ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์
มาติกา ทุกมาติกา ๑๔๒ ทุกะ เหตุโคจฉกะ

               อรรถกถามาติกานุบุพบท               
               ก็ในบททุกมาติกา ข้าพเจ้าจักพรรณนาบทซึ่งยังไม่มาในติกะทั้งหลายเท่านั้น จักพรรณนาบทในเหตุโคจฉกะก่อน.
               บทว่า เหตู ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายกล่าวคือเหตุ ด้วยอรรถว่า เป็นรากเหง้า พระบาลีว่า เหตุธมฺมา ดังนี้ก็มี.
               บทว่า น เหตู เป็นคำปฏิเสธเหตุเหล่านั้นโดยแท้. ธรรมที่ชื่อว่าสเหตุกะ เพราะมีเหตุเป็นไปโดยสัมปโยคะ ธรรมที่ชื่อว่าอเหตุกะ เพราะเหตุที่เป็นไปของธรรมทั้งหลายเหมือนอย่างนั้นไม่มี. ธรรมที่ชื่อว่าเหตุสัมปยุตตะ เพราะสัมปยุตด้วยเหตุโดยมีเอกุปปาทะเป็นต้น. ธรรมที่ชื่อว่าเหตุวิปปยุตตะ เพราะไม่ประกอบด้วยเหตุ.
               ก็ทุกะทั้ง ๒ (คือ เหตุทุกะ และสเหตุทุกะ) แม้เหล่านี้ โดยอรรถไม่มีความต่างกันก็จริง ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสทุกะทั้ง ๒ ไว้ ด้วยความไพเราะแห่งเทศนา หรือด้วยอัธยาศัยของบุคคลทั้งหลาย คือ สัตว์ผู้จะตรัสรู้ด้วยธรรมอย่างนั้น ต่อจากนั้นก็ทรงประกอบทุกะแรกด้วยสามารถเอกเทศทั้งสิ้นกับด้วยทุกะที่ ๒ และที่ ๓ และทุกะ ๓ ทุกะแม้อื่นอีก โดยความที่เหตุเหล่านั้นตามแต่เกิดได้ ด้วยสามารถแห่งบททั้งหลายมีคำว่า เหตุ เป็นต้น.
               บรรดาทุกะเหล่านั้น คำว่า เหตู เจว ธมฺมา สเหตุกา จ (สภาวธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่าเหตุ และมีเหตุประกอบ) นี้ย่อมเกิดขึ้น ฉันใด แม้ทุกะนี้ว่า เหตู เจว ธมฺมา อเหตุกา จ (สภาวธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่าเหตุและไม่มีเหตุประกอบ) ก็ย่อมเกิดขึ้น ฉันนั้น.
               อนึ่ง คำว่า สเหตุกา เจว ธมฺมา น จ เหตู (สภาวธรรมทั้งหลายที่มีเหตุประกอบ และไม่ชื่อว่าเหตุมีอยู่) นี้ ย่อมเกิดฉันใด คำแม้นี้ว่า อเหตุกา เจว ธมฺมา น จ เหตู (สภาวธรรมทั้งหลายที่ไม่มีเหตุประกอบและไม่ชื่อว่าเหตุมีอยู่) ก็ย่อมเกิด ฉันนั้น. แม้ในการประกอบกับเหตุสัมปยุตทุกะ ก็นัยนี้แหละ.
               พึงทราบอรรถที่เกินไปในเหตุสเหตุกทุกะซึ่งท่านรวบรวมไว้ด้วยสามารถแห่งบทว่า เมื่ออรรถรูปเป็น น เหตู ธมฺมา สเหตุกาปิ อเหตุกาปิ (สภาวธรรมที่ไม่ใช่เหตุ มีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้างมีอยู่) บทที่ตรัสว่า โข ปน ในบทว่า น เหตู โข ปน ธมฺมา ดังนี้ ก็เปล่าประโยชน์อย่างยิ่ง มิใช่หรือ. อย่างไร คือธรรมทั้งหลายเป็นเหตุล้วนก็หาไม่ โดยที่แท้แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นอย่างอื่นบ้าง มีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง แต่ว่า ย่อมเป็นแม้โดยประการอย่างหนึ่งตามที่กล่าวแล้ว.
               ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่เหตุ ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง ฉันใดนั่นแหละ ธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุ ก็ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง ฉันนั้น. ก็เหตุธรรมเป็นสเหตุกะบ้าง เป็นอเหตุกะบ้าง ฉันใด ธรรมที่เป็นนเหตุธรรมก็เป็นเหตุสัมปยุตตะบ้าง เป็นเหตุวิปปยุตตะบ้าง ฉันนั้น.

               ว่าด้วยจูฬันตรทุกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งจูฬันตรธรรม ต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่าสัปปัจจยะ เพราะเป็นไปพร้อมกับปัจจัยอันให้สำเร็จแก่ตน. ธรรมชื่อว่าอปัจจยะ เพราะไม่มีปัจจัยในอุปปาท (การเกิด) หรือในฐิติ (การตั้งอยู่) ของธรรมเหล่านั้น. ธรรมที่ชื่อว่าสังขตะ เพราะปัจจัยทั้งหลายประชุมกันปรุงแต่ง. ชื่อว่าอสังขตะ เพราะไม่ประชุมกันปรุงแต่ง. รูปของธรรมเหล่านั้น มีอยู่ ด้วยอำนาจแห่งอวินิพโภคะ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ารูปิโน. ชื่อว่าอรูปิโน เพราะรูปของธรรมเหล่านั้นไม่มีเหมือนอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง รูปนั้นมีการเสื่อมไปเป็นลักษณะของธรรมเหล่านั้น มีอยู่ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ารูปิโน. ธรรมทั้งหลายที่มิใช่รูป ชื่อว่าอรูปิโน.
               วัฏฏะตรัสเรียกว่า โลก ในบทว่า โลกิยา ธมฺมา ดังนี้ เพราะอรรถว่า ชำรุดทรุดโทรม. ธรรมทั้งหลายประกอบแล้วในโลก โดยความนับเนื่องแล้วในโลกนั้น เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าโลกิยะ ธรรมทั้งหลายชื่อว่าอุตตระ เพราะข้ามขึ้นแล้วจากโลกนั้น. ธรรมใดข้ามพ้นแล้วจากโลก โดยความเป็นไปไม่นับเนื่องในโลก เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าโลกุตระ.
               บทว่า เกนจิ วิญฺเญยฺยา ได้แก่ พึงรู้ด้วยจักขุวิญญาณ หรือโสตวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นต้น.
               บทว่า เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ได้แก่ ไม่พึงรู้ด้วยจักขุวิญญาณ หรือโสตวิญญาณนี้นั่นแหละ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ทุกะแห่งบทแม้ทั้ง ๒ ก็ต่างกันโดยอรรถ.

               ว่าด้วยอาสวโคจฉกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในอาสวโคจฉกะ ต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่า ย่อมไหลไป. อธิบายว่า อาสวะเหล่านั้น ย่อมไหลไป คือย่อมเป็นไปทางจักษุบ้าง ฯลฯ ทางใจบ้าง.
               อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่า เมื่อว่าโดยธรรม ย่อมไหลไปถึงโคตรภู ว่าโดยภูมิ (โอกาส) ย่อมไหลไปถึงภวัคคพรหม. อธิบายว่า กระทำธรรมเหล่านี้ และภูมิไว้ในภายในเป็นไป. เพราะว่า อาอักษรนี้มีอรรถว่ากระทำไว้ภายใน ที่ชื่อว่าอาสวะ เพราะเป็นดุจเครื่องหมักดอง ด้วยอรรถว่า หมักไว้นานมีเครื่องมึนเมาเป็นต้น.
               จริงอยู่ เครื่องหมักดองที่หมักไว้นานมีเครื่องมึนเมาเป็นต้น ท่านเรียกว่า อาสวะในโลก. ก็ถ้าว่า ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่า หมักไว้นาน อาสวะเหล่านั้นก็สมควรเป็นอย่างนั้น. สมดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นของอวิชชาไม่ปรากฏก่อน ก่อนแต่นี้ อวิชชาก็มิได้มีเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่า ย่อมไหลย่อมไหลไปสู่สังสารทุกข์ อันยาวนาน. นอกจากอาสวะนั้น ธรรมเหล่าอื่นไม่ชื่อว่าอาสวะ.
               ธรรมที่ชื่อว่า สาสวะ เพราะมีอาสวะพร้อมกับทำตนให้เป็นอารมณ์เป็นไป. ชื่อว่าอนาสวะ เพราะอรรถว่า อาสวะของธรรมเหล่านั้นที่กำลังเป็นไปอยู่อย่างนี้มิได้มี. พึงทราบคำที่เหลือในเหตุโคจฉกะโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
               ส่วนความที่แปลกกันมีดังต่อไปนี้
               ในเหตุโคจฉกะนั้น ทุกะสุดท้ายว่า น เหตู โข ปน ธมฺมา สเหตุกาปิ อเหตุกาปิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวางบทที่สองแห่งทุกะแรกไว้ในเบื้องต้น ฉันใด ในอาสวโคจฉกะนี้ไม่ตรัสบทสุดท้ายว่า โน อาสวา โข ปน ธมฺมา สาสวาปิ อนาสวาปิ ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสไว้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็พึงทราบเนื้อความนี้และความแตกต่างกัน โดยนัยที่ตรัสไว้ในเหตุโคจฉกะนั้น.

               ว่าด้วยสัญโญชนโคจฉกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในสัญโญชนโคจฉกธรรม ต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่าสัญโญชน์ เพราะอรรถว่า ย่อมประกอบ คือผูกพันบุคคลผู้มีสัญโญชน์ไว้ในวัฏฏะ. ธรรมนอกจากนั้นไม่ชื่อว่าสัญโญชน์. ธรรมที่ชื่อว่าสัญโญชนิยะ เพราะอรรถว่า เข้าถึงความเป็นอารมณ์เกื้อกูลแก่สัญโญชน์ทั้งหลายด้วยความเกี่ยวข้องกับสัญโญชน์. คำว่า สัญโญชนิยะนี้เป็นชื่อของธรรมที่เป็นอารัมมณปัจจัยของสัญโญชน์. ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนิยะ ชื่อว่าอสัญโญชนิยธรรม.
               คำที่เหลือพึงประกอบความโดยนัยที่กล่าวแล้วในโคจฉกะนั้นแล.

               ว่าด้วยคัณฐโคจฉกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในคัณฐโคจฉกะ ต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่าคัณฐะ เพราะอรรถว่า ผูก คือเชื่อมต่อบุคคลผู้มีกิเลสไว้ในวัฏฏะ ด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิ. ธรรมนอกจากนั้นไม่ชื่อว่าคัณฐะ. ธรรมที่ชื่อว่าคัณฐนิยะ เพราะอรรถว่า ถูกคัณฐธรรมผูกไว้ด้วยสามารถกระทำให้เป็นอารมณ์. คำที่เหลือพึงประกอบความโดยนัยที่กล่าวแล้วในเหตุโคจฉกะนั่นแหละ แต่คำที่เหลือนอกจากที่ตรัสไว้ แม้ในทุกะอื่นจากทุกะเหล่านี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในทุกะนั้นๆ นั่นแหละเหมือนตรัสไว้ในทุกะนี้.

               ว่าด้วยโอฆโคจฉกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในโอฆโคจฉกะ ต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่าโอฆะ เพราะอรรถว่า ย่อมท่วมทับ คือยังสัตว์มีกิเลสให้จมลงในวัฏฏะ. ที่ชื่อว่าโอฆนิยะ เพราะถูกโอฆธรรมทั้งหลายให้ก้าวล่วงโดยทำให้เป็นอารมณ์ พึงก้าวล่วง. พึงทราบโอฆนิยธรรมว่าเป็นอารมณ์ของโอฆะทั้งหลายนั่นเอง.

               ว่าด้วยโยคโคจฉกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในโยคโคจฉกะ ต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่าโยคะ เพราะประกอบสัตว์ผู้มีกิเลสไว้ในวัฏฏะ พึงทราบโยคนิยธรรม เหมือนโอฆนิยธรรม.

               ว่าด้วยนีวรณโคจฉกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในนีวรณโคจฉกะ ต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่านิวรณ์ เพราะกั้น คือหุ้มห่อจิตไว้ พึงทราบนีวรณิยธรรม ดุจสัญโญชนิยธรรม.

               ว่าด้วยปรามาสโคจฉกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในปรามาสโคจฉกะ ต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่า ปรามาสะ เพราะอรรถว่า ย่อมยึดถือโดยความเป็นอย่างอื่น เพราะเป็นไปด้วยอำนาจที่ก้าวล่วงอาการแห่งธรรมทั้งหลายที่มีความไม่เที่ยงเป็นต้น ตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมเที่ยงเป็นต้น ชื่อว่า ปรามัฏฐธรรม เพราะปรามาสธรรมทั้งหลายยึดถือไว้ด้วยการกระทำให้เป็นอารมณ์.

               ว่าด้วยมหันตรทุกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งมหันตรธรรม ต่อไป
               ธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นไปพร้อมกับอารมณ์ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าสารัมมณะ เพราะไม่ยึดอารมณ์ก็เป็นไปไม่ได้. อารมณ์ของธรรมเหล่านั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าอนารัมมณะ.
               ธรรมที่ชื่อว่าจิต เพราะอรรถว่าคิด. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าจิต เพราะอรรถว่าวิจิตร. ธรรมที่ประกอบจิตโดยไม่พรากจากกัน ชื่อว่าเจตสิก. ธรรมที่เกี่ยวข้องกับจิตตั้งแต่เกิดจนแตกดับ โดยการเข้าไปประกอบกันเป็นนิตย์ ชื่อว่าจิตตสังสัฏฐะ. ธรรมแม้เมื่อเป็นไปพร้อมกับจิต แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจิต เพราะการไม่เข้าไปประกอบกันเป็นนิตย์ ชื่อว่าวิสังสัฏฐะ.
               จิตเป็นสมุฏฐานของธรรมเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าจิตตสมุฏฐาน. ธรรมที่เกิดพร้อมกัน ชื่อว่าสหภู. ธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต ชื่อว่าจิตตสหภู. ธรรมที่คล้อยตามกันไป ชื่อว่าอนุปริวัตติ คล้อยตามอะไร คล้อยตามจิต การคล้อยไปตามจิต ชื่อว่า จิตตานุปริวัตติธรรม.
               ธรรมเหล่านั้นชื่อว่าจิตตสังสัฏฐสมุฏฐาน เพราะระคนด้วยจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน. ธรรมที่ชื่อว่าจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู เพราะระคนด้วยจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิต. ธรรมที่ชื่อว่าจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ เพราะระคนด้วยจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และคล้อยตามจิต.
               บททั้งหมดที่เหลือพึงทราบโดยการปฏิเสธบทที่กล่าวแล้ว.
               ธรรมที่เป็นภายในนั่นแหละ ชื่อว่าอัชฌัตติกธรรม ตามที่กล่าวไว้ในอัชฌัตตติกะ ในที่นี้หมายเอาอัชฌัตตัชฌัตตธรรม (คืออัชฌัตตายตนะ) ธรรมภายนอกจากนั้น ชื่อว่าพาหิระ. ธรรมที่ชื่อว่าอุปาทา เพราะอาศัยภูตรูปทั้งหลายเกิดขึ้น แต่มิใช่เหมือนภูตผีที่สิงอาศัย. ธรรมที่ไม่อาศัยภูตรูปเกิดขึ้น ชื่อว่าอนุปาทา.

               ว่าด้วยอุปาทานโคจฉกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในอุปาทานโคจฉกะ ต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่าอุปาทาน เพราะยึดอย่างยิ่ง คือยึดมั่นคง ธรรมนอกจากอุปาทานนั้น ไม่ชื่อว่าอุปาทาน.

               ว่าด้วยกิเลสโคจฉกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในกิเลสโคจฉกะ ต่อไป
               อรรถแห่งกิเลสโคจฉกะ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในสังกิลิฏฐติกะนั้นแล.

               ว่าด้วยปิฏฐิทุกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งปิฏฐิธรรมต่อไป
               ธรรมเหล่าใด ย่อมท่องเที่ยวไป (อาศัยอยู่) ในกาม เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่ากามาวจร. ชื่อว่ารูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในรูป. ชื่อว่าอรูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในอรูป. ในทุกะนี้มีสังเขปเพียงนี้ ส่วนความพิสดารจักมีแจ้งข้างหน้า.
               ธรรมเหล่าใด นับเนื่องในสังสารหยั่งลงภายใน ในวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าปริยาปันนะ ธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏะอันเป็นภูมิ ๓ นั้น ชื่อว่าอปริยาปันนะ.
               ธรรมเหล่าใด ตัดมูลแห่งวัฏฏะกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ออกไปจากวัฏฏะ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่านิยยานิกะ ธรรมที่ไม่นำออกไปโดยลักษณะนี้ ชื่อว่าอนิยยานิกะ.
               ธรรมที่ชื่อว่า นิยตะ เพราะให้ผลแน่นอนในลำดับแห่งจุติ หรือความเป็นไปของตน. ธรรมที่ไม่ให้ผลแน่นอนเหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า อนิยตะ.
               ธรรมที่ชื่อว่า อุตตระ เพราะย่อมข้ามพ้น คือย่อมละธรรมเหล่าอื่นไป. ที่ชื่อว่า สอุตตระ เพราะมีอุตตรธรรมอันสามารถเพื่ออันข้ามพ้นตนขึ้นไป. ที่ชื่อว่า อนุตตรธรรม เพราะอุตตรธรรมของธรรมเหล่านั้นไม่มี.
               ธรรมเหล่าใด ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้ร้องไห้ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า รณะ. คำว่า รณธรรม นี้เป็นชื่อของกิเลสมีราคะเป็นต้นที่สัตว์ทั้งหลายถูกกิเลสครอบงำแล้ว ย่อมร้องไห้คร่ำครวญโดยประการต่างๆ ธรรมที่ชื่อว่าสรณะ เพราะมีรณธรรมด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะและด้วยสามารถแห่งการตั้งอยู่ในฐานเดียวกันแห่งการละ. ธรรมที่ชื่อว่าอสรณะ เพราะสรณธรรมของธรรมเหล่านี้ ไม่มีอยู่โดยอาการนั้น.

               ว่าด้วยสุตตันตติกทุกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งสุตตันตมาติกา ต่อไป.
               ธรรมเหล่าใด ย่อมเสพวิชชาด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าวิชชาภาคี. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมเหล่าใดย่อมยังส่วนแห่งวิชชาให้เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าวิชชาภาคี.
               ในวิชชาภาคีนั้น วิชชามี ๘ คือ วิปัสสนาญาณ ๑ มโนมยิทธิ ๑ อภิญญา ๖. ว่าด้วยอรรถแรก ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิชชาเหล่านั้น ชื่อว่าวิชชาภาคี. ว่าด้วยอรรถหลัง บรรดาวิชชา ๘ เหล่านั้น วิชชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา. วิชชาทั้งหลายที่เหลือเป็นวิชชาภาคี เพราะฉะนั้น วิชชาก็ดี ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิชชาก็ดี พึงทราบว่าเป็นวิชชาภาคีนั่นแหละ
               แต่ในสุตตันติกทุกะในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสัมปยุตตธรรม. ธรรมเหล่าใดย่อมเสพอวิชชาด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าอวิชชาภาคี. แม้ธรรมที่ยังส่วนแห่งอวิชชาให้เป็นไปในหมวดแห่งอวิชชา ก็ชื่อว่าอวิชชาภาคี. ในอวิชชาภาคีนั้น อวิชชามี ๔ คือ ความมืดอันปิดบังทุกข์ ความมืดที่ปิดบังสมุทัยเป็นต้น ๓. แม้ธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชาเหล่านั้น ชื่อว่าอวิชชาภาคี โดยนัยแรกนั่นแหละ บรรดาอวิชชาเหล่านั้น อวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอวิชชา (โดยนัยหลัง) อวิชชาที่เหลือ ชื่อว่า อวิชชาภาคี เพราะฉะนั้น อวิชชาอย่างนี้ก็ดี ธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชาก็ดี พึงทราบว่า อวิชชาภาคีนั่นแหละ. ก็ในทุกะนี้ท่านประสงค์เอาธรรมที่สัมปยุตกัน.
               ธรรมที่ชื่อว่าวิชชูปมะ เพราะเปรียบด้วยสายฟ้าเหตุที่ไม่สามารถเพื่อกำจัดความมืด คือกิเลสได้ด้วยความครอบงำอีก. ที่ชื่อว่าวชิรูปมธรรม เพราะธรรมเหล่านั้นเปรียบด้วยเพชร เหตุที่สามารถกำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง. ที่ชื่อว่าพาลธรรม เพราะเป็นธรรมตั้งอยู่ในพาลทั้งหลายโดยอุปจารแห่งธรรมที่พาลตั้งอยู่. ที่ชื่อว่าปัณฑิตธรรม เพราะเป็นธรรมตั้งอยู่ในบัณฑิตทั้งหลาย.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าพาลธรรม เพราะกระทำให้เป็นคนโง่. หรือชื่อว่าปัณฑิตธรรม เพราะกระทำให้เป็นคนฉลาด. ธรรมดำกระทำจิตไม่ให้มีความประภัสสร ชื่อว่ากัณหธรรม. ธรรมขาวกระทำจิตให้มีความประภัสสร ชื่อว่าสุกกธรรม.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากัณหธรรม เพราะเหตุที่กำเนิดดำ หรือชื่อว่าสุกกธรรม เพราะเหตุที่กำเนิดขาว. ที่ชื่อว่าตปนียธรรม เพราะย่อมเดือดร้อนในโลกนี้และโลกหน้า. ธรรมที่มิใช่ตปนียธรรม ชื่อว่าอตปนียธรรม.
               ทุกะ ๓ มีอธิวจนทุกะเป็นต้น ว่าโดยอรรถไม่มีการกระทำที่ต่างกันในอธิวจนทุกะเป็นต้นนี้ ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น. จริงอยู่ คำว่า สิริวฑฺฒโก ธนวฑฺฒโก เป็นต้นที่กระทำเพียงถ้อยคำเท่านั้น ให้เป็นใหญ่เป็นไป ชื่อว่าอธิวจนะ. ธรรมที่เป็นคลองแห่งชื่อทั้งหลาย ชื่อว่าอธิวจนปถะ.
               คำพูดที่ท่านกล่าวอยู่กระทำให้มีเหตุโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมใดย่อมปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น ธรรมนั้นจึงเรียกว่า สังขาร ดังนี้ ชื่อว่านิรุตติ. คลองแห่งนิรุตติธรรมทั้งหลาย เรียกว่านิรุตติปถธรรม. ธรรมที่ชื่อว่าปัญญัตติ เพราะการแจ้งให้ทราบโดยประการนั้นๆ อย่างนี้ว่า ตกฺโก (การตรึก) วิตกฺโก (วิตก) สํกปฺโป (ความดำริ). ทางแห่งบัญญัตติทั้งหลายเรียกว่า ปัญญัตติปถธรรม ในที่นี้แม้จะกล่าวทุกะหนึ่ง ก็พึงทราบประโยชน์ในถ้อยคำโดยนัยที่กล่าวแล้ว ในเหตุโคจฉกะนั่นแหละ.

               ว่าด้วยนามรูปทุกะ               
               พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งนามรูปต่อไป
               ธรรมที่ชื่อว่านาม เพราะอรรถว่า การตั้งชื่อ หรือเพราะอรรถว่า น้อมไป หรือว่าเพราะอรรถว่าการให้น้อมไป. ธรรมที่ชื่อว่ารูป เพราะอรรถว่า แตกสลายไป. ในสุตตันติกทุกะนี้มีสังเขปเพียงนี้. ส่วนความพิสดาร นามธรรมจักแจ่มแจ้งในนิกเขปกัณฑ์.
               ความไม่รู้ในสัจจะทั้งหลายมีทุกขสัจจะเป็นต้น ชื่อว่าอวิชชา ความปรารถนาในภวะ ชื่อว่าภวตัณหา. สัสสตะ (เที่ยง) ท่านเรียกว่าภวะ ในบทว่า ภวทิฏฺฐิ ดังนี้ คือทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความเห็นว่าเที่ยง. ความขาดสูญ ท่านเรียกว่าวิภวะ ในบทว่า วิภวทิฏฺฐิ ดังนี้ คือ ทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความขาดสูญ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกเที่ยง ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกขาดสูญ ดังนี้ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกมีที่สุด ดังนี้ ชื่อว่าอันตวาทิฏฐิ. ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้ ชื่อว่าอนันตวาทิฏฐิ. ทิฏฐิที่คล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ชื่อว่าปุพพันตานุทิฏฐิ. ทิฏฐิที่คล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต ชื่อว่าอปรันตานุทิฏฐิ.
               ความไม่ละอายท่านให้พิสดารอย่างนี้ว่า กรรมอันใดอันบุคคลควรละอาย ย่อมไม่ละอาย กรรมนั้นชื่อว่าอหิริกะ. อาการที่ไม่เกรงกลัว ท่านให้พิสดารไว้อย่างนี้ว่า กรรมใด อันบุคคลควรเกรงกลัว ย่อมไม่เกรงกลัว กรรมนั้นชื่อว่าอโนตตัปปะ. ความละอายชื่อว่าหิริ ความเกรงกลัว ชื่อว่าโอตตัปปะ.
               พึงทราบวินิจฉัยในโทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก) เป็นต้น บุคคลชื่อว่า ทุพพจะ (ว่ายาก) เพราะอรรถว่า การกล่าวสอนบุคคลผู้ถือเอาการ ขัดแย้งต่างๆ ผู้ชอบโต้แย้ง ผู้ไม่เอื้อเฟื้อ การกล่าวสอนนั้นทำได้ยาก. กรรมของผู้ว่ายากนั้น ชื่อว่าโทวจัสสะ ภาวะแห่งกรรมของผู้ว่ายากนั้น ชื่อว่าโทวจัสสตา. บุคคลผู้ลามกไม่มีศรัทธาเป็นต้น เป็นมิตรของบุคคลนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ปาปมิตร ภาวะแห่งปาปมิตรนั้น ชื่อว่าปาปมิตตตา. พึงทราบโสวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่าง่าย) และกัลยาณมิตรโดยนัยตรงกันข้ามกับคำที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
               ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติทั้งหลายที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า กองอาบัติ ๕ ก็มีกองอาบัติ ๗ ก็มีดังนี้ ชื่อว่า อาปัตติกุสลตา. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติเหล่านั้น ชื่อว่า อาปัตติวุฏฐานกุสลตา.
               ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติทั้งหลาย ชื่อว่า สมาปัตติกุสลตา. นี้เป็นชื่อของปัญญาที่กำหนดอัปปนาของสมาบัติทั้งหลาย. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติทั้งหลาย ชื่อว่า สมาปัตติวุฏฐานกุสลตา.
               ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑๘ อย่าง ชื่อว่า ธาตุกุสลตา. ความเป็นผู้ฉลาดในการมนสิการธาตุเหล่านั้นนั่นแหละ ชื่อว่า มนสิการกุสลตา. ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาทมีองค์ ๑๒ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา. ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะนั้นๆ ชื่อว่า ฐานกุสลตา. เหตุ ตรัสเรียกว่า ฐานะ. จริงอยู่ ผล ชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ เพราะอาศัยฐานะนั้นเป็นไปแล้ว เพราะฉะนั้น ตรัสเรียกเหตุว่า ฐานะ. ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะทั้งหลาย ชื่อว่าอฐานกุสลตา.
               ความเป็นผู้ซื่อตรง ชื่อว่าอาชชวะ. ความเป็นผู้อ่อนโยน ชื่อว่ามัททวะ. ความเป็นผู้อดทนกล่าวคือความอดกลั้น ชื่อว่าขันติ. ความเป็นผู้ยินดีร่าเริง ชื่อว่าโสรัจจะ. ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน คือความบันเทิงใจและความอ่อนโยน ชื่อว่าสาขัลยะ. การปฏิสันถารด้วยธรรมและอามิสทั้งหลายโดยไม่ให้มีโทษของตนกับผู้อื่น ชื่อว่าปฏิสันถาร. ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ คือความเป็นผู้ทำลายอินทรีย์สังวร ชื่อว่า อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา. ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะด้วยอำนาจแห่งการรับและการบริโภค ชื่อว่า โภชเน อมตฺตฺญุตา. พึงทราบหมวด ๒ ในระหว่าง ด้วยสามารถการปฏิเสธคำที่กล่าวแล้ว. ความเป็นแห่งบุคคลผู้หลงลืมสติ คือการอยู่ปราศจากสติ ชื่อว่ามุฏฐสัจจะ. ความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ชื่อว่าอสัมปชัญญะ.
               ธรรมที่ชื่อว่าสติ เพราะระลึกได้ ชื่อว่าปัญญา เพราะรู้ทั่ว. พละกล่าวคือการพิจารณาสิ่งที่ยังไม่พิจารณา ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. พละที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ โดยวิริยะเป็นประธาน ชื่อว่าภาวนาพละ. ธรรมที่ชื่อว่าสมถะ เพราะยังธรรมอันเป็นข้าศึกให้สงบ. ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะเห็นโดยอาการต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งความไม่เที่ยงเป็นต้น. สมถะนั่นแหละชื่อว่าสมถนิมิต ด้วยสามารถแห่งนิมิตแห่งสมถะแรกที่พระโยคาวจรถือเอาอาการนั้นแล้วให้เป็นไปอีก. แม้ในปัคคาหนิมิต ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ธรรมที่ชื่อว่าปัคคาหะ เพราะประคองสัมปยุตตธรรมไว้. ชื่อว่าอวิกเขปะ เพราะไม่ซัดส่าย. ความวิบัติแห่งศีลคือความไม่สำรวมอันยังศีลให้พินาศ ชื่อว่าสีลวิบัติ. ความวิบัติแห่งทิฏฐิ คือมิจฉาทิฏฐิอันยังสัมมาทิฏฐิให้พินาศ ชื่อว่าทิฏฐิวิบัติ. การถึงพร้อมด้วยศีล ชื่อว่าสีลสัมปทา เพราะยังความยินดีร่าเริงให้ถึงพร้อมด้วยศีล คือให้บริบูรณ์ด้วยศีลนั่นแหละ. ญาณอันบริบูรณ์ด้วยทิฏฐิ เป็นการถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิสัมปทา. ความหมดจดแห่งศีล กล่าวคือศีลที่ถึงความเป็นวิสุทธิ ชื่อว่าสีลวิสุทธิ. ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะสามารถเพื่อบรรลุวิสุทธิคือพระนิพพาน เป็นการหมดจดแห่งทิฏฐิกล่าวคือการเห็น. ข้อว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน และ ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ ได้แก่ ทิฏฐิวิสุทธิกล่าวคือกัมมัสสกตาญาณเป็นต้น และความเพียรอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิวิสุทธินั้นนั่นแหละของบุคคลผู้มีความเห็นถูกต้อง มีความเห็นอันเหมาะสม มีความเห็นอันดี.
               ความสังเวชกล่าวคือความกลัวอันเกิดขึ้น เพราะอาศัยชาติเป็นต้น ชื่อว่าสังเวคะ. เหตุมีชาติเป็นต้น อันยังความสลดใจให้เกิดขึ้น ชื่อว่าสังเวชนิยฐาน. ความเพียรอันเป็นอุบายของผู้มีใจสลดอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าความเพียร โดยแยบคายของบุคคลผู้มีใจสลดแล้ว. ความเป็นผู้ไม่สันโดษในการบำเพ็ญกุศลธรรม ชื่อว่าความไม่ยินดีในกุศลธรรม. ความไม่ถอยกลับ และไม่ท้อถอยในความเพียรที่ยังไม่บรรลุพระอรหัต ชื่อว่าธรรมที่ไม่ทำให้ท้อถอยในความเพียร. ชื่อว่าวิชชา เพราะรู้แจ้ง. ชื่อว่าวิมุตติ เพราะหลุดพ้น. ญาณในอริยมรรคอันกระทำความสิ้นกิเลส ชื่อว่า ขเย ญาณํ (ญาณในความสิ้นกิเลส). ญาณในอริยผลอันเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสอันมรรคนั้นๆ พึงฆ่า เป็นญาณไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปฏิสนธิ ชื่อว่า อนุปฺปาเท ญาณํ (ญาณในความไม่เกิดขึ้น).

               จบอรรถกถามาติกานุบุพบทเพียงนี้.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ มาติกา ทุกมาติกา ๑๔๒ ทุกะ เหตุโคจฉกะ จบ.
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 1อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 2อ่านอรรถกถา 34 / 3อ่านอรรถกถา 34 / 970
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=34&A=104&Z=125
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๗  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :