ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 503อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 514อ่านอรรถกถา 34 / 515อ่านอรรถกถา 34 / 970
อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์
รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ เอกกนิเทศ

               อรรถกถาแสดงรูปวิภัตติ               
               ว่าด้วยเอกกนิทเทส               
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะจำแนกเนื้อความแห่งรูปวิภัตติ (มาติกา) นั้น จึงเริ่มตรัสคำมีอาทิว่า สพฺพํ รูปํ น เหตุเมว (รูปทั้งหมดไม่ใช่เหตุทั้งนั้น) ดังนี้.
               ถามว่า ก็ในเอกกนิทเทสนี้ เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมิได้กระทำคำถามว่า รูปทั้งหมดนั้นมิใช่เหตุเป็นไฉน ดังนี้เล่า.
               ตอบว่า เพราะไม่มีความแตกต่างกัน.
               จริงอยู่ ในเอกกนิทเทสนี้ ในข้อที่แตกต่างกันอย่างนี้ว่า รูปทั้งหมดมิใช่เหตุบ้าง มิใช่เป็นเหตุบ้าง เหมือนในรูปทุกะเป็นต้น ซึ่งเป็นอุปาทารูปบ้าง เป็นอนุปาทารูปบ้าง เพราะฉะนั้น พระองค์จึงมิได้ทรงจำแนกคำถามไว้.
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า สพฺพํ (ทั้งหมด) ได้แก่ ทั้งสิ้น คือไม่มีเหลือ.
               คำว่า รูปํ (รูป) ทรงขยายความถึงสามัญลักษณะอันแสดงถึงความที่รูปต้องแปรผันไปด้วยวิโรธิปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นข้าศึกกัน) มีความเย็นเป็นต้น.
               คำว่า น เหตุเมว (ไม่ใช่เหตุทั้งนั้น) นี้ ทรงขยายความถึงการปฏิเสธเหตุทั่วไป.
               ในข้อว่ารูปไม่ใช่เหตุนั้น เหตุมี ๔ อย่าง คือ
                         เหตุเหตุ คือเหตุที่เป็นมูล
                         ปัจจยเหตุ คือเหตุที่เป็นปัจจัย
                         อุตตมเหตุ คือเหตุที่เป็นประธาน
                         สาธารณเหตุ คือเหตุทั่วไปแก่สรรพสัตว์.
               บรรดาเหตุทั้ง ๔ เหล่านั้น เหตุนี้คือ กุศลเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) อกุศลเหตุ ๓ และอัพยากฤตเหตุ ๓ ชื่อว่าเหตุเหตุ.
               เหตุที่ตรัสไว้ในบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาภูตรูป ๔ เหล่านี้เป็นเหตุ มหาภูตรูป ๔ เหล่านี้เป็นปัจจัยเพื่อการบัญญัติรูปขันธ์นี้ ชื่อว่าปัจจยเหตุ.
               เหตุที่ตรัสไว้ว่า กุศลธรรมและอกุศลธรรมเป็นเหตุสูงสุด ในฐานะแห่งการให้ผลของตน อิฏฐารมณ์เป็นเหตุสูงสุดในฐานะแห่งกุศลวิบาก อนิฏฐารมณ์เป็นเหตุสูงสุดในฐานะแห่งอกุศลวิบาก ดังนี้ เหมือนที่ตรัสว่า ตถาคตย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน อันเป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ดังนี้ ชื่อว่าอุตตมเหตุ.
               เหตุที่ตรัสไว้ว่า ข้อที่อวิชชานี้เท่านั้นเป็นเหตุ อวิชชานี้เป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย อวิชชาเป็นเหตุทั่วไปแม้แก่สังขารทั้งหลาย ย่อมแผ่ไปสู่ความเป็นปัจจัย ดังนี้ เหมือนที่ตรัสว่า ปฐวีรส อาโปรส เป็นปัจจัยแก่มธุรสบ้าง แก่อมธุรสบ้าง ฉันใด อวิชชาก็เป็นสาธารณปัจจัยแก่สังขารที่เป็นกุศลบ้าง ที่เป็นอกุศลบ้าง ฉันนั้น ชื่อว่าสาธารณเหตุ.
               ก็ในที่นี้ทรงประสงค์เอาเหตุเหตุ (คือเหตุที่เป็นมูล) พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงกำหนดปฏิเสธถึงความที่รูปเป็นเหตุอันมาแล้วในมาติกาว่า เหตุ ธมฺมา น เหตู ธมฺมา ด้วยประการฉะนี้ จึงตรัสว่า รูปทั้งหมดมิใช่เหตุ ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบการขยายความถึงการปฏิเสธและการไม่ปฏิเสธในบททั้งหมดโดยนัยนี้ ส่วนวจนัตถะคือคำจำกัดความแห่งบททั้งปวง ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในการพรรณนาบทมาติกาแล้วนั่นแหละ.
               ก็ในคำว่า สปฺปจฺจยเมว (เป็นไปกับด้วยปัจจัยทั้งนั้น) นี้ ได้แก่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน มีกรรมเป็นปัจจัยเหมือนกัน พึงทราบเนื้อความแห่งรูปนั่นแหละ ด้วยอำนาจปัจจัย ๔ ตามที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานเป็นต้น มีอาหารเป็นต้นเป็นปัจจัยทั้งนั้น.
               คำว่า รูปเมว (เป็นรูปธรรมทั้งนั้น) ได้แก่ ทรงปฏิเสธรูปธรรมว่าเป็นอรูปตามที่ตรัสไว้ในมาติกาว่า รูปิโน ธมฺมา อรูปิโน ธมฺมา (ธรรมที่เป็นรูป ธรรมที่ไม่ใช่รูป) ดังนี้.
               ในคำว่า อุปฺปนฺนํ ฉหิ วิญฺญาเณหิ (เป็นปัจจุบันธรรมอันวิญญาณ ๖ พึงรู้) คือรูปนั้นแหละเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอันวิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นพึงรู้ได้ แต่การกำหนดท่านสงเคราะห์หมายเอาจักขุวิญญาณเป็นต้น.
               จริงอยู่ จักขุวิญญาณเป็นต้นนั้น ย่อมไม่รู้อดีตและอนาคต ส่วนมโนวิญญาณย่อมรู้อดีตบ้าง อนาคตบ้าง. มโนวิญญาณนั้นเป็นไปแล้ว ก็ชื่อว่าตกไปแล้ว ในกระแสเหมือนกัน เพราะตกไปในกระแสแห่งวิญญาณ ๕.
               อนึ่ง รูปธรรมทั้งหมดนั้น ชื่อว่าไม่เที่ยงทั้งนั้น ด้วยอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี ชื่อว่าอันชราครอบงำแล้วทั้งนั้น เพราะเป็นธรรมอันชราพึงครอบงำได้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะชราย่อมปรากฏในรูปกาย ฉะนั้นจึงตรัสว่า เป็นธรรมชาติอันชราต้องครอบงำโดยแท้ ดังนี้บ้าง.

               ว่าด้วยวิธศัพท์               
               วิธศัพท์ในพระบาลีว่า เอวํ เอกวิเธน รูปสงฺคโห (สงเคราะห์รูปเป็นหมวดหนึ่งอย่างนี้) นี้ใช้ในความหมายถึง มานะ สัณฐานและโกฏฐาส.
               จริงอยู่ มานะชื่อว่าวิธา ดังในประโยคมีอาทิว่า เสยฺโยหมสฺมีติ วิธา สทิโสหมสฺมีติ วิธา มานะว่า เราดีกว่าเขา มานะว่า เราเสมอเขา ดังนี้.
               สัณฐานชื่อว่าวิธา ดังในประโยคมีอาทิว่า กถํ วิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ กถํ วิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ (บัณฑิตทั้งหลายเรียกคนมีสัณฐานอย่างไรว่า มีศีล เรียกคนมีสัณฐานอย่างไรว่า มีปัญญา) เพราะบทว่า กถํ วิธํ มีเนื้อความเหมือนบทว่า กถํ สณฺฐิตํ.
               โกฏฺฐาสชื่อว่าวิธา ดุจในประโยคมีอาทิว่า เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ทุวิเธน ญาณวตฺถุ ญาณวัตถุหมวด ๑ ญาณวัตถุหมวด ๒. แม้ในอธิการนี้ก็ทรงประสงค์เอาโกฏฐาส.

               ว่าด้วยสังคหศัพท์               
               แม้ใน สังคหสงเคราะห์ศัพท์ก็มี ๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งชาติสงเคราะห์ สัญชาติสงเคราะห์ กิริยาสงเคราะห์และคณนสงเคราะห์.
               ในสังคหะทั้ง ๔ เหล่านั้น สังคหะคือการสงเคราะห์ นี้ว่า ขอกษัตริย์ทั้งปวงจงมา ขอพราหมณ์ทั้งปวงจงมา ขอแพทย์ทั้งปวงจงมา ขอศูทรทั้งปวงจงมา และคำว่า ดูก่อนท่านวิสาขะ ธรรมเหล่านี้คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สงเคราะห์ลงในศีลขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่าชาติสงเคราะห์.
               สังคหะคือการสงเคราะห์นี้ว่า จริงอยู่ ในการสงเคราะห์นี้ ทั้งหมดถึงการสงเคราะห์เป็นพวกเดียวกัน ดุจในคำที่กล่าวว่า ผู้มีชาติเดียวกันจงมา พวกชาวโกศลทั้งหมดจงมา พวกชาวมคธทั้งหมดจงมา พวกช่างไม้ทั้งหมดจงมา และคำว่า ดูก่อนท่านวิสาขะ ธรรมเหล่านี้คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สงเคราะห์ลงในสมาธิขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่าสัญชาติสงเคราะห์.
               สังคหะคือการสงเคราะห์ว่า จริงอยู่ ในการสงเคราะห์นี้ สิ่งทั้งหมดถึงการสงเคราะห์เป็นอันเดียวกัน โดยฐานะแห่งสัญชาติ โดยที่อยู่อาศัย เหมือนในที่กล่าวว่าผู้เกิดในที่เดียวกัน เกี่ยวข้องกันโดยชาติในที่ทั้งปวงจงมา นายหัตถาจารย์ทั้งปวงจงมา นายอัสสาจารย์ทั้งปวงจงมา นายรถทั้งปวงจงมา และคำว่า ดูก่อนท่านวิสาขะ ธรรมเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สงเคราะห์ลงในปัญญาขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่ากิริยาสงเคราะห์. เพราะสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ถึงการสงเคราะห์เป็นพวกเดียวกันด้วยเหตุ คือการกระทำของตน.
               สังคหะคือการนับสงเคราะห์ที่กล่าวไว้ว่า จักขายตนะถึงการนับสงเคราะห์เข้าในขันธ์ไหน? จักขายตนะถึงการนับสงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์ ถ้าว่า จักขายตนะถึงการนับสงเคราะห์ในรูปขันธ์ไซร้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านก็ต้องกล่าวว่า จักขายตนะนับสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่าคณนสงเคราะห์. ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาคณนสงเคราะห์ เพราะการนับสงเคราะห์นี้ ท่านอธิบายว่า ได้แก่ การนับรูปโดยส่วนเดียว. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ เอกกนิเทศ จบ.
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 503อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 514อ่านอรรถกถา 34 / 515อ่านอรรถกถา 34 / 970
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=34&A=4394&Z=4413
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=53&A=9023
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=53&A=9023
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :