ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์
จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม โลกุตตรกุศลจิต มรรคจิตดวงที่ ๓

               อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์               
               อธิบายมรรคจิตดวงที่ ๓ และ ๔               
               ในมรรคจิตดวงที่ ๓ บทว่า อนวเสสปฺปหานาย (เพื่อละไม่ให้มีเหลือ) ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การละสังโยชน์เหล่านั้นนั่นแหละที่เบาบางด้วยอำนาจสกทาคามิมรรคมิให้เหลือ.
               ในมรรคจิตดวงที่ ๔ คำว่า เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะและอวิชชา มิให้มีเหลือ ได้แก่เพื่อประโยชน์แก่การละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านั้น มิให้เหลือ.
               บรรดาอุทธัมภาคิยสังโยชน์เหล่านั้น บทว่า รูปราโค ได้แก่ ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในรูปภพ.
               บทว่า อรูปราโค ได้แก่ ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในอรูปภพ.
               บทว่า มาโน ได้แก่ มานะที่พระอรหัตพึงฆ่านั่นแหละ. อุทธัจจะและอวิชชาที่พระอรหัตพึงฆ่าเหมือนกัน.
               ก็ในมรรคจิตทั้ง ๒ (ที่ ๓ ที่ ๔) เหล่านี้ เป็นอัญญินทรีย์ที่ ๙ ทีเดียว.

               ว่าด้วยมรรคจิตพันนัยเป็นต้น               
               ในมรรคทั้งหมดมีบท ๖๐ ถ้วน โดยลำดับ รวมกับองค์อปัณณกะ (ไม่ผิดกัน) ๔ เป็น ๖๔ บท ก็บทที่ไม่ปะปนกัน ๓๓ บทในโกฏฐาสวารและสุญญตวาร ตามปกตินั่นแหละ. พระธรรมราชาทรงจำแนกมรรคทั้ง ๔ แสดงไว้ ๔,๐๐๐ นัย คือแม้ในมรรคจิตดวงที่ ๒ เป็นต้น ก็เป็นดวงละพันนัยเหมือนปฐมมรรคนั่นแหละ.
               ก็ในสัจจวิภังค์ พระองค์ทรงตั้งโลกุตระไว้ ๖ หมื่นนัย ด้วยอำนาจแห่งมรรคจิตเหล่านี้นั่นแหละ ในสติปัฏฐานวิภังค์ทรงตั้งโลกุตระไว้ ๒ หมื่นนัย ในสัมมัปปธานวิภังค์ ๒ หมื่นนัย ในอิทธิบาทวิภังค์ ๓ หมื่น ๒ พันนัย ในโพชฌงค์ ๓ หมื่น ๒ พันนัย ในมรรควิภังค์ทรงตั้งโลกุตระไว้ ๒ หมื่น ๘ พันนัย ด้วยอำนาจมรรคจิตเหล่านั้นแหละ.
               แต่ในที่นี้ ทรงตั้งโลกุตระไว้ ๔ พันนัย ในมรรคจิตทั้ง ๔ ดวง ในบรรดามรรคจิตเหล่านั้น ในมรรคจิตดวงที่หนึ่งประกอบด้วยปฐมฌาน ทรงจำแนกองค์ไว้ ๘ ในทุติยมรรคเป็นต้นก็เหมือนกัน.
               บรรดาองค์มรรคเหล่านั้น สัมมาทิฏฐิในมรรคที่หนึ่ง ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าย่อมละมิจฉาทิฏฐิ มรรคแม้มีสัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็พึงทราบ เพราะอรรถว่าการละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นนั่นแหละ.
               ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ชื่อว่าทิฏฐิ อันมรรคเบื้องบน ๓ พึงละก็ไม่มี เพราะความที่ทิฏฐิ ๖๒ อันมรรคที่หนึ่งเท่านั้นละได้แล้ว ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิในมรรคเบื้องบน ๓ นั้นย่อมมีอย่างไร.
               ตอบว่า พิษงูมีอยู่ก็ตาม ไม่มีอยู่ก็ตาม งูท่านก็เรียกว่างูนั่นแหละฉันใด มิจฉาทิฏฐิมีอยู่ก็ตามไม่มีอยู่ก็ตาม สัมมาทิฏฐินี้ก็ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิฉันนั้นเหมือนกัน.
               ถามว่า ผิว่าคำว่า มิจฉาทิฏฐิอย่างนี้ก็เป็นเพียงชื่อเท่านั้น แต่สัมมาทิฏฐิไม่มีกิจมีอยู่ใน ๓ มรรคเบื้องบน องค์มรรคก็ไม่บริบูรณ์๑- เพราะฉะนั้น สัมมาทิฏฐิจึงควรมีกิจที่ต้องกระทำ องค์มรรคจึงจะบริบูรณ์มิใช่หรือ.
               ตอบว่า ก็สัมมาทิฏฐิมีกิจในสามมรรคเบื้องบนนี้ พึงแสดงโดยกำหนดตามที่ได้ ความจริงยังมีมานะอีกหนึ่งที่มรรคเบื้องบน ๓ พึงฆ่า มานะนั้นย่อมตั้งอยู่ในฐานะแห่งทิฏฐิ สัมมาทิฏฐินั้นชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าย่อมละมานะนั้น.
               ก็สัมมาทิฏฐิในโสดาปัตติมรรคย่อมละมิจฉาทิฏฐิ แต่มานะที่สกทาคามิมรรคพึงฆ่ามีอยู่แก่พระโสดาบัน สัมมาทิฏฐิของพระสกทาคามีนั้นชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า ย่อมละมานะนั้น. สังกัปปะที่เกิดขึ้นพร้อมกับอกุศลจิต ๗ ดวง#- ก็ยังมีอยู่แก่พระโสดาบันนั้นนั่นแหละ การเคลื่อนไหวองค์แห่งวาจาก็มีอยู่ด้วยอกุศลจิตเหล่านั้นแหละ การเคลื่อนไหวองค์แห่งกายก็มีอยู่ด้วยอกุศลจิตเหล่านั้นแหละ การบริโภคปัจจัย (มีจีวรเป็นต้น) ก็มีอยู่ ความเพียรที่เกิดพร้อมกันก็มีอยู่ ความไม่มีสติก็มีอยู่ เอกัคคตาแห่งจิตที่เกิดพร้อมกันก็มีอยู่ ทั้งหมดเหล่านี้ ชื่อว่า มิจฉาสังกัปปะเป็นต้น. สังกัปปะเป็นต้นในสกทาคามิมรรค พึงทราบว่า สัมมาสังกัปปะเป็นต้น เพราะละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นเหล่านั้น. องค์มรรค ๘ ในสกทาคามิมรรคมาทำกิจของตน ด้วยประการฉะนี้.
               มานะของพระสกทาคามีที่พึงฆ่าด้วยอนาคามิมรรคยังมีอยู่ มานะนั้นย่อมตั้งอยู่ในฐานะแห่งทิฏฐิ สังกัปปะเป็นต้นที่เกิดพร้อมกับอกุศลจิต ๗ ดวงก็ยังมีอยู่แก่พระสกทาคามีนั้นนั่นแหละ พึงทราบความที่องค์มรรค ๘ ในอนาคามิมรรคกระทำกิจของตน ด้วยการละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นเหล่านั้น. มานะของพระอนาคามีที่พึงฆ่าด้วยอรหัตมรรคมีอยู่ มานะนั้นย่อมตั้งอยู่ในฐานะแห่งทิฏฐิ.
               อนึ่ง อกุศลจิต ๕ ดวง##- เหล่าใดมีอยู่แก่พระอนาคามีนั้น มิจฉาสังกัปปะเป็นต้นที่เกิดร่วมกับอกุศลจิตเหล่านั้นยังมีอยู่ พึงทราบความที่องค์มรรค ๘ ในอรหัตมรรคทำกิจด้วยการละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นเหล่านั้น.
____________________________
๑- ตรงนี้บาลี ไทยเป็น มคฺคงคานิ ปน ปริปูเรนฺติ พม่าเป็น มคคงฺคานิ น ปริปูเรนฺติ.
