ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญทานบารมี
๔. มหาสุทัสนจริยา

               อรรถกถามหาสุทัศนจริยาที่ ๔               
               พึงทราบวินิจฉัยในมหาสุทัศนจริยาที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า กุสาวติมฺหิ นคเร คือ ในนครชื่อว่ากุสาวดี.
               ณ ที่นั้น บัดนี้เป็นที่ตั้งเมืองกุสินารา.
               บทว่า มหีปติ ได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน คือเป็นกษัตริย์มีพระนามว่ามหาสุทัศนะ.
               บทว่า จกฺกวตฺติ พระเจ้าจักรพรรดิ คือยังจักรรัตนะให้หมุนไป หรือหมุนไปด้วยจักรสมบัติ ๔. ยังจักรอื่นจากจักรสมบัติเหล่านั้นให้เป็นไป ยังมีความหมุนไปแห่งจักรคืออิริยาบถ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นอีก เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า จกฺกวตฺติ.
               หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า จกฺกวตฺติ เพราะมีความหมุนไปแห่งจักร คืออาณาเขตอันผู้อื่นครอบงำไม่ได้ ล่วงล้ำไม่ได้ ประกอบด้วยสังคหวัตถุอันเป็นอัจฉริยธรรม ๔ ประการ.
               ชื่อว่า มหพฺพโล มีพลานุภาพมาก เพราะประกอบด้วยหมู่กำลังมาก อันมีปริณายกแก้วเป็นผู้นำ มีช้างแก้วเป็นต้นเป็นประมุข และกำลังพระวรกายอันเกิดด้วยบุญญานุภาพ.
               พึงทราบการเชื่อม บทว่า ยทา อาสึ เราได้เป็นแล้ว.
               ในบทนั้น พึงทราบเรื่องราวเป็นลำดับต่อไปนี้ :-
               ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระมหาบุรุษบังเกิดในตระกูลคฤหบดีในอัตภาพที่ ๓ จากอัตภาพที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัศนะเข้าไปยังป่าด้วยการงานของตน เห็นพระเถระรูปหนึ่งในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ดำรงพระชนม์อยู่ อาศัยอยู่ในป่า นั่งอยู่ ณ โคนต้นไม้ คิดว่าเราควรจะสร้างบรรณศาลาให้แก่พระคุณเจ้าในป่านี้แล้ว ละการงานของตนตัดเครื่องก่อสร้างปลูกบรรณศาลาให้เป็นที่สมควรจะอยู่ ประกอบประตู กระทำเครื่องปูลาดด้วยไม้ คิดว่าพระเถระจักใช้หรือไม่ใช้หนอ แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               พระเถระมาจากภายในบ้านเข้าไปยังบรรณศาลา นั่ง ณ ที่ปูลาดด้วยไม้.
               แม้พระมหาสัตว์ก็เข้าไปหาพระเถระนั้นแล้วถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า บรรณศาลาเป็นที่ผาสุขอยู่หรือ.
               พระเถระตอบว่า ท่านผู้มีหน้างาม เป็นที่ผาสุขดี สมควรแก่สมณะ. ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าจักอยู่ ณ ที่นี้หรือ. ถูกแล้ว อุบาสก.
               มหาบุรุษทราบว่าพระเถระจักอยู่ โดยอาการแห่งการรับนิมนต์ จึงขอให้พระเถระรับปฏิญญาว่า จะมายังประตูเรือนของเราตลอดไป แล้วสละภัตตาหารในเรือนของตนเป็นนิจ.
               มหาบุรุษปูเสื่อลำแพนในบรรณศาลาแล้วตั้งเตียงและตั่งไว้. วางแท่นพิงไว้. ตั้งไม้เช็ดเท้าไว้. ขุดสระโบกขรณี, ทำที่จงกรมเกลี่ยทราย. ล้อมบรรณศาลาด้วยรั้วหนามเพื่อป้องกันอันตราย. โบกขรณีและที่จงกรมก็ล้อมเหมือนกัน. ที่สุดภายในรั้วแห่งสถานที่เหล่านั้นปลูกต้นตาลไว้เป็นแถว.
               ครั้นให้ที่อยู่สำเร็จลงด้วยวิธีอย่างนี้แล้ว จึงได้ถวายสมณบริขารทั้งหมดมีไตรจีวรเป็นต้นแก่พระเถระ.
               จริงอยู่ ในกาลนั้นเครื่องใช้สอยของบรรพชิตมีอาทิ ไตรจีวร บิณฑบาต ถลกบาตร หม้อกรองน้ำ ภาชนะใส่ของบริโภค ร่ม รองเท้า หม้อน้ำ เข็ม กรรไกร ไม้เท้า สว่าน ดีปลี มีดตัดเล็บ ประทีป.
               ชื่อว่าพระโพธิสัตว์มิได้ถวายแก่พระเถระ มิได้มีเลย.
               พระโพธิสัตว์รักษาศีล ๕ รักษาศีลอุโบสถ บำรุงพระเถระตลอดชีวิต.
               พระเถระอาศัยอยู่ ณ ที่นั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้วปรินิพพาน.
               แม้พระโพธิสัตว์ก็ได้ทำบุญตราบเท่าอายุไปบังเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้นมาสู่มนุษยโลก บังเกิดในราชธานีกุสาวดี ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่ามหาสุทัศนะราชา.
               อานุภาพแห่งความเป็นใหญ่ของพระราชามหาสุทัศนะนั้น มาแล้วในสูตรโดยนัยมีอาทิว่า
               ดูก่อนอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระราชามหาสุทัศนะได้เป็นกษัตริย์ มุรธาภิเษก.
               นัยว่า พระราชามหาสุทัศนะนั้น มีเมืองประเทศราช ๘๔,๐๐๐ อันมีเมืองกุสาวดีราชธานีเป็นประมุข. มีปราสาท ๘๔,๐๐๐ มีธรรมปราสาทเป็นประมุข. มีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ มีเรือนยอดหมู่ใหญ่เป็นประมุข.
               ทั้งหมดเหล่านั้นเกิดด้วยอานิสงส์แห่งบรรณศาลาหลังหนึ่งซึ่งพระองค์สร้างถวายแก่พระเถระนั้น. บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ช้าง ๑,๐๐๐ ม้า ๑,๐๐๐ รถ ๑,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งเตียงและตั่งที่พระองค์ถวายแก่พระเถระนั้น. แก้วมณี ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งประทีปที่พระองค์ถวายแก่พระเถระ. สระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์ แห่งสระโบกขรณีสระหนึ่ง. สตรี ๘๔,๐๐๐ บุตร ๑,๐๐๐ และคฤหบดี ๑,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเครื่องบริขารของบรรพชิตอันสมควรแก่สมณบริโภคมีถลกบาตรเป็นต้น. แม้โคนม ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเบญจโครส. คลังผ้า ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเครื่องนุ่งห่ม. หม้อหุงข้าว ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งการถวายโภชนะ.
               พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาธิราชประกอบด้วย รตนะ ๗ และฤทธิ์ ๔ ทรงชนะครอบครองปฐพีมณฑลมีสาครเป็นที่สุดทั้งสิ้นโดยธรรม ทรงสร้างโรงทานในที่หลายร้อยที่ตั้งมหาทาน. ทรงให้ราชบุรุษตีกลองป่าวประกาศในพระนคร วันละ ๓ ครั้งว่า ผู้ใดปรารถนาสิ่งใด ผู้นั้นจงมาที่โรงทานรับเอาสิ่งนั้นเถิด.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตตฺถาหํ ทิวิเส ติกฺขตฺตุ ํ, โฆสาเปมิ ตหึ ตหึ เราให้ประกาศทุกๆ วัน วันละ ๓ ครั้ง.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ คือในพระนครนั้น. ปาฐะว่า ตทาหํ ก็มี.
               อธิบายว่า ในครั้งนั้น คือ ในครั้งที่เราเป็นพระราชามหาสุทัศนะ.
               บทว่า ตหึ ตหึ คือ ในที่นั้นๆ. อธิบายว่า ทั้งภายในและภายนอกแห่งกำแพงนั้นๆ.
               บทว่า โก กึ อิจฺฉติ ใครปรารถนาอะไร คือบรรดาพราหมณ์เป็นต้น ผู้ใดปรารถนาอะไรในบรรดาไทยธรรมมีข้าวเป็นต้น.
               บทว่า ปตฺเถติ เป็นไวพจน์ของบทว่า อิจฺฉติ นั้น.
               บทว่า กสฺส กึ ทิยฺยตู ธนํ เราจะให้ทรัพย์อะไรแก่ใคร คือท่านกล่าวเพื่อแสดงความที่การโฆษณาทานเป็นไปแล้วโดยปริยายหลายครั้ง.
               ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง สรุปด้วยทานบารมี.
               จริงอยู่ ทานบารมีของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เว้นจากการกำหนดไทยธรรมและปฏิคคาหก. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงสรรเสริญบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมนั้นด้วยการโฆษณาทาน จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า โก ฉาตโก ใครหิว ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ฉาตโก คือ อยาก. บทว่า ตสิโต คือ กระหาย.
