ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์
จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล อภิภายตนะ

               อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์               
               อธิบายอภิภายตนะ               
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงรูปาวจรกุศลในกสิณ ๘ ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงรูปาวจรกุศลกล่าวคืออภิภายตนะแม้อื่นอีกที เป็นไปในกสิณ ๘ เหล่านี้ เพราะความที่อภิภายตนะเป็นภาวะที่ไม่เหมือนกันในภาวนาในอารมณ์แม้ที่มีอยู่นั้น เพราะฉะนั้น จึงเริ่มคำเป็นต้นว่า กตเม ธมฺมา กุสลา ดังนี้อีก.
               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า กตเม ธมฺมา เป็นต้น.
               บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี (ไม่มีบริกรรมรูปสัญญาในภายใน) ความว่า เว้นบริกรรมสัญญาในอัชฌัตติกรูป เพราะการไม่ได้อัชฌัตติกรูป หรือว่า เพราะไม่มีอัชฌัตติกรูป.
               บทว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นรูปในกสิณ ๘ ในภายนอกเหล่านั้น ด้วยอำนาจบริกรรม และอำนาจอัปปนา เพราะความที่ทำบริกรรมในกสิณ ๘ ภายนอก.
               บทว่า ปริตฺตานิ (เล็กน้อย) ได้แก่ มีอารมณ์ขยายไม่ได้.
               บทว่า ตานิ อภิภุยฺย (ครอบงำรูปเหล่านั้น) ความว่า บุคคลผู้ยิ่งด้วยญาณ ผู้มีญาณบริสุทธิ์คิดว่า จะมีประโยชน์อะไรที่ตนพึงเข้าสมาบัติในอารมณ์อันเล็กน้อยนี้ เพราะฉะนั้น รูปธรรมนี้ จึงไม่ใช่ภาระของเรา ดังนี้ จึงครอบงำ (เว้น) รูปเหล่านั้นเสียแล้วเข้าสมาบัติ คือยังอัปปนาให้เกิดขึ้นในฌานนี้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งนิมิต เปรียบเหมือนบุคคลผู้บริโภคอาหารได้ข้าวมาเพียงทัพพีเดียวก็คิดว่า เราจะพึงบริโภคอย่างไรในภัตเพียงช้อนเดียวนี้ จึงรวมทำเป็นเพียงคำเดียวเท่านั้น ฉะนั้น.
               ก็บุรพภาคของฌานนั้น ท่านกล่าวไว้ด้วยบทนี้ว่า ชานามิ ปสฺสามิ (เราย่อมรู้ย่อมเห็น) แต่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาในนิกายที่มาทั้งหลายว่า ท่านกล่าวถึงการผูกใจของฌานนั้น ด้วยบทว่า ชานามิ ปสฺสามิ นี้. ก็ความผูกใจนั้นย่อมมีแก่พระโยคาวจรผู้ออกจากสมาบัติแล้ว มิใช่มีในภายในสมาบัติ.
               บทว่า อปฺปมาณานิ ได้แก่ มีอารมณ์กว้างใหญ่.
               ก็ในคำว่า อภิภุยฺย นี้ มีอธิบายว่า บุคคลผู้ยิ่งด้วยญาณ ผู้มีญาณบริสุทธิ์ คิดว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะเข้าอรูปฌานนี้ อรูปฌานนี้ไม่มีอารมณ์กว้างใหญ่ การทำจิตให้แน่วแน่หาใช่เป็นภาระของเราไม่ เพราะฉะนั้น จึงครอบงำ (เว้น) อารมณ์นั้นเสีย แล้วเข้าสมาบัติ คือยังอัปปนาสมาธิให้เกิดขึ้น ในอรูปฌานนี้ พร้อมกับให้นิมิตเกิดขึ้น เหมือนคนที่กินจุได้ภัตที่เขาคดให้ส่วนหนึ่ง ก็คิดว่า ส่วนอื่นๆ ยังมีอีก เพราะฉะนั้น ภัตส่วนนี้จักทำประโยชน์อะไรให้แก่เรา ดังนี้ จึงไม่เห็นภัตส่วนนั้นว่ามาก ฉะนั้น.
               ในคำว่า ปริตฺตํ ปริตฺตารมฺมณํ อปฺปมาณํ ปริตฺตารมฺมณํ (มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย) นี้ มิได้ทรงถือเอาอรูปฌานมีอารมณ์หาประมาณมิได้ เพราะได้ตรัสมาแล้วว่า เป็นปริตตะ คือมีกำลังน้อย ส่วนในนัยที่สองมิได้ทรงถือว่า อรูปฌานนั้นมีอารมณ์ไม่มีประมาณ เพราะได้ตรัสข้างหน้าว่า อปฺปมาณานิ และในอรรถกถาก็ได้กล่าวไว้อย่างนั้น แต่ในที่นี้มิได้ทรงถือเอาอารมณ์อย่างละ ๔ แต่ทรงถือเอาอย่างละสองเท่านั้น.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะเมื่อถือเอาอย่างละ ๔ เทศนาก็จะเป็น ๑๖ ครั้ง และเทศนา ๑๖ ครั้งก็จะเป็นเทศนาโดยกว้าง ดุจหว่านเมล็ดงาบนเสื่อลำแพน ในที่นี้พระองค์มีอัธยาศัยเพื่อทรงทำเทศนาแก่สัตว์เพียง ๘ ครั้ง เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ทรงถือเอาอย่างละ ๒ เท่านั้น.
               บทว่า สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ (มีสีงามและไม่งาม) ความว่า มีสีบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์. จริงอยู่ อารมณ์มีสีเขียวเป็นต้นที่บริสุทธิ์ ทรงประสงค์เอาว่าสีงาม และอารมณ์มีสีไม่บริสุทธิ์ ทรงประสงค์เอาสีไม่งามในที่นี้. ส่วนในอรรถกถาที่มาในนิกายทั้งหลายกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอภิภายตนะเหล่านี้ ด้วยอำนาจที่เป็นปริตตารมณ์ และอัปปมาณารมณ์เท่านั้นว่าเป็นอารมณ์ที่มีสีงาม และอารมณ์ที่มีสีไม่งาม.
               อนึ่ง ในอภิภายตนะ ๔ เหล่านี้ อภิภายตนะที่เป็นปริตตารมณ์สมควรแก่บุคคลผู้มีวิตักกจริต อภิภายตนะที่เป็นอัปปมาณารมณ์สมควรแก่บุคคลผู้มีโมหจริต อภิภายตนะที่มีสีงามสมควรแก่บุคคลผู้มีโทสจริต อภิภายตนะที่มีสีไม่งามสมควรแก่บุคคลผู้มีราคจริต เพราะอารมณ์เหล่านี้เป็นสัปปายะแก่บุคคลเหล่านั้น. และความที่อารมณ์เหล่านั้นเป็นสัปปายะแก่บุคคลเหล่านั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในจริตนิทเทส ในวิสุทธิมรรคโดยพิสดารแล้ว.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในพระอภิธรรมนี้ จึงตรัสว่า ความที่บุคคลมีความสำคัญในรูปภายในว่ามิใช่รูป ในอภิภายตนะแม้ทั้ง ๔ ไม่ตรัสเหมือนที่ตรัสในพระสูตรซึ่งมีคำเป็นต้นว่า บุคคลคนหนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายในว่าเป็นรูป เห็นรูปภายนอกว่ามีอารมณ์เล็กน้อย อย่างนี้เล่า?
               ตอบว่า เพราะไม่ครอบครองถึงรูปในภายใน จริงอยู่ ในพระสูตรนั้นหรือในพระอภิธรรมนี้ ตรัสคำเป็นต้นว่า เห็นรูปภายนอกมีอารมณ์เล็กน้อย ดังนี้ รูปภายนอกนั่นแหละพระโยคาวจรครอบครองได้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสไว้ในพระสูตรบ้าง ในพระอภิธรรมบ้างว่า รูปภายนอกเหล่านั้นพึงกล่าวถึงโดยจำกัด ดังนี้.
               ก็ในคำว่า อชฺฌตฺตอรูปสญฺญี นี้เป็นเพียงความงามของเทศนาของพระศาสดาเท่านั้น. นี้เป็นการพรรณนาตามลำดับบทในอภิภายตนะทั้ง ๔ ก่อน. ส่วนความแตกต่างแห่งปฏิปทาในสุทธิกนัยในที่นี้ พึงทราบในอภิภายตนะแต่ละอย่างโดยนัยที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณนั่นแหละว่า ก็ปฐวีกสิณในพระสูตรนั้น อภิภายตนะมีอารมณ์ ๔ อย่าง ในพระอภิธรรมนี้ มีอารมณ์ ๒ อย่าง และในปฐวีกสิณนั้น แสดงอภิภายตนะไว้ ๑๖ ครั้ง อภิภายตนะในอภิธรรมนี้แสดงไว้ ๘ ครั้ง ข้อความที่เหลือเป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละ บรรดาอภิภายตนะ ๔ เหล่านี้ อภิภายตนะแต่ละอย่างมีนวกะ ๑๕ คือ สุทธิกนวกะ ๑ ปฏิปทานวกะ ๔ อารัมมณนวกะ ๒ นวกะที่มีอารมณ์เจือกับปฏิปทามี ๘ หมวด พึงทราบว่า ในอภิภายตนะแม้ทั้ง ๔ รวมเป็นนวกะ ๖๐ หมวดพอดี.
               บทว่า นีลานิ (เขียว) ในอภิภายตนะที่ ๕ เป็นต้น ตรัสไว้โดยรวมอภิภายตนะทั้งหมด.
               บทว่า นีลวณฺณานิ (สีเขียว) นี้ตรัสไว้ด้วยการเปรียบเทียบว่า ว่าโดยสีเป็นสีเขียวแท้. มีอธิบายว่า เขียวไม่ปรากฏมีช่องว่าง เขียวไม่เจือปน เป็นสีเขียวล้วนทีเดียว.
               ก็บทว่า นีลนิภาสานิ (รัศมีเขียว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจการส่องแสง อธิบายว่า การส่องแสงสีเขียวเป็นการประกอบด้วยรัศมีเขียว ด้วยคำว่ารัศมีเขียวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงความที่รูปเหล่านั้นเป็นรูปบริสุทธิ์ดีแล้ว เพราะฉะนั้น จึงตรัสอภิภายตนะ ๔ เหล่านี้ ด้วยอำนาจสีที่บริสุทธิ์ดีแล้วนั่นแหละ แม้ในคำเป็นต้นว่า ปีตานิ (เหลือง) ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้.
               ก็การทำกสิณก็ดี การบริกรรมก็ดี อัปปนาก็ดี ในนีลกสิณนี้ ซึ่งมีคำเป็นต้นว่า พระโยคาวจรผู้ศึกษานีลกสิณ ย่อมถือเอานิมิตเขียวในดอกไม้ หรือในวัตถุ หรือในวรรณธาตุ ทั้งหมดข้าพเจ้ากล่าวไว้โดยพิสดาร ในวิสุทธิมรรคนั่นแล. ในอภิภายตนะแต่ละอย่างในนีลกสิณนี้ พึงทราบนวกะ ๒๕ นั่นแหละ เหมือนในปฐวีกสิณแล.
               อภิภายตนกถา จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล อภิภายตนะ จบ.
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 167อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 178อ่านอรรถกถา 34 / 189อ่านอรรถกถา 34 / 970
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=34&A=1593&Z=1902
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :