิมฺหสมเย คือ ในฤดูร้อน.
               ไฟไหม้ป่า ในท้องที่นั้นด้วยไฟที่เกิดขึ้นเพราะการเสียดสีกันและกันของกิ่งไม้แห้ง ไฟไหม้ป่าด้วยเหตุนั้น.
               บทว่า อุปคจฺฉติ อมฺหากํ คือ ไฟที่ได้ชื่อว่า ปาวก เพราะชำระพื้นที่อันเป็นที่อยู่ของเราให้สะอาด ด้วยทำที่ไม่สะอาดอันเป็นที่ตั้งของตนให้สะอาด. และทางไปชื่อว่า เป็นทางดำเพราะนำเชื้อไฟมาเป็นเถ้าไหม้ที่กอไม้ในป่าเข้ามาใกล้.
               บทว่า สทฺทายนฺโต คือ ทำเสียงสนั่นอื้ออึง ในกาลนั้น เพราะเข้ามาใกล้อย่างนี้.
               บทว่า ธมธมอิติ นี้ แสดงถึงเสียงดังสนั่นลั่นของไฟป่า.
               บทว่า มหาสิขี ชื่อว่ามหาสิขี เพราะมีเปลวไฟใหญ่ ด้วยอำนาจของเชื้อไฟเช่นกับยอดเขา. ไฟไหม้ท้องที่ป่านั้นมาโดยลำดับ เข้ามาใกล้จวนจะถึงเรา.
               บทว่า อคฺคิเวคภยา ความว่า มารดาบิดาของเรากลัวไฟที่ลุกลามมาโดยไว.
               บทว่า ตสิตา คือ หวาดสะดุ้ง ด้วยเกิดหวาดสะดุ้งทางจิต และด้วยความหวาดเสียวทางกาย.
               บทว่า มาตาปิตา คือ มารดาและบิดาทั้งหลาย.
               บทว่า อตฺตานํ ปริโมจยุ ํ หนีเอาตัวรอด คือได้ทำความปลอดภัยให้แก่ตนด้วยไปในที่ที่ไฟไม่รบกวน.
               จริงอยู่ ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ได้มีร่างกายใหญ่ประมาณเท่าตะกร้อลูกใหญ่. มารดาบิดาไม่สามารถจะพาลูกนกนั้นไปได้ ด้วยอุบายไรๆ และเพราะความรักตนครอบงำ จึงทิ้งความรักบุตรหนีไป.
               บทว่า ปาเท ปกฺเข ปชหามิ คือ เราเตรียมจะไปบนแผ่นดิน และบนอากาศ จึงเหยียดเท้าทั้งสองและพยายามกางปีกทั้งสอง.
               ปาฐะว่า ปฏิหามิ บ้าง. ความว่า เราพยายามเพื่อจะบินไปบนอากาศ.
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปตึหามิ บ้าง.
               บทนั้นมีความดังนี้
               เราพยายามเหยียดเท้าและกางปีก คือพยายามจะบินไป. เพราะเหตุไรจึงพยายามดังนั้น. เพราะกำลังกายของเราไม่มี.
               บทว่า โสหํ อคติโก ตตฺถ เรานั้นไปไม่ได้อยู่ในรังนั่นเอง.
               ความว่า เราเป็นอย่างนั้น หนีไปไม่ได้เพราะความบกพร่องของเท้าและปีก หรือมารดาบิดาก็เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้โดยหนีไปเสีย. เราอยู่ในป่าถูกไฟป่ารบกวน หรือในรังนั้น ในกาลนั้นจึงคิดโดยอาการที่จะพึงกล่าวในบัดนี้อย่างนี้.
               อนึ่ง บทว่า อหํ บทที่สองพึงเห็นว่าเป็นเพียงนิบาต.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงอาการที่พระองค์ทรงคิด ในกาลนั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า เยสาหํ ดังนี้.
               ในบทนั้น มีความว่า
               เมื่อก่อน เราสะดุ้งหวาดหวั่นพึงเข้าไปซ่อนตัวในระหว่างปีกของมารดาบิดา คือเรากลัวเพราะกลัวตายหวาดสะดุ้ง เพราะจิตสะดุ้งต่อมรณภัยนั้น หวั่นไหวเพราะร่างกายสั่น บัดนี้ถูกไฟป่ารบกวน สำคัญดุจหล่มน้ำจึงวิ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในระหว่างปีกของมารดาบิดา. มารดาบิดาของเราเหล่านั้นทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียวหนีไปเสียแล้ว.
               บทว่า กถํ เม อชฺช กาตเว คือ วันนี้เราควรทำ ควรปฏิบัติอย่างไร?
               พระมหาสัตว์มิได้หลงลืมสิ่งที่ควรทำ ยืนคิดอย่างนี้ว่า ในโลกนี้คุณของศีลยังมีอยู่ คุณของสัจจะยังมีอยู่. ธรรมดาพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตบำเพ็ญบารมี นั่ง ณ พื้นโพธิมณฑล ตรัสรู้แล้ว ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติและวิมุตติญาณทัศนะ ประกอบด้วยสัจจะความเอ็นดูกรุณาและขันติ บำเพ็ญเมตตาในสรรพสัตว์ ยังมีอยู่. พระธรรมอันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้นแทงตลอดแล้ว เป็นคุณอันประเสริฐโดยส่วนเดียว ยังมีอยู่.
               อนึ่ง ความสัตย์อย่างนี้แม้ในเราก็ยังมีอยู่. สภาวธรรมอย่างหนึ่งยังมีอยู่ย่อมปรากฏ. เพราะฉะนั้น เราควรระลึกถึงพระพุทธเจ้าในอดีต และคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นแทงตลอดแล้ว ถือเอาสภาวธรรมอันเป็นสัจจะซึ่งมีอยู่ในตน แล้วทำสัจจกิริยา ให้ไฟกลับไป แล้วทำความสวัสดีแก่ตนเอง และแก่สัตว์ที่เหลือซึ่งอยู่ ณ ที่นี้ ในวันนี้.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   คุณของศีล ความสัตย์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า
                         ผู้ประกอบด้วยความสัตย์ เอ็นดูกรุณามีอยู่ในโลก.
                         ด้วยความสัตย์นั้น เราจักกระทำสัจจกิริยาอันสูงสุด.
                                   เราคำนึงถึงกำลังของพระธรรม ระลึกถึงพระ
                         พุทธเจ้า ผู้พิชิตมารอันมีอยู่ในก่อน ได้กระทำสัจจ-
                         กิริยา แสดงกำลังความสัตย์.

               ในบทนั้นมีความว่า
               พระมหาสัตว์ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งปรินิพพานแล้วในอดีต ปรารภสภาพของสัจจะอันมีอยู่ในตนแล้วกล่าวคาถาใด ได้ทำสัจจกิริยาในกาลนั้น.
               เพื่อแสดงคาถานั้น จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า :-
                         ปีกของเรามีอยู่ แต่บินไปไม่ได้ เท้าของเรามีอยู่
                         แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว
                         แน่ะไฟ จงกลับไปเถิด.

               ในบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปกฺขา อปตนา ความว่า ปีกของเรามีอยู่แต่ยังบินไปไม่ได้ เพราะไม่สามารถจะกระโดดไปทางอากาศด้วยปีกนั้นได้.
               บทว่า สนฺติ ปาทา อวญฺจนา คือ แม้เท้าของเราก็มีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ เพราะไม่สามารถจะก้าวไปด้วยเท้านั้นได้.
               บทว่า มาตาปิตา จ นิกฺขนฺตา ความว่า แม้มารดาบิดาของเราที่ควรจะนำเราไปในที่อื่น ก็ออกไปเสียแล้ว เพราะกลัวตาย.
               บทว่า ชาตเวท เป็นคำเรียกไฟ. เพราะว่า ไฟนั้นเกิดให้รู้ ปรากฏด้วยเปลวควันพลุ่งขึ้น. ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ชาตเวทะ.
               บทว่า ปฏิกฺกม คือ ขอร้องไฟว่า ท่านจงไปคือจงกลับไป.
               พระมหาสัตว์ได้นอนทำสัจจกิริยาว่า หากความที่เรามีปีก ความที่เหยียดปีกบินไปในอากาศไม่ได้. ความที่เรามีเท้า ความที่เรายกเท้าเดินไปไม่ได้ และความที่มารดาบิดาทิ้งเราไว้ในรังแล้วหนีไป เป็นความสัตย์จริง. แน่ะไฟด้วยความสัตย์นี้ ขอท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี้.
               พร้อมด้วยสัจจกิริยาของพระมหาสัตว์นั้น ไฟได้หลีกไปในที่ประมาณ ๑๖ กรีส. และเมื่อไฟหลีกไปก็มิได้ไหม้กลับเข้าป่าไป. ดับ ณ ที่นั้น ดุจคบเพลิงที่จุ่มลงไปในน้ำฉะนั้น.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                         พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุกรุ่งโรจน์
                         ใหญ่หลวง เว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ ณ ที่นั้น
                         เหมือนจุ่มลงในน้ำ.

               ก็สัจจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นเบื้องต้นของการงานรำลึกถึงพระพุทธคุณในสมัยนั้น ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ, อสา เม สจฺจปารมี คือผู้เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นบารมีของเรา.
               สถานที่นั้นจึงเป็นปฏิหาริย์ตั้งอยู่กัปหนึ่ง เพราะไม่ถูกไฟไหม้ในกัปนี้ทั้งสิ้น.
               ด้วยเหตุนี้ พระมหาสัตว์ด้วยอำนาจสัจจกิริยา จึงทำความปลอดภัยให้แก่ตนและแก่สัตว์ทั้งหลายผู้อยู่ ณ ที่นั้น เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปตามยถากรรม.
               มารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นมารดาบิดาในครั้งนี้.
               ส่วนพระยานกคุ่ม คือพระโลกนาถ.
               แม้บารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น ก็พึงเจาะจงกล่าวตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
               อนึ่ง เมื่อไฟป่าลุกลามมาอย่างน่ากลัวอย่างนั้น พระโพธิสัตว์แม้อยู่ผู้เดียวในวัยนั้นก็ยังกลัว จึงระลึกถึงพระธรรมคุณมีสัจจะเป็นต้น และพระพุทธคุณ.
               พึงประกาศอานุภาพมีการยังสัตว์ทั้งหลายแม้ที่อยู่ ณ ที่นั้น ให้ถึงความปลอดภัยด้วยสัจจกิริยา เพราะอาศัยอานุภาพของตนเท่านั้น.
               จบอรรถกถาวัฏฏโปตกจริยาที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น ๙. วัฏฏกโปตกจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 28อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 29อ่านอรรถกถา 33.3 / 30อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=9323&Z=9345
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com