#- อกุศลจิต ๗ คือ โทสมูลจิต ๒ ดวง โลภมูลจิตที่เป็นวิปปยุต ๔ ดวง โมหมูลจิตสัมปยุตด้วยอุทธัจจะ ๑ ดวง.
##- ๕ ดวง คือ โลภมูลจิตที่เป็นทิฏฐิวิปปยุต ๔ ดวง โมหมูลจิตที่สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ ๑ ดวง.

               ถามว่า บรรดามรรคทั้ง ๔ เหล่านี้ ปฐมมรรคเห็นสัจจะทั้ง ๔ มรรคสามเบื้องบนย่อมเห็นสัจจะที่ปฐมมรรคเห็นแล้วนั่นแหละ หรือย่อมไม่เห็นสัจจะที่ปฐมมรรคไม่เห็นแล้วหรือ?
               ตอบว่า ถ้อยคำที่เหมือนกันของพวกอาจารย์นี้ว่า มรรคสามเบื้องบนย่อมเห็นสัจจะที่ปฐมมรรคเห็นแล้วนั่นแหละดังนี้.
               แต่อาจารย์วิตัณฑวาทีกล่าวว่า มรรคสามเบื้องบนย่อมเห็นสัจจะที่ปฐมมรรคมิได้เห็น ดังนี้. พึงโต้อาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นว่า อินทรีย์ในปฐมมรรคเป็นไฉน จงแจงมา ดังนี้ เมื่ออาจารย์วิตัณฑวาทีรู้อยู่ก็จักกล่าวว่า อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ ดังนี้ แม้ท้วงว่า ในมรรคเบื้องบนเป็นอินทรีย์ไหน ดังนี้ ก็ย่อมบอกว่า อัญญินทรีย์. พึงกล่าวกะท่านวิตัณฑวาทีอีกว่า เมื่อการเห็นสัจจะที่ปฐมมรรคไม่เห็นมีอยู่ ก็จงแจกอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ แม้ในมรรคเบื้องบน ดังนี้ ด้วยอาการอย่างนี้ ปัญหาของท่านก็จักสงบ.
               ถามว่า ก็มรรคอย่างหนึ่งย่อมละกิเลสอย่างหนึ่ง คือย่อมละกิเลสที่ยังไม่ได้ละ มิใช่หรือ?
               ตอบว่า ผิว่า มรรคอย่างหนึ่งย่อมละกิเลสดังนี้ มรรคอย่างหนึ่งก็ย่อมละกิเลสอย่างหนึ่ง ที่ยังมิได้ละไซร้ บุคคลก็พึงมีวาทะอย่างนี้ว่า มรรคสามเบื้องบนย่อมเห็นแม้สัจจะทั้งหลายที่ปฐมมรรคมิได้เห็นแล้วนั่นแหละ ดังนี้ พึงถามคำนี้ว่า ชื่อว่า สัจจะทั้งหลาย มีเท่าไร? เมื่อทราบก็จักตอบว่ามี ๔ พึงท้วงท่านว่า ในวาทะของท่าน สัจจะปรากฏถึง ๑๖ อย่าง ท่านย่อมเห็นสัจจะแม้พระพุทธเจ้าไม่ทรงเห็นแล้ว ชื่อว่ามีสัจจะมาก ท่านอย่าถือเอาอย่างนี้เลย การเห็นสัจจะที่ยังไม่เคยเห็นย่อมไม่มี แต่มรรคย่อมละกิเลสทั้งหลายที่ยังมิได้ละ ดังนี้.

               การอุปมาด้วยหีบรัตนะ               
               ในข้อที่ว่าการเห็นสัจจะที่ไม่เคยเห็นมาก่อนไม่มีในอธิการแห่งมรรคนั้น ท่านถือเอาการเปรียบเทียบด้วยหีบรัตนะดังต่อไปนี้.
               ได้ยินว่า บุรุษคนหนึ่งวางหีบรัตนะ ๔ ใบไว้ในห้องอันเป็นที่เก็บรัตนะอันสูงสุด เขามีหน้าที่ทำเกิดขึ้นในหีบ ในเวลากลางคืนจึงเปิดประตูจุดประทีปให้โพลง เมื่อความมืดถูกประทีปขจัดแล้ว หีบทั้งหลายก็ปรากฏ เขาทำธุระในหีบนั้นแล้วปิดประตูออกไป ความมืดก็ปกคลุมตามเดิม แม้ในครั้งที่ ๒ แม้ในครั้งที่ ๓ ก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น ในครั้งที่ ๔ เมื่อเขาจะทดลองดูว่า เมื่อเปิดประตูแล้ว หีบรัตนะจะปรากฏในความมืดหรือไม่นั่นแหละ พระอาทิตย์ก็โผล่ขึ้น เมื่อความมืดถูกแสงพระอาทิตย์ขจัดแล้ว เขาก็ทำธุระในหีบทั้งหลายเสร็จแล้วออกไป.
               ในบรรดาคำเหล่านั้น สัจจะ ๔ เปรียบเหมือนหีบรัตนะ ๔ ใบ. เวลาที่วิปัสสนามุ่งไปสู่โสดาปัตติมรรค เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษนั้นมีกิจเกิดขึ้นในหีบรัตนะแล้วเปิดประตู. ความมืดอันปกปิดสัจจะ เปรียบเหมือนความมืดของราตรี. แสงสว่างแห่งโสดาปัตติมรรค เปรียบเหมือนแสงสว่างแห่งประทีป. ความที่สัจจะทั้งหลายปรากฏแก่มรรคญาณ เปรียบเหมือนความที่หีบรัตนะทั้งหลายปรากฏแก่บุรุษนั้นในเพราะความมืดถูกขจัดไป. ก็สัจจะทั้งหลายที่ปรากฏแก่มรรคญาณย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคนั่นแหละ. เวลาที่โสดาปัตติมรรคละกิเลสที่ตนควรละแล้วดับไป เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษนั้นทำธุระในหีบรัตนะทั้งหลายแล้วไป. ความมืดอันปกปิดสัจจะที่พึงฆ่าด้วยมรรคสามเบื้องบน เปรียบเหมือนความมืดที่ครอบงำต่อไป.
               เวลาที่วิปัสสนามุ่งไปสู่สกทาคามิมรรค เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษนั้นเปิดประตูในครั้งที่สอง. แสงสว่างแห่งสกทาคามิมรรค เปรียบเหมือนแสงสว่างแห่งประทีป เวลาที่สกทาคามิมรรคละกิเลสที่ตนพึงละแล้วดับไป เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษนั้นทำธุระในหีบรัตนะทั้งหลายเสร็จแล้วไป ความมืดที่ปกปิดสัจจะที่มรรคสองเบื้องบนพึงฆ่า เปรียบเหมือนความมืดที่ครอบงำต่อไป.
               เวลาที่วิปัสสนามุ่งไปสู่อนาคามิมรรค เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษนั้นเปิดประตูในครั้งที่สาม. แสงสว่างแห่งอนาคามิมรรค เปรียบเหมือนแสงสว่างแห่งประทีป. เวลาที่อนาคามิมรรคละกิเลสที่ตนพึงละแล้วดับไป เปรียบเหมือนบุรุษทำธุระในหีบทั้งหลายเสร็จแล้วไป. ความมืดที่ปกปิดสัจจะที่อรหัตมรรคเบื้องบนพึงฆ่า เปรียบเหมือนความมืดท่วมทับอีก.
               เวลาที่วิปัสสนามุ่งไปสู่อรหัตมรรค เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษเปิดประตูในครั้งที่ ๔. การเกิดขึ้นแห่งอรหัตมรรค เปรียบเหมือนการขึ้นไปแห่งพระอาทิตย์. การกำจัดความมืดอันปกปิดสัจจะแห่งอรหัตมรรค เปรียบเหมือนการกำจัดความมืด. ความที่สัจจะทั้ง ๔ ปรากฏแก่อรหัตมรรคญาณ เปรียบเหมือนความที่หีบรัตนะทั้งหลายปรากฏแก่บุรุษนั้น ในเพราะความมืดถูกขจัดไป. ก็สัจจะทั้งหลายปรากฏแก่ญาณ ย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคนั่นแหละ. การที่อรหัตมรรคยังกิเลสทั้งหมดให้สิ้นไป เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษทำกิจในหีบรัตนะทั้งหลายเสร็จแล้วไป. ความไม่มีความมืดปกปิดสัจจะอีกจำเดิมแต่เวลาเกิดขึ้นแห่งอรหัตมรรค เปรียบเหมือนเวลาที่แสงสว่างนั่นแหละเป็นไปจำเดิมแต่การโผล่ขึ้นแห่งดวงอาทิตย์ ฉะนั้น. นี้เป็นคำอุปมาในความไม่มีการเห็นสัจจะที่ยังไม่เคยเห็นเพียงเท่านี้.
               ในข้อว่า ก็มรรคสามเบื้องบนย่อมเห็นสัจจะอันปฐมมรรคเห็นแล้วนั่นแหละ แต่ว่ามรรคอย่างอื่นย่อมละกิเลสอื่นๆ นี้ ท่านถือเอาชื่ออุปมาด้วยน้ำด่างต่อไป
               บุรุษคนหนึ่ง ได้มอบผ้าที่สกปรกแก่ช่างย้อม ช่างย้อมก็แช่ในน้ำด่าง ๓ ชนิด คือ น้ำด่างเกลือ น้ำด่างขี้เถ้า น้ำด่างโคมัย เขารู้ว่าน้ำด่างกัดสิ่งสกปรกแล้วก็เทน้ำทิ้งซักชำระมลทินหยาบๆ แต่นั้นเขาก็รู้ว่า ผ้ายังไม่สะอาดพอ จึงแช่ในน้ำด่างเหมือนอย่างนั้นแหละในครั้งที่ ๒ แล้วเทน้ำทิ้งซักล้างมลทินที่ละเอียดกว่านั้น แต่นั้นเขาก็รู้ว่ายังไม่สะอาดพอ จึงแช่ในน้ำด่างเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละในครั้งที่ ๓ เทน้ำทิ้งแล้วซักล้างมลทินที่ละเอียดกว่านั้น แต่นั้นก็รู้ว่า ผ้ายังไม่สะอาดพอ จึงแช่ในน้ำด่างเหล่านั้น แม้ครั้งที่ ๔ เทน้ำทิ้งแล้ว ซักล้างมลทินมิให้มีเหลือแม้เป็นไปในเส้นด้ายแล้วจึงมอบให้แก่เจ้าของ เจ้าของนั้นก็พับเก็บไว้ในหีบอบกลิ่นย่อมนุ่งห่มในเวลาที่ตนปรารถนาแล้วๆ.
               บรรดาคำเหล่านั้น จิตที่เป็นไปตามกิเลส เปรียบเหมือนผ้าที่เปื้อนแล้ว. เวลาที่เป็นไปแห่งการทำอนุปัสสนาทั้ง ๓ เปรียบเหมือนการแช่ด้วยน้ำด่าง ๓ ชนิด. การยังกิเลส ๕ อย่าง#- ให้สิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค เปรียบเหมือนการเทน้ำทิ้งแล้วซักล้างมลทินหยาบๆ. การรู้ว่า จิตนี้ยังไม่บริสุทธิ์พอแล้วยังการงานให้เป็นไปในอนุปัสสนา ๓ เหล่านั้นนั่นแหละ เปรียบเหมือนการแช่น้ำด่างเหล่านั้นแม้ครั้งที่ ๒.
               การยังสังโยชน์อย่างหยาบ ๒ อย่างให้สิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค เปรียบเหมือนการซักล้างมลทินที่ละเอียดกว่านั้น. การที่เขาคิดว่าจิตนี้บริสุทธิ์ไม่พอ แล้วยังการกระทำการงานให้เป็นไปในอนุปัสสนา ๓ เหล่านั้นนั่นแหละ เปรียบเหมือนเขาคิดว่า ผ้านี้สะอาดไม่พอ แล้วจึงใส่น้ำด่าง ๓ อย่างให้กัดอีก.