               พึงนำบทว่า อิจฺฉติ มาประกอบบทว่า โก มาลํ โก วิเลปนํ ความว่า ใครต้องการดอกไม้ ใครต้องการร่มดังนี้.
               บทว่า นคฺโค ขาดแคลนผ้า. อธิบายว่า มีความต้องการผ้า.
               บทว่า ปริทหิสฺสติ คือ นุ่งห่ม.
               บทว่า โก ปเถ ฉตฺตมาเทติ ความว่า ใครเดินทางต้องการร่มเพื่อป้องกันฝน ลมและแดด ของตนในหนทาง. อธิบายว่า มีความต้องการด้วยร่ม.
               บทว่า โก ปาหนา มุทู สุภา ใครต้องการรองเท้าอันอ่อนงาม คือรองเท้า ชื่อว่างาม เพราะน่าดู ชื่อว่าอ่อน เพราะมีสัมผัสสบาย เพื่อป้องกันเท้าและนัยน์ตาของตน.
               บทว่า โก อาเทติ ความว่า ใครมีความต้องการรองเท้าเหล่านั้น.
               พึงนำบทว่า มชฺฌนฺติเก จ และเวลาเที่ยงมาประกอบด้วย.
               ศัพท์ในบทนี้ว่า สายญฺจ ปาโตจ ทั้งเวลาเย็น เวลาเช้าและเวลาเที่ยง. ท่านกล่าวว่าให้ประกาศวันละ ๓ ครั้ง.
               บทว่า น ตํ ทสสุ ฐาเนสุ โยชนาแก้ไว้ว่า ทานนั้นมิใช่เราตกแต่งไว้ในที่ ๑๐ แห่งหรือมิใช่ ๑๐๐ แห่ง ที่แท้เราตกแต่งไว้ในที่หลายร้อยแห่ง.
               บทว่า ยาจเก ธนํ คือ เราตกแต่ง คือเตรียมไว้สำหรับผู้ขอทั้งหลาย.
               เพราะในนครยาว ๗ โยชน์ กว้าง ๗ โยชน์ ล้อมไปด้วยแนวต้นตาล ๗ แถว. ณ แนวต้นตาลเหล่านั้น มีสระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ สระ เราตั้งมหาทานไว้ที่ฝั่งสระโบกขรณี เฉพาะสระหนึ่งๆ.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   ดูก่อนอานนท์ พระราชามหาสุทัศนะทรงตั้งทาน
                         เห็นปานนี้ไว้ ณ ฝั่งสระโบกขรณีเหล่านั้น คือ ตั้งข้าวไว้
                         สำหรับผู้ต้องการข้าว ตั้งน้ำไว้สำหรับผู้ต้องการน้ำ ตั้งผ้า
                         ไว้สำหรับผู้ต้องการผ้า ตั้งยานไว้สำหรับผู้ต้องการยาน
                         ตั้งที่นอนไว้สำหรับผู้ต้องการที่นอน ตั้งสตรีไว้สำหรับผู้
                         ต้องการสตรี ตั้งเงินไว้สำหรับผู้ต้องการเงิน ตั้งทองไว้
                         สำหรับผู้ต้องการทอง.
               พึงทราบความในบทนั้นดังนี้
               จริงอยู่ มหาบุรุษปรารถนาแต่จะให้ทาน จึงสร้างเครื่องประดับอันสมควรแก่สตรีและบุรุษ ตั้งสตรีไว้เพื่อให้รับใช้ในที่นั้น และตั้งทานทั้งหมดนั้นไว้เพื่อบริจาค จึงให้ตีกลองป่าวร้องว่า พระราชามหาสุทัศนะพระราชทานทาน พวกท่านจงบริโภคทานนั้นตามสบายเถิด.
               มหาชนไปยังฝั่งสระโบกขรณีอาบน้ำ นุ่งห่มผ้าเป็นต้นแล้วเสวยมหาสมบัติ ผู้ใดมีสมบัติเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นก็ละไป ผู้ใดไม่มี ผู้นั้นก็ถือเอาไป. ผู้ใดนั่งบนยานช้างเป็นต้นก็ดี เที่ยวไปตามสบาย นอนบนที่นอนอันประเสริฐก็ดี ก็เอาสมบัติไปเสวยความสุขกับสตรีบ้าง ประดับเครื่องประดับล้วนแก้ว ๗ ประการก็เอาสมบัติไป ถือเอาสมบัติจากสำนักที่ได้เอาไป เมื่อไม่ต้องการก็ละไป.
               พระราชามหาสุทัศนะทรงกระวีกระวาดบริจาคทานแม้ทุกๆ วัน.
               ในครั้งนั้น ชาวชมพูทวีปไม่มีการงานอย่างอื่น บริโภคทาน เสวยสมบัติเที่ยวเตร่กันไป. ทานนั้นมิได้มีกำหนดแล ผู้มีความต้องการจะมาเมื่อใดทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน ก็พระราชทานเมื่อนั้น.
               ด้วยประการฉะนี้ มหาบุรุษทรงทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้สนุกสนานรื่นเริง ยังมหาทานให้เป็นไปตลอดพระชนมายุ.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทิวา วา ยทิ วา รตฺตึ ยทิ เอติ วณิพฺโก วณิพกจะมาในเวลากลางวันก็ตามหรือในเวลากลางคืนก็ตาม เป็นต้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทานตามกาลของมหาบุรุษนั้นด้วยบทนี้ว่า ทิวา วา ยทิ วา รตฺตึ ยทิ เอติ.
               จริงอยู่ กาลเวลาที่ผู้ขอเข้าไปเพื่อหวังลาภ ชื่อว่าเป็นกาลเวลาแห่งทานของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย.
               บทว่า วณิพฺพโก คือ ผู้ขอ.
               ด้วยบทนี้ว่า ลทฺธา ยทิจฺฉกํ โภคํ ได้โภคะตามความปรารถนา. ท่านกล่าวถึงทานตามความชอบใจ เพราะว่าผู้ขอคนใดปรารถนาไทยธรรมใดๆ พระโพธิสัตว์ทรงให้ทานนั้นๆ แก่ผู้ขอคนนั้น. พระโพธิสัตว์มิได้ทรงคิดถึงความที่ไทยธรรมนั้นมีค่ามากหาได้ยากอันเป็นการกีดขวางพระองค์เลย.
               ด้วยบทนี้ว่า ปูรหตฺโถว คจฺฉติ เต็มมือกลับไป. แสดงถึงทานตามความปรารถนา เพราะว่าผู้ขอทั้งหลายปรารถนาเท่าใด พระมหาสัตว์ทรงให้เท่านั้นไม่ลดหย่อน เพราะมีพระอัธยาศัยกว้างขวางและเพราะมีอำนาจมาก.
               ด้วยบทว่า ยาวชีวิกํ ตลอดชีวิตนี้. แสดงถึงความไม่มีสิ้นสุดของทาน เพราะว่าตั้งแต่สมาทาน พระมหาสัตว์ทั้งหลายมิได้ทรงกำหนดกาลเวลาในท่ามกลางจนกว่าจะบริบูรณ์. การไม่เข้าไปตัดรอนแม้ด้วยความตายจากการไม่ถึงที่สุดในระหว่างๆ เพราะไม่มีความเบื่อหน่ายในการสะสมโพธิสมภาร.
               แม้อื่นจากนั้น เพราะการปฏิบัติอย่างนั้นท่านจึงกล่าวด้วยอำนาจแห่งความประพฤติของพระราชามหาสุทัศนะว่า ยาวชีวิกํ จนตลอดชีวิตดังนี้.
               บทว่า นปาหํ เทสฺสํ ธนํ ทมฺมิ เราได้ให้ทรัพย์ที่น่าเกลียดก็หามิได้ คือทรัพย์ของเรานี้น่าเกลียดไม่น่าพอใจก็หามิได้ เพราะเหตุนั้น เราเมื่อให้มหาทานเห็นปานนี้ จึงให้นำทรัพย์ออกจากเรือน.
               บทว่า นปิ นตฺถิ นิจโย มยิ เราไม่มีการสะสมก็หามิได้ คือการสะสมทรัพย์ การสงเคราะห์ด้วยทรัพย์ในที่ใกล้ไม่มีแก่เราก็หามิได้.
               อธิบายว่า แม้การไม่สงเคราะห์ดุจสมณะผู้ประพฤติขัดเกลากิเลสก็ไม่มี.
               มหาทานนี้ของพระมหาสัตว์นั้นเป็นไปแล้วด้วยอัธยาศัยใด เพื่อแสดงถึงอัธยาศัยนั้นท่านจึงกล่าวไว้.
               บัดนี้เพื่อแสดงความนั้นโดยอุปมาจึงกล่าวว่า ยถาปิ อาตุโร นาม เหมือนคนไข้กระสับกระส่าย ดังนี้เป็นต้น.
               บทนี้แสดงเนื้อความพร้อมด้วยการเปรียบเทียบโดยอุปมา เหมือนบุรุษถูกโรคครอบงำกระสับกระส่าย ประสงค์จะให้ตนพ้นจากโรค ต้องการให้หมอผู้เยี่ยวยาพอใจ คือยินดีด้วยทรัพย์มีเงินและทองเป็นต้น แล้วปฏิบัติตามวิธีก็พ้นจากโรคนั้นฉันใด แม้เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประสงค์จะเปลื้องสัตว์โลกทั้งสิ้นอันได้รับทุกข์จากโรคคือกิเลส และจากโรคคือทุกข์ในสงสารทั้งสิ้น รู้อยู่ว่าการบริจาคสมบัติทั้งปวงนี้เป็นทานบารมี เป็นอุบายแห่งการปลดเปลื้องจากโลกนั้น เพื่อยังอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายให้บริบูรณ์ ด้วยอำนาจแห่งผู้รับไทยธรรมโดยไม่มีเศษเหลือ และด้วยอำนาจแห่งมหาทานโดยไม่มีเศษเหลือ.
               อนึ่ง ทานบารมีของเรายังไม่บริบูรณ์แก่ตน เพราะฉะนั้น เพื่อยังใจที่บกพร่องอันเป็นไปในบทว่า อูนมนํ ใจบกพร่องให้เต็ม จึงได้ให้ทานนั้นแก่วณิพกคือผู้ขอ เราให้มหาทานเห็นปานนี้ เรามิได้อาลัยมิได้หวังอะไรในการให้ทานนั้นและในผลของการให้นั้น ให้เพื่อบรรลุพระสัมโพธิญาณ คือเพื่อบรรลุพระสัพพัญญุญาณอย่างเดียว.
               พระมหาสัตว์ยังมหาทานให้เป็นไปอย่างนี้ เสด็จขึ้นสู่ธรรมปราสาทอันเกิดด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ ทำลายกามวิตกเป็นต้น ณ ประตูเรือนยอดหมู่ใหญ่นั่นเอง ประทับนั่งเหนือราชบัลลังก์ทำด้วยทองคำ ณ ประตูเรือนยอดนั้นยังฌานและอภิญญาให้เกิด เสด็จออกจากที่นั้น เสด็จเข้าไปยังเรือนยอดสำเร็จด้วยทอง ประทับนั่งเหนือบัลลังก์สำเร็จด้วยเงิน ณ เรือนยอดนั้นทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ ยังกาลเวลาให้น้อมล่วงไปด้วยฌานและสมาบัติตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี.
               ทรงให้โอวาทแก่นางสนมกำนัลใน ๘๔,๐๐๐ คนมีพระนางสุภัททาเทวีเป็นหัวหน้า และอำมาตย์กับสมาชิกที่ประชุมกันเป็นต้น ซึ่งเข้าไปเพื่อเฝ้าในมรณสมัยด้วยคาถานี้ว่า :-
                                   สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีการเกิดขึ้น
                         และมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา สังขารทั้งหลาย
                         ครั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป การเข้าไปสงบสังขารเหล่า
                         นั้นเป็นสุข.

               เมื่อสิ้นสุดพระชนมายุ ก็ได้เสด็จสู่พรหมโลก.
               พระนางสุภัททาเทวีในครั้งนั้น ได้เป็นพระมารดาพระราหุลในครั้งนี้.
               ปริณายกแก้ว คือ พระราหุล.
               บริษัทที่เหลือ คือ พุทธบริษัท.
               ส่วนพระราชามหาสุทัศนะ คือพระโลกนาถ.
               แม้ในจริยานี้เป็นอันได้บารมี ๑๐ โดยสรุป. ทานบารมีเท่านั้นมาในบาลี เพราะอัธยาศัยในการให้กว้างขวางมาก.
               ธรรมที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
               อนึ่ง พึงเจาะจงลงไปถึงคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ว่า
               แม้ดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ อันรุ่งเรืองด้วยรตนะ ๗ อย่างมากมาย ก็ไม่พอใจโภคสุขเช่นนั้น ข่มกามวิตกเป็นต้นแต่ไกล ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วยสมาบัติตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี ของผู้ประพฤติในมหาทานเห็นปานนั้น แม้กระทำธรรมกถาปฏิสังยุตด้วยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ก็ไม่ทอดทิ้งความขวนขวายในวิปัสสนาในที่ทั้งปวง.
               จบอรรถกถามหาสุทัศนจริยาที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญทานบารมี ๔. มหาสุทัสนจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 3อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 4อ่านอรรถกถา 33.3 / 5อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=8702&Z=8723
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :