ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒]
อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์
รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ เอกกนิเทศ

               อรรถกถาแสดงรูปวิภัตติ               
               ว่าด้วยเอกกนิทเทส               
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะจำแนกเนื้อความแห่งรูปวิภัตติ (มาติกา) นั้น จึงเริ่มตรัสคำมีอาทิว่า สพฺพํ รูปํ น เหตุเมว (รูปทั้งหมดไม่ใช่เหตุทั้งนั้น) ดังนี้.
               ถามว่า ก็ในเอกกนิทเทสนี้ เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมิได้กระทำคำถามว่า รูปทั้งหมดนั้นมิใช่เหตุเป็นไฉน ดังนี้เล่า.
               ตอบว่า เพราะไม่มีความแตกต่างกัน.
               จริงอยู่ ในเอกกนิทเทสนี้ ในข้อที่แตกต่างกันอย่างนี้ว่า รูปทั้งหมดมิใช่เหตุบ้าง มิใช่เป็นเหตุบ้าง เหมือนในรูปทุกะเป็นต้น ซึ่งเป็นอุปาทารูปบ้าง เป็นอนุปาทารูปบ้าง เพราะฉะนั้น พระองค์จึงมิได้ทรงจำแนกคำถามไว้.
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า สพฺพํ (ทั้งหมด) ได้แก่ ทั้งสิ้น คือไม่มีเหลือ.
               คำว่า รูปํ (รูป) ทรงขยายความถึงสามัญลักษณะอันแสดงถึงความที่รูปต้องแปรผันไปด้วยวิโรธิปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นข้าศึกกัน) มีความเย็นเป็นต้น.
               คำว่า น เหตุเมว (ไม่ใช่เหตุทั้งนั้น) นี้ ทรงขยายความถึงการปฏิเสธเหตุทั่วไป.
               ในข้อว่ารูปไม่ใช่เหตุนั้น เหตุมี ๔ อย่าง คือ
                         เหตุเหตุ คือเหตุที่เป็นมูล
                         ปัจจยเหตุ คือเหตุที่เป็นปัจจัย
                         อุตตมเหตุ คือเหตุที่เป็นประธาน
                         สาธารณเหตุ คือเหตุทั่วไปแก่สรรพสัตว์.
               บรรดาเหตุทั้ง ๔ เหล่านั้น เหตุนี้คือ กุศลเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) อกุศลเหตุ ๓ และอัพยากฤตเหตุ ๓ ชื่อว่าเหตุเหตุ.
               เหตุที่ตรัสไว้ในบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาภูตรูป ๔ เหล่านี้เป็นเหตุ มหาภูตรูป ๔ เหล่านี้เป็นปัจจัยเพื่อการบัญญัติรูปขันธ์นี้ ชื่อว่าปัจจยเหตุ.
               เหตุที่ตรัสไว้ว่า กุศลธรรมและอกุศลธรรมเป็นเหตุสูงสุด ในฐานะแห่งการให้ผลของตน อิฏฐารมณ์เป็นเหตุสูงสุดในฐานะแห่งกุศลวิบาก อนิฏฐารมณ์เป็นเหตุสูงสุดในฐานะแห่งอกุศลวิบาก ดังนี้ เหมือนที่ตรัสว่า ตถาคตย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน อันเป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ดังนี้ ชื่อว่าอุตตมเหตุ.
               เหตุที่ตรัสไว้ว่า ข้อที่อวิชชานี้เท่านั้นเป็นเหตุ อวิชชานี้เป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย อวิชชาเป็นเหตุทั่วไปแม้แก่สังขารทั้งหลาย ย่อมแผ่ไปสู่ความเป็นปัจจัย ดังนี้ เหมือนที่ตรัสว่า ปฐวีรส อาโปรส เป็นปัจจัยแก่มธุรสบ้าง แก่อมธุรสบ้าง ฉันใด อวิชชาก็เป็นสาธารณปัจจัยแก่สังขารที่เป็นกุศลบ้าง ที่เป็นอกุศลบ้าง ฉันนั้น ชื่อว่าสาธารณเหตุ.
               ก็ในที่นี้ทรงประสงค์เอาเหตุเหตุ (คือเหตุที่เป็นมูล) พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงกำหนดปฏิเสธถึงความที่รูปเป็นเหตุอันมาแล้วในมาติกาว่า เหตุ ธมฺมา น เหตู ธมฺมา ด้วยประการฉะนี้ จึงตรัสว่า รูปทั้งหมดมิใช่เหตุ ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบการขยายความถึงการปฏิเสธและการไม่ปฏิเสธในบททั้งหมดโดยนัยนี้ ส่วนวจนัตถะคือคำจำกัดความแห่งบททั้งปวง ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในการพรรณนาบทมาติกาแล้วนั่นแหละ.
               ก็ในคำว่า สปฺปจฺจยเมว (เป็นไปกับด้วยปัจจัยทั้งนั้น) นี้ ได้แก่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน มีกรรมเป็นปัจจัยเหมือนกัน พึงทราบเนื้อความแห่งรูปนั่นแหละ ด้วยอำนาจปัจจัย ๔ ตามที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานเป็นต้น มีอาหารเป็นต้นเป็นปัจจัยทั้งนั้น.
               คำว่า รูปเมว (เป็นรูปธรรมทั้งนั้น) ได้แก่ ทรงปฏิเสธรูปธรรมว่าเป็นอรูปตามที่ตรัสไว้ในมาติกาว่า รูปิโน ธมฺมา อรูปิโน ธมฺมา (ธรรมที่เป็นรูป ธรรมที่ไม่ใช่รูป) ดังนี้.
               ในคำว่า อุปฺปนฺนํ ฉหิ วิญฺญาเณหิ (เป็นปัจจุบันธรรมอันวิญญาณ ๖ พึงรู้) คือรูปนั้นแหละเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอันวิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นพึงรู้ได้ แต่การกำหนดท่านสงเคราะห์หมายเอาจักขุวิญญาณเป็นต้น.
               จริงอยู่ จักขุวิญญาณเป็นต้นนั้น ย่อมไม่รู้อดีตและอนาคต ส่วนมโนวิญญาณย่อมรู้อดีตบ้าง อนาคตบ้าง. มโนวิญญาณนั้นเป็นไปแล้ว ก็ชื่อว่าตกไปแล้ว ในกระแสเหมือนกัน เพราะตกไปในกระแสแห่งวิญญาณ ๕.
               อนึ่ง รูปธรรมทั้งหมดนั้น ชื่อว่าไม่เที่ยงทั้งนั้น ด้วยอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี ชื่อว่าอันชราครอบงำแล้วทั้งนั้น เพราะเป็นธรรมอันชราพึงครอบงำได้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะชราย่อมปรากฏในรูปกาย ฉะนั้นจึงตรัสว่า เป็นธรรมชาติอันชราต้องครอบงำโดยแท้ ดังนี้บ้าง.

               ว่าด้วยวิธศัพท์               
               วิธศัพท์ในพระบาลีว่า เอวํ เอกวิเธน รูปสงฺคโห (สงเคราะห์รูปเป็นหมวดหนึ่งอย่างนี้) นี้ใช้ในความหมายถึง มานะ สัณฐานและโกฏฐาส.
               จริงอยู่ มานะชื่อว่าวิธา ดังในประโยคมีอาทิว่า เสยฺโยหมสฺมีติ วิธา สทิโสหมสฺมีติ วิธา มานะว่า เราดีกว่าเขา มานะว่า เราเสมอเขา ดังนี้.
               สัณฐานชื่อว่าวิธา ดังในประโยคมีอาทิว่า กถํ วิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ กถํ วิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ (บัณฑิตทั้งหลายเรียกคนมีสัณฐานอย่างไรว่า มีศีล เรียกคนมีสัณฐานอย่างไรว่า มีปัญญา) เพราะบทว่า กถํ วิธํ มีเนื้อความเหมือนบทว่า กถํ สณฺฐิตํ.
               โกฏฺฐาสชื่อว่าวิธา ดุจในประโยคมีอาทิว่า เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ทุวิเธน ญาณวตฺถุ ญาณวัตถุหมวด ๑ ญาณวัตถุหมวด ๒. แม้ในอธิการนี้ก็ทรงประสงค์เอาโกฏฐาส.

               ว่าด้วยสังคหศัพท์               
               แม้ใน สังคหสงเคราะห์ศัพท์ก็มี ๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งชาติสงเคราะห์ สัญชาติสงเคราะห์ กิริยาสงเคราะห์และคณนสงเคราะห์.
               ในสังคหะทั้ง ๔ เหล่านั้น สังคหะคือการสงเคราะห์ นี้ว่า ขอกษัตริย์ทั้งปวงจงมา ขอพราหมณ์ทั้งปวงจงมา ขอแพทย์ทั้งปวงจงมา ขอศูทรทั้งปวงจงมา และคำว่า ดูก่อนท่านวิสาขะ ธรรมเหล่านี้คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สงเคราะห์ลงในศีลขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่าชาติสงเคราะห์.
               สังคหะคือการสงเคราะห์นี้ว่า จริงอยู่ ในการสงเคราะห์นี้ ทั้งหมดถึงการสงเคราะห์เป็นพวกเดียวกัน ดุจในคำที่กล่าวว่า ผู้มีชาติเดียวกันจงมา พวกชาวโกศลทั้งหมดจงมา พวกชาวมคธทั้งหมดจงมา พวกช่างไม้ทั้งหมดจงมา และคำว่า ดูก่อนท่านวิสาขะ ธรรมเหล่านี้คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สงเคราะห์ลงในสมาธิขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่าสัญชาติสงเคราะห์.
               สังคหะคือการสงเคราะห์ว่า จริงอยู่ ในการสงเคราะห์นี้ สิ่งทั้งหมดถึงการสงเคราะห์เป็นอันเดียวกัน โดยฐานะแห่งสัญชาติ โดยที่อยู่อาศัย เหมือนในที่กล่าวว่าผู้เกิดในที่เดียวกัน เกี่ยวข้องกันโดยชาติในที่ทั้งปวงจงมา นายหัตถาจารย์ทั้งปวงจงมา นายอัสสาจารย์ทั้งปวงจงมา นายรถทั้งปวงจงมา และคำว่า ดูก่อนท่านวิสาขะ ธรรมเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สงเคราะห์ลงในปัญญาขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่ากิริยาสงเคราะห์. เพราะสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ถึงการสงเคราะห์เป็นพวกเดียวกันด้วยเหตุ คือการกระทำของตน.
               สังคหะคือการนับสงเคราะห์ที่กล่าวไว้ว่า จักขายตนะถึงการนับสงเคราะห์เข้าในขันธ์ไหน? จักขายตนะถึงการนับสงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์ ถ้าว่า จักขายตนะถึงการนับสงเคราะห์ในรูปขันธ์ไซร้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านก็ต้องกล่าวว่า จักขายตนะนับสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่าคณนสงเคราะห์. ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาคณนสงเคราะห์ เพราะการนับสงเคราะห์นี้ ท่านอธิบายว่า ได้แก่ การนับรูปโดยส่วนเดียว. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.

               อรรถกถาแสดงทุกนิทเทส               
               ว่าด้วยจำแนกบทอุปาทา               
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงจำแนกบทคำถามที่วางไว้เป็นประธานบทแรก เพราะสภาพแตกต่างกันในการสงเคราะห์รูปหมวดละ ๒ เป็นต้น อย่างนี้ว่า อตฺถิ รูปํ อุปาทา อตฺถิ รูปํ โน อุปาทา (รูปเป็นอุปาทาก็มี รูปที่เป็นอนุปาทาก็มี) ดังนี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา (รูปเป็นอุปาทานั้น เป็นไฉน) ดังนี้. ในพระบาลีนั้น รูปที่ชื่อว่า อุปาทา เพราะอรรถว่าอาศัย. อธิบายว่า อุปาทารูปนั้นถือเอามหาภูตรูปมั่นไม่ปล่อยวาง คือย่อมอาศัยมหาภูตรูปนั้นเป็นไป.

               ว่าด้วยจักขายตนะ               
               บัดนี้ เมื่อจะแสดงรูปนั้นโดยประเภทต่างๆ จึงตรัสคำมีอาทิว่า จกฺขายตนํ (จักขายตนะ) ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นยกอุปาทารูป ๒๓ อย่างขึ้นแสดงโดยสังเขปแล้วเมื่อจะแสดงอุปาทารูปนั้นนั่นแหละโดยพิสดารอีก จึงตรัสว่า กตมนฺตํ รูปํ จกฺขายตนํ (รูปที่เรียกว่า จักขายตนะนั้นเป็นไฉน) เป็นต้น.
               ในคำว่า จักขายตนะ นั้น จักษุมี ๒ อย่าง คือ มังสจักษุและปัญญาจักษุ ในมังสจักษุและปัญญาจักษุนั้น ปัญญาจักษุมี ๕ อย่าง คือ
               พุทธจักษุ จักษุของพระพุทธเจ้า
               สมันตจักษุ ได้แก่สัพพัญญุตญาณ
               ญาณจักษุ ดวงตาเห็นธรรม
               ทิพยจักษุ ตาทิพย์
               ธรรมจักษุ มรรคเบื้องต่ำ ๓.
               บรรดาปัญญาจักษุ ๕ เหล่านั้น จักษุที่ตรัสว่า๑- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้ตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย ฯลฯ ผู้จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี นี้ชื่อว่าพุทธจักษุ. จักษุที่ตรัสไว้ว่า๒- สัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันตจักษุ นี้ชื่อว่าสมันตจักษุ.
____________________________
๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๓/หน้า ๓๒๕.
๒- ขุ. จุฬนิทฺเทส เล่ม ๓๐/ข้อ ๔๙๒/หน้า ๒๔๒.

               จักษุที่ตรัสไว้ว่า๓- จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว นี้ชื่อว่าญาณจักษุ. จักษุที่ตรัสไว้ว่า๔- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ นี้ชื่อว่าทิพยจักษุ. ญาณคือมรรค ๓ เบื้องต่ำที่ตรัสไว้ว่า๕- ธรรมจักษุปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ย่อมเกิดขึ้น ณ อาสนะที่นั่งนั้นนั่นแหละ นี้ชื่อว่าธรรมจักษุ.
____________________________
๓- ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺต.
๔- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๔/หน้า ๓๒๘.
๕- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๙๙/หน้า ๕๔๕.

               แม้มังสจักษุก็มี ๒ อย่าง คือ
                         สสัมภารจักษุ (ลูกตาที่มีส่วนประกอบ)
                         ปสาทจักษุ (ประสาทตา).
               บรรดามังสจักษุทั้ง ๒ นั้น ก้อนเนื้อนี้ตั้งอยู่เฉพาะในเบ้าตา ข้างล่างกำหนดด้วยกระดูกเบ้าตา ข้างบนกำหนดด้วยกระดูกคิ้ว ที่ข้างทั้งสองกำหนดด้วยเบ้าตา ในภายในกำหนดด้วยมันสมอง ภายนอกกำหนดด้วยขนตา. ว่าโดยสังเขป จักษุนี้มีส่วนประกอบ (สสัมภาร) ๑๔ คือธาตุ ๔ วรรณะ คันธะ รสะ โอชะ สัมภวะ (ความเกิด) สัณฐาน ชีวิตะ ภาวะ กายประสาท จักษุประสาท. ว่าโดยพิสดารมีสสัมภาระคือส่วนประกอบถึง ๔๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งรูป ๔๔ เหล่านี้คือ รูป ๑๐ เหล่านี้คือธาตุ ๔ วรรณะ คันธะ รสะ โอชา สัณฐานและสัมภวะ ซึ่งอาศัยธาตุ ๔ เกิดขึ้น เกิดแต่สมุฏฐาน ๔ จึงรวมเป็น ๔๐ รูป ๔ รูปเกิดโดยมีกรรมเป็นสมุฏฐานอย่างเดียว คือ ชีวตะ ภาวะ กายปสาทะ จักขุปสาทะ.
               ชาวโลก (พาลปุถุชน) จำก้อนเนื้อได้ว่าเป็นตาสีขาว ตาใหญ่ ตาบริสุทธิ์ ตากว้าง ย่อมไม่จำว่าเป็นจักขุ ย่อมจำซึ่งวัตถุโดยความเป็นจักษุ ตานั้นเป็นก้อนเนื้อตั้งอยู่เฉพาะในเบ้าตา อันสายเอ็นรัดไว้กับมันสมองในภายใน เป็นสีขาวก็มี เป็นสีดำก็มี เป็นสีแดงก็มี เป็นปฐวีก็มี เป็นอาโปก็มี เป็นเตโชก็มี เป็นวาโยก็มี. ตาใดมีสีขาว เพราะมากด้วยเสมหะ มีสีดำ เพราะมากด้วยน้ำดี มีสีแดง เพราะมากด้วยโลหิต มีความกระด้างเพราะมากด้วยปฐวี มีน้ำตาไหลออก เพราะมากด้วยอาโป มีความแห้งเกรียม เพราะมากด้วยเตโช มีความเคลื่อนไหวได้เพราะมากด้วยวาโย นี้ชื่อว่าสสัมภารจักษุ.
               ส่วนปสาทรูปใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ เหล่านี้ อยู่ในสสัมภารจักษุนี้ เนื่องเฉพาะในสสัมภารจักษุนี้ รูปนี้ชื่อว่าปสาทจักขุ. จักขุประสาทนี้ตั้งอยู่ซึมซาบตลอดเยื้อตา ๗ ชั้น เหมือนน้ำมันที่ลาดลงที่ปุยนุ่น ๗ ชั้น ในแววตา (มณฑล) ที่เห็นรูปเป็นเช่นกับถิ่นที่เกิดขึ้นแห่งสรีรสัณฐานของบุคคลทั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ตรงหน้าในท่ามกลางแห่งแววตาสีดำ แวดล้อมด้วยแววตา (มณฑล) สีขาวแห่งสสัมภารจักษุนั้น มีอุปการะอันธาตุทั้ง ๔ อุปการะด้วยกิจมีการให้ทรงไว้ ให้ชุ่มอยู่ ให้อบอุ่น ให้เคลื่อนไหวไปมาได้.
               เปรียบเหมือนแม่นม ๔ คน ทำหน้าที่เลี้ยงดูอุ้มชู ให้ทรงสนาน ให้การประดับตกแต่งพระองค์และให้อยู่งานคอยพัดวีฉะนั้น อันอุตุ จิตและอาหารอุปถัมภ์อยู่ อันอายุคือชีวิตินทรีย์คอยเฝ้าอนุบาล แวดล้อมด้วยโคจรรูปมีวรรณะ คันธะและรสะเป็นต้น เมื่อว่าโดยประมาณ จักขุประสาทนี้มีประมาณเท่าหัวเล็น ให้สำเร็จความเป็นไปแห่งวัตถุและทวาร๖- ของจิตทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นต้น๗- ตั้งอยู่ตามควร.๘-
____________________________
๖- วัตถุ หมายถึงที่เป็นที่อาศัยของจักขุวิญญาณ.
๗- คือมีจักขุวิญญาณและสัมปฎิจฉันนจิตเป็นต้น มีตทารัมมณะเป็นที่สุด.
๘- โยชนาว่า ตามควรแก่วัตถุและทวาร.

               สมดังคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวไว้ว่า
                         เยน จกฺขุปฺปสาเทน  รูปานิ สมนุปสฺสติ
                         ปริตฺตํ สุขุมํ เอตํ     โอกาสิรสมูปมํ
                                        สัตว์ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ด้วยจักขุ
                         ประสาทรูปใด จักขุประสาทรูปนี้ เล็ก ละเอียด
                         มีประมาณเท่าศีรษะเล็น ดังนี้.

               จักษุนั้นด้วย เป็นอายตนะด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าจักขายตนะ แม้ในข้อว่า ยํ จกฺขุ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท (จักษุใดเป็นประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔) นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถการประกอบ (ทุติยาวิภัตติ). อธิบายว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นไป. ด้วยบทนี้ ท่านถือเอาจักขุประสาทเท่านั้น ปฏิเสธจักษุที่เหลือ.
               ส่วนคำใดที่ตรัสไว้ในอินทริยโคจรสูตรว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูปหนึ่งคือปฐวีธาตุ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยภูตรูป ๓ คืออาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุเป็นต้น ในจตุปริวัตตสูตร กล่าวไว้ว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๒ คือปฐวีธาตุและอาโปธาตุ ไม่สงเคราะห์ด้วยมหาภูตรูป ๒ คือเตโชธาตุและวาโยธาตุ คำนั้นตรัสไว้โดยปริยาย.
               จริงอยู่ สุตตันติกกถานี้เป็นปริยายเทศนา ก็เทศนาในสุตตันติกกถานี้ ตรัสไว้โดยปริยายนี้ว่า ประสาทรูปใดอาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔ ประสาทรูปนั้นก็เป็นประสาทรูปในมหาภูตรูปเหล่านั้นแต่ละอย่างๆ บ้าง แต่ละ ๒ อย่างบ้างนั่นแหละ ดังนี้.
               แต่พระอภิธรรม ชื่อว่านิปปริยายเทศนา เพราะฉะนั้น ในอภิธรรมนี้ จึงตรัสว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ ดังนี้.
               สรีระก็ดี ขันธปัญจกะก็ดี ตรัสเรียกว่าอัตภาพ เพราะความที่สภาวะนี้คนพาลกำหนดยึดถือว่า นี้เป็นอัตภาพของเรา ธรรมที่นับเนื่องในอัตภาพ ธรรมที่อาศัยอัตภาพ เรียกว่านับเนื่องในอัตภาพ ที่ชื่อว่าเป็นสภาพที่เห็นไม่ได้ (อนิทสฺสโน) เพราะอรรถว่าไม่อาจเพื่อจะเห็นได้ด้วยจักขุวิญญาณ. ที่ชื่อว่ากระทบได้ เพราะอรรถว่าการกระทบ การเสียดสีย่อมเกิดในประสาทนี้.
               ในคำทั้งหลายมีคำว่า ด้วยจักษุใด เป็นต้น มีเนื้อความโดยย่อดังต่อไปนี้.
               สัตว์นี้เห็นรูปมีประการดังกล่าวแล้วนี้ในอดีต หรือว่ากำลังเห็นในปัจจุบัน หรือว่าจักเห็นในอนาคต ด้วยจักษุใดอันเป็นเหตุ ถ้าจักษุของสัตว์นั้นยังไม่พึงแตกทำลายไป ทีนั้นเขาก็พึงเห็นรูปที่มาสู่คลองได้ด้วยจักษุนั้น หรือเห็นแล้วซึ่งรูปอดีตด้วยจักษุอดีต ย่อมเห็นรูปปัจจุบันด้วยจักษุปัจจุบัน หรือจักเห็นรูปอนาคตด้วยจักษุที่เป็นอนาคต. ในอธิการนี้มีพระบาลีกำหนดไว้ว่า ถ้ารูปนั้นพึงมาสู่คลองแห่งจักษุไซร้ สัตว์นั้นก็พึงเห็นรูปนั้นได้ด้วยจักษุ ดังนี้.
               รูปนี้เรียกว่าจักษุบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นผู้นำในการเห็น. นี้เรียกว่าจักขายตนะบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นเกิดและเป็นที่ประชุมแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น. นี้เรียกว่าจักขุธาตุบ้าง ด้วยอรรถว่าความเป็นของว่างเปล่าและมิใช่สัตว์. นี้เรียกว่าจักขุนทรีย์บ้าง เพราะอรรถว่าย่อมครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการเห็น. นี้เรียกว่าโลกบ้าง ด้วยอรรถว่าต้องชำรุดทรุดโทรม. นี้เรียกว่าทวารบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นทางเข้าไป. นี้เรียกว่าสมุทรบ้าง ด้วยอรรถว่าให้เต็มได้ยาก. นี้เรียกว่าปัณฑระบ้าง ด้วยอรรถว่าบริสุทธิ์. นี้เรียกว่าเขตบ้าง (เกษตร) ด้วยอรรถว่าเป็นที่เกิดเฉพาะแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น. นี้เรียกว่าวัตถุบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นที่อาศัยแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแหละ. นี้เรียกว่าเนตรบ้าง เพราะอรรถว่าย่อมแสดงทางที่เสมอไม่เสมอนำอัตภาพไป. นี้เรียกว่านัยนาบ้าง ด้วยอรรถแสดงทางที่เสมอไม่เสมอนำอัตภาพไปนั้นเหมือนกัน. นี้เรียกว่าฝั่งนี้บ้าง ด้วยอรรถว่านับเนื่องด้วยกายของตน. และรูปนี้เรียกว่าสุญญคามบ้าง (บ้านว่าง) ด้วยอรรถว่าเป็นที่สาธารณะแก่สัตว์เป็นอันมาก และด้วยอรรถว่าหาเจ้าของมิได้ ดังนี้.
               ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ บัณฑิตพึงประกอบชื่อ ๑๔ อย่าง มีคำว่า จกฺขุเปตํ (นี้เรียกว่า จักษุบ้าง) เป็นต้น ด้วยบท ๔#- บท มีคำว่า ปสฺสิ วา (เห็นแล้ว) เป็นต้น แล้วพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนัยเป็นเครื่องกำหนดจักขายตนะไว้ ๔ บท ดังนี้. พึงทราบอย่างไร?
               พึงทราบว่า ก็ในพระบาลีนี้ มีนัยหนึ่งนี้ว่า
               สัตว์นี้เห็นแล้ว หรือเห็นอยู่ หรือจักเห็น หรือพึงเห็นซึ่งรูปอันเป็นสิ่งที่เห็นได้ และกระทบได้ ด้วยจักษุใด อันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ รูปนี้เรียกว่าจักษุบ้าง ฯลฯ นี้เรียกว่าสุญญคามบ้าง (บ้านว่าง) รูปนี้นั้นเรียกว่าจักขายตนะ ดังนี้. นัยแม้ที่เหลือก็พึงทราบอย่างนี้.
____________________________
#- ๔ บทคือ ปสฺสิ วา ปสฺสติ วา ปสฺสิสติ วา ปสฺเส วา แปลว่า เห็นแล้ว หรือกำลังเห็น หรือจักเห็น หรือพึงเห็น.

               ว่าด้วยนิทเทสแห่งจักขายตนะ               
               บัดนี้ เพราะในเวลาที่ฟ้าแลบเป็นต้นแม้บุคคลผู้ไม่ต้องการดู รูปก็ย่อมกระทบจักษุประสาทได้ ฉะนั้น พระองค์ทรงประสงค์จะทรงประกาศอาการนั้น จึงเริ่มนิทเทสวาร (วาระว่าด้วยการขยายความ) ที่สองต่อไป.
               ในพระบาลีนั้น บทว่า ยมฺหิ ได้แก่ ที่จักษุใดอันเป็นเหตุ. คำว่า รูปํ นั่นเป็นปฐมาวิภัตติ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิหญฺญิ วา (กระทบแล้ว) เป็นเนื้อความอดีต.
               บทว่า ปฏิหญฺญติ วา (ย่อมกระทบ) เป็นเนื้อความปัจจุบัน.
               บทว่า ปฏิหญฺญิสฺสติ วา (จักกระทบ) เป็นเนื้อความอนาคต.
               บทว่า ปฏิหญฺเญ วา (พึงกระทบ) เป็นเนื้อความกำหนด.
               จริงอยู่ รูปอดีต ชื่อว่ากระทบแล้ว แม้ในจักษุที่เป็นอดีต. รูปที่เป็นปัจจุบัน ก็ชื่อว่าย่อมกระทบในจักษุที่เป็นปัจจุบัน. รูปที่เป็นอนาคต ก็ชื่อว่าจักกระทบในจักษุที่เป็นอนาคต. ในพระบาลีนี้มีเนื้อความกำหนดไว้ว่า ถ้ารูปนั้นพึงมาสู่คลองจักษุไซร้ รูปนั้นก็พึงกระทบในจักษุ ดังนี้. แต่เมื่อว่า โดยใจความแล้ว รูปเมื่อกำลังกระทบซึ่งประสาทเท่านั้น จึงชื่อว่าย่อมกระทบ. แม้ในอธิการนี้ พึงทราบนัยทั้ง ๔ โดยนัยที่กล่าวไว้ก่อนนั่นแล.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงประกาศอาการที่บุคคลประสงค์จะแลดูด้วยความปรารถนาของตน จึงหันจักษุไปทางรูป จักษุจึงกระทบรูปนั้น จึงเริ่มตรัสนิทเทสวารที่ ๓ ต่อไป. ว่าโดยใจความนิเทสวารที่ ๓ นั้น แจ่มแจ้งแล้วโดยแท้ แต่ในอธิการนี้ จักษุรับอารมณ์แล้วเท่านั้น จึงชื่อว่าย่อมกระทบในรูป. บัณฑิตพึงทราบนัยแห่งการกำหนด ๔ อย่าง แม้ในนิทเทสที่ ๓ นี้ โดยนัยก่อนนั่นแหละ.
               เบื้องหน้าแต่นี้ไป ทรงแสดงวาระ ๑๐ คือ ธรรม ๕ ด้วยสามารถแห่งการแสดงความเกิดผัสสปัญจกะ และธรรม ๕ ด้วยสามารถแห่งการแสดงการเกิดขึ้นโดยมีอารมณ์เกี่ยวเนื่องกันแห่งธรรมหมวด ๕ มีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้นแหละ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุ นิสฺสาย (อาศัยจักษุ) ได้แก่ อาศัยจักษุ คือกระทำจักษุให้เป็นปัจจัย.
               บทว่า รูปํ อารพฺภ (ปรารภรูป) ได้แก่ มาถึง คือมุ่งหมายอาศัยรูปารมณ์.
               ด้วยพระบาลีนี้ทรงแสดงความที่รูปเป็นปัจจัย โดยความเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น ที่อาศัยจักขุประสาท และโดยเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย อารัมมณูปนิสสยปัจจัยซึ่งนับเนื่องในชวนวิถีทางจักขุทวาร. ใน ๕ วาระนอกนี้ ทรงแสดงความที่รูปเป็นปัจจัย โดยเป็นเพียงอารัมมณปัจจัยอย่างนี้ว่า รูปเป็นอารมณ์ของธรรมนี้มีอยู่ เพราะเหตุนั้น ธรรม (จักขุวิญญาณ) นี้จึงชื่อว่ามีรูปเป็นอารมณ์. พึงทราบนัยที่ทรงกำหนดนัยละ ๔ วาระ ในวาระทั้ง ๑๐ แม้เหล่านี้ เหมือนใน ๓ วาระแรก.
               จักษุที่ทรงยกขึ้นแสดงเพื่อถามว่า รูปที่ชื่อว่าจักขายตนะ เป็นไฉน? ดังนี้ เพื่อแสดงคำว่า อิทนฺตํ (รูปนี้นั้น) โดยประการต่างๆ จึงแสดงนิทเทสวาร ๑๓ คือ นัยก่อน ๓ วาระ นัยนี้ ๑๐ วาระ.
               ก็ในวาระ ๑๓ เหล่านี้ แต่ละวาระพึงทราบว่า ทรงแสดงประดับนัยไว้ ๕๒ นัย เพราะการกำหนดวาระละ ๔ นัย ดังนี้. แม้ในนิทเทสแห่งโสตายตนะเป็นต้น ข้างหน้าแต่จักขุนิทเทสนี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่ในโสตายตนนิทเทสเป็นต้นนี้ พึงทราบคำที่ต่างกันอย่างนี้.

               ว่าด้วยคำว่าโสตเป็นต้น               
               ธรรมที่ชื่อว่าโสต เพราะอรรถว่าได้ยิน. โสตนั้นตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังวงแหวน มีขนแดงละเอียดงอกขึ้นภายในช่องแห่งสสัมภารโสต (หูพร้อมด้วยเครื่องประกอบ) อันธาตุทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วอุปการะ อันอุตุจิตและอาหารคอยอุปถัมภ์ อันอายุคือชีวิตรูป คอยอนุบาล อันโคจรรูปมีวรรณะเป็นต้นแวดล้อมแล้ว ให้สำเร็จความเป็นวัตถุ และทวารแก่โสตวิญญาณเป็นต้นตามสมควร.
               ธรรมที่ชื่อว่าฆานะ เพราะอรรถว่าย่อมสูดกลิ่น. ฆานะที่เป็นประสาทรูปนั้น ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังกีบเท้าแพะภายในช่องสสัมภารฆานะ (ช่องจมูกพร้อมด้วยส่วนประกอบ) ได้รับอุปการะอุปถัมภ์อนุบาลและการแวดล้อมตามที่กล่าวแล้ว ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวาร แก่ฆานวิญญาณเป็นต้น ตามสมควร.
               ธรรมที่ชื่อว่าชิวหา ด้วยอรรถว่าลิ้มรส. ชิวหาที่เป็นปสาทรูปนั้นตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังปลายกลีบอุบล เบื้องบนท่ามกลางสสัมภารชิวหา (ลิ้นพร้อมด้วยส่วนประกอบ) ได้อุปการะ อุปถัมภ์ อนุบาลและการแวดล้อมตามที่กล่าวแล้ว ให้สำเร็จเป็นวัตถุและทวารแห่งชิวหาวิญญาณเป็นต้น ตามควร.
               แต่ในกายนี้ ชื่อว่าอุปาทินนกรูป มีประการเพียงใด กายายตนะก็ตั้งอยู่ในกายทั้งสิ้น เหมือนยางใยในฝ้ายได้อุปการะ อุปถัมภ์ อนุบาลและการแวดล้อมตามประการที่กล่าวแล้ว ก็ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารแก่กายวิญญาณเป็นต้น ตามควร. นี้เป็นความต่างกันในอุปาทารูปเหล่านี้. ความแตกต่างกันแห่งพระบาลีและอรรถกถาที่เหลือ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในจักขุนิทเทสนั่นแหละ.
               ก็ในที่นี้ บทว่า โสตเป็นต้นมาในที่แห่งบทจักษุ บทว่า เสียงเป็นต้นมาในที่บทแห่งรูป บทได้ยินเป็นต้นมาในที่แห่งบททั้งหลายมีเห็นแล้วอย่างเดียว. อนึ่ง ๒ บทนี้คือ รูปนี้ชื่อว่าเนตรบ้าง นี้ชื่อว่านัยนาบ้าง ไม่มี เพราะฉะนั้น จึงมีวัตถุและทวารอย่างละ ๑๒ ชื่อ. คำที่เหลือเป็นเช่นกับคำที่กล่าวไว้ในบททั้งปวงนั้นแหละ.
               ในอธิการแห่งกายายตนะนั้น ผิว่ามีผู้ท้วงว่า ชื่อว่าอุปาทินนกรูปนี้ มีอยู่ในกายนี้เพียงใด กายายตนะก็มีอยู่ในกายทั้งสิ้น ดุจยางใยในปุยฝ้าย ผิว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ย่อมถึงการปะปนกันด้วยลักษณะ (ในกลาปอื่น). ตอบว่า ไม่ปรากฏปะปนกัน (ในกลาปอื่น). เพราะเหตุไร? เพราะความไม่มีในกลาปอื่นของกันและกัน.
               ถามว่า ถ้าอย่างนั้นกายายตนะก็ไม่มีในกายทั้งปวง.
               ตอบว่า โดยปรมัตถ์ในอุปาทินนกรูปทั้งหมดท่านไม่ได้แยกกายไว้ต่างหาก แต่เหตุแห่งการต่างกันของอุปาทินนกรูปนั้นใครๆ ไม่อาจเพื่อบัญญัติได้ เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวไว้อย่างนี้.
               เหมือนอย่างว่า รูปและรสเป็นต้น ท่านกล่าวว่าเป็นของซึมซาบอยู่ในกันและกัน เพราะความที่รูปและรสนั้นใครๆ ไม่อาจแยกจากกันได้ดุจผงทรายละเอียด แต่โดยปรมัตถ์ รสก็หามีในรูปไม่ ถ้าจะพึงมีไซร้ รสก็พึงปรากฏด้วยศัพท์ว่ารูปเหมือนกัน ฉันใด แม้กายายตนะก็ฉันนั้นเหมือนกัน ว่าโดยปรมัตถ์ไม่มีอยู่ในกาย (อุปาทินนกรูป) ทั้งหมด และไม่มีในกายทั้งหมดก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีใครอาจเพื่อจะแบ่งออกได้ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ความปะปนกันด้วยลักษณะในที่นี้ จึงไม่ปรากฏด้วยประการฉะนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความไม่ปะปนกันของประสาทรูปเหล่านี้ โดยกำหนดด้วยลักษณะเป็นต้น.
               จริงอยู่ บรรดาประสาทรูปเหล่านี้ รูปาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณํ ทฏฺฐุกามตานิทานกมฺมสมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณํ วา จกฺขุ จักษุมีความใสของภูตรูปอันควรแก่การกระทบรูปเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปมีกรรมเป็นสมุฏฐาน อันเป็นเหตุของบุคคลผู้ต้องการจะดูเป็นลักษณะ
               รูเปสุ อาวิญฺจนรสํ มีการคร่ารูปทั้งหลายมาเป็นกิจ
               จกฺขุวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีการทรงอยู่ของจักขุวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน
               ทฏฺฐุกามตานิทานกมฺมชภูตปทฏฺฐานํ มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะดูเป็นปทัฏฐาน.
               สทฺทาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณํ โสตุกามตานิทานกมฺมสมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณํ วา โสตํ โสตมีความใสแห่งภูตรูปอันควรแก่การกระทบเสียงเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปอันมีกรรมเป็นสมุฏฐานอันเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะฟังเป็นลักษณะ
               สทฺเทสุ อาวิญฺจนรสํ มีการคร่าเสียงทั้งหลายมาเป็นกิจ
               โสตวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีการทรงอยู่ของโสตวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน
               โสตุกามตานิทาน กมฺมชภูตปทฏฺฐานํ มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะฟังเป็นปทัฏฐาน.
               คนฺธาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณํ ฆายิตุกามตานิทานกมฺมช สมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณํ วา ฆานํ ฆานะมีความใสของภูตรูปอันควรแก่การกระทบของกลิ่นเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐานเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะดมเป็นลักษณะ คนฺเธสุ อาวิญฺจนรสํ มีการคร่ากลิ่นทั้งหลายมาเป็นกิจ ฆานวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีการทรงอยู่ของฆานวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน ฆายิตุกามตานิทานกมฺมช ภูตปทฏฺฐานํ มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะดมเป็นปทัฏฐาน.
               รสาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณา สายิตุกามตานิทานกมฺมช สมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณา ชิวฺหา ลิ้นมีความใสของภูตรูปอันควรแก่การกระทบรสเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐานเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะลิ้มรสเป็นลักษณะ รเสสุ อาวิญฺจนรสา มีการคร่ารสทั้งหลายมาเป็นกิจ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานา มีการทรงอยู่ของชิวหาวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน สายิตุกามตานิทานกมฺมช ภูตปทฏฺฐานา มีภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะลิ้มรสเป็นปทัฏฐาน.
               โผฏฺฐพฺพาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขโณ ผุสิตุกามตานิทาน กมฺมชสมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺโณ วา กาโย กายมีความใสของภูตรูปอันควรแก่การกระทบโผฏฐัพพะเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐานเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะถูกต้องเป็นลักษณะ โผฏฺฐพฺเพสุ อาวิญฺจนรโส มีการคร่าโผฏฐัพพะทั้งหลายมาเป็นกิจ กายวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐาโน มีการทรงอยู่ของกายวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน ผุสิตุกามตานิทานกมฺมชภูตปทฏฺฐาโน มีภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะกระทบเป็นปทัฏฐาน.

               ว่าด้วยวาทะของอาจารย์บางพวก               
               ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ประสาทของภูตรูปทั้งหลายที่มีเตโชธาตุมากเป็นจักษุ ประสาททั้งหลายของภูตรูปทั้งหลายที่มีวาโยมาก ปฐวีมากและอาโปมาก เป็นโสต เป็นฆานะและเป็นชิวหา ประสาทของภูตรูปทั้งหมด (ทั้ง ๔) เป็นกาย.
               ปรวาทีอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ประสาทของภูตรูปยิ่งด้วยเตโชธาตุเป็นจักษุ ประสาททั้งหลายของภูตรูปยิ่งด้วยวาโยธาตุในช่องหู ยิ่งด้วยอาโปธาตุ ยิ่งด้วยปฐวีธาตุ ก็เป็นโสต เป็นฆานะ เป็นชิวหา เป็นกาย. อาจารย์ทั้งหลายพึงกล่าวท้วงอาจารย์ปรวาทีเหล่านั้นว่า ขอจงนำพระสูตรมาอ้าง. เป็นการแน่นอน ท่านปรวาทีอาจารย์เหล่านั้นจักไม่เห็นพระสูตรเลย. แต่อาจารย์บางพวกก็ยังกล่าวถึงเหตุในประสาทรูปเหล่านี้ว่า เพราะความที่ภูตรูปมีเตโชธาตุเป็นต้น พึงอุปการะด้วยรูปทั้งหลายที่มีคุณ. พึงท้วงเกจิอาจารย์เหล่านั้นว่า ก็ใครเล่ากล่าวอย่างนี้ว่า รูปเป็นต้นเป็นคุณของภูตรูปมีเตโชธาตุเป็นต้น เพราะในอวินิพโภครูป (รูปที่แยกจากกันไม่ได้ ๘ อย่าง) ทั้งหลาย ใครๆ ย่อมไม่ได้เพื่อจะกล่าวว่า ในภูตรูปเหล่านั้น รูปนี้เป็นคุณของรูปนี้ รูปนี้เป็นคุณของรูปนี้ ดังนี้.
               ถ้าปรวาทีนั้นจะพึงโต้กะสกวาทีว่า พวกท่านย่อมปรารถนากิจทั้งหลายมีการทรงไว้เป็นต้นแห่งปฐวีธาตุเป็นต้น เพราะความที่ภูตรูปนั้นๆ ในสัมภาระนั้นๆ เป็นของยิ่ง ฉันใด ข้อที่พวกท่านพึงปรารถนาว่า รูปทั้งหลายเป็นคุณของภูตรูปเหล่านั้น เพราะแสดงความที่รูปเป็นต้นในสัมภาระอันยิ่งด้วยเตโชธาตุเป็นต้นเป็นของมีมาก ก็ฉันนั้น.
               สกวาทีพึงท้วงปรวาทีนั้นว่า พวกเราปรารถนา ถ้าว่า กลิ่นในฝ้ายในปฐวีธาตุพึงมีมากกว่ากลิ่นของน้ำผักดองอันมีอาโปธาตุมาก และสีของน้ำเย็นก็พึงมีสีมากกว่าแม้สีของน้ำร้อนอันมีเตโชธาตุมาก แต่คำที่กล่าวแล้วทั้ง ๒ นี้หามีไม่ เพราะฉะนั้น ขอพวกท่านพึงละการกำหนดความต่างกันแห่งจักษุเป็นต้น อันเป็นที่อาศัยนั้นเถิด รูปและรสเป็นต้นแม้ไม่แปลกกันของภูตรูปทั้งหลาย แต่ก็มิใช่เป็นอย่างเดียวกัน ฉันใด ข้อที่ท่านจะพึงถือเอาว่าเมื่อเหตุแปลกกันอื่นๆ มีอยู่ ก็ไม่พึงถือเอาประสาทมีจักษุเป็นต้น ฉันนั้น.
               ถามว่า ก็เหตุที่ไม่ทั่วไปแก่กันและกันนั้นได้แก่อะไร.
               ตอบว่า ได้แก่ กรรมเท่านั้นเป็นเหตุต่างกันของประสาทรูปเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ความต่างกันแห่งประสาทรูปเหล่านี้ เพราะความต่างกันแห่งกรรม หาใช่ความต่างกันของภูตรูปไม่. เพราะว่า เมื่อความต่างกันแห่งภูตรูปมีอยู่ ประสาทรูปนั่นแหละจะไม่เกิดขึ้น โบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ก็ประสาทรูปของมหาภูตรูปทั้งหลายที่เหมือนกันหาใช่ของมหาภูตรูปที่ไม่เหมือนกันไม่.
               ก็บรรดาประสาทรูปเหล่านี้ ที่มีความต่างกันเพราะความต่างกันแห่งกรรม จักษุและโสตเป็นอสัมปัตตวิสยคาหกะ (คือรับอารมณ์ที่มาไม่ถึง) เพราะอุปปัตติเหตุของวิญญาณในอารมณ์ อันมีที่อาศัยไม่ติดกับมหาภูตรูปอันเป็นที่อาศัยของตน ฆานะ ชิวหา และกายเป็นสัมปัตตวิสยคาหกะ (รับอารมณ์ที่มาถึงตน) เพราะความที่อุปปัตติเหตุของวิญญาณในอารมณ์ ซึ่งติดกับมหาภูตรูปอันเป็นที่อาศัยของตน โดยอำนาจแห่งวัตถุที่อาศัย และโดยตนเองนั่นแหละ.
               แต่ในอรรถกถากล่าวว่า อารมณ์ ชื่อว่าสัมปัตตะ ที่มาถึงตน เพราะความที่อารมณ์มาสู่คลองแห่งจักษุและโสตทีเดียว. จริงอยู่ สี (วรรณะ) ของมณฑลแห่งพระจันทร์และอาทิตย์ตั้งอยู่ไกลถึง ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ก็ยังกระทบจักขุประสาท สีนั้นแม้ปรากฏตั้งอยู่ในที่ไกลก็ชื่อว่าสัมปัตตะ เหมือนกัน. จักษุชื่อว่ามีอารมณ์ที่มาถึง (สัมปัตตะ) เพราะความที่สีนั้นเป็นอารมณ์ทีเดียว. กายวิการของบุคคลทั้งหลายที่ติดต้นไม้อยู่ในที่ไกลก็ดี ของช่างย้อมผู้ซักผ้าอยู่ก็ดี ย่อมปรากฏแม้แต่ที่ไกล. แต่เสียงมาโดยการสืบต่อๆ กันมาแห่งธาตุ กระทบโสตแล้วก็ค่อยๆ สลายไป ดังนี้.
               ในอรรถกถานั้น อารมณ์ ชื่อว่า สัมปัตตะ (ที่มาถึงตน) เพราะความที่อารมณ์นั้นมาสู่คลองก็จริง ถึงอย่างนั้น สีของมณฑลพระจันทร์เป็นต้นก็ไม่มาถึงจักษุ ย่อมปรากฏตั้งอยู่ในที่ไกลนั่นแหละ แม้เสียงพึงค่อยๆ มาไซร้ เกิดในที่ไกลก็พึงได้ยินช้า เพราะมาโดยกระทบต่อๆ กันมา เมื่อกระทบโสต ก็ไม่ปรากฏว่าชื่อว่าเสียงนั้นอยู่ในทิศชื่อโน้น เพราะฉะนั้น จักษุและโสตจึงมีอารมณ์ เป็นอสัมปัตตะ (มาไม่ถึง) นั้นแหละ.

               ตาเปรียบด้วยงู               
               ประสาทรูปเหล่านี้ เปรียบเหมือนสัตว์มีงูเป็นต้น เหมือนอย่างว่า ขึ้นชื่อว่างู ย่อมไม่ชอบใจในที่ชื้นแฉะและราบเรียบในภายนอก จึงเข้าไปที่ต้นไม้ใบหญ้าชัฏและจอมปลวกนั่นแหละย่อมชอบใจในเวลานอน ย่อมถึงความเป็นสัตว์มีจิตสงบ ฉันใด แม้จักษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีความพอใจในสิ่งไม่ราบเรียบ ย่อมไม่พอใจไม่ปรารถนาแม้จะแลดูในที่มีฝาทองคำเป็นต้นที่เรียบร้อย แต่ย่อมชอบในที่มีลวดลายหลากสีด้วยรูป ดอกไม้และเครือเถาเป็นต้นทีเดียว เพราะในที่เช่นนั้น เมื่อตายังไม่เพียงพอ คนทั้งหลายก็ยังอ้าปากอยากมอง.

               หูเปรียบด้วยจระเข้               
               แม้จระเข้เล่า เมื่อออกไปภายนอกไม่เห็นสิ่งที่ตนจะพึงงับเอาก็หลับตาไป แต่ในกาลใด หยั่งลงสู่น้ำประมาณร้อยวาเข้าไปยังโพรงนอนแล้ว ในกาลนั้น จิตของมันก็ถึงความสงบ หลับสบาย ฉันใด แม้โสตนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชอบในที่มีโพรง อาศัยอากาศ ชอบใจในโพรงช่องหูเท่านั้น อากาศช่องหูเท่านั้นเป็นปัจจัยในการได้ยินเสียงนั้น แม้อัชฎากาศก็สมควรเหมือนกัน ด้วยว่า เมื่อทำการสาธยายภายในถ้ำ เสียงหาเจาะถ้ำออกไปภายนอกไม่ แต่ก็ออกไปตามช่องประตู หน้าต่าง กระทบสืบต่อๆ กันไปแห่งธาตุแล้ว กระทบโสตประสาท. ในลำดับแห่งการกระทบ ชนผู้นั่งอยู่บนหลังถ้ำย่อมรู้ว่า บุคคลชื่อโน้นย่อมสาธยาย ดังนี้. ครั้นเมื่อคำที่กล่าวอย่างนี้มีอยู่ ชื่อว่าอารมณ์ของโสต ก็เป็นสัมปัตตะ (คือมาถึงตนได้).
               ถามว่า ก็โสตนี้มีอารมณ์เป็นสัมปัตตะหรือ?
               ตอบว่า ใช่แล้ว มีอารมณ์เป็นสัมปัตตะ.
               ถามว่า ถ้าเช่นนั้น กลองเป็นต้นดังในที่ไกล ก็จะไม่รู้เสียงในที่ไกล ใช่ไหม.
               ตอบว่า ไม่พึงรู้ก็ไม่ใช่ เพราะเมื่อเสียงกระทบโสตประสาท ย่อมมีการรู้โดยประการนั้นๆ ว่า เสียงไกล เสียงใกล้ เสียงฝั่งโน้น เสียงฝั่งนี้ ดังนี้ ข้อนี้เป็นธรรมดา.
               ก็ธรรมดานี้เป็นเช่นไร ก็ธรรมดาช่องหูมีอยู่ในที่ใดๆ การฟังก็มีแต่ที่นั้นๆ เหมือนการเห็นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นต้น เพราะฉะนั้น โสตประสาทนี้จึงมีอารมณ์เป็นอสัมปัตตะโดยแท้.

               จมูกเปรียบด้วยนก               
               แม้นกก็ไม่ยินดีบนต้นไม้หรือพื้นดิน แต่ในเวลาใดมันโผบินเลยล่วงการขว้างก้อนดินหนึ่งระยะหรือสองระยะบินขึ้นไปสู่อากาศว่างเปล่า ในเวลานั้น มันก็จะมีจิตสงบ ฉันใด แม้ฆานะก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีความพอใจในอากาศ มีกลิ่นโดยอาศัยลมเป็นอารมณ์ เหมือนอย่างโค เมื่อฝนตกใหม่ๆ ก็สูดดมแผ่นดินแล้วก็เบิ่งหน้าหาอากาศสูดลม และเวลาที่บุคคลแม้เอานิ้วมือจับก้อนที่มีกลิ่นแล้วสูดดมไม่หันหน้ามาทางลมก็ไม่รู้กลิ่นนั้น.

               ลิ้นเปรียบด้วยสุนัขบ้าน               
               แม้สุนัขบ้านเมื่อเที่ยวไปภายนอก ย่อมไม่เห็นที่ปลอดภัย ย่อมถูกประทุษร้ายโดยการถูกขว้างด้วยก้อนดินเป็นต้น เข้าไปสู่ภายในบ้านแล้วก็คุ้ยขี้เถ้าที่เตาไฟก็นอนเป็นสุข ฉันใด แม้ชิวหาก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอัชฌาสัยในบ้าน มีรสอาศัยอาโปธาตุเป็นอารมณ์. จริงอย่างนั้น ภิกษุแม้กระทำสมณธรรมตลอดสามยามแห่งราตรีแล้ว ถือบาตรและจีวรแต่เช้าตรู่เข้าไปสู่บ้าน เพราะว่าเมื่อของเคี้ยวแห้งไม่เปียกด้วยน้ำลาย ใครๆ ก็ไม่อาจเพื่อรู้รสได้.

               กายเปรียบด้วยสุนัขจิ้งจอก               
               แม้สุนัขจิ้งจอกเมื่อเที่ยวไปภายนอกก็ไม่ประสบความยินดี แต่เมื่อมันเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ในป่าช้าผีดิบแล้วนอนนั่นแหละ มันจึงมีความสุขฉันใด แม้กายก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอัชฌาสัยในอุปาทินนกรูป (มีใจครอง) มีโผฏฐัพพะอาศัยปฐวีธาตุเป็นอารมณ์. จริงอย่างนั้น ชนทั้งหลายเมื่อไม่ได้อุปาทินนกรูปอื่น ก็เอาฝ่ามือของตนนั่นแหละรองศีรษะนอน ปฐวีธาตุของกายบุคคลนั้น แม้อยู่ภายในและภายนอกก็เป็นปัจจัยในการรับอารมณ์. จริงอยู่ ที่นอนแม้ปูไว้อย่างดียังไม่ทันนั่งหรือนอนก็ไม่รู้ความแข็งและอ่อนได้ หรือผลไม้ที่เขาวางไว้บนฝ่ามือยังไม่ทันบีบดูก็ไม่อาจรู้ถึงความแข็งและอ่อนได้. ปฐวีธาตุที่อยู่ภายในหรือภายนอกจึงเป็นปัจจัยโดยการรู้การกระทบของประสาทนี้. พึงทราบความไม่ปะปนกันแห่งประสาทรูปเหล่านั้น โดยการกำหนดธรรมมีลักษณะเป็นอย่างนี้.
               จริงอยู่ ลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน อารมณ์ อัชฌาสัยและวัตถุที่อาศัยของจักษุประสาทเป็นอย่างหนึ่ง ของโสตประสาทเป็นต้นก็อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จักขายตนะเป็นต้น จึงไม่ปะปนกันโดยแท้.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบแม้อุปมาในความที่ประสาทรูปเหล่านั้นไม่ปะปนกัน ดังต่อไปนี้.
               เหมือนอย่างว่า เงาแห่งธงทั้งหลาย ๕ สี ที่เขายกขึ้นแล้ว เนื่องเป็นอันเดียวกันก็จริง ถึงอย่างนั้น เงาของธงก็ไม่ปะปนกันและกันฉันใด อนึ่ง เมื่อเขาเอาฝ้าย ๕ สี ควั่นทำเป็นไส้ประทีป (ตะเกียง) จุดให้ลุกโพลงแล้ว เปลวไฟดูเหมือนเป็นอันเดียวกันก็จริง ถึงอย่างนั้นเปลวไฟแห่งรัศมีของฝ้ายนั้นๆ ก็เป็นคนละอย่าง ไม่ปะปนกันและกันฉันใด อายตนะ ๕ เหล่านี้แม้รวมกันอยู่ในอัตภาพเดียวกัน แต่ก็ไม่ปะปนกันและกันฉันนั้นเหมือนกัน ใช่แต่อายตนะ ๕ เหล่านี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้รูปที่เหลือก็ไม่ปะปนกัน.
               จริงอยู่ ในสรีระนี้ มีกาย ๓ ส่วน คือ
                         กายท่อนล่าง ๑
                         กายท่อนกลาง ๑
                         กายท่อนบน ๑.
               บรรดา ๓ ส่วนเหล่านั้น กายในเบื้องต่ำแต่สะดือลงไป ชื่อว่ากายท่อนล่าง ในกายท่อนล่างนั้นมีรูป ๔๔ รูป คือ กายทสกะ#- ๑๐ ภาวทสกะ ๑๐ มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ๘##- มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ๘ มีจิตเป็นสมุฏฐาน ๘. กายเบื้องบนตั้งแต่สะดื้อขึ้นไปถึงหลุมคอ ชื่อว่ากายท่อนกลาง ในกายท่อนกลางนั้น มีรูป ๕๔ รูปคือ กายทสกะ ๑๐ ภาวทสกะ ๑๐ วัตถุทสกะ ๑๐ รูปทั้ง ๓ มีรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน เป็นต้น อย่างละ ๘. กายเบื้องบนแต่หลุมคอขึ้นไป ชื่อว่ากายท่อนบน. ในกายท่อนบนนั้นมีรูป ๘๔ คือ จักขุทสกะ ๑๐ โสตทสกะ ๑๐ ฆานทสกะ ๑๐ ชิวหาทสกะ ๑๐ กายทสกะ ๑๐ ภาวทสกะ ๑๐ รูป ๓ รูป มีรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานเป็นต้นอย่างละ ๘.
____________________________
#- กายทสกะ ๑๐ คือ มหาภูตรูป ๔ วรรณะ ๑ คันธะ ๑ รสะ ๑ โอชา ๑ ชีวิตรูป ๑ กายประสาท ๑.
##- อาหารสมุฏฐานเป็นต้นอย่างละ ๘ ได้แก่ อวินิโภครูป ๘ มีปฐวีเป็นต้น มีโอชาเป็นที่สุด.

               บรรดารูปเหล่านั้น รูปที่ชื่อว่าจักขุทสกะ ด้วยสามารถแห่งนิปผันนรูป ๑๐ เป็นรูปที่แยกจากกันแต่ละส่วนไม่ได้ นี้คือ มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยแก่จักขุประสาท วรรณะ คันธะ รสะ โอชา ชีวิตินทรีย์และจักขุประสาท.
               รูปแม้ที่เหลือก็พึงทราบโดยนัยนี้.
               บรรดากาย ๓ ส่วนนั้น รูปในกายท่อนล่างไม่ปะปนกับรูปกายท่อนกลางและรูปกายท่อนบน รูปแม้ในกายที่เหลืออีก ๒ ก็ไม่ปะปนกับรูปกายนอกนี้. เหมือนอย่างว่า เงาภูเขา และเงาต้นไม้ในเวลาเย็น ดุจเนื่องเป็นอันเดียวกันก็จริง ถึงอย่างนั้นก็มิได้ปะปนกันฉันใด ในกายแม้เหล่านี้ รูป ๔๔ ก็ดี รูป ๕๔ ก็ดี รูป ๘๔ ก็ดี ก็ฉันนั้น เป็นดุจเนื่องเป็นอันเดียวกัน แต่ก็ไม่ปะปนซึ่งกันและกันเลย ฉะนี้แล.

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ เอกกนิเทศ
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒]
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 503อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 514อ่านอรรถกถา 34 / 515อ่านอรรถกถา 34 / 970
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=34&A=4394&Z=4413
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com