ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์
จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม โลกุตตรกุศลจิต มรรคจิตดวงที่ ๑

               อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์               
               อธิบายโลกุตรกุศล               
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงกุศลที่ยังสมบัติในสามภพให้เกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงโลกุตรกุศลเพื่อก้าวล่วงภพทั้งหมดจึงเริ่มพระบาลีมีอาทิว่า กตเม ธมฺมา กุสลา (ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน) อีก.
               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า กตเม ธมฺมา เป็นต้นต่อไป.
               บทว่า โลกุตฺตรํ ถามว่า ธรรมที่ชื่อว่า โลกุตระ เพราะอรรถว่ากระไร?
               ตอบว่า ที่ชื่อว่าโลกุตระ เพราะอรรถว่าย่อมข้ามโลก ชื่อว่าโลกุตระ เพราะอรรถว่าข้ามพ้นโลกไป ชื่อว่าโลกุตระ เพราะอรรถว่าก้าวล่วงครอบงำโลกทั้งสามตั้งอยู่.
               บทว่า ฌานํ ภาเวติ (เจริญฌานโลกุตระ) ได้แก่ พระโยคาวจรยังอัปปนาฌานอันประกอบด้วยขณะจิตดวงหนึ่งให้เกิด คือให้เจริญ. อธิบายว่า โลกุตรฌาน ชื่อว่านิยยานิกะ เพราะอรรถว่าออกไปจากโลก ออกไปจากวัฏฏะ. อีกนัยหนึ่ง ที่ชื่อว่านิยยานิกะ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องออกไปจากโลกและจากวัฏฏะนั้น.
               จริงอยู่ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยโลกุตรฌานนั้น เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ ชื่อว่าย่อมออกไป เมื่อละสมุทัยชื่อว่าย่อมออกไป เมื่อกระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธชื่อว่าย่อมออกไป เมื่อเจริญมรรคก็ชื่อว่าย่อมออกไป เพราะฉะนั้น โลกุตรฌานนั้น จึงชื่อว่านิยยานิกะ.
               ก็กุศลอันเป็นไปในภูมิสามย่อมก่อจุติและปฏิสนธิทำให้เจริญในวัฏฏะ เพราะฉะนั้น กุศลนั้นจึงชื่อว่าอาจยคามี ฉันใด โลกุตรกุศลนี้เป็นเช่นนั้นหามิได้ ก็โลกุตรกุศลนี้ รื้ออยู่ทำลายอยู่ซึ่งจุติและปฏิสนธิ อันกุศลในภูมิสามสร้างไว้ โดยกระทำให้ขาดแคลนซึ่งปัจจัยไป เปรียบเหมือนเมื่อบุรุษคนหนึ่งสร้างกำแพงสูง ๑๘ ศอก แต่อีกคนหนึ่งเอาค้อนใหญ่รื้ออยู่ ทำให้กระจัดกระจายอยู่ซึ่งที่อันบุรุษนั้นก่อแล้วๆ พึงไป ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น โลกุตรฌานนั้นจึงชื่อว่าอปจยคามี (นำไปสู่พระนิพพาน).
               ในบทว่า ทิฏฐิคตานํ ปหานาย (เพื่อละทิฏฐิ) นี้ ทิฏฐิทั้งหลายนั่นเอง ชื่อว่าทิฏฐิคตะ เหมือนคำเป็นต้นว่า คูถคตํ (คูถ) มุตฺตคตํ (มูตร).
               อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าทิฏฐิคตะ แม้เพราะอรรถว่าไปแล้วในทิฏฐิทั้งหลาย เพราะหยั่งลงในภายในแห่งทิฏฐิ ๖๒.
               อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่ชื่อว่าทิฏฐิคตะ แม้เพราะอรรถว่ามีทิฏฐิเป็นไป. อธิบายว่า สภาวะที่มีการไปเช่นเดียวกับทิฏฐิ คือสภาวะที่เป็นไปทั่วเช่นกับทิฏฐิ.
               ถามว่า ก็สภาวะที่เป็นไปทั่วเช่นกับทิฏฐินั้นเป็นอย่างไร?
               ตอบว่า ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และอกุศลมีราคะ โทสะ โมหะ พร้อมสัมปยุตตธรรมของทิฏฐินั้นซึ่งยังสัตว์ให้ไปสู่อบาย เพราะสภาวธรรมเหล่านั้น ท่านเรียกว่าสภาวะที่มีการไปเช่นกับทิฏฐิ เพราะมีสภาพเป็นไปจนถึงมรรคที่หนึ่งเกิด เพราะฉะนั้น ทิฏฐิทั้งหลายด้วย สภาวะที่มีการไปของทิฏฐิทั้งหลายด้วย จึงชื่อว่าทิฏฐิคตะ.
               บทว่า ปหานาย (เพื่อละ) ได้แก่ เพื่อละทิฏฐิคตะเหล่านั้นด้วยอำนาจสมุจเฉทประหาณ.
               บทว่า ปฐมาย (เบื้องต้น) ได้แก่ ชื่อว่าเบื้องต้นด้วยอำนาจแห่งการนับบ้าง ด้วยอำนาจแห่งการเกิดขึ้นครั้งแรกบ้าง.
               บทว่า ภูมิยา (ภูมิ) ความว่า มหาปฐพีนี้ ท่านเรียกว่า ภูมิ ก่อน ดุจในประโยคมีอาทิว่า อนนฺตรหิตาย ภูมิยา (บนพื้นอันปราศจากเครื่องปูลาด). จิตตุปบาท (ความเกิดขึ้นแห่งจิต) ก็เรียกว่าภูมิ ดุจในประโยคมีอาทิว่า สุขภูมิยํ กามาวจเร (ในกามาวจรเป็นภูมิแห่งความสุข). แต่ในที่นี้ทรงประสงค์เอาสามัญผล ด้วยว่าสัมปยุตตธรรมเหล่านั้นย่อมเกิดในสามัญผลนี้ เพราะฉะนั้น สามัญผลนี้จึงชื่อว่าภูมิ เพราะความเป็นที่อาศัยของสัมปยุตตธรรมเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อความเป็นโลกุตระแม้มีอยู่ สามัญผลย่อมเกิดขึ้นปรากฏได้เอง มิใช่ไม่ปรากฏเหมือนนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ภูมิ.
               ถามว่า เพราะเหตุไร จึงตรัสคำว่า ภูมิ นี้
               ตอบว่า เพื่อแสดงการบรรลุภูมิเบื้องต้น ในข้อนี้พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เพื่อบรรลุ คือเพื่อประโยชน์การได้เฉพาะสามัญผลที่หนึ่ง กล่าวคือโสดาปัตติผล.
               บทว่า วิวิจฺจ (สงัด) คือสงัดแล้ว เว้นแล้วด้วยอำนาจสมุจเฉทวิเวก.
               บัดนี้ เพราะความเป็นผู้ใคร่จะแสดงถึงโลกิยฌานเว้นปฏิปทาย่อมไม่สำเร็จโดยแท้ ครั้นความไม่สำเร็จแม้มีอยู่ในโลกุตรกุศลนี้ จึงทรงละสุทธิกนัยเสียแล้วกระทำโลกุตรฌานให้หนักพร้อมกับปฏิปทานั่นแหละ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ทุกฺขาปฏิปทํทนฺธาภิญฺญํ ดังนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในคำเป็นต้นว่า ทุกขาปฏิปทา นั้นต่อไป.
               โยคาวจรบุคคลใด เมื่อข่มกิเลสทั้งหลายตั้งแต่เริ่มต้น ลำบากอยู่ด้วยการขวนขวายพร้อมกับสังขารอันยากเข็ญ จึงข่มไว้ได้ ปฏิปทาของท่านนั้นเป็นทุกขาปฏิปทา ส่วนโยคาวจรบุคคลใดมีกิเลสข่มไว้แล้ว เมื่ออบรมวิปัสสนาอยู่โดยกาลนานจึงถึงความปรากฏแห่งมรรค การตรัสรู้ของท่านนั้นเป็นทันธาภิญญา. ด้วยประการตามที่กล่าวแล้ว วาระอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ดังนี้เป็นต้น ท่านอธิบายไว้แล้ว.
               ถามว่า ก็วาระไหน ท่านพระอรรถกถาจารย์ชอบใจ.
               ตอบว่า ในวาระใด กิเลสทั้งหลายที่โยคาวจรข่มไว้ครั้งเดียวแล้วก็ฟุ้งขึ้นอีก ข่มแล้วครั้งที่สองก็ย่อมฟุ้งขึ้นอีก แต่เมื่อข่มครั้งที่สามจึงทำการข่มไว้ได้เหมือนอย่างนั้นทีเดียว แล้วจึงให้ถึงการถอนขึ้นด้วยมรรค ก็วาระนี้ ท่านพระอรรถกถาจารย์ชอบใจ ท่านตั้งชื่อวาระนี้ว่า ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา.
               ก็ด้วยคำเพียงเท่านี้ วาระนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้น ในอธิการนี้ พึงทราบการอธิบายตั้งแต่ต้นอย่างนี้ว่า ก็โยคาวจรบุคคลใดกำหนดมหาภูตรูป ๔ แล้วจึงกำหนดอุปาทารูป กำหนดอรูปได้ แต่เมื่อกำหนดรูปและอรูปก็ลำบากอยู่ด้วยความทุกข์ ด้วยความลำบาก ย่อมสามารถเพื่อกำหนดได้ ปฏิปทาของท่านจึงชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา. ส่วนโยคาวจรบุคคลใดมีรูปและอรูปกำหนดได้แล้ว ในการเจริญวิปัสสนา เพราะความชักช้าแห่งความปรากฏของมรรค อภิญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น จึงชื่อว่า ทันธาภิญญา.
               แม้โยคาวจรบุคคลใดกำหนดรูป และอรูปได้แล้ว เมื่อกำหนดแยกนามรูป ลำบากอยู่ด้วยความทุกข์ ด้วยความลำบาก จึงกำหนดแยกได้ และเมื่อกำหนดแยกนามรูปได้แล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่โดยกาลนาน จึงสามารถให้มรรคเกิดขึ้นได้ ปฏิปทาของท่านแม้นั้น จึงเป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา.
               อีกรูปหนึ่ง กำหนดนามรูปได้แล้ว กำหนดแม้ปัจจัยทั้งหลาย แทงตลอดลักษณะทั้งหลาย ลำบากอยู่ด้วยความทุกข์ ความยาก จึงกำหนดได้ ครั้นกำหนดปัจจัยแทงตลอดลักษณะได้แล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่โดยกาลนาน จึงยังมรรคให้เกิดขึ้น แม้ด้วยอาการอย่างนี้ก็ชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา.
               รูปอื่นอีกกำหนดแม้ปัจจัยทั้งหลายแล้ว แทงตลอดลักษณะทั้งหลาย ลำบากอยู่ด้วยความทุกข์ ความยาก จึงแทงตลอดได้ และท่านที่มีลักษณะอันแทงตลอดแล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่โดยกาลนาน จึงยังมรรคให้เกิด แม้ด้วยอาการอย่างนี้ ก็ชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา.
               รูปอื่นอีกแทงตลอดลักษณะทั้งหลายนำวิปัสสนาญาณอันคมกล้าและผ่องใสมา เมื่อครอบงำนิกันติแห่งวิปัสสนาที่เกิดขึ้น ลำบากอยู่ด้วยความทุกข์ ความยาก จึงครอบงำได้ ครั้นครอบงำนิกันติได้แล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่โดยกาลนาน จึงยังมรรคให้เกิด แม้ด้วยอาการอย่างนี้ก็ชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา. วาระนี้ พระอรรถกถาจารย์พอใจ และตั้งชื่อวาระนี้ไว้แล้ว. พึงทราบปฏิปทา ๓ ข้างหน้า (ที่เหลือ) โดยอุบายนี้.
               ในบรรดาบททั้งหลายมีคำเป็นต้นว่า ผสฺโส โหติ (ผัสสะย่อมมี) มีอธิกบท ๔ คือ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ และบทมีคำเป็นต้นว่า มคฺคงฺคํ ในนิทเทสมีวิตักกะเป็นต้น ในนิทเทสวาร เป็นอธิกบท. คำที่เหลือทั้งหมดเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วนั่นแหละ แต่ในอธิการนี้ มีความแปลกกันด้วยสามารถความต่างกันแห่งภูมิ เพราะเป็นโลกุตระ.
               บรรดาอธิกบททั้ง ๔ เหล่านั้น บทว่า อนัญญตัญญัสสามีตินฺทฺริยํ ได้แก่ อินทรีย์อันเกิดขึ้นโดยส่วนเบื้องต้นนี้ ของโยคีผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ทั่วซึ่งอมตบท คือสัจจธรรม ๔ นั่นแหละ ที่ยังไม่เคยรู้แล้วในสังสารวัฏซึ่งมีเบื้องต้นและที่สุดที่บุคคลรู้ไม่ได้แล้ว. ส่วนคำมีลักษณะเป็นต้นของอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในปัญญินทรีย์ในหนหลังนั่นแหละ.
               วาจาดี หรือวาจาที่บัณฑิตสรรเสริญ ชื่อว่าสัมมาวาจา คำว่า สัมมาวาจา นี้เป็นชื่อของการงดเว้นมิจฉาวาจา เพราะเป็นวาจาถอนขึ้นซึ่งวจีทุจริต. สัมมาวาจานั้นมีการกำหนดเป็นลักษณะ มีการงดเว้นเป็นกิจ มีการละมิจฉาวาจาเป็นปัจจุปัฏฐาน.
               การงานที่ดีหรือที่บัณฑิตสรรเสริญ ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ คำว่า สัมมากัมมันตะนี้เป็นชื่อของการงดเว้นปาณาติบาตเป็นต้น เพราะเป็นการงานที่ถอนขึ้นซึ่งมิจฉากัมมันตะ สัมมากัมมันตะนั้นมีการตั้งขึ้นดีเป็นลักษณะ มีการงดเว้นเป็นกิจ มีการละมิจฉากัมมันตะเป็นปัจจุปัฏฐาน.
               อาชีวะดีหรือที่บัณฑิตสรรเสริญ ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ คำว่า สัมมาอาชีวะนี้เป็นชื่อของการงดเว้นมิจฉาอาชีวะ สัมมาอาชีวะนั้นมีความผ่องแผ้วเป็นลักษณะ มีการเป็นไปแห่งอาชีวะชอบธรรมเป็นกิจ มีการละมิจฉาอาชีวะเป็นปัจจุปัฏฐาน.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบข้อธรรมมีลักษณะเป็นต้น ในสัมมาวาจาเป็นต้นเหล่านี้ ด้วยสามารถแห่งคำที่กล่าวแล้วในวิรติ ๓ ในหนหลัง. พึงทราบมรรค ๕ ที่กล่าวไว้ในหนหลังด้วยสามารถแห่งธรรม (วีรตี) ๓ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ ในที่นี้พึงทราบมรรค ๘ และในเยวาปนกธรรมทั้งหลาย ไม่มีสัมมาวาจาเป็นต้นเหล่านี้ กรุณาและมุทิตาก็ไม่มีเหมือนกัน ด้วยว่า ธรรมทั้ง ๓ (มีสัมมาวาจาเป็นต้น) เหล่านี้ เพราะความที่กล่าวไว้ในบาลีนี้ จึงไม่ถือเอาในเยวาปนกธรรมทั้งหลาย ส่วนกรุณาและมุทิตามีสัตว์เป็นอารมณ์ ก็ธรรม (กรุณา มุทิตา) เหล่านี้เป็นอดีต อารมณ์ที่เย็นสงบ ท่านไม่ถือเอาในโลกุตระนี้ เนื้อความที่ต่างกันในอุทเทสวารเพียงเท่านี้.
               ก็พึงทราบวินิจฉัยในคำนี้ว่า มคฺคงฺคํ (เป็นองค์แห่งมรรค) มคฺคปริยาปนฺนํ (นับเนื่องในมรรค) ในนิทเทสวารก่อน.
               ธรรมที่ชื่อว่ามัคคังคะ เพราะอรรถว่าเป็นองค์แห่งมรรค. อธิบายว่า เป็นส่วนแห่งมรรค เหมือนอย่างว่า สิ่งที่นับเนื่องในป่า ชื่อว่าอรัญญปริยาปันนะ ฉันใด ธรรมที่นับเนื่องในมรรค ชื่อว่ามัคคปริยาปันนะ ฉันนั้น. อธิบายว่า อาศัยมรรค.
               ในข้อว่า ปีติสัมโพชฌงค์ นี้ สัมโพชฌงค์คือปีตินั่นแหละ ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์.
               อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่าปีติสัมโพชฌงค์เหล่านั้น ธรรมที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้ หรือของบุคคลผู้ตรัสรู้ คำนี้มีอธิบายว่า ธรรมสามัคคีนี้ ตรัสเรียกว่าโพธิ เพราะทำอธิบายว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี กล่าวคือสติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิและอุเบกขา อันเกิดขึ้นในขณะแห่งโลกุตรมรรค ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปัทวะมิใช่น้อยมีความหดหู่ ถีนะ อุทธัจจะ ปติฏฐานคือกิเลสเป็นเครื่องยึดไว้ อายูหนะ คือกิเลสเป็นเครื่องประกอบไว้ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค และอภินิเวสะ คือยึดมั่นในสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิเป็นต้น.
               คำว่า ย่อมตรัสรู้ คือย่อมลุกขึ้นจากความหลับคือความสืบต่อแห่งกิเลส หรือย่อมตรัสรู้อริยสัจ ๔ หรือกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานนั่นแหละ องค์แห่งโพธิกล่าวคือธรรมสามัคคีนั้นมีอยู่ เหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าโพชฌงค์ เหมือนองค์ฌานและองค์แห่งมรรคเป็นต้น.
               พระอริยสาวกแม้นี้ ก็เรียกว่าโพธิ เพราะทำอธิบายว่า ย่อมตรัสรู้ ด้วยธรรมสามัคคีมีประการตามที่กล่าวแล้วนั้น. แม้องค์แห่งโพธิ คือพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้นั้น ท่านก็เรียกว่า โพชฌงค์ เหมือนองค์แห่งเสนาและองค์แห่งรถเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถแห่งโพชฌงค์แม้โดยนัยปฏิสัมภิทามรรคนี้ว่า คำว่า โพชฌงค์ ถามว่า ธรรมที่ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่ากระไร?
               ตอบว่า ที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อการตรัสรู้. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมตรัสรู้. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมตรัสรู้ตาม. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมตรัสรู้เฉพาะ ชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมตรัสรู้พร้อม ดังนี้. โพชฌงค์อันบัณฑิตสรรเสริญแล้วด้วย เป็นโพชฌงค์อันดีด้วย ชื่อว่าสัมโพชฌงค์. ด้วยประการฉะนี้ สัมโพชฌงค์คือปีตินั่นแหละ ชื่อว่า ปีติสัมโพชฌงค์ ดังนี้. แม้ในนิทเทสแห่งเอกัคคตาแห่งจิตเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบโดยนัยนี้แล.
               บทว่า เตสํ ธมฺมานํ (ธรรมเหล่านั้น) ได้แก่ ธรรมคือสัจจะ ๔ ย่อมถึงการแทงตลอดในสมัยนั้น ชื่อว่าธรรมเหล่านั้น.
               บทว่า อญฺญาตานํ (ที่ยังไม่เคยรู้) ความว่า ธรรมเหล่านั้นอันโยคาวจรชื่อว่า รู้แล้วด้วยปฐมมรรคแม้ก็จริง ท่านก็กล่าวอุปมาไว้ว่า บุคคลมาสู่วิหารที่ไม่เคยมาตามปรกติ แม้ยืนอยู่ในท่ามกลางวิหารก็ย่อมพูดว่า ข้าพเจ้ามาสู่ที่ไม่เคยมา เพราะอาศัยความเป็นผู้ไม่มาตามปกติฉันใด และเหมือนบุคคลประดับดอกไม้ที่ไม่เคยประดับตามปกติ นุ่งผ้าที่ยังไม่เคยนุ่ง (ผ้าใหม่) บริโภคอาหารที่ไม่เคยบริโภค เพราะอาศัยความเป็นผู้ไม่เคยบริโภคตามปกติ จึงพูดว่า ข้าพเจ้าบริโภคอาหารที่ยังไม่เคยบริโภค ฉันใด แม้ในข้อนี้ ก็ฉันนั้น เพราะธรรมเหล่านี้อันบุคคลนี้ไม่รู้ตามปกติ ฉะนั้น จึงกล่าวว่า ที่ยังไม่เคยรู้ ดังนี้.
               แม้ในคำว่า ที่ยังไม่เคยเห็น เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทิฏฺฐานํ (ที่ยังไม่เคยเห็น) ได้แก่ ไม่เคยเห็นด้วยปัญญาจักษุในกาลก่อนแต่กาลนี้.
               บทว่า อปฺปตฺตานํ (ที่ยังไม่เคยบรรลุ) คือที่ยังไม่เคยบรรลุด้วยสามารถแห่งความรู้.
               บทว่า อวิทิตานํ (ที่ยังไม่เคยทราบ) คือที่ยังไม่ปรากฏด้วยญาณ.
               บทว่า อสจฺฉิกตานํ (ที่ยังไม่เคยทำให้แจ้ง) คือที่ยังไม่เคยทำให้ประจักษ์.
               บทว่า สจฺฉิกิริยาย (เพื่อทำให้แจ้ง) คือทำให้ประจักษ์.
               พึงประกอบเนื้อความแม้กับบทที่เหลือกับบทนี้อย่างนี้ว่า เพื่อรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้ เพื่อเห็นธรรมที่ยังไม่เคยเห็น เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่เคยบรรลุ เพื่อทราบธรรมที่ยังไม่เคยทราบ ดังนี้.
               ในบททั้งหลายมีอาทิว่า จตูหิ วจีทุจฺจริเตหิ (วจีทุจริต ๔)
               บทว่า วจี พึงทราบว่าเป็นเครื่องหมายให้รู้ทางวาจา (วจีวิญญัติ).
               ธรรมที่ชื่อว่าทุจริต เพราะอรรถว่าความประพฤติอันโทษสามอย่างใดอย่างหนึ่งประทุษร้ายแล้ว. ทุจริตที่เป็นไปทางวาจา ชื่อว่าวจีทุจริต.
               อีกอย่างหนึ่ง ทุจริตที่สำเร็จด้วยคำพูดเรียกว่าวจีทุจริต.
               เจตนาที่ชื่อว่าอารตี เพราะย่อมงดห่างไกลจากวจีทุจริตเหล่านั้น. ชื่อว่าวิรติ เพราะย่อมเว้นห่างไกลจากวจีทุจริตเหล่านั้น ชื่อว่าปฏิวิรติ (การเลิกละ) เพราะเป็นผู้ถอยจากวจีทุจริตนั้นๆ และงดเว้นจากวจีทุจริตเหล่านั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง บททั้งสามนี้ท่านเพิ่มคำอุปสรรค บททั้งสามนี้เป็นชื่อของการงดเว้นทั้งหมด. ที่ชื่อว่าเวรมณี เพราะอรรถว่าการย่ำยี คือทำให้พินาศ. แม้คำว่า เวรมณี นี้ก็เป็นชื่อของการงดเว้นนั่นแหละ ก็บุคคลเมื่อกล่าวมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่าย่อมทำด้วยเจตนาใด วิรติในโลกุตรมรรคนี้ เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อกระทำกิริยานั้น ย่อมตัดขาดทางแห่งการทำ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอกิริยา (การไม่ทำ). อนึ่ง การไม่ให้เพื่อการกระทำนั้น ย่อมตัดขาดทางเป็นเครื่องกระทำ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอกรณะ (การไม่ประกอบ).
               อนึ่ง บุคคลเมื่อกล่าววจีทุจริต ๔ อย่างด้วยเจตนาใด ชื่อว่าย่อมล่วงละเมิด วิรติในโลกุตรมรรคนี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่อล่วงละเมิดเหมือนอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนัชฌาปัตติ (การไม่ล่วงละเมิด).
               ในบทนี้ว่า เวลาอนติกฺกโม (การไม่ล้ำเขต). อธิบายว่า กาลตรัสเรียกว่า เวลา เหมือนในประโยคมีอาทิว่า ตาย เวลาย (ในกาลนั้น) ดังนี้ก่อน. ราสิ (กอง) ตรัสเรียกว่าเวลา ในคำนี้ว่า อุรุเวลายํ วิหรติ ประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา (กองทราย) สีมา (เขตแดน) ตรัสว่าเวลาในคำนี้ว่า ฐิตธมฺโม เวลํ นาติวตฺติ (ผู้มีธรรมดำรงอยู่ย่อมไม่ประพฤติล้ำเขต) แม้ในอธิการนี้ทรงประสงค์เอาเวลาคือเขตเท่านั้น.
               จริงอยู่ วจีสุจริต ๔ ทรงประสงค์เอาเวลา (คือเขต) เพราะอรรถว่าไม่ควรก้าวล่วงด้วยประการฉะนี้ บุคคลเมื่อก้าวล่วงวจีทุจริต ๔ ด้วยเจตนาใด ชื่อว่าย่อมก้าวล้ำเขต วิรติในโลกุตรมรรคนี้ เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อก้าวล่วงเขตนั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่าการไม่ล่วงล้ำเขต ดังนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเวลา เพราะอรรถว่าย่อมให้ย่อยยับไป. อธิบายว่า ทำให้พินาศ ให้กระจัดกระจายไป.
               ถามว่า ทำอะไรให้ย่อยยับไป.
               ตอบว่า ทำวจีทุจริต ๔ ด้วยประการฉะนี้ จึงชื่อว่าเวลา เพราะทำให้ย่อยยับไป.
               ที่ชื่อว่า อนติกกมะ (การไม่ก้าวล้ำ) เพราะอรรถว่าไม่ก้าวล่วงประโยชน์สุขของบุคคลให้เป็นไป. พึงทราบอรรถแม้ด้วยอำนาจบททั้ง ๒ ในคำว่า เวลาอนติกฺกโม นี้ ด้วยประการฉะนี้.
               ธรรมที่ชื่อว่าเสตุฆาต เพราะอรรถว่าย่อมฆ่าซึ่งเหตุ (เสตุ) คือฆ่าทางแห่งวจีทุจริต ๔.
               อธิบายว่า ฆ่าปัจจัย. ปัจจัยตรัสเรียกว่า เสตุ ในที่นี้.
               ในคำว่า เสตุฆาต นั้น มีความหมายถ้อยคำดังต่อไปนี้.
               ปัจจัยแห่งวจีทุจริต ๔ มีราคะเป็นต้น ย่อมเชื่อม คือ ย่อมผูกพันบุคคลไว้ในวัฏฏะ เพราะเหตุนั้น ปัจจัยนั้นจึงชื่อว่าเสตุ. การฆ่าซึ่งปัจจัยที่ชื่อว่าเสตุนั้น ชื่อว่าเสตุฆาต คำว่า เสตุฆาต นี้เป็นชื่อของวิรติ เพราะถอนขึ้นซึ่งปัจจัยแห่งวจีทุจริต. แต่วิรตินี้ คือสัมมาวาจา ย่อมได้ในจิตต่างๆ ในส่วนเบื้องต้น เพราะย่อมงดเว้นมุสาวาทด้วยจิตดวงหนึ่ง ย่อมงดเว้นจากเปสุญญวาทเป็นต้นด้วยจิตดวงอื่น แต่ในขณะแห่งโลกุตรมรรคย่อมได้ในจิตดวงเดียวเท่านั้น เพราะวิรติคือสัมมาวาจาดวงเดียวเกิดขึ้นทำการตัดทางของเจตนาในวจีทุจริต ๔ ยังองค์มรรคให้บริบูรณ์.
               บทว่า กายทุจฺจริเตหิ ได้แก่ ทุจริตที่เป็นไปทางกาย หรือทุจริตมีปาณาติบาตเป็นต้นอันให้สำเร็จด้วยกาย. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล.
               วิรติแม้นี้ กล่าวคือสัมมากัมมันตะย่อมได้ในจิตต่างๆ ในกาลเบื้องต้น เพราะปาณาติบาตย่อมงดเว้นด้วยจิตดวงหนึ่ง ในอทินนาทานและมิจฉาจารก็ได้ในจิตดวงอื่น แต่ในขณะแห่งโลกุตรมรรคย่อมได้จิตดวงเดียวเท่านั้น ด้วยว่า วิรติดวงเดียวเกิดทำการตัดทางแห่งเจตนาในกายทุจริต ๓ อย่าง ยังองค์มรรคให้บริบูรณ์.
               พึงทราบวินิจฉัยในบทเป็นต้นว่า อกิริยา (การไม่ทำ) ในนิทเทสแห่งสัมมาอาชีวะ ต่อไป.
               บัณฑิตพึงประกอบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า บุคคลเลี้ยงชีพอยู่ชื่อว่าย่อมกระทำกิริยามิจฉาชีพด้วยเจตนาใด โลกุตรเจตนานี้เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อทำกิริยานั้น เพราะเหตุนั้น เจตนานั้นจึงชื่อว่า อกิริยา (การไม่ทำ). อนึ่ง ชื่อว่า อาชีวะ นี้ เป็นเฉพาะส่วนหนึ่งมิได้มี เมื่อสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะ โยคาวจรถือเอาแล้ว สัมมาอาชีวะก็เป็นอันถือเอาแล้วเหมือนกัน เพราะความที่สัมมาอาชีวะนั้นเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งวาจาและกายนั้น แต่อาชีวะนั้นพระองค์ทรงนำออกจากวาจาและกายนั้น แสดงไว้ด้วยอำนาจแห่งการเสพอาศัยอยู่เป็นนิตย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น สัมมาอาชีวะก็ไม่มีหน้าที่ของตน มรรค ๘ ก็ย่อมไม่บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น สัมมาอาชีวะพึงมีหน้าที่ของตน องค์มรรค ๘ ก็พึงบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น ในอธิการนี้พึงทราบนัยดังต่อไปนี้.
               ขึ้นชื่อว่า อาชีวะ แม้เมื่อแตกก็ย่อมแตกในกายทวารและวจีทวารนั่นแหละ ชื่อว่าการแตกแห่งอาชีวะในมโนทวารหามีไม่ แม้เมื่อบริบูรณ์ ก็ย่อมบริบูรณ์ในสองทวารนั้นนั่นเอง ชื่อว่าความบริบูรณ์แห่งอาชีวะมิได้มีทางมโนทวาร เพราะฉะนั้น สัมมาอาชีวะก็พึงทำกิจของตน องค์แห่งมรรค ๘ ก็พึงบริบูรณ์ นี้เป็นนัยในอาชีวะนั้น ก็การก้าวล่วงในกายทวารมีอาชีวะเป็นเหตุบ้าง ไม่มีอาชีวะเป็นเหตุบ้าง ในวจีทวารก็เหมือนกัน.
               บรรดาทวารทั้งสองนั้น พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นผู้ขวนขวายในการเล่น เมื่อจะแสดงความเป็นผู้กล้าหาญ ย่อมทำการล่าเนื้อบ้าง ปล้นคนเดินทางบ้าง ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นบ้าง ใดๆ นี้ชื่อว่ากายกรรมเป็นอกุศล. แม้เจตนางดเว้นจากอกุศลกายกรรมแล้ว ก็ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ.
               อนึ่ง พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาย่อมกล่าววจีทุจริต ๔ มิใช่มีอาชีวะเป็นเหตุ นี้ชื่อว่าวจีกรรมอันเป็นอกุศล แม้งดเว้นจากวจีกรรมอันเป็นอกุศลนั้น ก็ชื่อว่าสัมมาวาจา.
               แต่ว่า นายพรานและชาวประมงเป็นต้น เพราะอาชีพเป็นเหตุ ย่อมฆ่าสัตว์ ย่อมถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ให้ ย่อมประพฤติมิจฉาจารใด นี้ชื่อว่ามิจฉาอาชีวะ การงดเว้นจากมิจฉาอาชีวะนั้น ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ พวกชนที่รับค่าจ้างแม้ใดย่อมกล่าวมุสา ย่อมยังเปสุญญวาท ผรุสวาท สัมผัปปลาปะให้เป็นไป กรรมแม้นี้ก็ชื่อว่ามิจฉาอาชีวะ แม้การงดเว้นจากมิจฉาอาชีวะนั้นก็ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ.
               ก็พระมหาสิวเถระกล่าวไว้ว่า การก้าวล่วงกายทวารและวจีทวาร มีอาชีวะเป็นเหตุ หรือไม่มีอาชีวะเป็นเหตุก็ตาม ย่อมนับว่าเป็นกายกรรมและวจีกรรมฝ่ายอกุศลโดยแท้ แม้การงดเว้นจากกายกรรมและวจีกรรมฝ่ายอกุศล จึงเรียกว่าสัมมากัมมันตะ สัมมาวาจาได้ ก็ถ้ามีคนถามว่า อาชีวะไปไหนเสียเล่า? ก็จะพูดว่า บุคคลอาศัยกุหนวัตถุ (เรื่องโกหก) ๓ อย่าง ยังปัจจัย ๔ ให้เกิดขึ้นแล้วบริโภคปัจจัยนั้น ก็อันนี้เป็นมิจฉาอาชีวะถึงที่สุด การงดเว้นจากมิจฉาอาชีวะนั้น ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ.
               สัมมาอาชีวะแม้นี้ ในส่วนเบื้องต้นย่อมได้ในจิตต่างๆ เพราะการงดเว้นจากการก้าวล่วงทางกายทวารก็จิตอย่างหนึ่ง จากวจีทวารก็ได้จิตอย่างหนึ่ง แต่ในขณะแห่งโลกุตรมรรคย่อมได้จิตดวงเดียวเท่านั้น เพราะวิรติดวงเดียวเกิดขึ้นกระทำการตัดทางของเจตนา ความเป็นผู้ทุศีล คือมิจฉาอาชีวะอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งกรรมบถ ๗ คือ กายกรรมและวจีกรรมในกายทวาร และวจีทวารยังองค์มรรคให้บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น ความนี้จึงแปลกกันในนิทเทสวาร.
               แต่ในอินทรีย์ทั้งหลายทรงเพิ่มอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ และในองค์แห่งมรรคทรงเพิ่มสัมมาวาจาเป็นต้นนั้น ตรัสว่า อินทรีย์ ๙#- มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้ ในสังคหวารด้วยสามารถแห่งอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ และสัมมาวาจา เป็นต้นเหล่านั้น. สุญญตวาระเป็นไปตามปรกตินั่นแหละ ก็ความเบื้องต้นนี้แปลกกันในสุทธิกปฏิปทา.
____________________________
#- (ข้อนี้อรรถกถาฉบับไทยเป็น สงฺคหวาเรน วิริยินทฺริยานิ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฉบับพม่าเป็น สงฺคหวาเร นวินฺทฺริยานิ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค)
               สุทธิกปฏิปทา จบ.               

               กถาว่าด้วยสุญญตาเป็นต้น               
               เบื้องหน้าแต่นี้ไป เป็นประเภทแห่งเทศนา คือ
                         สุทธิกสุญญตา ๑
                         สุญญตปฏิปทา ๑
                         สุทธิกอัปปณิหิตะ ๑
                         อัปปณิหิตปฏิปทา ๑
               บรรดาประเภทแห่งเทศนา ๔ เหล่านั้น คำว่า สุญญตา นี้เป็นชื่อของโลกุตรมรรค.
               จริงอยู่ โลกุตรมรรคนั้น ย่อมได้ชื่อเพราะเหตุ ๓ อย่าง คือเพราะการบรรลุ ๑ เพราะคุณของตน ๑ เพราะอารมณ์ ๑.
               ถามว่า ข้อนี้ เป็นอย่างไร?
               ตอบว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้อาศัยอยู่โดยความเป็นอนัตตาย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นอนัตตา แต่ธรรมดาว่า การออกจากสังขตธรรมด้วยมรรค (มรรควุฏฐานะ) ย่อมไม่มีโดยเพียงเห็นโดยความเป็นอนัตตาเท่านั้น การเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงบ้าง โดยความเป็นทุกข์บ้าง จึงสมควร เพราะฉะนั้น เธอจึงยกขึ้นสู่อนุปัสสนา ๓ อย่าง คือ อนิจจัง ทุกขังและอนัตตา แล้วพิจารณาอยู่ท่องเที่ยวไป ก็วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีของภิกษุนั้น ย่อมเห็นสังขารทั้งหลายแม้อันเป็นไปในภูมิ ๓ โดยความเป็นของสูญ (ว่างเปล่า) ทีเดียว วิปัสสนานี้ชื่อว่าสุญญตา วิปัสสนานั้นดำรงอยู่ในฐานะที่ควรบรรลุ จึงให้ชื่อมรรคของตนว่าสุญญตะ มรรคย่อมได้ชื่อว่าสุญญตะ เพราะการบรรลุด้วยประการฉะนี้. แต่เพราะมรรคนั้นสูญจากราคะเป็นต้น ฉะนั้น จึงได้ชื่อว่าสุญญตะ ด้วยคุณของตน. แม้พระนิพพาน ท่านก็เรียกชื่อว่าสุญญตะ เพราะเป็นสภาวะสูญจากราคะเป็นต้น. มรรคย่อมได้ชื่อสุญญตะ โดยอารมณ์เพราะความที่มรรคนั้นทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น.
               บรรดาเหตุทั้ง ๓ เหล่านั้น โลกุตรมรรคย่อมได้ชื่อโดยคุณของตนบ้าง โดยอารมณ์บ้าง โดยปริยายอันมีในพระสุตตันตะ เพราะปริยายนี้เป็นปริยายเทศนา ส่วนอภิธรรมกถาเป็นนิปปริยายเทศนา เพราะฉะนั้น ในอภิธรรมกถานี้ โลกุตรมรรคย่อมไม่ได้ชื่อโดยคุณของตน หรือโดยอารมณ์ ย่อมได้โดยการบรรลุเท่านั้น เพราะว่า การบรรลุนั้นเป็นธุระ (กิจ) การบรรลุนั้นมี ๒ อย่าง คือการบรรลุด้วยวิปัสสนา การบรรลุด้วยมรรค ในการบรรลุทั้ง ๒ นั้น การบรรลุด้วยวิปัสสนาเป็นธุระในฐานแห่งมรรคถึงแล้ว การบรรลุด้วยมรรคเป็นธุระในฐานแห่งผลมาแล้ว ในอภิธรรมนี้ เพราะความที่มรรคมาแล้ว การบรรลุด้วยวิปัสสนาเท่านั้นจึงเป็นธุระเกิดขึ้น.
               พึงทราบวินิจฉัยแม้ในคำนี้ว่า อัปปณิหิตะ ต่อไป.
               คำว่า อปฺปณิหิตํ นี้เป็นชื่อของมรรค มรรคย่อมได้ชื่อแม้นี้ด้วยเหตุ ๓ เหมือนกัน. ได้อย่างไร? คือภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ อาศัยอยู่โดยความเป็นทุกข์แต่ต้นเทียว ย่อมเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นทุกข์เท่านั้น ก็เพราะธรรมดามัคควุฏฐาน (การออกจากสังขตธรรมด้วยมรรค) ย่อมไม่มีเพียงการเห็นทุกข์เท่านั้น การเห็นโดยความไม่เที่ยงบ้าง โดยอนัตตาบ้าง จึงสมควรฉะนั้น เธอจึงยกขึ้นสู่อนุปัสสนา ๓ อย่าง คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พิจารณาอยู่ ย่อมเที่ยวไป ก็วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีของภิกษุนั้นยังปณิธิ (ความปรารถนา) ในสังขารทั้งหลายในภูมิ ๓ ให้เหือดแห้ง ให้สิ้นไปจึงปล่อยวาง วิปัสสนานี้ชื่อว่าอัปปณิหิตะ วิปัสสนานั้นดำรงอยู่ในฐานควรบรรลุ จึงให้ชื่อมรรคของตนว่าอัปปณิหิตะ มรรคย่อมได้ชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะการบรรลุอย่างนี้ ก็การดำรงไว้ซึ่งราคะ โทสะและโมหะในมรรคนั้นมิได้มี ฉะนั้น มรรคนั้นจึงได้ชื่อด้วยคุณของตนนั่นแหละว่าอัปปณิหิตะ ดังนี้. แม้พระนิพพานก็ตรัสเรียกว่าอัปปณิหิตะ เพราะความไม่มีที่ตั้งอยู่แห่งราคะเป็นต้นเหล่านั้น. มรรคย่อมได้ชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะทำพระนิพพานนั้นให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น.
               บรรดาเหตุทั้ง ๓ เหล่านั้น มรรคย่อมได้ชื่อโดยคุณของตนบ้าง โดยอารมณ์บ้าง โดยปริยายแห่งพระสุตตันตะ เพราะเทศนานี้เป็นปริยายเทศนา แต่อภิธรรมกถาเป็นนิปปริยายเทศนา ฉะนั้น ในอภิธรรมกถานี้ โลกุตรมรรคจึงไม่ได้ชื่อโดยคุณของตนบ้าง โดยอารมณ์บ้าง ย่อมได้ชื่อโดยการบรรลุเท่านั้น. ก็การบรรลุเท่านั้นเป็นธุระ การบรรลุนั้นมี ๒ อย่าง คือ การบรรลุด้วยวิปัสสนา การบรรลุด้วยมรรค ในการบรรลุ ๒ อย่างนั้น การบรรลุด้วยวิปัสสนาเป็นธุระ ในฐานแห่งมรรคมาแล้ว การบรรลุด้วยมรรคเป็นธุระในฐานแห่งผลมาแล้ว ในอภิธรรมกถานี้ เพราะความที่มรรคมาแล้ว การบรรลุด้วยวิปัสสนาเท่านั้น จึงเป็นธุระเกิดขึ้น.
               ถามว่า ก็มรรคมีชื่อ ๓ อย่าง คือ สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ มิใช่หรือ? เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์เหล่านี้มี ๓ อย่าง คือ สุญญวิโมกข์ อนิมิตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ในบรรดามรรคที่มีชื่อ ๓ เหล่านั้น ในอภิธรรมนี้ ถือเอามรรค ๒ เพราะเหตุไร จึงไม่ถือเอาอนิมิตวิโมกข์เล่า?
               ตอบว่า เพราะไม่มีการบรรลุ.
               จริงอยู่ อนิมิตตวิปัสสนาดำรงอยู่ในฐานที่ควรบรรลุเองไม่อาจให้ชื่อมรรคของตน. ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอนิมิตตวิปัสสนาแก่พระราหุลเถระผู้เป็นโอรสของพระองค์ว่า
                         อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ   มานานุสยมุชฺชห
                         ตโต มานาภิสมยา   อุปสนฺโต จริสฺสสิ
                                        เธอจงเจริญอนิมิตตวิปัสสนา (พิจารณาโดย
                         ความเป็นของไม่เที่ยง) จงละมานานุสัยเสีย แต่นั้น เธอ
                         จักเป็นผู้เข้าไปสงบ เที่ยวไปเพราะละมานะเสียได้ ดังนี้.

               จริงอยู่ วิปัสสนาย่อมถอนขึ้นซึ่งนิมิตว่าเที่ยง ซึ่งนิมิตว่ายั่งยืน ซึ่งนิมิตว่าอัตตา ซึ่งนิมิตว่าเป็นสุข ฉะนั้น จึงตรัสว่าอนิมิต (ไม่มีนิมิต) วิปัสสนาแม้นั้นย่อมถอนขึ้น ซึ่งนิมิตนั้นแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นวิปัสสนานั้นจึงมีชื่อว่านิมิตนั่นเอง เพราะย่อมเที่ยวไปในนิมิตธรรมทั้งหลายเอง เพราะฉะนั้น ตนเองดำรงอยู่ในฐานที่พึงบรรลุ จึงไม่อาจเพื่อให้ชื่อมรรคของตน.
               อีกนัยหนึ่ง ธรรมดาพระอภิธรรมเป็นปรมัตถเทศนา และอนิมิตของมรรคเป็นการบกพร่องแห่งเหตุโดยปรมัตถ์ทีเดียว. มีการบกพร่องอย่างไร? คืออนิมิตตวิโมกข์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งอนิจจานุปัสสนา สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยวิโมกข์นั้น สัทธินทรีย์นั้นไม่เป็นแม้องค์หนึ่งในอริยมรรค เพราะมิใช่องค์มรรค จึงไม่อาจให้ชื่อมรรคของตนโดยปรมัตถ์ได้.
               ส่วนวิโมกข์ ๒ นอกนี้ สุญญตวิโมกข์ ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งอนัตตานุปัสสนา อัปปณิหิตวิโมกข์ ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งทุกขานุปัสสนา.
               บรรดาวิโมกข์เหล่านั้น ปัญญินทรีย์มีกำลังยิ่งด้วยสุญญตวิโมกข์ สมาธินทรีย์มีกำลังยิ่งด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ ปัญญินทรีย์และสมาธินทรีย์เหล่านั้น เพราะความเป็นองค์แห่งอริยมรรค จึงสามารถให้ชื่อมรรคของตนโดยปรมัตถ์ได้.
               จริงอยู่ ในเวลาที่ฉันทะและจิตตะเป็นอธิบดีในการจำแนกธรรมแห่งมัคคาธิปติ แม้ในมัคคารัมมณติกะ พระองค์มิได้ตรัสความเป็นมัคคาธิปติไว้ เพราะความที่ธรรม คือฉันทะและจิตตะเหล่านั้นมิใช่เป็นองค์มรรค พึงทราบถ้อยคำที่ถึงพร้อมแล้วอย่างนั้นเถิด เนื้อความนี้เป็นวินิจฉัยเฉพาะของอาจารย์รูปหนึ่งนอกจากอรรถกถาในเรื่องนี้. อนิมิตตวิปัสสนาแม้โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ ตั้งอยู่ในฐานะที่พึงบรรลุได้เอง จึงไม่สามารถให้ชื่อมรรคของตนได้ เพราะฉะนั้น พระองค์มิได้ทรงถือเอามรรคที่เป็นอนิมิตตะ.
               แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า มรรคที่เกิดด้วยอนิมิตตะ แม้ไม่ได้ชื่อโดยการบรรลุ แต่ก็ได้ชื่อโดยคุณของตนและโดยอารมณ์ โดยปริยายแห่งพระสูตร ครั้นอาจารย์พวกนั้นกล่าวแล้วก็ถูกสกวาทีอาจารย์คัดค้านว่า เมื่อมรรคอันเกิดขึ้นด้วยอนิมิตตะได้ชื่อโดยคุณของตนและโดยอารมณ์ แม้มรรคที่เกิดแต่สุญญตะและอัปปณิหิตะก็พึงได้ชื่อนี้ตามคุณของตนและโดยอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้ เพราะเหตุไร?
               เพราะว่า ธรรมดามรรคนี้ย่อมได้ชื่อด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือโดยหน้าที่ของตนและโดยเป็นปัจจนิก คือว่าโดยสภาวะและโดยการปฏิเสธ. ในเหตุทั้ง ๒ นั้น มรรคที่เกิดขึ้นด้วยสุญญตะและอัปปณิหิตย่อมได้ชื่อโดยกิจของตนบ้าง โดยเป็นปัจจนิกบ้าง.
               จริงอยู่ มรรคที่เกิดด้วยสุญญตะและอัปปณิหิตะ ย่อมได้ชื่อโดยกิจของตนอย่างนี้คือ ชื่อว่าว่าง เพราะว่างจากราคะเป็นต้น และเพราะไม่มีที่ตั้งโดยไม่มีที่ตั้งแห่งราคะเป็นต้น และย่อมได้ชื่อโดยเป็นปัจจนิกอย่างนี้ คือมรรคที่เกิดขึ้นเป็นสุญญตะเป็นปฏิปักษ์ต่อการยึดถืออัตตา มรรคที่เกิดเป็นอัปปณิหิตะเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมเป็นที่ตั้ง ส่วนมรรคที่เกิดขึ้นด้วยอนิมิตตะ ย่อมได้ชื่อโดยกิจของตนเท่านั้น เพราะไม่มีนิมิตแห่งราคะเป็นต้น และนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้น มิใช่ได้ชื่อโดยความเป็นข้าศึก ด้วยว่ามรรคอนิมิตตะนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่ออนิจจานุปัสสนา ซึ่งมีสังขารนิมิตเป็นอารมณ์หามิได้ ก็อนิจจานุปัสสนาตั้งอยู่ในความเป็นอนุโลมแก่มรรคนั้น เพราะฉะนั้น มรรคที่เกิดด้วยอนิมิตตะนั้น จึงไม่มีโดยปริยายแห่งพระอภิธรรมแม้โดยประการทั้งปวง ฉะนี้แล.
               แต่ว่า โดยปริยายแห่งพระสูตร มรรคที่เกิดขึ้นด้วยอนิมิตนั้น พระองค์นำมาแสดงไว้อย่างนี้ ก็ในวาระใด มีการออกจากกิเลสด้วยมรรค ลักษณะทั้ง ๓ ย่อมมาสู่คลองดุจอาวัชชนะเดียวกัน ก็ขึ้นชื่อว่าการมาสู่คลองแห่งลักษณะทั้ง ๓ พร้อมกันมิได้มี แต่เพื่อแสดงความแจ่มแจ้งแห่งกรรมฐาน พระองค์จึงตรัสไว้อย่างนี้ ก็ความยึดถือในที่ใดที่หนึ่งตั้งแต่ต้นจงยกไว้ แต่ว่าวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีพิจารณาธรรมใดๆ แล้วย่อมออกจากกิเลส ตั้งอยู่ในฐานที่ควรบรรลุด้วยสามารถแห่งธรรมนั้นๆ นั่นแหละย่อมให้ชื่อมรรคของตนข้อนี้ เป็นอย่างไร?
               ก็พระโยคาวจรอาศัยธรรมใดธรรมหนึ่ง ในบรรดาลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น ก็สมควรเห็นลักษณะทั้ง ๒ นอกนี้อีกทีเดียว ธรรมดาการออกจากกิเลสด้วยมรรคโดยเพียงการเห็นลักษณะเดียวนั้นย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ภิกษุตั้งมั่นแล้วโดยความไม่เที่ยง ย่อมออกไปแม้จาก (กิเลส) โดยความเป็นของไม่เที่ยง แม้โดยความเป็นทุกข์อย่างเดียวหามิได้ ย่อมออกไปจาก (กิเลส) โดยความเป็นอนัตตาด้วยนั่นแหละ แม้ในความตั้งมั่นอยู่โดยความเป็นทุกข์ก็นัยนี้แหละ. ด้วยประการฉะนี้ การยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอารมณ์ตั้งแต่ต้นจงยกไว้ ก็วิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินีพิจารณาธรรมใดๆ ย่อมออกไป ดำรงอยู่ในฐานที่ควรบรรลุด้วยสามารถแห่งธรรมนั้นๆ แล้วให้ชื่อมรรคของตน. ในบรรดาลักษณะเหล่านั้น เมื่อพระโยคาวจรออกจากอนิจจลักษณะ มรรคก็เป็นอนิมิตตะ เมื่อออกจากทุกขลักษณะ มรรคก็เป็นอัปปณิหิตะ เมื่อออกจากอนัตตลักษณะ มรรคก็เป็นสุญญตะ ดังนี้ ทรงนำอนิมิตตมรรคมาแสดงโดยปริยายแห่งพระสูตรด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า ก็วิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินี มีอะไรเป็นอารมณ์?
               ตอบว่า มีลักษณะเป็นอารมณ์.
               ขึ้นชื่อว่า ลักษณะ มีคติเป็นบัญญัติ เป็นธรรม ที่ไม่ควรกล่าวถึง แต่ว่า ภิกษุใดกำหนดลักษณะ ๓ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขันธ์ ๕ ของภิกษุนั้นย่อมเป็นดุจซากศพผูกที่คอ ญาณมีสังขารเป็นอารมณ์นั่นแหละย่อมออกไปจากสังขาร. เหมือนอย่างภิกษุรูปหนึ่ง ต้องการจะซื้อบาตรเห็นบาตรที่พ่อค้าบาตรนำมาแล้วก็มีความยินดีร่าเริง คิดว่า เราจักถือเอาบาตร ดังนี้ เมื่อทดลองดู จึงเห็นรูทะลุ ๓ แห่ง ภิกษุนั้นหมดความอาลัยในรูทะลุทั้งหลายก็หาไม่ ที่แท้หมดความอาลัยในบาตร ฉันใด ภิกษุกำหนดลักษณะทั้ง ๓ แล้วจึงเป็นผู้หมดความอาลัยในสังขารทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน พึงทราบว่า วิปัสสนานั้นย่อมออกไปจากสังขารด้วยญาณมีสังขารเป็นอารมณ์นั่นแหละดังนี้. แม้อุปมาด้วยผ้า ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงจำแนกฌานโลกุตระ จึงทรงนำนัยแม้ทั้ง ๒ คือจตุกนัยและปัญจกนัย จากสุทธิกปฏิปทามาด้วยประการฉะนี้. ในสุทธิกสุญญตา ในสุญญตปฏิปทา ในสุทธิกอัปปณิหิต ในอัปปณิหิตปฏิปทาก็ทรงนำนัยทั้ง ๒ คือจตุกนัยและปัญจกนัย มาแสดงไว้เหมือนกัน.
               ถามว่า เพราะเหตุไร จึงทรงนำมาอย่างนี้?
               ตอบว่า เพราะอัชฌาสัยของบุคคล และเพราะความงามแห่งเทศนา พึงทราบแม้ทั้ง ๒ นัยนั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังแล.
               ในคำว่า เจริญโลกุตรฌานนี้ อย่างนี้ พระองค์ทรงจำแนกนัยทั้ง ๒ ด้วยอำนาจจตุกนัยและปัญจกนัยจากสุทธิกปฏิปทา ในที่เหลือก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงจำแนกนัยทั้ง ๑๐ ในส่วนทั้ง ๕ ส่วนทั้งหมด.
               ในโลกุตรฌานนั้น พึงทราบข้อธรรมปกิณณกะดังนี้
                                   ธรรมภายใน (อชฺฌตฺตญฺจ) ธรรม
                         ภายนอก (พหิทฺธา) ในรูปและอรูปทั้ง ๕
                         การเปลี่ยนองค์มรรค ๗ และ ๘ นิมิต
                         ปฏิปทา และอธิบดี.
               จริงอยู่ ในโลกุตรมรรค ภิกษุอาศัยธรรมภายในย่อมออกจากธรรมภายใน อาศัยธรรมภายในแล้วย่อมออกจากธรรมภายนอก อาศัยธรรมภายนอกแล้วย่อมออกจากธรรมภายนอก อาศัยธรรมภายนอกแล้วย่อมออกจากธรรมภายใน. ภิกษุอาศัยรูปแล้วย่อมออกจากรูป อาศัยรูปแล้วย่อมออกจากอรูป อาศัยอรูปแล้วออกจากอรูป อาศัยอรูปแล้วย่อมออกจากรูป ย่อมออกจากขันธ์ ๕ พร้อมกัน.
               คำว่า เปลี่ยนองค์มรรค ๗ และ ๘ อธิบายว่า ก็มรรคนี้นั้นมีองค์ ๘ บ้าง มีองค์ ๗ บ้าง แม้โพชฌงค์เป็น ๗ ก็มี เป็น ๖ ก็มี ถึงฌานมีองค์ ๕ ก็มี มีองค์ ๔ ก็มี มีองค์ ๓ ก็มี มีองค์ ๒ ก็มี พึงทราบการเปลี่ยนองค์มี ๗ และ ๘ เป็นต้นอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
               คำว่า นิมิต ปฏิปทาและอธิบดี. อธิบายว่า คำว่า นิมิต ได้แก่ แดนเป็นที่ออก. คำว่า ปฏิปทาและอธิบดี ได้แก่ พึงทราบความหวั่นไหวและไม่หวั่นไหวแห่งปฏิปทาและอธิบดีเท่านั้น.
               ในบรรดาคำเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในคำเป็นต้นว่า อาศัยธรรมภายในแล้วออกจากธรรมภายในนั้นก่อน.
               ก็ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ ย่อมอาศัยขันธ์ ๕ อันเป็นภายในจำเดิมแต่ต้น ครั้นอาศัยแล้วย่อมเห็นขันธ์ ๕ เหล่านั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น โดยมนสิการว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้เบื้องต้นย่อมออกจากธรรมภายในดังนี้ แต่เพราะการออกด้วยมรรค ย่อมมีเพียงการเห็นธรรมภายในล้วนๆ เท่านั้นหามิได้ พึงเห็นแม้ธรรมภายนอกทีเดียว ฉะนั้น จึงพิจารณาขันธ์ของคนอื่นบ้าง สังขารขันธ์อันไม่มีใจครองบ้างว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ดังนี้ ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นธรรมภายในโดยกาลอันควร ย่อมพิจารณาเห็นธรรมภายนอกตามกาลอันควร ดังนี้ เมื่อเธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ในกาลที่พิจารณาธรรมภายใน ย่อมเชื่อมต่อกับมรรคด้วยวิปัสสนา ด้วยอาการฉะนี้ ชื่อว่าอาศัยธรรมภายในออกจากธรรมภายใน ก็ถ้าในเวลาพิจารณาธรรมภายนอกของเธอ ย่อมเชื่อมต่อกับมรรคด้วยวิปัสสนา ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่าอาศัยธรรมภายในย่อมออกจากธรรมภายนอก. แม้ในการออกเพราะอาศัยธรรมภายนอกแล้ว ย่อมออกจากธรรมภายนอก และธรรมภายใน ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ก็ภิกษุอีกรูปหนึ่งย่อมอาศัยรูปตั้งแต่ต้น ครั้นอาศัยแล้วก็กำหนดภูตรูปและอุปาทารูป ย่อมเห็นโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น แต่เพราะการออกด้วยมรรค ย่อมมีเพียงการเห็นรูปล้วนๆ ก็หาไม่ พึงเห็นแม้อรูปโดยแท้ ฉะนั้น ภิกษุนั้นทำรูปนั้นให้เป็นอารมณ์ แล้วกำหนดเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณซึ่งเกิดขึ้นแล้วว่า นี้เป็นอรูปดังนี้ ย่อมเห็นโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น.
               ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นรูปโดยกาลอันควร เห็นอรูปโดยกาลอันควร เมื่อเธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ในการพิจารณารูป ย่อมเชื่อมต่อกับมรรคด้วยวิปัสสนาด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่าอาศัยรูปแล้วย่อมออกจากรูป. ก็ถ้าในการพิจารณาอรูปของเธอ ย่อมเชื่อมต่อกับมรรคด้วยวิปัสสนา ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่าอาศัยรูปแล้วย่อมออกจากอรูป. แม้ในการออกจากอรูปและรูป เพราะอาศัยอรูป ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ก็ในกาลที่ภิกษุอาศัยธรรมอย่างนี้ว่า ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ธรรมนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดาดังนี้ แล้วออกไปจาก (สังขตะ) ธรรม อย่างนี้นั่นแหละ ชื่อว่าย่อมออกจากขันธ์ ๕ พร้อมกันทีเดียว. นี้เป็นวิปัสสนาของภิกษุผู้มีปัญญามาก ผู้เห็นแจ้งด้วยปัญญาอันคมกล้า.
               เหมือนอย่างว่า บุคคลวางก้อนคูถในท่ามกลางโภชนะแล้วน้อมถาดอันเต็มด้วยโภชนะมีรสอันเลิศต่างๆ ไปเพื่อบุรุษผู้มีความอดอยาก บุรุษผู้อดอยากนั้นเอามือเขี่ยกับข้าวออกเห็นก้อนคูถแล้วพูดว่า นี่อะไร เมื่อเขากล่าวว่า ก้อนคูถ ดังนี้ จึงกล่าวว่า ถุยๆ จงเอาออกไป เป็นผู้หมดความอาลัยทั้งในอาหารทั้งในถาด ฉันใด คำอุปมาที่นำมาเปรียบนี้ พึงทราบฉันนั้น.
               จริงอยู่ กาลที่ภิกษุนี้ถือขันธ์ ๕ ว่า เป็นเรา ของเราในกาลที่ยังเป็นพาลปุถุชน พึงทราบเหมือนกาลที่บุรุษอดอยากนั้นมีใจยินดีในการเห็นถาดโภชนะ กาลที่กำหนดลักษณะ ๓ พึงทราบเหมือนบุรุษนั้นเห็นก้อนคูถ. กาลที่ภิกษุผู้มีปัญญามาก ผู้มีความเห็นแจ้งด้วยปัญญาอันคมกล้าเห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ แล้วออกจากขันธ์ ๕ พร้อมกันนั่นแหละ พึงทราบเหมือนกาลที่บุรุษอดอยากนั้น หมดความอาลัยทั้งโภชนะทั้งถาด ฉะนั้น.
               ในคำว่า การเปลี่ยนองค์มรรค ๗ และ ๘ นี้ พึงทราบการเปลี่ยนองค์ธรรมมีประเภทตามที่กล่าวนี้โดยประการที่มีอยู่.
               จริงอยู่ สังขารุเบกขาญาณเท่านั้น ย่อมกำหนดความต่างกันแห่งโพชฌงค์ (องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้) องค์มรรค (มัคคังคะ) และองค์ฌาน (ฌานังคะ) แต่พระเถระบางพวกกล่าวว่า ฌานที่เป็นบาทย่อมกำหนดความต่างกันแห่งโพชฌงค์ องค์มรรคและองค์ฌาน ดังนี้. พระเถระบางพวกกล่าวว่า ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาย่อมกำหนด ดังนี้. พระเถระบางพวกกล่าวว่า อัธยาศัยของบุคคลย่อมกำหนด ดังนี้.
               ในวาทะทั้งหลายของพระเถระแม้เหล่านั้นพึงทราบว่า วิปัสสนาที่เป็นบุรพภาคกล่าวคือสังขารุเบกขาญาณ และวิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินีนี้ ย่อมกำหนด ในข้อนี้มีถ้อยคำตามลำดับ ดังนี้.
               จริงอยู่ ว่าโดยการกำหนดแห่งวิปัสสนา มรรคที่เกิดขึ้นแก่พระสุกขวิปัสสกก็ดี มรรคที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ได้สมาบัติที่ไม่ทำฌานให้เป็นบาทก็ดี มรรคที่เกิดขึ้นเพราะทำปฐมฌานให้เป็นบาทแต่พิจารณาปกิณณกสังขารก็ดี ย่อมเป็นมรรคประกอบด้วยปฐมฌานทั้งนั้น. ในมรรคจิตทั้งหมดย่อมมีโพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ และองค์ฌาน ๕ ด้วยว่า วิปัสสนาที่เป็นบุรพภาคแห่งมรรค แม้เหล่านั้น เป็นสภาพสหรคตด้วยโสมนัสบ้าง สหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง แต่ในกาลเป็นที่ออกไป (วุฏฐานคามินีวิปัสสนา) ถึงความเป็นสังขารุเบกขาญาณ ย่อมสหรคตด้วยโสมนัสอย่างเดียว.
               ในปัญจกนัย ฌานในมรรคที่เกิดขึ้นเพราะทำทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานให้เป็นบาท มีองค์ ๔ องค์ ๓ และองค์ ๒ โดยลำดับนั่นแหละ ก็ในมรรคแม้ทั้งหมด ย่อมมีองค์มรรค ๗ ในฌานที่ ๔ มีโพชฌงค์ ๖ นี้เป็นความแตกต่างกันโดยกำหนดทำฌานให้เป็นบาท และโดยการกำหนดแห่งวิปัสสนา. เพราะวิปัสสนาที่เป็นบุรพภาคแห่งมรรคเหล่านั้น สหรคตด้วยโสมนัสบ้าง สหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง แต่วิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินีเป็นธรรมสหรคตด้วยโสมนัสอย่างเดียว.
               ส่วนในมรรคที่พระโยคาวจรทำปัญจมฌานให้เป็นบาทแล้วให้เกิดขึ้น องค์ฌานมี ๒ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขาและเอกัคคตาจิต ได้โพชฌงค์ ๖ มรรคมีองค์ ๗ เท่านั้น ความแปลกกันแม้นี้ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งการกำหนดทั้ง ๒ อย่างเพราะในนัยนี้ วิปัสสนาที่เป็นบุรพภาค ย่อมสหรคตด้วยโสมนัส หรือสหรคตด้วยอุเบกขา.
               ส่วนวิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินีสหรคตด้วยอุเบกขาเท่านั้น แม้ในมรรคที่พระโยคาวจรทำอรูปฌานให้เป็นบาทแล้วให้เกิดขึ้น ก็นัยนี้แหละ สมาบัติที่พระโยคาวจรออกในส่วนที่ใกล้ชิดแห่งมรรคที่ท่านออกจากฌานที่เป็นบาทด้วยอาการอย่างนี้ แล้วพิจารณาสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดแล้ว ย่อมทำภาวะเช่นเดียวแก่ตน ดุจสีพื้นดินกระทำเหี้ยให้มีสีเช่นเดียวกันฉะนั้น.
               แต่ในวาทะของพระเถระองค์ที่ ๒ มีอธิบายว่า มรรคที่พระโยคาวจรออกจากสมาบัติใดๆ แล้วพิจารณาธรรมในสมาบัติใดๆ เกิดขึ้น มรรคก็เป็นเช่นสมาบัตินั้นๆ นั่นแหละ คือเช่นเดียวกับสมาบัติที่ท่านพิจารณาแล้ว ก็ถ้าท่านพิจารณาธรรมอันเป็นกามาวจรทั้งหลาย มรรคก็เป็นอันประกอบปฐมฌาน. พึงทราบการกำหนดวิปัสสนาแม้นี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วในวาทะนั้นนั่นแหละ.
               ในวาทะของพระเถระองค์ที่ ๓ มีอธิบายว่า มรรคที่พระโยคาวจรกระทำฌานใดๆ ให้เป็นบาท หรือพิจารณาธรรมใดๆ ในฌาน สมควรแก่อัธยาศัยแก่ตนว่า โอหนอ เราพึงบรรลุมรรคประกอบด้วยองค์ ๗ หรือองค์ ๘ ดังนี้ให้เกิดขึ้น มรรคก็เป็นเช่นเดียวกับฌานนั้นๆ แหละ ก็แต่ว่ามรรคนั้นเว้นฌานที่เป็นบาท หรือฌานที่พิจารณาแล้ว ย่อมไม่สำเร็จ เพียงอัธยาศัยอย่างเดียว. เนื้อความนี้นั้น บัณฑิตพึงแสดงด้วยนันทโกวาทสูตร (ในมัชฌิมนิกายสฬายตนวรรค).
               จริงอยู่ พระดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำนั้น ชนเป็นอันมากย่อมไม่มีความเคลือบแคลง หรือสงสัยว่า ดวงจันทร์พร่องหรือเต็มหนอ แต่ที่แท้ดวงจันทร์ก็เต็มแล้วทีเดียว ฉันใด
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีเหล่านั้นเป็นผู้ชื่นชมธรรมเทศนาของนันทกะและมีความดำริอันบริบูรณ์แล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้น รูปที่ทรงคุณต่ำยังเป็นถึงพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ดังนี้.
               ก็บรรดาภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีรูปใดมีอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผล ภิกษุณีรูปนั้นก็ได้มีความดำริ (สังกัปปะ) บริบูรณ์แล้วด้วยโสดาปัตติผลเท่านั้น ฯลฯ รูปใดมีอุปนิสัยแห่งพระอรหัต รูปนั้นก็มีความดำริบริบูรณ์แล้วด้วยพระอรหัตเท่านั้น.
               มรรคที่พระโยคาวจรกระทำฌานใดๆ ให้เป็นบาท หรือพิจารณาธรรมในฌานใดๆ โดยสมควรแก่อัธยาศัยของตนเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นเช่นเดียวกับฌานนั้น เหมือนกันนั่นแหละ ก็มรรคที่เป็นเช่นเดียวกับฌานนั้นๆ เว้นฌานที่เป็นบาท หรือเว้นฌานที่พิจารณาแล้ว ย่อมไม่สำเร็จโดยเพียงเป็นอัธยาศัยเท่านั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบการกำหนดวิปัสสนาโดยนัยที่กล่าวแล้วในวาทะนี้แล.
               บรรดาวาทะของพระเถระเหล่านั้น พระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกมีวาทะอย่างนี้ว่า ฌานที่เป็นบาทเท่านั้นย่อมกำหนด ดังนี้ ได้ถูกอันเตวาสิกถามว่า
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในที่ใดมีฌานที่เป็นบาทอยู่ก่อน ในที่นั้น ฌานที่เป็นบาทนั้นก็กำหนดได้ แต่ในที่ใด (อรูปภพ) ฌานที่เป็นบาทไม่มี ในที่อรูปภพนั้น อะไรย่อมกำหนด.
               พระเถระตอบว่า ดูก่อนอาวุโส แม้ในที่นั้น ฌานที่เป็นบาทเท่านั้นก็ย่อมกำหนด ด้วยว่า ภิกษุใดได้สมาบัติ ๘ ทำปฐมฌานให้เป็นบาทยังโสดาปัตติมรรคและผลให้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม ทำกาละ เกิดในอรูปภพ ออกจากสมาบัติแห่งโสดาปัตติผลอันประกอบด้วยปฐมฌาน เริ่มตั้งวิปัสสนายังมรรคและผล ๓ ในเบื้องบนให้เกิดขึ้น มรรคและผลเหล่านั้นของท่านก็ประกอบกับปฐมฌานเท่านั้น แม้ในมรรคผลที่ประกอบกับทุติยฌานเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน ฌานที่เป็นหมวด ๓ หมวด ๔ ในอรูปย่อมเกิดขึ้น ก็ฌานหมวด ๓ หมวด ๔ นั้นแลเป็นโลกุตระ มิใช่โลกิยะ ดูก่อนอาวุโส แม้ด้วยอาการอย่างนี้ก็เหมือนกัน ฌานที่เป็นบาทเท่านั้นย่อมกำหนด.
               พวกอันเตวาสิกเรียนว่า ท่านขอรับ ปัญหาท่านกล่าวดีแล้ว ดังนี้.
               แม้พระมหาทันธเถระผู้อยู่ที่โมรวาปีวิหารผู้มีวาทะอย่างนี้ว่า ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาย่อมกำหนด ด้วยว่าพิจารณาธรรมใดๆ แล้วออก มรรคย่อมเป็นเช่นกับธรรมนั้นๆ นั่นแหละ ดังนี้ ถูกพวกอันเตวาสิกถามว่า ท่านขอรับ ในวาทะของท่านข้อควรตำหนิย่อมปรากฏ ด้วยว่า ภิกษุผู้พิจารณารูปแล้วออก (จากสังขตอารมณ์) ได้แล้ว มรรคก็พึงเป็นอัพยากตะเหมือนรูป พระโยคาวจรกำหนดเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยนัยแล้วออกไป ก็พึงเป็นมรรคถึงความเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะเช่นเดียวกันกับเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ดังนี้ พระเถระตอบว่า ดูก่อนอาวุโส เป็นเช่นนั้นหามิได้ เพราะโลกุตรมรรค ชื่อว่าไม่ถึงอัปปนา มิได้มี เพราะฉะนั้น ภิกษุพิจารณารูปแล้วออกไปได้ มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมสหรคตด้วยโสมนัส เมื่อพิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนะแล้ว แม้ออกไปได้ ย่อมเป็นเช่นนั้นโดยอาการทั้งปวงหามิได้ ส่วนมรรคที่สหรคตด้วยอุเบกขา ย่อมเป็นมรรคมีองค์ ๗ ดังนี้.
               แม้พระจูฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก ซึ่งมีวาทะว่า อัชฌาสัยแห่งบุคคลย่อมกำหนด ดังนี้ ได้ถูกพวกอันเตวาสิกนำวาทะของท่านไปถามพระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก พระจูฬนาคเถระจึงกล่าวว่า ฌานที่เป็นบาทมีอยู่แก่บุคคลใด อัชฌาสัยแห่งบุคคลย่อมกำหนดแก่บุคคลนั้น ฌานที่เป็นบาทนั้นไม่มีแก่ภิกษุใด อัชฌาสัยอะไรเล่าจักกำหนดแก่ภิกษุนั้น เพราะฉะนั้น สภาวะนั้น ย่อมเป็นดุจเวลาที่แสวงหากำไรของบุคคลไร้ทรัพย์ ฉะนั้น.
               พวกอันเตวาสิกได้นำเรื่องนั้น มาเรียนแก่พระจูฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก. พระเถระนั้นกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ถ้อยคำนี้ท่านกล่าวสำหรับบุคคลผู้มีฌานเป็นบาท เหมือนอย่างว่า อัชฌาสัยของบุคคลแม้ผู้มีฌานเป็นบาท ฉันใด แม้บุคคลผู้มีฌานอันพิจารณาแล้ว ก็พึงทราบฉันนั้นเหมือนกัน เพราะมรรคที่พระโยคาวจรออกจากปัญจมฌานเกิดขึ้น โดยพิจารณาปฐมฌานเป็นต้น ประกอบด้วยปัญจมฌาน ก็ย่อมประสบตามวาทะของพระเถระรูปแรก และมรรคที่ประกอบด้วยปฐมฌานเป็นต้น ก็ย่อมประสบตามวาทะของพระเถระรูปที่สอง เพราะเหตุนั้น วาทะแม้ทั้ง ๒ ย่อมผิด แต่ในฌานเหล่านี้ ในวาทะของพระเถระที่ ๓ ว่า พระโยคาวจรย่อมปรารถนาฌานใด มรรคก็ประกอบด้วยฌานนั้น ดังนั้น วาทะเหล่านั้นของท่านจึงไม่ผิด และภิกษุนั้นก็เป็นผู้มีอัชฌาสัยเป็นไปกับด้วยประโยชน์ ดังนี้ พระเถระแม้ทั้ง ๓ รูปเป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมอันเจริญ ด้วยเหตุนั้น อันเตวาสิกเหล่านั้นจึงทำวาทะของพระเถระทั้ง ๓ เหล่านั้นให้เป็นแบบแผน ก็ในอภิธรรมนี้ ข้าพเจ้าจึงยกอรรถนั้นแหละขึ้นแสดงว่า ก็วิปัสสนาย่อมกำหนดวาทะทั้ง ๓ นี้ ดังนี้.
               บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคำนี้ว่า นิมิตฺตปฏิปทาปติ (นิมิต ปฏิปทาและอธิบดี) ต่อไป.
               ถามว่า กาลเกิดขึ้นแห่งมรรคซึ่งเปลี่ยนองค์อย่างนี้ โคตรภูย่อมออกไปจากที่ไหน มรรคย่อมออกไปจากที่ไหน?
               ตอบว่า โคตรภูย่อมออกจากนิมิตก่อน แต่ไม่อาจตัด (กิเลส) ที่เป็นไปได้ เพราะโคตรภูนั้นมีการออกไปอย่างเดียว มรรคย่อมออกจากนิมิต ย่อมตัด (กิเลส) ที่เป็นไปได้ เพราะมรรคนี้มีการออกไปทั้ง ๒ อย่าง. บรรดาการออกไปแห่งโคตรภูและมรรคนั้น พึงทราบนัยที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้.
               ก็ในวาระ (คือในมรรควิถี) ใด มีการออกไปด้วยมรรค ในวาระนั้น ไม่มีอนุโลมดวงเดียว ไม่มีอนุโลมดวงที่ ๕ เพราะอนุโลมมีครั้งเดียวย่อมไม่ได้อาเสวนปัจจัย อนุโลมดวงที่ ๕ ย่อมหวั่นไหว เพราะใกล้ตกภวังค์ เพราะว่า ในคราว (ขณะ) จิตใกล้ภวังค์ดวงที่ ๕ นั้นชื่อว่า จิตตกไปแล้ว เพราะฉะนั้น อนุโลมจึงไม่มีดวงเดียว ไม่มีในดวงที่ ๕.
               ก็บุคคลผู้มีปัญญามากมีอนุโลม ๒ ดวง ดวงที่ ๓ เป็นโคตรภู ดวงที่ ๔ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๓ ดวง จากนั้นจิตก็ลงสู่ภวังค์.
               ส่วนบุคคลผู้มีปัญญาปานกลาง อนุโลมมี ๓ ดวง ดวงที่ ๔ เป็นโคตรภู ดวงที่ ๕ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๒ ดวง จากนั้นก็ลงสู่ภวังค์.
               สำหรับคนมีปัญญาน้อย (มันทปัญญา) อนุโลมมี ๔ ดวง ดวงที่ ๕ เป็นโคตรภู ดวงที่ ๖ เป็นมรรคจิต ดวงที่ ๗ เป็นผลจิต จากนั้นจิตก็ลงสู่ภวังค์.
               บรรดาพระโยคาวจร ๓ ประเภทนั้น ข้าพเจ้าไม่กล่าวด้วยสามารถแห่งท่านผู้มีปัญญามากและมีปัญญาน้อย แต่พึงกล่าวด้วยสามารถแห่งท่านผู้มีปัญญาปานกลาง เพราะในวาระคือ (วิถีแห่งมรรค) ใด มีการออกไปด้วยมรรค มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกกิริยา เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา เป็นมโนทวาราวัชชนจิตให้ภวังค์เคลื่อนไปกระทำขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาให้เป็นอารมณ์ ถัดจากนั้นไป ชวนะดวงแรกชื่ออนุโลมญาณ ก็เกิดขึ้นถือเอาขันธ์ที่มโนทวาราวัชชนจิตนั้นถือเป็นอารมณ์ อนุโลมญาณนั้นก็เป็นไปในขันธ์เหล่านั้นว่า ไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอนัตตาบ้าง บรรเทาความมืดที่หยาบๆ ซึ่งปกปิดสัจจะ กระทำลักษณะทั้ง ๓ ให้แจ่มแจ้งยิ่งๆ ขึ้นก็ดับไป.
               ถัดจากนั้นอนุโลมญาณดวงที่ ๒ ก็เกิดขึ้น ในบรรดาอนุโลมญาณ ๒ ดวงนั้น ดวงแรกไม่มีอาเสวนปัจจัย ดวงที่ ๒ มีดวงแรกเป็นอาเสวนปัจจัย ดวงที่ ๒ นั้นมีอาเสวนปัจจัยได้แล้วจึงเป็นญาณ คมกล้า ผ่องใสเป็นไปในอารมณ์นั้นนั่นแหละ โดยอาการนั้นเหมือนกัน บรรเทาความมืดปานกลาง ซึ่งปกปิดสัจจะไว้ กระทำลักษณะ ๓ ให้แจ่มแจ้งยิ่งๆ ขึ้นแล้วดับไป ในลำดับนั้น อนุโลมญาณดวงที่ ๓ ก็เกิดขึ้นมีอนุโลมญาณดวงที่ ๒ เป็นอาเสวนปัจจัย แม้อนุโลมญาณดวงที่ ๓ แม้นั้นเพราะมีอาเสวนปัจจัยได้แล้วจึงคมกล้าผ่องใส เป็นไปในอารมณ์นั้นนั่นแหละ โดยอาการนั้นเหมือนกัน บรรเทาความมืดอันละเอียดที่เหลือซึ่งปกปิดสัจจะนั้น กระทำให้หมดไป กระทำลักษณะ ๓ แจ่มแจ้งยิ่งๆ ขึ้นแล้วดับไป เมื่ออนุโลมญาณ ๓ บรรเทาความมืดปกปิดสัจจะอย่างนี้แล้ว ลำดับนั้น โคตรภูญาณก็เกิดขึ้นกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์.
               ในข้อนั้น มีอุปมา ดังนี้
               ได้ยินว่า บุรุษมีจักษุดีคนหนึ่ง คิดว่า เราจักประกอบดาวฤกษ์ (ดูดวงชะตา) จึงออกไปในเวลาราตรีแหงนดูดวงจันทร์ ดวงจันทร์ไม่ปรากฏแก่เขา เพราะวราหก (เมฆ) ทั้งหลายปิดบังไว้ ขณะนั้นลมหนึ่งตั้งขึ้นแล้วพัดวราหกหนาๆ (หยาบ) ทั้งหลายให้กระจัดกระจายไป ลมอื่นอีกตั้งขึ้นพัดวราหกอย่างกลาง ลมอีกอย่างหนึ่งก็ตั้งขึ้นพัดวราหกแม้ที่ละเอียดให้กระจัดกระจายไป. ลำดับนั้น บุรุษนั้นจึงเห็นดวงจันทร์นั้นบนท้องฟ้าที่ปราศจากวราหกทั้งหลายได้รู้แล้วซึ่งการประกอบดาวฤกษ์.
               ในคำอุปมาเหล่านั้น ความมืดคือกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดอันปกปิดซึ่งสัจจะเปรียบเหมือนวราหก (เมฆ) ๓ กลุ่ม. อนุโลมจิต ๓ ดวงเปรียบเหมือนลม ๓ ชนิด. โคตรภูญาณเปรียบเหมือนบุรุษผู้มีตาดี. พระนิพพานเปรียบเหมือนพระจันทร์. การบรรเทาความมืดอันปกปิดซึ่งสัจจะของอนุโลมจิตแต่ละดวง เปรียบเหมือนลมแต่ละชนิดทำลายเมฆ ๓ ชนิดโดยลำดับ. เมื่อความมืดอันปกปิดซึ่งสัจจะปราศจากไปแล้ว โคตรภูญาณก็ทำพระนิพพานอันบริสุทธิ์ให้เป็นอารมณ์ เปรียบเหมือนการที่บุรุษนั้นเห็นพระจันทร์บริสุทธิ์บนท้องฟ้าที่ปราศจากวราหก ฉะนั้น.
               เหมือนอย่างว่า ลม ๓ ชนิดย่อมสามารถเพื่อกำจัดวราหกอันปกปิดดวงจันทร์นั่นแหละ ฉันใด อนุโลมญาณทั้งหลายก็สามารถเพื่อกำจัดความมืดอันปกปิดสัจจะ ฉันนั้นเหมือนกัน แต่ไม่อาจกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ บุรุษย่อมอาจเพื่อเห็นดวงจันทร์นั่นแหละ แต่ไม่อาจกำจัดวราหกทั้งหลายได้ ฉันใด โคตรภูญาณก็ย่อมอาจเพื่อทำพระนิพพานนั้นแหละให้เป็นอารมณ์ได้ แต่ไม่อาจกำจัดความมืดคือกิเลสได้ ฉันนั้น.
               อนุโลมญาณมีสังขารเป็นอารมณ์ โคตรภูญาณมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ด้วยอาการอย่างนี้. ก็ผิว่าโคตรภูญาณพึงรับอารมณ์ที่อนุโลมญาณรับไว้แล้ว อนุโลมญาณอีกดวงหนึ่งก็พึงผูกพันโคตรภูญาณ (คำว่าผูกพันคือมีอารมณ์เดียวกัน) นั้น เพราะฉะนั้น การออกด้วยมรรคนั่นแหละก็ไม่พึงมี แต่ว่า โคตรภูญาณไม่รับอารมณ์ของอนุโลมญาณ กระทำอนุโลมญาณอารมณ์ ให้เป็นไปข้างหลัง โคตรภูญาณเองแม้มิใช่อาวัชชนะแต่ก็ตั้งอยู่ในฐานะแห่งอาวัชชนะ เป็นดุจให้สัญญาแก่มรรคนั้นด้วยคำว่า ท่านจงเกิดขึ้นอย่างนี้แล้วก็ดับไป. แม้มรรคก็มิได้ละสัญญาที่โคตรภูนั้นให้แล้ว ผูกพันอยู่ซึ่งญาณนั้น ด้วยอำนาจแห่งความสืบต่อ ดุจกระแสคลื่น (ติดต่อกันไปไม่ขาดระยะ) ย่อมบังเกิดขึ้นเจาะแทงอยู่ บดทำลายอยู่ซึ่งกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะ ซึ่งไม่เคยเจาะแทง ไม่เคยทำลาย.
               ในข้อนั้น มีอุปมาดังนี้ ต่อไปนี้
               ได้ยินว่า นายขมังธนูคนหนึ่งให้ตั้งโล่ไว้ร้อยโล่ในที่ไกลสุดชั่วร้อยธนู เอาผ้าผูกหน้าแล้วเหน็บลูกศรได้ยืนอยู่ในที่บนล้อยนต์ บุรุษคนอื่นหมุนล้อยนต์ เมื่อใดแผ่นโล่ตรงหน้านายขมังธนู ในกาลนั้นก็จะให้สัญญาด้วยท่อนไม้เล็กๆ ในที่นั้น นายขมังธนูไม่ละสัญญาท่อนไม้เล็กๆ เลย ปล่อยลูกศรออกไปเจาะแผ่นโล่ตั้งร้อยได้.
               ในข้ออุปมานั้น โคตรภูญาณเปรียบเหมือนท่อนไม้เล็กๆ. มรรคญาณเปรียบเหมือนนายขมังธนู. การที่มรรคญาณไม่ละสัญญาที่โคตรภูญาณให้แล้วนั่นแหละ ทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ทีเดียวและเจาะบดทำลายกองโลภะเป็นต้นที่ไม่เคยเจาะแล้ว ไม่เคยบดทำลายแล้ว เปรียบเหมือนการที่นายขมังธนูไม่ละสัญญาท่อนไม้เล็กๆ แล้วยิงเจาะแผ่นโล่ตั้งร้อยได้ ฉะนั้น.
               แม้การเจาะบดทำลายกองโลภะเป็นต้นนี้ ท่านก็กล่าวว่า การถอนขึ้นซึ่งกิเลสที่ได้ภูมิแล้ว คือ กิเลสที่เป็นเหตุแห่งวัฏฏะ ดังนี้เหมือนกัน เพราะกิจของมรรคมีอย่างเดียวเท่านั้น คือการละอนุสัย. มรรคนั้นเมื่อละอนุสัยทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมออกจากนิมิต ชื่อว่าย่อมตัดความเป็นไป. คำว่า นิมิต คือนิมิตแห่งรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ. คำว่า ปวตฺตํ (ความเป็นไป) คือความเป็นไปของรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณนั่นแหละ ปวัตตะคือความเป็นไปนั้นมี ๒ อย่าง ได้แก่อุปาทินนกะและอนุปาทินนกะ. ในสองอย่างนั้น อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ฉายาแห่งการออกไปจากอนุปาทินนกะ ย่อมปรากฏแก่มรรค ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ย่อมออกจากอนุปาทินนกขันธ์ ดังนี้.
               จริงอยู่ อกุศลจิต ๕ ดวงคือที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวงและที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา ๑ ดวง ย่อมละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. อกุศลจิต ๕ ดวงเหล่านั้นย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้น รูปนั้นเป็นอนุปาทินนกะเป็นรูปขันธ์ จิต ๕ ดวงเหล่านั้นคือวิญญาณขันธ์ อรูปขันธ์ ๓ คือเวทนาสัญญาและสังขารขันธ์ที่สัมปยุตด้วยวิญญาณขันธ์นั้น. บรรดามรรคเหล่านั้น ถ้าพระโสดาบันจักไม่ให้โสดาปัตติมรรคเกิดขึ้นไซร้ อกุศลจิตทั้ง ๕ เหล่านี้ก็พึงถึงการกลุ้มรุมในอารมณ์ทั้ง ๖. ก็โสดาปัตติมรรค เมื่อจะห้ามการเกิดกลุ้มรุมของอกุศลเหล่านั้นจึงทำการถอนขึ้นซึ่งเสตุคือเหตุให้ไม่มีภาวะที่ควรจะเกิดขึ้น จึงชื่อว่าย่อมออกจากอนุปาทินนกขันธ์.
               สกทาคามิมรรคย่อมละอกุศลจิต ๖ ดวงที่เป็นกามราคะและพยาบาทอย่างหยาบ คือจิต ๔ ดวงที่เป็นทิฏฐิวิปปยุตและจิต ๒ ดวงที่เป็นโทมนัสสสหคตะ. อนาคามิมรรค ย่อมละจิต ๖ ดวงเหล่านั้นนั่นแหละที่เป็นกามราคะและพยาบาทอย่างละเอียด. อรหัตมรรค ย่อมละอกุศลจิต ๕ คืออกุศลจิต ๔ ดวงที่เป็นทิฏฐิวิปปยุต และจิตที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ. บรรดาอกุศลจิตเหล่านั้น ถ้าพระอริยะเหล่านั้นไม่พึงเจริญมรรคให้เกิดขึ้นไซร้ อกุศลจิตเหล่านั้นก็พึงถึงการกลุ้มรุมในอารมณ์ ๖ แต่มรรคเหล่านั้น เมื่อห้ามการเกิดขึ้นกลุ้มรุมแห่งจิตเหล่านั้นจึงทำการถอนขึ้นซึ่งเสตุคือเหตุให้มีภาวะที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้ จึงชื่อว่าย่อมออกจากอนุปาทินขันธ์.
               อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ฉายาแห่งการออกไปจากอุปาทินนกขันธ์ ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ย่อมออกจากอุปาทินขันธ์ ดังนี้. ก็ถ้าพระโสดาบันจักไม่เจริญให้โสดาปัตติมรรคเกิดแล้ว ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกขันธ์ ก็พึงเป็นไปในสังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและที่สุดที่บุคคลรู้ไม่ได้แล้ว เว้นไว้ ๗ ภพ. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุแห่งความเป็นไปของอุปาทินนกขันธ์นั้นยังมีอยู่ ก็โสดาปัตติมรรคเมื่อเกิดขึ้นนั่นแหละย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๕ เหล่านี้ คือสัญโญชน์ ๓ อย่าง ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย บัดนี้ ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะจักเป็นในสังสารวัฏที่มีเบื้องต้นและที่สุดซึ่งบุคคลรู้ไม่ได้แล้วของพระโสดาบันเว้น ๗ ภพแต่ที่ไหน. โสดาปัตติมรรคเมื่อกระทำความเป็นไปแห่งอุปาทินนกขันธ์ไม่ให้เป็นไป ชื่อว่าย่อมออกจากอุปาทินนกขันธ์ด้วยประการฉะนี้.
               ถ้าพระสกทาคามีจักไม่เจริญสกทาคามิมรรคให้เกิดขึ้นไซร้ ความเป็นไปของอุปาทินนกะก็พึงเป็นไปในภพทั้ง ๕ เว้น ๒ ภพ เพราะเหตุไร? เพราะเหตุแห่งความเป็นไปของอุปาทินนกขันธ์นั้นยังมีอยู่. ก็สกทาคามิมรรคนั้นเมื่อเกิดขึ้นนั่นแหละ ย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลสทั้ง ๔ คือกามราคะ ปฏิฆสัญโญชน์อย่างหยาบ กามราคานุสัยอย่างหยาบ ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ.
               บัดนี้ ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกขันธ์ของพระสกทาคามีจักเป็นไปในภพทั้ง ๕ เว้น ๒ ภพแต่ที่ไหน. สกทาคามิมรรคเมื่อทำความเป็นไป แห่งอุปาทินนกขันธ์ไม่ให้เป็นไป ชื่อว่าย่อมออกจากอุปาทินนกขันธ์ ด้วยประการฉะนี้.
               ถ้าพระอนาคามีจักไม่เจริญอนาคามิมรรคให้เกิดไซร้ ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะก็พึงเป็นไปในภพที่ ๒ เว้น ๑ ภพ. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุแห่งความเป็นไปแห่งอุปาทินนกขันธ์นั้นยังมีอยู่ ก็อนาคามิมรรคนั้น เมื่อเกิดขึ้นนั่นแหละย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๔ เหล่านี้ คือกามราคสังโยชน์อย่างละเอียด ๑ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด ๑ กามราคานุสัยอย่างละเอียด ๑ ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด ๑.
               บัดนี้ ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกขันธ์ของพระอนาคามีจักเป็นไปในภพที่ ๒ เว้นภพเดียว แต่ที่ไหน. อนาคามิมรรคเมื่อกระทำปวัตตะแห่งอุปาทินขันธ์ไม่ให้เป็นไป ชื่อว่าย่อมออกจากอุปาทินนกขันธ์ ด้วยประการฉะนี้.
               ถ้าพระอรหันต์จักไม่อบรมอรหัตมรรคให้เกิดไซร้ ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกขันธ์ ก็พึงเป็นไปในรูปภพและอรูปภพ เพราะเหตุไร? เพราะเหตุทั้งหลายแห่งความเป็นไปในอุปาทินนกขันธ์ยังมีอยู่. ก็อรหัตมรรคนั้นเมื่อเกิดขึ้นนั่นแหละ ย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๘ เหล่านี้ คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑ มานานุสัย ๑ ภวราคานุสัย ๑ อวิชชานุสัย ๑.
               บัดนี้ ปวัตตะแห่งอุปาทินนกขันธ์ของพระขีณาสพจักเป็นไปในภพใหม่ได้ แต่ที่ไหน. อรหัตมรรคเมื่อกระทำปวัตตะแห่งอุปาทินขันธ์ไม่ให้เป็นไปนั่นแหละ ชื่อว่าย่อมออกจากอุปาทินนกขันธ์ ด้วยประการฉะนี้.
               ก็บรรดามรรคทั้ง ๔ เหล่านี้ โสดาปัตติมรรคย่อมออกจากอบายภพ สกทาคามิมรรคย่อมออกจากเอกเทศแห่งสุคติกามภพ อนาคามิมรรคย่อมออกจากกามภพ อรหัตมรรคย่อมออกจากรูปภพและอรูปภพ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อรหัตมรรคย่อมออกแม้จากภพทั้งปวง ดังนี้ทีเดียว.
               ก็เพื่อความแจ่มแจ้งเนื้อความนี้ พึงทราบบาลีต่อไปนี้. ธรรมคือนามและรูปเหล่าใด พึงเกิดขึ้นในสังสารวัฏซึ่งมีเบื้องต้นและที่สุด อันบุคคลรู้ไม่ได้แล้วเว้น ๗ ภพ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือย่อมสงบ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไปในที่นั้น เพราะการดับไปแห่งอภิสังขารวิญญาณ ด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ. ธรรมคือนามและรูปเหล่าใดนั่นแหละ พึงเกิดขึ้นใน ๕ ภพ เว้น ๒ ภพ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือย่อมสงบ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไปในที่นั้น เพราะการดับไปแห่งอภิสังขารวิญญาณ ด้วยสกทาคามิมรรคญาณ. ธรรมคือนามและรูปเหล่าใดพึงเกิดขึ้นใน ๒ ภพ เว้นภพหนึ่ง ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือย่อมสงบ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไปในที่นั้น เพราะการดับไปแห่งอภิสังขารวิญญาณ ด้วยอนาคามิมรรคญาณ. ธรรมคือนามและรูปเหล่าใดพึงเกิดขึ้นในรูปธาตุบ้าง อรูปธาตุบ้าง ธรรมเหล่านั้นย่อมดับคือย่อมสงบ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไปในที่นั้นแหละ เพราะการดับไปแห่งอภิสังขารวิญญาณ ด้วยอรหัตมรรคญาณ เมื่อพระอรหันต์กำลังปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ธรรมเหล่านี้คือปัญญา สติ นามและรูป ย่อมดับคือย่อมสงบ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไปในที่นั้น เพราะการดับไปแห่งวิญญาณดวงสุดท้าย (คือ จุติจิต) ดังนี้๑- วินิจฉัยในนิมิต (คือความเป็นไปแห่งขันธ์ ๕) เท่านี้.
____________________________
๑- ขุ. จูฬนิทเทส เล่ม ๓๐/ข้อ ๘๙/หน้า ๒๒

               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปฏิปทาและอธิปติ นี้ต่อไป.
               ถามว่า ปฏิปทาย่อมหวั่นไหว หรือไม่หวั่นไหว?
               ตอบว่า ย่อมหวั่นไหว.
               ก็มรรคแม้ทั้ง ๔ ของพระตถาคตและพระสารีบุตรเถระได้เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มรรคแรกของพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา แต่มรรค ๓ เบื้องบนของท่านเป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา เพราะเหตุไร?
               เพราะท่านถูกความหลับครอบงำ.
               ได้ยินว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเฝ้าดูพระเถระดุจเป็นเด็กน้อยตลอด ๗ วัน. แม้พระเถระก็นั่งหลับอยู่ตลอดวัน ครั้งนั้น พระศาสดาจึงตรัสกะท่านว่า
               ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอโงกง่วงหรือ ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอโงกง่วงหรือหนอเป็นต้น.๒-
               ปฏิปทาของพระสาวกผู้บรรลุมหาอภิญญาแม้เห็นปานนี้ยังหวั่นไหว ปฏิปทาของพระสาวกที่เหลือจักไม่หวั่นได้อย่างไร.
____________________________
๒- อํ. สตฺตก เล่ม ๒๓/ข้อ ๕๘/หน้า ๘๗

               จริงอยู่ มรรค ๔ ของภิกษุบางรูปเป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา บางรูปเป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา บางรูปเป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา บางรูปเป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา. มรรคที่ ๑ ของภิกษุบางรูปเป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา. มรรคที่ ๒ เป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา. มรรคที่ ๓ เป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา. มรรคที่ ๔ เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา.
               อนึ่ง อธิบดีก็ย่อมหวั่นไหวเหมือนปฏิปทานั่นแหละ.
               จริงอยู่ มรรคแม้ทั้ง ๔ ของภิกษุบางรูปย่อมเป็นฉันทาธิปไตย ของบางรูปเป็นวิริยาธิปไตย ของบางรูปเป็นจิตตาธิปไตย ของบางรูปเป็นวิมังสาธิปไตย. อนึ่ง มรรคที่ ๑ ของบางรูปเป็นฉันทาธิปไตย มรรคที่ ๒ เป็นวิริยาธิปไตย มรรคที่ ๓ เป็นจิตตาธิปไตย มรรคที่ ๔ เป็นวิมังสาธิปไตย ดังนี้แล.
               ปกิณณกกถา จบ.               

               บัดนี้ พระโยคาวจรเมื่อเจริญโลกุตรกุศล ย่อมเจริญฌานด้วยอรรถว่าเข้าไปเพ่งอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ ที่แท้ย่อมเจริญแม้มรรคด้วยอรรถว่านำออก ย่อมเจริญแม้สติปัฏฐานด้วยอรรถว่าการตั้งมั่น ย่อมเจริญแม้สัมมัปปธานด้วยอรรถว่าการทำความเพียร ย่อมเจริญแม้อิทธิบาทด้วยอรรถว่าการสำเร็จ ย่อมเจริญแม้อินทรีย์ด้วยอรรถว่าความเป็นใหญ่ ย่อมเจริญแม้พละด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว ย่อมเจริญแม้โพชฌงค์ด้วยอรรถว่าการตรัสรู้ ย่อมเจริญแม้สัจจะด้วยอรรถว่าเป็นธรรมจริง ย่อมเจริญแม้สมถะด้วยอรรถว่าความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมเจริญธรรมแม้ด้วยอรรถว่าความเป็นสุญญตะ ย่อมเจริญแม้ขันธ์ด้วยอรรถว่าเป็นกอง ย่อมเจริญแม้อายตนะด้วยอรรถว่าเป็นบ่อเกิด ย่อมเจริญแม้ธาตุด้วยอรรถว่าเป็นสภาวสูญและเป็นนิสสัตตธรรม ย่อมเจริญแม้อาหารด้วยอรรถว่าเป็นปัจจัย ย่อมเจริญแม้ผัสสะด้วยอรรถว่ากระทบ ย่อมเจริญแม้เวทนาด้วยอรรถว่าเสวยอารมณ์ ย่อมเสวยแม้สัญญาด้วยอรรถว่าความจำได้ ย่อมเจริญแม้เจตนาด้วยอรรถว่าความจงใจ ย่อมเจริญแม้จิตด้วยอรรถว่าการรู้ เพราะฉะนั้น เพื่อทรงแสดงนัย ๑๙ แห่งธรรมเหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า กตเม ธมฺมา กุสลา ดังนี้อีก.
               พระองค์ทรงแสดงนัย ๒๐ โดยอัชฌาสัยของบุคคลและโดยเทศนาวิลาส ด้วยพระดำรัสว่า บุคคลย่อมเจริญธรรมแม้นี้ ย่อมเจริญธรรมแม้นี้ ด้วยประการฉะนี้.
               จริงอยู่ ในเทพบริษัทผู้นั่งฟังธรรม เทพเหล่าใด เมื่อพระองค์ตรัสว่า ชื่อว่าโลกุตรฌาน เพราะอรรถว่าเข้าไปเพ่ง ดังนี้ ย่อมตรัสรู้ได้ พระองค์ก็ตรัสคำว่า ฌาน ดังนี้ ด้วยสามารถแห่งสัปปายะแก่เทพเหล่านั้น ฯลฯ เทพเหล่าใด เมื่อพระองค์ตรัสว่า แม้จิต เพราะอรรถว่าการรู้ ดังนี้ ย่อมตรัสรู้ได้ พระองค์ก็ตรัสคำว่า จิต ด้วยสามารถสัปปายะแก่ชนเหล่านั้น. นี้เป็นอัชฌาสัยแห่งบุคคลในอธิการนี้.
               ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะความที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว และมีโพธิญาณอันดี และเพราะประกอบทศพลญาณ จตุเวสารัชชญาณ ปฏิสัมภิทา ๔ และอสาธารณญาณ ๖ จึงทรงกำหนดเทศนาแสดงธรรมตามความพอพระหฤทัยได้. เมื่อพระองค์ทรงปรารถนาก็ย่อมแสดงว่า โลกุตรฌานด้วยอรรถว่าเข้าไปเพ่ง ดังนี้ เมื่อปรารถนาก็ทรงแสดงคำว่า มรรค ด้วยอรรถว่านำออก ดังนี้ ฯลฯ เมื่อทรงปรารถนาก็ทรงแสดงคำว่า โลกุตรจิต ด้วยอรรถว่าการรู้อารมณ์ ดังนี้ นี้ชื่อว่าเทศนาวิลาส ในเทศนาวิลาสนั้นทรงจำแนกนัยไว้ ๑๐ ในที่ตรัสว่า โลกุตรฌานฉันใด พึงทราบนัยเหล่านั้นแม้มีคำว่า มรรคเป็นต้นฉันนั้นนั่นแหละด้วยประการฉะนี้ ย่อมเป็นอันทรงจำแนกนัย ๒๐๐ นัย กระทำในฐานะ ๒๐ นัยไว้เป็นฐานะละ ๑๐ นัย.
               บัดนี้ เพื่อทรงแสดงประเภทแห่งอธิบดี จึงเริ่มคำว่า กตเม ธมฺมา กุสลา ดังนี้อีก. บรรดาคำมีฌานเป็นต้นเหล่านั้น โลกุตรฌานที่พระโยคาวจรทำฉันทะให้เป็นธุระ ให้เป็นใหญ่ ให้เป็นประธานเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าฉันทาธิปไตย. แม้ในคำที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน พระธรรมราชาทรงแสดงปฐมมรรค จำแนกโดยพันนัย คือใน (โลกุตรฌาน) เบื้องต้นล้วนๆ ๒๐๐ นัย และธรรมมีฉันทาธิปไตยเป็นต้น อย่างละ ๒๐๐ นัย (๒๐๐ x ๔ = ๘๐๐) ด้วยประการฉะนี้.
               มรรคจิตดวงที่ ๑ จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม โลกุตตรกุศลจิต มรรคจิตดวงที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 193อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 196อ่านอรรถกถา 34 / 260อ่านอรรถกถา 34 / 970
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=34&A=2121&Z=2600
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com