               การยังสังโยชน์อย่างละเอียด ๒ อย่างให้สิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค เปรียบเหมือนซักล้างมลทินผ้าที่ละเอียดกว่านั้น. การที่รู้ว่า จิตนี้ยังสะอาดไม่พอ แล้วการงานให้เป็นไปในอนุปัสสนา ๓ เหล่านั้นแหละให้เป็นไป เปรียบเหมือนช่างย้อมรู้ว่าผ้านี้ยังสะอาดไม่พอ จึงใส่แช่ในน้ำด่าง ๓ อย่างอีก. การที่จิตของพระขีณาสพบริสุทธิ์เพราะกิเลส ๘ อย่างอันอรหัตมรรคให้สิ้นไปแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยวิหารธรรม คือผลสมาบัติในขณะที่ปรารถนาแล้วๆ เปรียบเหมือนการนุ่งห่มผ้าที่บริสุทธิ์ เพราะซักฟอกมลทินที่อยู่ภายในเส้นด้ายออกไป ด้วยการซักล้างจากผ้านั้น เช่นกับแผ่นเงิน ที่เก็บไว้ในผอบหอม ในขณะที่ตนปรารถนาแล้วๆ ฉะนั้น. นี้เป็นการอุปมาในข้อว่า มรรคอย่างอื่นย่อมละกิเลสอย่างอื่นๆ ดังนี้.
____________________________
#- อกุศลจิต คือโลภมูลจิตที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุต ๔ และโมหมูลจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา.

               ข้อนี้ สมด้วยคำที่ท่านพระเขมกะกล่าวไว้ว่า๒-
               ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ผ้าสกปรกเปื้อนมลทิน เจ้าของทั้งหลายพึงมอบผ้านี้นั้นแก่ช่างซักฟอก ช่างซักฟอกผู้ฉลาดขยี้ผ้านั้นแช่ในน้ำด่างเกลือ ในน้ำด่างขี้เถ้าหรือในน้ำด่างโคมัยแล้วเอาซักในน้ำสะอาด ผ้านั้นย่อมเป็นของสะอาดผ่องใสแม้ก็จริง แต่ผ้านั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างเกลือ กลิ่นน้ำด่างขี้เถ้าหรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด ช่างซักฟอกมอบผ้านั้นให้แก่เจ้าของทั้งหลาย เจ้าของทั้งหลายเก็บผ้านั้นใส่ไว้ในหีบอบกลิ่น แม้ผ้านั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างเกลือ น้ำด่างขี้เถ้า หรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด แม้กลิ่นนั้นย่อมหายไป ฉันใด
               ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง แต่ท่านก็ยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามีไม่ได้ สมัยต่อมา ท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า รูป อย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ ความดับแห่งรูป อย่างนี้ เวทนา อย่างนี้ ฯลฯ สัญญา อย่างนี้ ฯลฯ สังขาร อย่างนี้ ฯลฯ วิญญาณ อย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ อย่างนี้ ความดับแห่งวิญญาณ ดังนี้ เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อยู่ แม้ท่านยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามีไม่ได้ แต่มานะ ฉันทะและอนุสัยนั้น ย่อมถึงการถอนขึ้น ฉันนั้นเหมือนกัน.
____________________________
๒- สํ ขนฺธวารวคฺค เล่ม ๑๗/ข้อ ๒๒๙/หน้า ๑๖๐

               บรรดามรรคเหล่านั้น โสดาปัตติมรรคย่อมละอกุศลจิต ๕ ดวง พร้อมกับบาปธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจองค์ของจิต. โทมนัสสสหคตจิต ๒ ดวงพร้อมกับบาปธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจองค์จิต ย่อมบรรเทาด้วยสกทาคามิมรรค. โทมนัสสสหคตจิต ๒ ดวงเหล่านั้นนั่นแหละ พร้อมกับสัมปยุตธรรม ย่อมละด้วยอนาคามิมรรค. อกุศลจิต ๕ ดวงพร้อมกับบาปธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจองค์จิต ย่อมละด้วยอรหัตมรรค. จำเดิมแต่กาลที่อกุศลจิต ๑๒ ดวงเหล่านี้ละได้แล้ว ชื่อว่ากิเลสที่ติดตามไปอีกด้วยอำนาจองค์จิต ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ.
               ในข้อที่กิเลสไม่ติดตามไปอีกนั้น มีอุปมาดังนี้.
               ได้ยินว่า พระราชาผู้ใหญ่พระองค์หนึ่ง พระราชทานอารักขาปัจจันตชนบท แล้วเสวยความเป็นอิสริยยศในมหานครอยู่ ภายหลังปัจจันตะของพระองค์เกิดจลาจล สมัยนั้น มีพวกหัวหน้าโจร ๑๒ คน พร้อมกับบุรุษหลายพัน พากันไปปล้นแว่นแคว้น มหาอำมาตย์ผู้อยู่ปัจจันตประเทศส่งข่าวกราบทูลแด่พระราชาว่า ปัจจันตะเกิดจลาจล ดังนี้ พระราชาทรงส่งพระราชสาส์นไปว่า จงปราบให้หมด เราจักตอบแทนพวกท่าน อำมาตย์เหล่านั้นฆ่าหัวหน้าโจร ๕ คนกับบุรุษโจรหลายพันคนโดยการประหารครั้งแรกนั่นแหละ หัวหน้าโจร ๗ คนที่เหลือพาบริวารของตนๆ เข้าไปยังภูเขา. พวกอำมาตย์ก็ส่งข่าวกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระราชา พระราชาจึงทรงส่งพระราชทรัพย์ไป ด้วยพระราชสาส์นว่า เราจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่พวกท่าน พวกท่านจงปราบโจรแม้ที่เหลือเหล่านั้น พวกอำมาตย์เหล่านั้นก็ประหารหัวหน้าโจร ๒ คน โดยการประหารครั้งที่ ๒ ได้กระทำแม้บริวารของพวกโจรเหล่านั้นให้ทุรพล พวกโจรเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ก็พากันหนีไปยังภูเขา พวกมหาอำมาตย์ส่งข่าวสาส์นความเป็นแม้นั้นไปกราบทูลพระราชา.
               พระราชาทรงส่งพระราชทรัพย์ ด้วยพระราชสาส์นว่า พวกท่านจงปราบพวกโจรให้สิ้น พวกอำมาตย์เหล่านั้นฆ่าหัวหน้าโจร ๒ คนพร้อมกับบุรุษสหายโจร โดยการประหารครั้งที่ ๓ แล้วส่งข่าวสาสน์กราบทูลแด่พระราชา พระราชาก็ส่งพระราชทรัพย์ พร้อมด้วยพระราชสาส์นว่า พวกท่านจงปราบโจรอย่าให้เหลือ.
               พวกอำมาตย์เหล่านั้นก็ฆ่าหัวหน้าโจร ๕ คน พร้อมกับบริวารโจรโดยการประหารครั้งที่ ๔. จำเดิมแต่พวกหัวหน้าโจร ๑๒ คนถูกฆ่าตายแล้ว ชื่อว่าโจรไรๆ มิได้มี. ชนบทถึงความเกษม ย่อมอยู่ดุจให้บุตรฟ้อนรำบนอก. ฉะนั้น พระราชาทรงแวดล้อมด้วยโยธาผู้พิชิตสงคราม เสด็จขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐ เสวยมหาสมบัติ.
               ในคำเหล่านั้น พระธรรมราชาเปรียบเหมือนพระราชาผู้ใหญ่ กุลบุตรผู้โยคาวจรเปรียบเหมือนอำมาตย์ผู้อยู่ปัจจันตชนบท. อกุศลจิต ๑๒ ดวง###- เปรียบเหมือนหัวหน้าโจร ๑๒ คน. บาปธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจองค์จิต เปรียบเหมือนบุรุษสหายหลายพันของหัวหน้าโจรเหล่านั้น. เวลาที่กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นในอารมณ์แล้วกราบทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ ดังนี้ เปรียบเหมือนเวลาอำมาตย์ส่งข่าวสาส์นกราบทูลพระราชาว่า ปัจจันตะเกิดจลาจล.
               การที่พระธรรมราชาตรัสบอกกรรมฐานว่า ภิกษุ เธอจงข่มกิเลสเสีย ดังนี้ เปรียบเหมือนการพระราชทานทรัพย์ พร้อมกับพระราชสาส์นว่า พวกเธอจงปราบให้หมด ดังนี้. การละอกุศลจิต ๕ ดวงพร้อมทั้งสัมปยุตด้วยโสดาปัตติมรรค เปรียบเหมือนเวลาที่อำมาตย์ฆ่าหัวหน้าโจร ๕ คนพร้อมทั้งบริวาร.
               การกราบทูลคุณที่ตนได้แล้ว แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปรียบเหมือนการส่งข่าวถวายพระราชา. การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกวิปัสสนาแห่งสกทาคามิมรรค เปรียบเหมือนการพระราชทานทรัพย์อีก พร้อมกับพระดำรัสว่า จงปราบพวกโจรที่เหลือ. การบรรเทาโทมนัสจิต ๒ ดวงพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมด้วยสกทาคามิมรรค เปรียบเหมือนการกระทำหัวหน้าโจร ๒ คนพร้อมทั้งบริวารให้ทุพพลภาพด้วยการประหารครั้งที่ ๒.
               การกราบทูลคุณที่ตนได้แด่พระศาสดา เปรียบเหมือนการส่งข่าวถวายพระราชาให้ทรงทราบความเป็นไปอีก. การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกวิปัสสนาแห่งอนาคามิมรรค เปรียบเหมือนการพระราชทานทรัพย์อีกพร้อมกับข่าวสาส์นว่า จงปราบโจรให้หมดสิ้น. การละโทมนัสจิต ๒ ดวง พร้อมทั้งสัมปยุตธรรมด้วยอนาคามิมรรค เปรียบเหมือนการฆ่าหัวหน้าโจร ๒ คนพร้อมทั้งบริวารด้วยการประหารครั้งที่ ๓.
               การกราบทูลคุณที่ตนได้แล้วแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เปรียบเหมือนการส่งข่าวถวายพระราชาให้ทรงทราบอีก. การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกวิปัสสนาแห่งอรหัตมรรค เปรียบเหมือนการพระราชทานทรัพย์อีก พร้อมคำดำรัสไปว่า จงปราบโจรให้สิ้น. ความไม่มีอกุศลธรรมอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจองค์จิตอีก จำเดิมแต่อกุศลจิต ๑๒ ดวง ในเพราะอกุศลจิต ๕ ดวงพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมอันอรหัตมรรคละแล้ว เปรียบเหมือนเวลาที่ชนบทเป็นแดนเกษม จำเดิมแต่กาลที่อำมาตย์ฆ่าหัวหน้าโจร ๕ คน พร้อมด้วยบริวาร ด้วยการประหารครั้งที่ ๔ พึงทราบการเสวยสุขด้วยผลสมาบัติตามที่พระโยคาวจรปรารถนาแล้ว ในสุขทั้งหลายมีสมาบัติอันต่างด้วยสุญญตะ อนิมิตะ อัปปณิหิตะของพระธรรมราชาผู้มีพระขีณาสพแวดล้อมแล้ว เปรียบเหมือนการเสวยมหาสมบัติของพระราชาผู้พิชิตสงคราม ผู้แวดล้อมด้วยอำมาตย์บนประสาทอันประเสริฐ ฉะนั้นแล.
____________________________
###- เป็นอกุศลเจตสิก ๑๔ ดวง.

               พรรณนาบทว่าธรรมเป็นกุศลจบเพียงนี้.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม โลกุตตรกุศลจิต มรรคจิตดวงที่ ๓ จบ.
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 271อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 272อ่านอรรถกถา 34 / 273อ่านอรรถกถา 34 / 970
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=34&A=2610&Z=2618
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :