ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์
รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ ทุกนิเทศ อุปาทาภาชนีย์


               อรรถกถาแสดงทุกนิทเทส               
               ว่าด้วยจำแนกบทอุปาทา               
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงจำแนกบทคำถามที่วางไว้เป็นประธานบทแรก เพราะสภาพแตกต่างกันในการสงเคราะห์รูปหมวดละ ๒ เป็นต้น อย่างนี้ว่า อตฺถิ รูปํ อุปาทา อตฺถิ รูปํ โน อุปาทา (รูปเป็นอุปาทาก็มี รูปที่เป็นอนุปาทาก็มี) ดังนี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา (รูปเป็นอุปาทานั้น เป็นไฉน) ดังนี้. ในพระบาลีนั้น รูปที่ชื่อว่า อุปาทา เพราะอรรถว่าอาศัย. อธิบายว่า อุปาทารูปนั้นถือเอามหาภูตรูปมั่นไม่ปล่อยวาง คือย่อมอาศัยมหาภูตรูปนั้นเป็นไป.

               ว่าด้วยจักขายตนะ               
               บัดนี้ เมื่อจะแสดงรูปนั้นโดยประเภทต่างๆ จึงตรัสคำมีอาทิว่า จกฺขายตนํ (จักขายตนะ) ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นยกอุปาทารูป ๒๓ อย่างขึ้นแสดงโดยสังเขปแล้วเมื่อจะแสดงอุปาทารูปนั้นนั่นแหละโดยพิสดารอีก จึงตรัสว่า กตมนฺตํ รูปํ จกฺขายตนํ (รูปที่เรียกว่า จักขายตนะนั้นเป็นไฉน) เป็นต้น.
               ในคำว่า จักขายตนะ นั้น จักษุมี ๒ อย่าง คือ มังสจักษุและปัญญาจักษุ ในมังสจักษุและปัญญาจักษุนั้น ปัญญาจักษุมี ๕ อย่าง คือ
               พุทธจักษุ จักษุของพระพุทธเจ้า
               สมันตจักษุ ได้แก่สัพพัญญุตญาณ
               ญาณจักษุ ดวงตาเห็นธรรม
               ทิพยจักษุ ตาทิพย์
               ธรรมจักษุ มรรคเบื้องต่ำ ๓.
               บรรดาปัญญาจักษุ ๕ เหล่านั้น จักษุที่ตรัสว่า๑- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้ตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย ฯลฯ ผู้จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี นี้ชื่อว่าพุทธจักษุ. จักษุที่ตรัสไว้ว่า๒- สัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันตจักษุ นี้ชื่อว่าสมันตจักษุ.
____________________________
๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๓/หน้า ๓๒๕.
๒- ขุ. จุฬนิทฺเทส เล่ม ๓๐/ข้อ ๔๙๒/หน้า ๒๔๒.

               จักษุที่ตรัสไว้ว่า๓- จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว นี้ชื่อว่าญาณจักษุ. จักษุที่ตรัสไว้ว่า๔- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ นี้ชื่อว่าทิพยจักษุ. ญาณคือมรรค ๓ เบื้องต่ำที่ตรัสไว้ว่า๕- ธรรมจักษุปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ย่อมเกิดขึ้น ณ อาสนะที่นั่งนั้นนั่นแหละ นี้ชื่อว่าธรรมจักษุ.
____________________________
๓- ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺต.
๔- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๔/หน้า ๓๒๘.
๕- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๙๙/หน้า ๕๔๕.

               แม้มังสจักษุก็มี ๒ อย่าง คือ
                         สสัมภารจักษุ (ลูกตาที่มีส่วนประกอบ)
                         ปสาทจักษุ (ประสาทตา).
               บรรดามังสจักษุทั้ง ๒ นั้น ก้อนเนื้อนี้ตั้งอยู่เฉพาะในเบ้าตา ข้างล่างกำหนดด้วยกระดูกเบ้าตา ข้างบนกำหนดด้วยกระดูกคิ้ว ที่ข้างทั้งสองกำหนดด้วยเบ้าตา ในภายในกำหนดด้วยมันสมอง ภายนอกกำหนดด้วยขนตา. ว่าโดยสังเขป จักษุนี้มีส่วนประกอบ (สสัมภาร) ๑๔ คือธาตุ ๔ วรรณะ คันธะ รสะ โอชะ สัมภวะ (ความเกิด) สัณฐาน ชีวิตะ ภาวะ กายประสาท จักษุประสาท. ว่าโดยพิสดารมีสสัมภาระคือส่วนประกอบถึง ๔๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งรูป ๔๔ เหล่านี้คือ รูป ๑๐ เหล่านี้คือธาตุ ๔ วรรณะ คันธะ รสะ โอชา สัณฐานและสัมภวะ ซึ่งอาศัยธาตุ ๔ เกิดขึ้น เกิดแต่สมุฏฐาน ๔ จึงรวมเป็น ๔๐ รูป ๔ รูปเกิดโดยมีกรรมเป็นสมุฏฐานอย่างเดียว คือ ชีวตะ ภาวะ กายปสาทะ จักขุปสาทะ.
               ชาวโลก (พาลปุถุชน) จำก้อนเนื้อได้ว่าเป็นตาสีขาว ตาใหญ่ ตาบริสุทธิ์ ตากว้าง ย่อมไม่จำว่าเป็นจักขุ ย่อมจำซึ่งวัตถุโดยความเป็นจักษุ ตานั้นเป็นก้อนเนื้อตั้งอยู่เฉพาะในเบ้าตา อันสายเอ็นรัดไว้กับมันสมองในภายใน เป็นสีขาวก็มี เป็นสีดำก็มี เป็นสีแดงก็มี เป็นปฐวีก็มี เป็นอาโปก็มี เป็นเตโชก็มี เป็นวาโยก็มี. ตาใดมีสีขาว เพราะมากด้วยเสมหะ มีสีดำ เพราะมากด้วยน้ำดี มีสีแดง เพราะมากด้วยโลหิต มีความกระด้างเพราะมากด้วยปฐวี มีน้ำตาไหลออก เพราะมากด้วยอาโป มีความแห้งเกรียม เพราะมากด้วยเตโช มีความเคลื่อนไหวได้เพราะมากด้วยวาโย นี้ชื่อว่าสสัมภารจักษุ.
               ส่วนปสาทรูปใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ เหล่านี้ อยู่ในสสัมภารจักษุนี้ เนื่องเฉพาะในสสัมภารจักษุนี้ รูปนี้ชื่อว่าปสาทจักขุ. จักขุประสาทนี้ตั้งอยู่ซึมซาบตลอดเยื้อตา ๗ ชั้น เหมือนน้ำมันที่ลาดลงที่ปุยนุ่น ๗ ชั้น ในแววตา (มณฑล) ที่เห็นรูปเป็นเช่นกับถิ่นที่เกิดขึ้นแห่งสรีรสัณฐานของบุคคลทั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ตรงหน้าในท่ามกลางแห่งแววตาสีดำ แวดล้อมด้วยแววตา (มณฑล) สีขาวแห่งสสัมภารจักษุนั้น มีอุปการะอันธาตุทั้ง ๔ อุปการะด้วยกิจมีการให้ทรงไว้ ให้ชุ่มอยู่ ให้อบอุ่น ให้เคลื่อนไหวไปมาได้.
               เปรียบเหมือนแม่นม ๔ คน ทำหน้าที่เลี้ยงดูอุ้มชู ให้ทรงสนาน ให้การประดับตกแต่งพระองค์และให้อยู่งานคอยพัดวีฉะนั้น อันอุตุ จิตและอาหารอุปถัมภ์อยู่ อันอายุคือชีวิตินทรีย์คอยเฝ้าอนุบาล แวดล้อมด้วยโคจรรูปมีวรรณะ คันธะและรสะเป็นต้น เมื่อว่าโดยประมาณ จักขุประสาทนี้มีประมาณเท่าหัวเล็น ให้สำเร็จความเป็นไปแห่งวัตถุและทวาร๖- ของจิตทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นต้น๗- ตั้งอยู่ตามควร.๘-
____________________________
๖- วัตถุ หมายถึงที่เป็นที่อาศัยของจักขุวิญญาณ.
๗- คือมีจักขุวิญญาณและสัมปฎิจฉันนจิตเป็นต้น มีตทารัมมณะเป็นที่สุด.
๘- โยชนาว่า ตามควรแก่วัตถุและทวาร.

               สมดังคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวไว้ว่า
                         เยน จกฺขุปฺปสาเทน  รูปานิ สมนุปสฺสติ
                         ปริตฺตํ สุขุมํ เอตํ     โอกาสิรสมูปมํ
                                        สัตว์ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ด้วยจักขุ
                         ประสาทรูปใด จักขุประสาทรูปนี้ เล็ก ละเอียด
                         มีประมาณเท่าศีรษะเล็น ดังนี้.

               จักษุนั้นด้วย เป็นอายตนะด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าจักขายตนะ แม้ในข้อว่า ยํ จกฺขุ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท (จักษุใดเป็นประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔) นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถการประกอบ (ทุติยาวิภัตติ). อธิบายว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นไป. ด้วยบทนี้ ท่านถือเอาจักขุประสาทเท่านั้น ปฏิเสธจักษุที่เหลือ.
               ส่วนคำใดที่ตรัสไว้ในอินทริยโคจรสูตรว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูปหนึ่งคือปฐวีธาตุ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยภูตรูป ๓ คืออาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุเป็นต้น ในจตุปริวัตตสูตร กล่าวไว้ว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๒ คือปฐวีธาตุและอาโปธาตุ ไม่สงเคราะห์ด้วยมหาภูตรูป ๒ คือเตโชธาตุและวาโยธาตุ คำนั้นตรัสไว้โดยปริยาย.
               จริงอยู่ สุตตันติกกถานี้เป็นปริยายเทศนา ก็เทศนาในสุตตันติกกถานี้ ตรัสไว้โดยปริยายนี้ว่า ประสาทรูปใดอาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔ ประสาทรูปนั้นก็เป็นประสาทรูปในมหาภูตรูปเหล่านั้นแต่ละอย่างๆ บ้าง แต่ละ ๒ อย่างบ้างนั่นแหละ ดังนี้.
               แต่พระอภิธรรม ชื่อว่านิปปริยายเทศนา เพราะฉะนั้น ในอภิธรรมนี้ จึงตรัสว่า ประสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ ดังนี้.
               สรีระก็ดี ขันธปัญจกะก็ดี ตรัสเรียกว่าอัตภาพ เพราะความที่สภาวะนี้คนพาลกำหนดยึดถือว่า นี้เป็นอัตภาพของเรา ธรรมที่นับเนื่องในอัตภาพ ธรรมที่อาศัยอัตภาพ เรียกว่านับเนื่องในอัตภาพ ที่ชื่อว่าเป็นสภาพที่เห็นไม่ได้ (อนิทสฺสโน) เพราะอรรถว่าไม่อาจเพื่อจะเห็นได้ด้วยจักขุวิญญาณ. ที่ชื่อว่ากระทบได้ เพราะอรรถว่าการกระทบ การเสียดสีย่อมเกิดในประสาทนี้.
               ในคำทั้งหลายมีคำว่า ด้วยจักษุใด เป็นต้น มีเนื้อความโดยย่อดังต่อไปนี้.
               สัตว์นี้เห็นรูปมีประการดังกล่าวแล้วนี้ในอดีต หรือว่ากำลังเห็นในปัจจุบัน หรือว่าจักเห็นในอนาคต ด้วยจักษุใดอันเป็นเหตุ ถ้าจักษุของสัตว์นั้นยังไม่พึงแตกทำลายไป ทีนั้นเขาก็พึงเห็นรูปที่มาสู่คลองได้ด้วยจักษุนั้น หรือเห็นแล้วซึ่งรูปอดีตด้วยจักษุอดีต ย่อมเห็นรูปปัจจุบันด้วยจักษุปัจจุบัน หรือจักเห็นรูปอนาคตด้วยจักษุที่เป็นอนาคต. ในอธิการนี้มีพระบาลีกำหนดไว้ว่า ถ้ารูปนั้นพึงมาสู่คลองแห่งจักษุไซร้ สัตว์นั้นก็พึงเห็นรูปนั้นได้ด้วยจักษุ ดังนี้.
               รูปนี้เรียกว่าจักษุบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นผู้นำในการเห็น. นี้เรียกว่าจักขายตนะบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นเกิดและเป็นที่ประชุมแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น. นี้เรียกว่าจักขุธาตุบ้าง ด้วยอรรถว่าความเป็นของว่างเปล่าและมิใช่สัตว์. นี้เรียกว่าจักขุนทรีย์บ้าง เพราะอรรถว่าย่อมครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการเห็น. นี้เรียกว่าโลกบ้าง ด้วยอรรถว่าต้องชำรุดทรุดโทรม. นี้เรียกว่าทวารบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นทางเข้าไป. นี้เรียกว่าสมุทรบ้าง ด้วยอรรถว่าให้เต็มได้ยาก. นี้เรียกว่าปัณฑระบ้าง ด้วยอรรถว่าบริสุทธิ์. นี้เรียกว่าเขตบ้าง (เกษตร) ด้วยอรรถว่าเป็นที่เกิดเฉพาะแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น. นี้เรียกว่าวัตถุบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นที่อาศัยแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแหละ. นี้เรียกว่าเนตรบ้าง เพราะอรรถว่าย่อมแสดงทางที่เสมอไม่เสมอนำอัตภาพไป. นี้เรียกว่านัยนาบ้าง ด้วยอรรถแสดงทางที่เสมอไม่เสมอนำอัตภาพไปนั้นเหมือนกัน. นี้เรียกว่าฝั่งนี้บ้าง ด้วยอรรถว่านับเนื่องด้วยกายของตน. และรูปนี้เรียกว่าสุญญคามบ้าง (บ้านว่าง) ด้วยอรรถว่าเป็นที่สาธารณะแก่สัตว์เป็นอันมาก และด้วยอรรถว่าหาเจ้าของมิได้ ดังนี้.
               ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ บัณฑิตพึงประกอบชื่อ ๑๔ อย่าง มีคำว่า จกฺขุเปตํ (นี้เรียกว่า จักษุบ้าง) เป็นต้น ด้วยบท ๔#- บท มีคำว่า ปสฺสิ วา (เห็นแล้ว) เป็นต้น แล้วพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนัยเป็นเครื่องกำหนดจักขายตนะไว้ ๔ บท ดังนี้. พึงทราบอย่างไร?
               พึงทราบว่า ก็ในพระบาลีนี้ มีนัยหนึ่งนี้ว่า
               สัตว์นี้เห็นแล้ว หรือเห็นอยู่ หรือจักเห็น หรือพึงเห็นซึ่งรูปอันเป็นสิ่งที่เห็นได้ และกระทบได้ ด้วยจักษุใด อันเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ รูปนี้เรียกว่าจักษุบ้าง ฯลฯ นี้เรียกว่าสุญญคามบ้าง (บ้านว่าง) รูปนี้นั้นเรียกว่าจักขายตนะ ดังนี้. นัยแม้ที่เหลือก็พึงทราบอย่างนี้.
____________________________
#- ๔ บทคือ ปสฺสิ วา ปสฺสติ วา ปสฺสิสติ วา ปสฺเส วา แปลว่า เห็นแล้ว หรือกำลังเห็น หรือจักเห็น หรือพึงเห็น.

               ว่าด้วยนิทเทสแห่งจักขายตนะ               
               บัดนี้ เพราะในเวลาที่ฟ้าแลบเป็นต้นแม้บุคคลผู้ไม่ต้องการดู รูปก็ย่อมกระทบจักษุประสาทได้ ฉะนั้น พระองค์ทรงประสงค์จะทรงประกาศอาการนั้น จึงเริ่มนิทเทสวาร (วาระว่าด้วยการขยายความ) ที่สองต่อไป.
               ในพระบาลีนั้น บทว่า ยมฺหิ ได้แก่ ที่จักษุใดอันเป็นเหตุ. คำว่า รูปํ นั่นเป็นปฐมาวิภัตติ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิหญฺญิ วา (กระทบแล้ว) เป็นเนื้อความอดีต.
               บทว่า ปฏิหญฺญติ วา (ย่อมกระทบ) เป็นเนื้อความปัจจุบัน.
               บทว่า ปฏิหญฺญิสฺสติ วา (จักกระทบ) เป็นเนื้อความอนาคต.
               บทว่า ปฏิหญฺเญ วา (พึงกระทบ) เป็นเนื้อความกำหนด.
               จริงอยู่ รูปอดีต ชื่อว่ากระทบแล้ว แม้ในจักษุที่เป็นอดีต. รูปที่เป็นปัจจุบัน ก็ชื่อว่าย่อมกระทบในจักษุที่เป็นปัจจุบัน. รูปที่เป็นอนาคต ก็ชื่อว่าจักกระทบในจักษุที่เป็นอนาคต. ในพระบาลีนี้มีเนื้อความกำหนดไว้ว่า ถ้ารูปนั้นพึงมาสู่คลองจักษุไซร้ รูปนั้นก็พึงกระทบในจักษุ ดังนี้. แต่เมื่อว่า โดยใจความแล้ว รูปเมื่อกำลังกระทบซึ่งประสาทเท่านั้น จึงชื่อว่าย่อมกระทบ. แม้ในอธิการนี้ พึงทราบนัยทั้ง ๔ โดยนัยที่กล่าวไว้ก่อนนั่นแล.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงประกาศอาการที่บุคคลประสงค์จะแลดูด้วยความปรารถนาของตน จึงหันจักษุไปทางรูป จักษุจึงกระทบรูปนั้น จึงเริ่มตรัสนิทเทสวารที่ ๓ ต่อไป. ว่าโดยใจความนิเทสวารที่ ๓ นั้น แจ่มแจ้งแล้วโดยแท้ แต่ในอธิการนี้ จักษุรับอารมณ์แล้วเท่านั้น จึงชื่อว่าย่อมกระทบในรูป. บัณฑิตพึงทราบนัยแห่งการกำหนด ๔ อย่าง แม้ในนิทเทสที่ ๓ นี้ โดยนัยก่อนนั่นแหละ.
               เบื้องหน้าแต่นี้ไป ทรงแสดงวาระ ๑๐ คือ ธรรม ๕ ด้วยสามารถแห่งการแสดงความเกิดผัสสปัญจกะ และธรรม ๕ ด้วยสามารถแห่งการแสดงการเกิดขึ้นโดยมีอารมณ์เกี่ยวเนื่องกันแห่งธรรมหมวด ๕ มีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้นแหละ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุ นิสฺสาย (อาศัยจักษุ) ได้แก่ อาศัยจักษุ คือกระทำจักษุให้เป็นปัจจัย.
               บทว่า รูปํ อารพฺภ (ปรารภรูป) ได้แก่ มาถึง คือมุ่งหมายอาศัยรูปารมณ์.
               ด้วยพระบาลีนี้ทรงแสดงความที่รูปเป็นปัจจัย โดยความเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น ที่อาศัยจักขุประสาท และโดยเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย อารัมมณูปนิสสยปัจจัยซึ่งนับเนื่องในชวนวิถีทางจักขุทวาร. ใน ๕ วาระนอกนี้ ทรงแสดงความที่รูปเป็นปัจจัย โดยเป็นเพียงอารัมมณปัจจัยอย่างนี้ว่า รูปเป็นอารมณ์ของธรรมนี้มีอยู่ เพราะเหตุนั้น ธรรม (จักขุวิญญาณ) นี้จึงชื่อว่ามีรูปเป็นอารมณ์. พึงทราบนัยที่ทรงกำหนดนัยละ ๔ วาระ ในวาระทั้ง ๑๐ แม้เหล่านี้ เหมือนใน ๓ วาระแรก.
               จักษุที่ทรงยกขึ้นแสดงเพื่อถามว่า รูปที่ชื่อว่าจักขายตนะ เป็นไฉน? ดังนี้ เพื่อแสดงคำว่า อิทนฺตํ (รูปนี้นั้น) โดยประการต่างๆ จึงแสดงนิทเทสวาร ๑๓ คือ นัยก่อน ๓ วาระ นัยนี้ ๑๐ วาระ.
               ก็ในวาระ ๑๓ เหล่านี้ แต่ละวาระพึงทราบว่า ทรงแสดงประดับนัยไว้ ๕๒ นัย เพราะการกำหนดวาระละ ๔ นัย ดังนี้. แม้ในนิทเทสแห่งโสตายตนะเป็นต้น ข้างหน้าแต่จักขุนิทเทสนี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่ในโสตายตนนิทเทสเป็นต้นนี้ พึงทราบคำที่ต่างกันอย่างนี้.

               ว่าด้วยคำว่าโสตเป็นต้น               
               ธรรมที่ชื่อว่าโสต เพราะอรรถว่าได้ยิน. โสตนั้นตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังวงแหวน มีขนแดงละเอียดงอกขึ้นภายในช่องแห่งสสัมภารโสต (หูพร้อมด้วยเครื่องประกอบ) อันธาตุทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วอุปการะ อันอุตุจิตและอาหารคอยอุปถัมภ์ อันอายุคือชีวิตรูป คอยอนุบาล อันโคจรรูปมีวรรณะเป็นต้นแวดล้อมแล้ว ให้สำเร็จความเป็นวัตถุ และทวารแก่โสตวิญญาณเป็นต้นตามสมควร.
               ธรรมที่ชื่อว่าฆานะ เพราะอรรถว่าย่อมสูดกลิ่น. ฆานะที่เป็นประสาทรูปนั้น ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังกีบเท้าแพะภายในช่องสสัมภารฆานะ (ช่องจมูกพร้อมด้วยส่วนประกอบ) ได้รับอุปการะอุปถัมภ์อนุบาลและการแวดล้อมตามที่กล่าวแล้ว ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวาร แก่ฆานวิญญาณเป็นต้น ตามสมควร.
               ธรรมที่ชื่อว่าชิวหา ด้วยอรรถว่าลิ้มรส. ชิวหาที่เป็นปสาทรูปนั้นตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังปลายกลีบอุบล เบื้องบนท่ามกลางสสัมภารชิวหา (ลิ้นพร้อมด้วยส่วนประกอบ) ได้อุปการะ อุปถัมภ์ อนุบาลและการแวดล้อมตามที่กล่าวแล้ว ให้สำเร็จเป็นวัตถุและทวารแห่งชิวหาวิญญาณเป็นต้น ตามควร.
               แต่ในกายนี้ ชื่อว่าอุปาทินนกรูป มีประการเพียงใด กายายตนะก็ตั้งอยู่ในกายทั้งสิ้น เหมือนยางใยในฝ้ายได้อุปการะ อุปถัมภ์ อนุบาลและการแวดล้อมตามประการที่กล่าวแล้ว ก็ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารแก่กายวิญญาณเป็นต้น ตามควร. นี้เป็นความต่างกันในอุปาทารูปเหล่านี้. ความแตกต่างกันแห่งพระบาลีและอรรถกถาที่เหลือ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในจักขุนิทเทสนั่นแหละ.
               ก็ในที่นี้ บทว่า โสตเป็นต้นมาในที่แห่งบทจักษุ บทว่า เสียงเป็นต้นมาในที่บทแห่งรูป บทได้ยินเป็นต้นมาในที่แห่งบททั้งหลายมีเห็นแล้วอย่างเดียว. อนึ่ง ๒ บทนี้คือ รูปนี้ชื่อว่าเนตรบ้าง นี้ชื่อว่านัยนาบ้าง ไม่มี เพราะฉะนั้น จึงมีวัตถุและทวารอย่างละ ๑๒ ชื่อ. คำที่เหลือเป็นเช่นกับคำที่กล่าวไว้ในบททั้งปวงนั้นแหละ.
               ในอธิการแห่งกายายตนะนั้น ผิว่ามีผู้ท้วงว่า ชื่อว่าอุปาทินนกรูปนี้ มีอยู่ในกายนี้เพียงใด กายายตนะก็มีอยู่ในกายทั้งสิ้น ดุจยางใยในปุยฝ้าย ผิว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ย่อมถึงการปะปนกันด้วยลักษณะ (ในกลาปอื่น). ตอบว่า ไม่ปรากฏปะปนกัน (ในกลาปอื่น). เพราะเหตุไร? เพราะความไม่มีในกลาปอื่นของกันและกัน.
               ถามว่า ถ้าอย่างนั้นกายายตนะก็ไม่มีในกายทั้งปวง.
               ตอบว่า โดยปรมัตถ์ในอุปาทินนกรูปทั้งหมดท่านไม่ได้แยกกายไว้ต่างหาก แต่เหตุแห่งการต่างกันของอุปาทินนกรูปนั้นใครๆ ไม่อาจเพื่อบัญญัติได้ เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวไว้อย่างนี้.
               เหมือนอย่างว่า รูปและรสเป็นต้น ท่านกล่าวว่าเป็นของซึมซาบอยู่ในกันและกัน เพราะความที่รูปและรสนั้นใครๆ ไม่อาจแยกจากกันได้ดุจผงทรายละเอียด แต่โดยปรมัตถ์ รสก็หามีในรูปไม่ ถ้าจะพึงมีไซร้ รสก็พึงปรากฏด้วยศัพท์ว่ารูปเหมือนกัน ฉันใด แม้กายายตนะก็ฉันนั้นเหมือนกัน ว่าโดยปรมัตถ์ไม่มีอยู่ในกาย (อุปาทินนกรูป) ทั้งหมด และไม่มีในกายทั้งหมดก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีใครอาจเพื่อจะแบ่งออกได้ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ความปะปนกันด้วยลักษณะในที่นี้ จึงไม่ปรากฏด้วยประการฉะนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความไม่ปะปนกันของประสาทรูปเหล่านี้ โดยกำหนดด้วยลักษณะเป็นต้น.
               จริงอยู่ บรรดาประสาทรูปเหล่านี้ รูปาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณํ ทฏฺฐุกามตานิทานกมฺมสมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณํ วา จกฺขุ จักษุมีความใสของภูตรูปอันควรแก่การกระทบรูปเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปมีกรรมเป็นสมุฏฐาน อันเป็นเหตุของบุคคลผู้ต้องการจะดูเป็นลักษณะ
               รูเปสุ อาวิญฺจนรสํ มีการคร่ารูปทั้งหลายมาเป็นกิจ
               จกฺขุวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีการทรงอยู่ของจักขุวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน
               ทฏฺฐุกามตานิทานกมฺมชภูตปทฏฺฐานํ มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะดูเป็นปทัฏฐาน.
               สทฺทาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณํ โสตุกามตานิทานกมฺมสมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณํ วา โสตํ โสตมีความใสแห่งภูตรูปอันควรแก่การกระทบเสียงเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปอันมีกรรมเป็นสมุฏฐานอันเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะฟังเป็นลักษณะ
               สทฺเทสุ อาวิญฺจนรสํ มีการคร่าเสียงทั้งหลายมาเป็นกิจ
               โสตวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีการทรงอยู่ของโสตวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน
               โสตุกามตานิทาน กมฺมชภูตปทฏฺฐานํ มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะฟังเป็นปทัฏฐาน.
               คนฺธาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณํ ฆายิตุกามตานิทานกมฺมช สมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณํ วา ฆานํ ฆานะมีความใสของภูตรูปอันควรแก่การกระทบของกลิ่นเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐานเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะดมเป็นลักษณะ คนฺเธสุ อาวิญฺจนรสํ มีการคร่ากลิ่นทั้งหลายมาเป็นกิจ ฆานวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีการทรงอยู่ของฆานวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน ฆายิตุกามตานิทานกมฺมช ภูตปทฏฺฐานํ มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะดมเป็นปทัฏฐาน.
               รสาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขณา สายิตุกามตานิทานกมฺมช สมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺขณา ชิวฺหา ลิ้นมีความใสของภูตรูปอันควรแก่การกระทบรสเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐานเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะลิ้มรสเป็นลักษณะ รเสสุ อาวิญฺจนรสา มีการคร่ารสทั้งหลายมาเป็นกิจ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐานา มีการทรงอยู่ของชิวหาวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน สายิตุกามตานิทานกมฺมช ภูตปทฏฺฐานา มีภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะลิ้มรสเป็นปทัฏฐาน.
               โผฏฺฐพฺพาภิฆาตารหภูตปฺปสาทลกฺขโณ ผุสิตุกามตานิทาน กมฺมชสมุฏฺฐานภูตปฺปสาทลกฺโณ วา กาโย กายมีความใสของภูตรูปอันควรแก่การกระทบโผฏฐัพพะเป็นลักษณะ หรือมีความใสของภูตรูปอันเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐานเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะถูกต้องเป็นลักษณะ โผฏฺฐพฺเพสุ อาวิญฺจนรโส มีการคร่าโผฏฐัพพะทั้งหลายมาเป็นกิจ กายวิญฺญาณสฺส อาธารภาวปจฺจุปฏฺฐาโน มีการทรงอยู่ของกายวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน ผุสิตุกามตานิทานกมฺมชภูตปทฏฺฐาโน มีภูตรูปเกิดแต่กรรมเป็นเหตุของบุคคลผู้ใคร่เพื่อจะกระทบเป็นปทัฏฐาน.

               ว่าด้วยวาทะของอาจารย์บางพวก               
               ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ประสาทของภูตรูปทั้งหลายที่มีเตโชธาตุมากเป็นจักษุ ประสาททั้งหลายของภูตรูปทั้งหลายที่มีวาโยมาก ปฐวีมากและอาโปมาก เป็นโสต เป็นฆานะและเป็นชิวหา ประสาทของภูตรูปทั้งหมด (ทั้ง ๔) เป็นกาย.
               ปรวาทีอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ประสาทของภูตรูปยิ่งด้วยเตโชธาตุเป็นจักษุ ประสาททั้งหลายของภูตรูปยิ่งด้วยวาโยธาตุในช่องหู ยิ่งด้วยอาโปธาตุ ยิ่งด้วยปฐวีธาตุ ก็เป็นโสต เป็นฆานะ เป็นชิวหา เป็นกาย. อาจารย์ทั้งหลายพึงกล่าวท้วงอาจารย์ปรวาทีเหล่านั้นว่า ขอจงนำพระสูตรมาอ้าง. เป็นการแน่นอน ท่านปรวาทีอาจารย์เหล่านั้นจักไม่เห็นพระสูตรเลย. แต่อาจารย์บางพวกก็ยังกล่าวถึงเหตุในประสาทรูปเหล่านี้ว่า เพราะความที่ภูตรูปมีเตโชธาตุเป็นต้น พึงอุปการะด้วยรูปทั้งหลายที่มีคุณ. พึงท้วงเกจิอาจารย์เหล่านั้นว่า ก็ใครเล่ากล่าวอย่างนี้ว่า รูปเป็นต้นเป็นคุณของภูตรูปมีเตโชธาตุเป็นต้น เพราะในอวินิพโภครูป (รูปที่แยกจากกันไม่ได้ ๘ อย่าง) ทั้งหลาย ใครๆ ย่อมไม่ได้เพื่อจะกล่าวว่า ในภูตรูปเหล่านั้น รูปนี้เป็นคุณของรูปนี้ รูปนี้เป็นคุณของรูปนี้ ดังนี้.
               ถ้าปรวาทีนั้นจะพึงโต้กะสกวาทีว่า พวกท่านย่อมปรารถนากิจทั้งหลายมีการทรงไว้เป็นต้นแห่งปฐวีธาตุเป็นต้น เพราะความที่ภูตรูปนั้นๆ ในสัมภาระนั้นๆ เป็นของยิ่ง ฉันใด ข้อที่พวกท่านพึงปรารถนาว่า รูปทั้งหลายเป็นคุณของภูตรูปเหล่านั้น เพราะแสดงความที่รูปเป็นต้นในสัมภาระอันยิ่งด้วยเตโชธาตุเป็นต้นเป็นของมีมาก ก็ฉันนั้น.
               สกวาทีพึงท้วงปรวาทีนั้นว่า พวกเราปรารถนา ถ้าว่า กลิ่นในฝ้ายในปฐวีธาตุพึงมีมากกว่ากลิ่นของน้ำผักดองอันมีอาโปธาตุมาก และสีของน้ำเย็นก็พึงมีสีมากกว่าแม้สีของน้ำร้อนอันมีเตโชธาตุมาก แต่คำที่กล่าวแล้วทั้ง ๒ นี้หามีไม่ เพราะฉะนั้น ขอพวกท่านพึงละการกำหนดความต่างกันแห่งจักษุเป็นต้น อันเป็นที่อาศัยนั้นเถิด รูปและรสเป็นต้นแม้ไม่แปลกกันของภูตรูปทั้งหลาย แต่ก็มิใช่เป็นอย่างเดียวกัน ฉันใด ข้อที่ท่านจะพึงถือเอาว่าเมื่อเหตุแปลกกันอื่นๆ มีอยู่ ก็ไม่พึงถือเอาประสาทมีจักษุเป็นต้น ฉันนั้น.
               ถามว่า ก็เหตุที่ไม่ทั่วไปแก่กันและกันนั้นได้แก่อะไร.
               ตอบว่า ได้แก่ กรรมเท่านั้นเป็นเหตุต่างกันของประสาทรูปเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ความต่างกันแห่งประสาทรูปเหล่านี้ เพราะความต่างกันแห่งกรรม หาใช่ความต่างกันของภูตรูปไม่. เพราะว่า เมื่อความต่างกันแห่งภูตรูปมีอยู่ ประสาทรูปนั่นแหละจะไม่เกิดขึ้น โบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ก็ประสาทรูปของมหาภูตรูปทั้งหลายที่เหมือนกันหาใช่ของมหาภูตรูปที่ไม่เหมือนกันไม่.
               ก็บรรดาประสาทรูปเหล่านี้ ที่มีความต่างกันเพราะความต่างกันแห่งกรรม จักษุและโสตเป็นอสัมปัตตวิสยคาหกะ (คือรับอารมณ์ที่มาไม่ถึง) เพราะอุปปัตติเหตุของวิญญาณในอารมณ์ อันมีที่อาศัยไม่ติดกับมหาภูตรูปอันเป็นที่อาศัยของตน ฆานะ ชิวหา และกายเป็นสัมปัตตวิสยคาหกะ (รับอารมณ์ที่มาถึงตน) เพราะความที่อุปปัตติเหตุของวิญญาณในอารมณ์ ซึ่งติดกับมหาภูตรูปอันเป็นที่อาศัยของตน โดยอำนาจแห่งวัตถุที่อาศัย และโดยตนเองนั่นแหละ.
               แต่ในอรรถกถากล่าวว่า อารมณ์ ชื่อว่าสัมปัตตะ ที่มาถึงตน เพราะความที่อารมณ์มาสู่คลองแห่งจักษุและโสตทีเดียว. จริงอยู่ สี (วรรณะ) ของมณฑลแห่งพระจันทร์และอาทิตย์ตั้งอยู่ไกลถึง ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ก็ยังกระทบจักขุประสาท สีนั้นแม้ปรากฏตั้งอยู่ในที่ไกลก็ชื่อว่าสัมปัตตะ เหมือนกัน. จักษุชื่อว่ามีอารมณ์ที่มาถึง (สัมปัตตะ) เพราะความที่สีนั้นเป็นอารมณ์ทีเดียว. กายวิการของบุคคลทั้งหลายที่ติดต้นไม้อยู่ในที่ไกลก็ดี ของช่างย้อมผู้ซักผ้าอยู่ก็ดี ย่อมปรากฏแม้แต่ที่ไกล. แต่เสียงมาโดยการสืบต่อๆ กันมาแห่งธาตุ กระทบโสตแล้วก็ค่อยๆ สลายไป ดังนี้.
               ในอรรถกถานั้น อารมณ์ ชื่อว่า สัมปัตตะ (ที่มาถึงตน) เพราะความที่อารมณ์นั้นมาสู่คลองก็จริง ถึงอย่างนั้น สีของมณฑลพระจันทร์เป็นต้นก็ไม่มาถึงจักษุ ย่อมปรากฏตั้งอยู่ในที่ไกลนั่นแหละ แม้เสียงพึงค่อยๆ มาไซร้ เกิดในที่ไกลก็พึงได้ยินช้า เพราะมาโดยกระทบต่อๆ กันมา เมื่อกระทบโสต ก็ไม่ปรากฏว่าชื่อว่าเสียงนั้นอยู่ในทิศชื่อโน้น เพราะฉะนั้น จักษุและโสตจึงมีอารมณ์ เป็นอสัมปัตตะ (มาไม่ถึง) นั้นแหละ.

               ตาเปรียบด้วยงู               
               ประสาทรูปเหล่านี้ เปรียบเหมือนสัตว์มีงูเป็นต้น เหมือนอย่างว่า ขึ้นชื่อว่างู ย่อมไม่ชอบใจในที่ชื้นแฉะและราบเรียบในภายนอก จึงเข้าไปที่ต้นไม้ใบหญ้าชัฏและจอมปลวกนั่นแหละย่อมชอบใจในเวลานอน ย่อมถึงความเป็นสัตว์มีจิตสงบ ฉันใด แม้จักษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีความพอใจในสิ่งไม่ราบเรียบ ย่อมไม่พอใจไม่ปรารถนาแม้จะแลดูในที่มีฝาทองคำเป็นต้นที่เรียบร้อย แต่ย่อมชอบในที่มีลวดลายหลากสีด้วยรูป ดอกไม้และเครือเถาเป็นต้นทีเดียว เพราะในที่เช่นนั้น เมื่อตายังไม่เพียงพอ คนทั้งหลายก็ยังอ้าปากอยากมอง.

               หูเปรียบด้วยจระเข้               
               แม้จระเข้เล่า เมื่อออกไปภายนอกไม่เห็นสิ่งที่ตนจะพึงงับเอาก็หลับตาไป แต่ในกาลใด หยั่งลงสู่น้ำประมาณร้อยวาเข้าไปยังโพรงนอนแล้ว ในกาลนั้น จิตของมันก็ถึงความสงบ หลับสบาย ฉันใด แม้โสตนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชอบในที่มีโพรง อาศัยอากาศ ชอบใจในโพรงช่องหูเท่านั้น อากาศช่องหูเท่านั้นเป็นปัจจัยในการได้ยินเสียงนั้น แม้อัชฎากาศก็สมควรเหมือนกัน ด้วยว่า เมื่อทำการสาธยายภายในถ้ำ เสียงหาเจาะถ้ำออกไปภายนอกไม่ แต่ก็ออกไปตามช่องประตู หน้าต่าง กระทบสืบต่อๆ กันไปแห่งธาตุแล้ว กระทบโสตประสาท. ในลำดับแห่งการกระทบ ชนผู้นั่งอยู่บนหลังถ้ำย่อมรู้ว่า บุคคลชื่อโน้นย่อมสาธยาย ดังนี้. ครั้นเมื่อคำที่กล่าวอย่างนี้มีอยู่ ชื่อว่าอารมณ์ของโสต ก็เป็นสัมปัตตะ (คือมาถึงตนได้).
               ถามว่า ก็โสตนี้มีอารมณ์เป็นสัมปัตตะหรือ?
               ตอบว่า ใช่แล้ว มีอารมณ์เป็นสัมปัตตะ.
               ถามว่า ถ้าเช่นนั้น กลองเป็นต้นดังในที่ไกล ก็จะไม่รู้เสียงในที่ไกล ใช่ไหม.
               ตอบว่า ไม่พึงรู้ก็ไม่ใช่ เพราะเมื่อเสียงกระทบโสตประสาท ย่อมมีการรู้โดยประการนั้นๆ ว่า เสียงไกล เสียงใกล้ เสียงฝั่งโน้น เสียงฝั่งนี้ ดังนี้ ข้อนี้เป็นธรรมดา.
               ก็ธรรมดานี้เป็นเช่นไร ก็ธรรมดาช่องหูมีอยู่ในที่ใดๆ การฟังก็มีแต่ที่นั้นๆ เหมือนการเห็นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นต้น เพราะฉะนั้น โสตประสาทนี้จึงมีอารมณ์เป็นอสัมปัตตะโดยแท้.

               จมูกเปรียบด้วยนก               
               แม้นกก็ไม่ยินดีบนต้นไม้หรือพื้นดิน แต่ในเวลาใดมันโผบินเลยล่วงการขว้างก้อนดินหนึ่งระยะหรือสองระยะบินขึ้นไปสู่อากาศว่างเปล่า ในเวลานั้น มันก็จะมีจิตสงบ ฉันใด แม้ฆานะก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีความพอใจในอากาศ มีกลิ่นโดยอาศัยลมเป็นอารมณ์ เหมือนอย่างโค เมื่อฝนตกใหม่ๆ ก็สูดดมแผ่นดินแล้วก็เบิ่งหน้าหาอากาศสูดลม และเวลาที่บุคคลแม้เอานิ้วมือจับก้อนที่มีกลิ่นแล้วสูดดมไม่หันหน้ามาทางลมก็ไม่รู้กลิ่นนั้น.

               ลิ้นเปรียบด้วยสุนัขบ้าน               
               แม้สุนัขบ้านเมื่อเที่ยวไปภายนอก ย่อมไม่เห็นที่ปลอดภัย ย่อมถูกประทุษร้ายโดยการถูกขว้างด้วยก้อนดินเป็นต้น เข้าไปสู่ภายในบ้านแล้วก็คุ้ยขี้เถ้าที่เตาไฟก็นอนเป็นสุข ฉันใด แม้ชิวหาก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอัชฌาสัยในบ้าน มีรสอาศัยอาโปธาตุเป็นอารมณ์. จริงอย่างนั้น ภิกษุแม้กระทำสมณธรรมตลอดสามยามแห่งราตรีแล้ว ถือบาตรและจีวรแต่เช้าตรู่เข้าไปสู่บ้าน เพราะว่าเมื่อของเคี้ยวแห้งไม่เปียกด้วยน้ำลาย ใครๆ ก็ไม่อาจเพื่อรู้รสได้.

               กายเปรียบด้วยสุนัขจิ้งจอก               
               แม้สุนัขจิ้งจอกเมื่อเที่ยวไปภายนอกก็ไม่ประสบความยินดี แต่เมื่อมันเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ในป่าช้าผีดิบแล้วนอนนั่นแหละ มันจึงมีความสุขฉันใด แม้กายก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอัชฌาสัยในอุปาทินนกรูป (มีใจครอง) มีโผฏฐัพพะอาศัยปฐวีธาตุเป็นอารมณ์. จริงอย่างนั้น ชนทั้งหลายเมื่อไม่ได้อุปาทินนกรูปอื่น ก็เอาฝ่ามือของตนนั่นแหละรองศีรษะนอน ปฐวีธาตุของกายบุคคลนั้น แม้อยู่ภายในและภายนอกก็เป็นปัจจัยในการรับอารมณ์. จริงอยู่ ที่นอนแม้ปูไว้อย่างดียังไม่ทันนั่งหรือนอนก็ไม่รู้ความแข็งและอ่อนได้ หรือผลไม้ที่เขาวางไว้บนฝ่ามือยังไม่ทันบีบดูก็ไม่อาจรู้ถึงความแข็งและอ่อนได้. ปฐวีธาตุที่อยู่ภายในหรือภายนอกจึงเป็นปัจจัยโดยการรู้การกระทบของประสาทนี้. พึงทราบความไม่ปะปนกันแห่งประสาทรูปเหล่านั้น โดยการกำหนดธรรมมีลักษณะเป็นอย่างนี้.
               จริงอยู่ ลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน อารมณ์ อัชฌาสัยและวัตถุที่อาศัยของจักษุประสาทเป็นอย่างหนึ่ง ของโสตประสาทเป็นต้นก็อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จักขายตนะเป็นต้น จึงไม่ปะปนกันโดยแท้.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบแม้อุปมาในความที่ประสาทรูปเหล่านั้นไม่ปะปนกัน ดังต่อไปนี้.
               เหมือนอย่างว่า เงาแห่งธงทั้งหลาย ๕ สี ที่เขายกขึ้นแล้ว เนื่องเป็นอันเดียวกันก็จริง ถึงอย่างนั้น เงาของธงก็ไม่ปะปนกันและกันฉันใด อนึ่ง เมื่อเขาเอาฝ้าย ๕ สี ควั่นทำเป็นไส้ประทีป (ตะเกียง) จุดให้ลุกโพลงแล้ว เปลวไฟดูเหมือนเป็นอันเดียวกันก็จริง ถึงอย่างนั้นเปลวไฟแห่งรัศมีของฝ้ายนั้นๆ ก็เป็นคนละอย่าง ไม่ปะปนกันและกันฉันใด อายตนะ ๕ เหล่านี้แม้รวมกันอยู่ในอัตภาพเดียวกัน แต่ก็ไม่ปะปนกันและกันฉันนั้นเหมือนกัน ใช่แต่อายตนะ ๕ เหล่านี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้รูปที่เหลือก็ไม่ปะปนกัน.
               จริงอยู่ ในสรีระนี้ มีกาย ๓ ส่วน คือ
                         กายท่อนล่าง ๑
                         กายท่อนกลาง ๑
                         กายท่อนบน ๑.
               บรรดา ๓ ส่วนเหล่านั้น กายในเบื้องต่ำแต่สะดือลงไป ชื่อว่ากายท่อนล่าง ในกายท่อนล่างนั้นมีรูป ๔๔ รูป คือ กายทสกะ#- ๑๐ ภาวทสกะ ๑๐ มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ๘##- มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ๘ มีจิตเป็นสมุฏฐาน ๘. กายเบื้องบนตั้งแต่สะดื้อขึ้นไปถึงหลุมคอ ชื่อว่ากายท่อนกลาง ในกายท่อนกลางนั้น มีรูป ๕๔ รูปคือ กายทสกะ ๑๐ ภาวทสกะ ๑๐ วัตถุทสกะ ๑๐ รูปทั้ง ๓ มีรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน เป็นต้น อย่างละ ๘. กายเบื้องบนแต่หลุมคอขึ้นไป ชื่อว่ากายท่อนบน. ในกายท่อนบนนั้นมีรูป ๘๔ คือ จักขุทสกะ ๑๐ โสตทสกะ ๑๐ ฆานทสกะ ๑๐ ชิวหาทสกะ ๑๐ กายทสกะ ๑๐ ภาวทสกะ ๑๐ รูป ๓ รูป มีรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานเป็นต้นอย่างละ ๘.
____________________________
#- กายทสกะ ๑๐ คือ มหาภูตรูป ๔ วรรณะ ๑ คันธะ ๑ รสะ ๑ โอชา ๑ ชีวิตรูป ๑ กายประสาท ๑.
##- อาหารสมุฏฐานเป็นต้นอย่างละ ๘ ได้แก่ อวินิโภครูป ๘ มีปฐวีเป็นต้น มีโอชาเป็นที่สุด.

               บรรดารูปเหล่านั้น รูปที่ชื่อว่าจักขุทสกะ ด้วยสามารถแห่งนิปผันนรูป ๑๐ เป็นรูปที่แยกจากกันแต่ละส่วนไม่ได้ นี้คือ มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยแก่จักขุประสาท วรรณะ คันธะ รสะ โอชา ชีวิตินทรีย์และจักขุประสาท.
               รูปแม้ที่เหลือก็พึงทราบโดยนัยนี้.
               บรรดากาย ๓ ส่วนนั้น รูปในกายท่อนล่างไม่ปะปนกับรูปกายท่อนกลางและรูปกายท่อนบน รูปแม้ในกายที่เหลืออีก ๒ ก็ไม่ปะปนกับรูปกายนอกนี้. เหมือนอย่างว่า เงาภูเขา และเงาต้นไม้ในเวลาเย็น ดุจเนื่องเป็นอันเดียวกันก็จริง ถึงอย่างนั้นก็มิได้ปะปนกันฉันใด ในกายแม้เหล่านี้ รูป ๔๔ ก็ดี รูป ๕๔ ก็ดี รูป ๘๔ ก็ดี ก็ฉันนั้น เป็นดุจเนื่องเป็นอันเดียวกัน แต่ก็ไม่ปะปนซึ่งกันและกันเลย ฉะนี้แล.

               -----------------------------------------------------               
               อรรถกถารูปายตนนิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งรูปายตนะต่อไป.
               สี (วรรณะ) นั่นแหละ เรียกว่าวัณณนิภา.
               อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่านิภา เพราะอรรถว่าย่อมเปล่งแสง. อธิบายว่า ย่อมปรากฏแก่จักขุวิญญาณ แสงคือสี ชื่อว่าวัณณนิภา.
               รูปที่ชื่อว่าสนิทัสสนะ (คือเป็นสิ่งที่เห็นได้) โดยเป็นไปพร้อมกับการเห็น. อธิบายว่า พึงเห็นด้วยจักขุวิญญาณ. รูปที่ชื่อว่าสัปปฏิฆะ (กระทบได้) โดยความเป็นไปพร้อมกับสิ่งที่กระทบถูกเข้า การยังความเสียดสีให้เกิด.
               บรรดาสีมีสีเขียวครามเป็นต้น สีเขียวเหมือนดอกสามหาว สีเหลืองเหมือนดอกกรรณิการ์ สีแดงเหมือนดอกชบา สีขาวเหมือนดาวประกายพรึก สีดำเหมือนถ่านเผา สีหงสบาท แดงเรื่อเหมือนย่างทรายและดอกยี่โถ.
               ก็ทองตรัสเรียกว่าหริ ดุจในคำนี้ว่า หริตจสามวณฺณกามํ สุมุข ปกฺกม (ดูก่อนสุมุขะผู้มีผิวพรรณงามดังทอง ท่านจงหนีไปตามปรารถนาเถิด) ดังนี้ ก็จริง ถึงอย่างนั้น ทองนั้นทรงถือเอาด้วยศัพท์ว่า ชาตรูปะ ข้างหน้า แต่ในนิทเทสนี้ ชื่อว่า หริ ได้แก่สีคล้ำ เพราะมิได้ทรงถือวัตถุทั้ง ๗ เหล่านี้ แสดงโดยสภาวะนั่นเอง.
               บทว่า หริวณฺณํ (สีเขียวใบไม้) คือ สีเหมือนหญ้าแพรกสด.
               บทว่า อมฺพงฺกุรวณฺณํ (สีม่วง) คือ สีเหมือนหน่อมะม่วง.
               วัตถุทั้ง ๒ เหล่านี้ ทรงถือเอาแสดงไว้โดยสภาวะ วัตถุ ๑๒ มียาวและสั้นเป็นต้น ทรงถือเอาแสดงโดยโวหาร และโวหารนั้นแห่งบทยาวและสั้นเป็นต้นเหล่านั้น สำเร็จแล้วโดยอุปนิธาบัญญัติ (บัญญัติโดยเทียบเคียง) และสำเร็จแล้วโดยการตั้งไว้.
               จริงอยู่ คำว่า ยาว เป็นต้น เป็นบทสำเร็จด้วยการบัญญัติเทียบเคียงซึ่งกันและกัน. คำว่า กลม เป็นต้น สำเร็จโดยตั้งลง. ในสองอย่างนั้น เพราะเทียบเคียงรูปที่สั้น ยาวกว่านั้นจึงชื่อว่ายาว เพราะเทียบกับรูปที่สั้นกว่านั้นชื่อว่าสั้น เทียบเคียงรูปที่ใหญ่ เล็กกว่านั้นชื่อว่าอณู เทียบกับรูปที่เล็กกว่านั้น ชื่อว่าใหญ่. รูปที่มีสัณฐานเหมือนล้อเกวียน ชื่อว่ากลม. รูปมีสัณฐานเหมือนไข่ไก่ ชื่อว่าปริมณฑล รูปประกอบด้วยเหลี่ยมทั้ง ๔ ชื่อว่าจตุรัส (สี่เหลี่ยม). แม้รูป ๖ เหลี่ยมเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
               บทว่า นินฺนํ (ลุ่ม) ได้แก่รูปที่ต่ำ. บทว่า ถลํ (ดอน) ได้แก่รูปที่นูนขึ้น.
               บรรดารูปยาวเป็นต้นเหล่านั้น เพราะบุคคลแม้ถูกต้องรูปยาวเป็นต้น อาจเพื่อรู้ได้ แต่รูปสีเขียวเป็นต้นบุคคลถูกต้องแล้วไม่สามารถทราบได้ ฉะนั้น รูปายตนะที่ยาว จึงมิได้ตรัสไว้โดยตรง รูปที่สั้นเป็นต้นก็ไม่ตรัสเหมือนกัน แต่ในที่นี้ตรัสว่า ยาว สั้น อาศัยรูปนั้นๆ โดยประการนั้นตั้งอยู่แล้ว พึงทราบว่า รูปายตนะในรูปายตนนิทเทสนี้ ตรัสไว้โดยโวหารนั้นๆ ดังนี้.
               บทว่า ฉายา อาตโป (เงาแดด) นี้ ทรงกำหนดซึ่งกันและกัน แสงสว่างและมืด ก็กำหนดไว้ซึ่งกันและกัน. บท ๔ บทว่า เมฆ เป็นต้นแสดงไว้ด้วยวัตถุเท่านั้น.
               ในบรรดาบททั้งสี่เหล่านั้น คำว่า อพฺภา (เมฆ) ได้แก่น้ำฝน.
               บทว่า มหิกา (หมอก) ได้แก่ น้ำค้าง.
               สีแห่งบทมีเมฆเป็นต้น ทรงแสดงไว้ด้วยบททั้ง ๔ เหล่านี้. ด้วยบทว่า จนฺทมณฺฑลสฺส วณฺณนิภา เป็นต้นทรงแสดงสีคือรัศมีแห่งวัตถุเหล่านั้น.
               ในวัตถุมีดวงจันทร์เป็นต้นนั้น พึงทราบความต่างกันแห่งวัตถุทั้งหลายมีดวงจันทร์เป็นต้นอย่างนี้. วิมานของจันทเทพบุตร ยาวและกว้าง ๔๙ โยชน์สำเร็จด้วยแก้วมณีปิดบังไว้ด้วยเงิน ชื่อว่าดวงจันทร์. วิมานของสุริยเทพบุตร ยาวและกว้าง ๕๐ โยชน์ สำเร็จด้วยทองปิดบังไว้ด้วยแก้วผลึก ชื่อว่าดวงอาทิตย์. วิมานของเทพบุตรนั้นๆ ยาวและกว้าง ๗ โยชน์ ๘ โยชน์ ๑๐ โยชน์ ๑๒ โยชน์ สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ ชื่อว่าดวงดาว.
               ในบรรดาเทพบุตรเหล่านั้น พระจันทร์อยู่ข้างล่าง พระอาทิตย์อยู่ข้างบน ระหว่างพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ มีหนึ่งโยชน์ โดยส่วนสุดข้างล่างของพระจันทร์ และโดยส่วนสุดข้างบนของพระอาทิตย์มีระยะร้อยโยชน์ ดาวนักขัตฤกษ์ทั้งหลายย่อมโคจรไปที่ข้างทั้ง ๒. ก็บรรดาวัตถุทั้ง ๓ เหล่านั้น พระจันทร์โคจรไปช้า พระอาทิตย์โคจรไปเร็ว ดวงดาวทั้งหลายไปเร็วกว่าเขาทั้งหมด บางคราวโคจรไปข้างหน้าดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ บางคราวก็โคจรไปข้างหลัง.
               บทว่า อาทาสมณฺฑลํ (กระจก) ได้แก่ สำเร็จด้วยสำริด. คำว่า แก้วมณี คือเว้นแก้วไพฑูรย์ ที่เหลือมีประเภทมิใช่น้อยมีแก้วมณีโชติรสเป็นต้น. คำว่า สังข์ ได้แก่สังข์เกิดขึ้นเอง (ธรรมชาติ) แก้วมุกดา ก็เกิดขึ้นเอง แม้แก้วไพฑูรย์ที่เหลือ. บทว่า เวฬุริโย (แก้วไพฑูรย์) คือแก้วมณีมีสีเหมือนไม้ไผ่.
               วรรณะของพระศาสดา เรียกว่าชาตรูปะ (ทอง). จริงอยู่ พระศาสดามีวรรณะเหมือนทองคำ แม้วรรณะของทองคำ ก็เรียกว่าวรรณะพระศาสดา. กหาปณะคือโลหมาสก (มาสกทำด้วยโลหะ) ทารุมาสก (มาสกทำด้วยไม้) ชตุมาสก (มาสกทำด้วยยาง) เรียกว่ารชตะ (เงิน). โวหารแม้ทั้งหมดนั้น ท่านถือเอาในบทว่า รชตํ นี้.
               ด้วยบทว่า ยํ วา ปนญฺญมฺปิ (หรือรูปแม้อื่นใด) นี้ เว้นรูปที่ตรัสไว้ในบาลี ทรงถือเอารูปที่เหลืออันต่างด้วยสีเสื่อลำแพน สีผ้าท่อนเก่า และสีช่อฟ้าเป็นต้น เพราะสีทั้งหมดนั้นรวมอยู่ในรูปที่เป็นเยวาปนกธรรมทั้งหลาย. รูปนี้แหละ แม้ต่างกันโดยประเภทมีสีเขียวเป็นต้น แต่รูปทั้งหมดนั้นก็มิได้แตกต่างกันโดยลักษณะเป็นต้น.

               ว่าโดยลักขณาทิจตุกะของรูป               
               จริงอยู่ รูปนี้แม้ทั้งหมดมีการกระทบจักขุเป็นลักษณะ (จกฺขุปฏิหนนลกฺขณํ) มีความเป็นอารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นรส (จกฺขุวิญฺญาณสฺส วิสยภาวรสํ) มีความเป็นโคจรของจักขุวิญญาณนั้นนั่นเองเป็นปัจจุปัฏฐาน (ตสฺเสว โคจรปจฺจุปฏฺฐานํ) มีมหาภูตรูป ๔ เป็นปทัฏฐาน. ก็อุปาทารูปทั้งหมดเหมือนกับรูปนี้ ข้าพเจ้าจักกล่าวรูปที่แตกต่างกัน รูปที่เหลือในนิทเทสนี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในจักขายตนนิทเทสนั่นแหละ.
               จริงอยู่ ในจักขายตนนิทเทสนั้น นิทเทสมีจักขุเป็นประธานอย่างเดียว แต่ในรูปายตนนิทเทสนี้มีรูปเป็นประธาน. ในจักขายตนนิทเทสนั้น มีชื่อ ๑๐ อย่างมีคำว่า จกฺขุเปตํ (รูปนี้เป็นจักษุบ้าง) เป็นต้น. ในรูปายตนนิทเทสแม้นี้มีชื่อ ๓ อย่าง มีคำว่า รูปํเปตํ เป็นต้น (นี้เรียกว่า รูปบ้าง รูปายตนะบ้าง รูปธาตุบ้าง). รูปที่เหลือเป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละ แม้ในรูปายตนนิทเทสนี้ ก็ตรัสวาระทั้งหลายไว้เหมือนตรัสวาระ ๑๓ วาระ เพื่อกำหนดจักษุประดับด้วยนัยวาระ ๔ วาระเหมือนกัน ฉะนี้แล.

               อรรถกถาสัททายตนนิเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งสัททายตนะต่อไป.
               บทว่า เภรีสทฺโท (เสียงกลอง) ได้แก่ เสียงกลองใหญ่และกลองที่เขาตี. แม้เสียงตะโพน เสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ ก็เป็นเสียงมีเสียงตะโพนเป็นต้น เป็นปัจจัย. เสียงที่เรียกว่าเพลงขับ ชื่อว่าเสียงขับร้อง. เสียงดนตรีเนื่องด้วยพิณเป็นต้น เหลือจากที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าเสียงประโคม (วาทิตสทฺโท).
               บทว่า สุมฺมสทฺโท (เสียงกรับ) ได้แก่ เสียงฉาบสำริดและกรับไม้ตาล.
               บทว่า ปาณิสทฺโท (เสียงปรบมือ) ได้แก่ เสียงปรบด้วยฝามือ.
               บทว่า สตฺตานํ นิคฺโฆสสทฺโท (เสียงร้องของสัตว์) ได้แก่ เสียงที่เปล่งโดยมีบทและพยัญชนะไม่ปรากฏของสัตว์มากที่ประชุมกัน.
               บทว่า ธาตูนํ สนฺนิปาตสทฺโท (เสียงกระทบกันของธาตุทั้งหลาย) ได้แก่ เสียงเสียดสีกันและกันของต้นไม้ทั้งหลายและเสียงตีระฆังเป็นต้น.
               เสียงของลมพัด ชื่อว่าเสียงลม. เสียงของน้ำกำลังไหลหรือน้ำกระทบกัน ชื่อว่าเสียงน้ำ. เสียงสนทนาเป็นต้นของพวกมนุษย์ ชื่อว่าเสียงมนุษย์. เว้นเสียงมนุษย์นั้นแล้ว เสียงที่เหลือทั้งหมด ชื่อว่าเสียงอมนุษย์. ด้วยบททั้ง ๒ คือเสียงมนุษย์และเสียงอมนุษย์นี้ เสียงทั้งหมดเป็นอันถือเอาแล้ว. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น เสียงที่ไม่ตรัสไว้ในพระบาลีที่เป็นไปในเวลาผ่าไม้ไผ่ และเสียงฉีกผ้าเก่าเป็นต้น พึงทราบว่ารวมเข้าในข้อว่า เยวาปนกสัททะ เสียงแม้ต่างกันโดยประเภทมีเสียงกลองเป็นต้นอย่างนี้ แต่มิได้ต่างกันโดยลักษณะเป็นต้น.

               ว่าโดยลักขณาทิจตุกะของเสียง               
               สพฺโพ เจโส โสตปฏิหนนลกฺขโณ สทฺโท ก็เสียงทั้งหมดมีการกระทบกับโสตเป็นลักษณะ โสตวิญฺญาณสฺส วิสยภาวรโส มีความเป็นอารมณ์ของโสตวิญญาณเป็นรส ตสฺเสว โคจรปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นโคจรของโสตวิญญาณนั้นนั่นแหละเป็นปัจจุปัฏฐาน. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในจักขายตนนิทเทสนั่นแหละ แม้ในสัททายตนนิทเทสนี้ ก็ตรัสวาระ ๑๓ วาระประดับด้วยนัยวาระละ ๔ เนื้อความแห่งบทเหล่านั้นสามารถจะรู้ได้โดยนัยที่กล่าวไว้นั่นแหละ ฉะนั้น จึงมิได้ให้พิสดาร.

               อรรถกถาคันธายตนนิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งคันธายตนะต่อไป.
               บทว่า มูลคนฺโธ (กลิ่นรากไม้) ได้แก่ กลิ่นที่เกิดขึ้นอาศัยรากไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง. แม้ในกลิ่นที่แก่นเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. กลิ่นผักดองเป็นต้นที่ยังไม่สำเร็จแล้ว หรือสำเร็จแล้วไม่ดี ชื่อว่าอามคันโธ (กลิ่นบูด). กลิ่นเกล็ดปลา กลิ่นเนื้อเน่า กลิ่นเนยใสเสียเป็นต้น ชื่อว่าวิสคันโธ (กลิ่นเน่า).
               บทว่า สุคนฺโธ (กลิ่นหอม) ได้แก่ กลิ่นที่น่าปรารถนา.
               บทว่า ทุคฺคนฺโธ (กลิ่นเหม็น) ได้แก่ กลิ่นไม่น่าปรารถนา.
               ด้วยบททั้ง ๒ คือ กลิ่นหอมและกลิ่นเหม็นนี้ ย่อมเป็นอันว่ากลิ่นแม้ทั้งหมดทรงถือเอาแล้ว. เมื่อเป็นเช่นนั้น กลิ่นแม้ทั้งหมดที่ไม่ตรัสไว้ในพระบาลีมีกลิ่นช่อฟ้าและกลิ่นผ้าเก่าเป็นต้น พึงทราบว่า รวมอยู่ที่เยวาปนกคันธะ. กลิ่นนี้แม้จะต่างกันโดยเป็นกลิ่นที่รากเป็นต้นอย่างนี้ ว่าโดยลักขณาทิจตุกะแล้วก็ไม่แตกต่างกันเลย.

               ว่าโดยลักขณาทิจตุกะของกลิ่น               
               สพฺโพปิ เจโส ฆานปฏิหนนลกฺขโณ คนฺโธ ก็กลิ่นแม้ทั้งหมดมีการกระทบฆานะเป็นลักษณะ ฆานวิญฺญาณสฺส วิสยภาวรโส มีความเป็นอารมณ์ของฆานวิญญาณเป็นรส ตสฺเสว โคจรปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นโคจรของฆานวิญญาณนั้นนั่นแหละเป็นปัจจุปัฏฐาน. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในจักขายตนนิทเทสนั่นแหละ แม้ในคันธายตนนิทเทสนี้ ก็ตรัสวาระ ๑๓ วาระประดับด้วยนัย ๕๒ เหมือนกันนั่นแหละ ว่าโดยอรรถวาระเหล่านั้นแจ่มแจ้งแล้วทั้งนั้น.

               อรรถกถารสายตนนิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งรสายตนะต่อไป.
               บทว่า มูลรโส (รสรากไม้) ได้แก่ รสที่อาศัยรากไม้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น. แม้ในรสลำต้นเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
               บทว่า อมฺพิลํ (เปรี้ยว) ได้แก่ เปรียงเป็นต้น.
               บทว่า มธุรํ (หวาน) ได้แก่ รสมีเนยใสแห่งโคเป็นต้นอย่างเดียว. ส่วนน้ำผึ้งผสมกับรสฝาดเก็บไว้นานเข้าก็เป็นรสฝาด. น้ำอ้อยผสมกับรสขื่นเก็บไว้นานเข้าก็เป็นรสขื่น แต่สัปปิ (เนยใส) เก็บไว้นานแม้ละสีและกลิ่นก็ไม่ละรส เพราะฉะนั้น เนยใสนั้นนั่นแหละ จึงชื่อว่าหวานโดยส่วนเดียว.
               บทว่า ติตฺตกํ (ขม) ได้แก่ ใบสะเดาเป็นต้น.
               บทว่า กฏุกํ (เผ็ด) ได้แก่ รสขิงและพริกไทเป็นต้น.
               บทว่า โลณิกํ (เค็ม) ได้แก่ เกลือธรรมชาติเป็นต้น.
               บทว่า ขาริกํ (ขื่น) ได้แก่ รสมะอึและหน่อไม้เป็นต้น.
               บทว่า ลมฺพิลํ (เฝื่อน) ได้แก่ พุทรา มะขามป้อมและมะขวิดเป็นต้น.
               บทว่า กสาวํ (ฝาด) ได้แก่ มะขามป้อมเป็นต้น. รสแม้ทั้งหมดเหล่านี้ ตรัสไว้ด้วยอำนาจวัตถุ แต่ในนิทเทสนี้ พึงทราบว่ารสตรัสไว้โดยชื่อมีเปรี้ยวเป็นต้นแต่วัตถุนั้นๆ.
               บทว่า สาทุ (อร่อย) ได้แก่ รสที่น่าปรารถนา.
               บทว่า อสาทุ (ไม่อร่อย) ได้แก่ รสที่ไม่น่าปรารถนา.
               ด้วยบททั้ง ๒ คือ รสที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนานี้ รสแม้ทั้งหมดเป็นอันทรงกำหนดถือเอาแล้ว ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ รสทั้งหมดที่ไม่ตรัสไว้ในพระบาลีมีรสก้อนดิน รสฝาเรือนและรสผ้าเก่าเป็นต้น พึงทราบว่า รวมที่เยวาปนกรส. รสนี้แม้ต่างกันโดยเป็นรสรากไม้เป็นต้นอย่างนี้ แต่ว่าโดยลักษณะเป็นต้นก็มิได้แตกต่างกันเลย.

               ว่าโดยลักขณาทิจตุกะของรส               
               สพฺโพ เอโส ชิวฺหาปฏิหนนลกฺขโณ รโส รสมีการกระทบลิ้นเป็นลักษณะ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส วิสยภาวรโส มีความเป็นอารมณ์ของชิวหาวิญญาณเป็นรส ตสฺเสว โคจรปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นโคจรของชิวหาวิญญาณนั้นนั่นแหละเป็นปัจจุปัฏฐาน. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในจักขายตนนิทเทสนั่นแหละ แม้ในนิทเทสนี้ ก็ตรัสวาระ ๑๓ ประดับด้วยนัย ๕๒ เหมือนกันนั่นแหละ.

               อรรถกถาอิตถินทริยนิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งอิตถินทรีย์.
               บทว่า ยํ เป็นตติยาวิภัตติ ในข้อนี้อธิบายว่า ทรวดทรงหญิงเป็นต้นแห่งหญิง ย่อมมีด้วยเหตุใด. บรรดาคำเหล่านั้น บทว่า ลิงฺคํ ได้แก่ ทรวดทรง.
               จริงอยู่ ทรวดทรงแห่งอวัยวะมีมือ เท้า คอและอุทรเป็นต้นของหญิงไม่เหมือนของชาย เพราะกายท่อนล่างของหญิงทั้งหลายล่ำ กายท่อนบนไม่ล่ำมือเท้าเล็ก ปากเล็ก.
               บทว่า นิมิตฺตํ (เครื่องหมาย) ได้แก่ เป็นเหตุรู้ได้. จริงอยู่ เนื้อขาของหญิงทั้งหลายล่ำ ปากไม่มีหนวดเครา แม้ผูกผ้ารัดผมก็ไม่เหมือนของพวกชาย.
               บทว่า กุตฺตํ ได้แก่ กิริยา คือการกระทำ ด้วยว่า พวกหญิงทั้งหลายในเวลาเป็นเด็ก ย่อมเล่นกระด้งและสากเล็กๆ ย่อมเล่นตุ๊กตา เอาดินเหนียวและปอมากรอเป็นด้าย.
               บทว่า อากปฺโป (อาการ) ได้แก่ อาการคือการเดินเป็นต้น ด้วยว่าหญิงทั้งหลายเมื่อเดินก็เดินไม่เร็ว เมื่อยืน เมื่อนอน เมื่อนั่ง เมื่อเคี้ยวกิน ก็ยืน นอน นั่ง เคี้ยวกินไม่เร็ว เมื่อบริโภคก็บริโภคอย่างช้า.
               จริงอยู่ ชนทั้งหลายเห็นคนแม้เป็นชายเชื่องช้าก็พูดว่า ชายคนนี้เดิน ยืน นอน นั่ง เคี้ยวกิน บริโภคเหมือนผู้หญิง ดังนี้.
               คำว่า อิตฺถิตฺตํ อิตฺถีภาโว (สภาพหญิง ภาวะของหญิง) แม้ทั้ง ๒ นี้มีความหมายอย่างเดียวกัน คือเป็นสภาวะของหญิง ก็สภาวะของหญิงนี้เกิดแต่กรรม ตั้งขึ้นพร้อมกับจิตในปฏิสนธิกาล ส่วนทรวดทรงหญิงเป็นต้น ไม่ตั้งขึ้นในปฏิสนธิกาลดุจอิตถินทรีย์ แต่ก็อาศัยอิตถินทรีย์ตั้งขึ้นในปวัตติกาล. เหมือนอย่างว่า เมื่อพืช (เมล็ดพืช) มีอยู่ ต้นไม้อาศัยพืชเพราะพืชเป็นปัจจัย จึงเจริญเติบโตสมบูรณ์ด้วยกิ่งและคาคบตั้งอยู่เต็มช่องว่าง ฉันใด ครั้นเมื่ออิตถินทรีย์คือความเป็นหญิงมีอยู่ อวัยวะมีทรวดทรงแห่งหญิงเป็นต้น ก็มีฉันนั้นเหมือนกัน. ก็อิตถินทรีย์เปรียบเหมือนพืช ทรวดทรงหญิงเป็นต้นอาศัยอิตถินทรีย์ ย่อมตั้งขึ้นในปวัตติกาล เปรียบเหมือนต้นไม้อาศัยพืชเจริญเติบโตแล้วตั้งอยู่เต็มช่องว่าง ฉะนั้น.
               บรรดาอินทรีย์ทั้งหลายเหล่านั้น อิตถินทรีย์ไม่พึงรู้ได้ด้วยจักขุวิญญาณ พึงรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณเท่านั้น. ทรวดทรงของหญิงเป็นต้นรู้ได้ทางจักษุวิญญาณบ้าง ทางมโนวิญญาณบ้าง.
               บทว่า อิทนฺตํ รูปํ อิตฺถินฺทฺริยํ (รูปนี้นั้น เรียกว่าอิตถินทรีย์) ความว่า รูปนี้นั้นไม่เหมือนกับจักขุนทรีย์เป็นต้นแม้เป็นของบุรุษ แต่เมื่อว่าโดยนิยม อินทรีย์เฉพาะของหญิง ชื่อว่าอิตถินทรีย์.

               อรรถกถาปุริสินทริยนิทเทส               
               แม้ในปุริสินทรีย์ก็นัยนี้เหมือนกัน แต่ทรวดทรงของชายเป็นต้น พึงทราบโดยความตรงกันข้ามกับทรวดทรงของหญิงเป็นต้น เพราะสัณฐานแห่งอวัยวะมีมือ เท้า คอและอุทรเป็นต้นของชาย ไม่เหมือนของหญิง ด้วยว่า กายท่อนบนของชายล่ำสัน กายท่อนล่างไม่ล่ำสัน มือเท้าก็ใหญ่ ปากใหญ่ เนื้อขาไม่ใหญ่ หนวดเคราเกิดขึ้น การใช้ผ้าผูกผมก็ไม่เหมือนของหญิงทั้งหลาย ในเวลาเป็นเด็กย่อมเล่นรถและไถเป็นต้น ย่อมทำขอบคันด้วยทราย ย่อมขุดชื่อซึ่งหลุม แม้การเดินเป็นต้นก็องอาจ ชนทั้งหลายเห็นแม้หญิงผู้ทำการเดินเป็นต้นให้องอาจ ย่อมพูดคำเป็นต้นว่า แม่คนนี้ย่อมเดินเหมือนชาย ดังนี้.
               คำที่เหลือเหมือนกับที่กล่าวไว้ในอิตถินทรีย์นั่นแหละ.

               ว่าด้วยลักขณาทิจตุกะ               
               บรรดาอินทรีย์ทั้ง ๒ นั้น อิตฺถีภาวลกฺขณํ อิตฺถินฺทฺริยํ อิตถินทรีย์มีอิตถีภาวะ (มีความเป็นหญิง) เป็นลักษณะ อิตฺถีติ ปกาสนรสํ มีการประกาศว่าเป็นหญิงเป็นรส อิตฺถีลิงฺคนิมิตฺตกุตฺตากปฺปานํ กรณภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นสัณฐาน นิมิต การเล่นและกิริยาอาการของหญิงเป็นปัจจุปัฏฐาน.
               ปุริสภาวลกฺขณํ ปุริสินฺทฺริยํ ปุริสินทรีย์มีปุริสภาวะเป็นลักษณะ ปุริโสติ ปกาสนรสํ มีการประกาศว่าเป็นชายเป็นรส ปุริสลิงฺคนิมิตฺตกุตฺตากปฺปานํ กรณภาวปจฺจุฏฺฐานํ มีความเป็นสัณฐาน นิมิต การเล่นและกิริยาอาการของชายเป็นปัจจุปัฏฐาน.
               ภาวรูปแม้ทั้ง ๒ (หญิงชาย) นี้ ของบุคคลผู้เกิดในปฐมกัป ย่อมตั้งขึ้นในปวัตติกาล ในภายหลังต่อมา ภาวรูปทั้ง ๒ นี้ตั้งขึ้นในปฏิสนธิกาล แม้ตั้งขึ้นในปฏิสนธิกาล ก็ย่อมหวั่นไหว ย่อมเปลี่ยนได้ในปวัตติกาล.
               เหมือนอย่างพระดำรัสที่ตรัสไว้ในพระบาลีวินีตวัตถุแห่งปฐมปาราชิกว่า๑-
               ก็สมัยนั้นแล เพศหญิงปรากฏแก่ภิกษุรูปหนึ่ง เพศชายปรากฏแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง ดังนี้.
               ก็บรรดาเพศทั้ง ๒ นั้น เพศชายเป็นอุดมเพศ เพศหญิงเป็นหีนเพศ ฉะนั้น เพศชายย่อมอันตรธานไปเพราะอกุศลมีกำลัง เพศหญิงย่อมตั้งขึ้นด้วยกุศลที่เป็นทุรพล แต่เพศหญิงเมื่ออันตรธาน ย่อมอันตรธานไปด้วยอกุศลที่เป็นทุรพล เพศชายย่อมตั้งขึ้นด้วยกุศลที่มีกำลัง. พึงทราบว่า ภาวรูปแม้ทั้ง ๒ อย่างนี้ย่อมอันตรธานไปด้วยอกุศล ย่อมตั้งขึ้นด้วยกุศล ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๑- วินย อา. เล่ม ๑/ข้อ ๕๖/หน้า ๖๔

               ว่าโดยอุภโตพยัญชนกะ               
               ถามว่า บุคคลผู้เป็นอุภโตพยัญชนกะ มีอินทรีย์เดียวหรือมีสองอินทรีย์
               ตอบว่า มีอินทรีย์เดียว ก็อินทรีย์ของหญิงผู้เป็นอุภโตพยัญชนกะนั้นแลเป็นอิตถินทรีย์ ของชายผู้เป็นอุภโตพยัญชนกะเป็นปุริสินทรีย์.
               ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พยัญชนะ (เครื่องหมาย) ที่ ๒ ก็ไม่ปรากฏ เพราะตรัสไว้ว่า อินทรีย์แสดงเครื่องหมายเพศ และอินทรีย์ของบุคคลผู้เป็นอุภโตพยัญชนกะนั้นก็ไม่มี.
               ตอบว่า อินทรีย์ของบุคคลนั้น เป็นเครื่องแสดงเพศหามิได้.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะไม่มีอยู่ทุกเมื่อ.
               ด้วยว่า เมื่อใดจิตกำหนัดของอิตถีอุภโตพยัญชนกะเกิดในหญิง ก็ในกาลนั้น เครื่องหมายเพศชายย่อมปรากฏ เครื่องหมายเพศหญิงย่อมปิดบังซ่อนเร้น ปุริสอุภโตพยัญชนกะนอกนี้ ก็มีเครื่องหมายเพศหญิงนอกนี้เหมือนกัน ผิว่า อินทรีย์ของอุภโตพยัญชนกะทั้งสองเหล่านั้น พึงมีเครื่องหมายที่ ๒ ไซร้ เครื่องหมายเพศทั้ง ๒ ก็พึงตั้งอยู่แม้ในกาลทุกเมื่อ แต่ว่าหาได้ตั้งอยู่ไม่ เพราะฉะนั้น อินทรีย์นั้นพึงทราบคำนี้ว่า อินทรีย์นั้นของอุภโตพยัญชนกะนั้นเป็นเหตุแห่งเครื่องหมายเพศหามิได้ แต่ในที่นี้ เหตุคือจิตสัมปยุตด้วยราคะมีกรรมเป็นสหาย ก็เพราะอินทรีย์ของอุภโตพยัญชนกะนั้นมีเพียงหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้น อิตถีอุภโตพยัญชนกะ แม้ตนเองก็ตั้งครรภ์ได้ ย่อมทำให้บุคคลอื่นตั้งครรภ์ก็ได้ ส่วนปุริสอุภโตพยัญชนกะย่อมทำบุคคลอื่นให้ตั้งครรภ์ได้ แต่ตนเองย่อมตั้งครรภ์ไม่ได้ ฉะนี้แล.

               อรรถกถาชีวิตินทริยนิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งชีวิตินทรีย์ คำใดที่ข้าพเจ้าควรกล่าวในชีวิตินทริยนิทเทสนี้ คำนั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ในอรูปชีวิตินทรีย์ ในหนหลังแล้วทั้งนั้น ก็ในอรูปชีวิตินทรีย์นั้นตรัสไว้ว่า อรูปธรรมใด ของอรูปธรรมเหล่านั้น แต่ในชีวิตินทริยนิทเทสนี้ตรัสว่า รูปธรรมใด ของรูปธรรมเหล่านั้น เพราะความเป็นรูปชีวิตินทรีย์ นี้เป็นเนื้อความต่างกัน แต่ลักษณะเป็นต้นของรูปชีวีตินทรีย์นั้น พึงทราบอย่างนี้.
               สหชาตรูปานุปาลนลกฺขณํ ชีวิตินฺทริยํ ชีวิตินทรีย์มีการตามรักษารูปที่เกิดพร้อมกันเป็นลักษณะ เตสํ ปวตฺตนรสํ มีความเป็นไปของรูปธรรมเหล่านั้นเป็นรส เตสํเยว ฐปนปจฺจุปฏฺฐานํ มีความดำรงอยู่ซึ่งรูปธรรมเหล่านั้นนั่นแหละเป็นปัจจุปัฏฐาน ยาจยิตพฺพภูตปทฏฺฐานํ มีภูตรูปอันยังรูปธรรมให้ดำเนินไปเป็นปทัฏฐาน ดังนี้แล.

               อรรถกถากายวิญญัตตินิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในกายวิญญัตตินิทเทสต่อไป.
               ในข้อว่า กายวิญญัตติ นี้ก่อน. สภาวะที่ชื่อว่าวิญญัตติ เพราะอรรถว่าความที่คนทั้งหลายก็ดี หรือสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายก็ดี ให้รู้ภาวะของตนด้วยกาย แม้สัตว์ดิรัจฉานก็รู้ความหมายของคนได้ แม้คนก็รู้ความหมายของสัตว์ได้ด้วยสภาวธรรมที่ถือเอานี้โดยทำนองแห่งการถือเอากาย.
               อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าวิญญัตติ เพราะอรรถว่าตนเองย่อมให้ผู้อื่นรู้ได้โดยทำนองแห่งการกำหนดกาย. วิญญัตติคือกาย กล่าวคือการไหวกาย ที่ตรัสไว้ในคำมีอาทิว่า กาเยน สํวโร สาธุ (การสำรวมกายเป็นการดี) ดังนี้ ชื่อว่ากายวิญญัตติ.
               อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่ากายวิญญัตติ เพราะอรรถว่าย่อมแสดงให้รู้ด้วยกาย เพราะเป็นเหตุให้รู้ความประสงค์ด้วยการไหวกายต่างๆ และเพราะตนเองก็จะพึงรู้โดยประการนั้น.
               ในคำมีอาทิว่า กุสลจิตฺตสฺส วา (ของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล) อธิบายว่า จิตของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศลด้วยจิต ๙ คือ กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง อภิญญาจิต ๑ ดวง หรือผู้มีจิตเป็นอกุศลด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง หรือมีจิตที่เป็นอัพยากฤต ด้วยกิริยาจิต ๑๑ ดวง คือ มหากิริยาจิต ๘ ดวง ปริตตกิริยาจิต ๒ ดวง อภิญญาที่เป็นรูปาวจรกิริยาจิต ๑ ดวง อื่นๆ จากนี้ ย่อมไม่ยังวิญญัตติให้เกิดได้. ก็พระเสกขะ พระอเสกขะและปุถุชนก็มีวิญญัตติ ด้วยจิตมีประมาณเท่านี้แหละ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงวิญญัตติโดยเป็นเหตุด้วยบททั้ง ๓ ด้วยสามารถแห่งธรรมมีกุศลเป็นต้นเหล่านี้ (คือกุศล อกุศลกิริยา).
               บัดนี้ เพื่อทรงแสดงวิญญัตติโดยผลด้วยบททั้ง ๖#- จึงตรัสว่า อภิกฺกมนฺตสฺส วา (ก้าวไปอยู่) เป็นต้น.
____________________________
#- ๑ ก้าวไปอยู่ ๒ ถอยกลับอยู่ ๓ แลดูอยู่ ๔ เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ ๕ คู้เข้าอยู่ ๖ เหยียดออกอยู่.

               จริงอยู่ การก้าวไปเป็นต้น ชื่อว่าผลของวิญญัตติ เพราะเป็นไปด้วยอำนาจวิญญัตติ.
               บรรดาบททั้งหลายมีการก้าวไปเป็นต้นเหล่านั้น บทว่า อภิกฺกมนฺตสฺส (ก้าวไปอยู่) ได้แก่ นำกายไปข้างหน้า.
               บทว่า ปฏิกฺกมนฺตสฺส (ถอยกลับอยู่) ได้แก่ นำกายกลับมาข้างหลัง.
               บทว่า อาโลเกนฺตสฺส (แลดูอยู่) ได้แก่ แลดูตรงๆ.
               บทว่า วิโลเกนฺตสฺส ได้แก่ แลดูทางโน้นแลดูทางนี้.
               บทว่า สมฺมิญฺชนฺตสฺส (คู้เข้าอยู่) ได้แก่ งอข้อต่อทั้งหลาย.
               บทว่า ปสาเรนฺตสฺส (เหยียดออกอยู่) ได้แก่ เหยียดข้อต่อทั้งหลาย.
               บัดนี้ เพื่อแสดงวิญญัตติโดยสภาวะด้วยบททั้ง ๖ จึงตรัสว่า กายสฺส ถมฺภนา (ความเคร่งตึงของกาย) เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายสฺส (ของกาย) ได้แก่ ของสรีระ. สภาวะที่ชื่อว่าความเคร่งตึง (ถมฺภนา) เพราะอรรถว่าทำกายให้แข็งแล้วให้กระด้าง. สภาวะที่เคร่งตึงนั้นนั่นแหละ ตรัสเรียกว่ากิริยาที่เคร่งตึง ด้วยดี (สนฺถมฺภนา) เพราะเพิ่มด้วยอุปสรรค.
               อีกอย่างหนึ่ง ความเคร่งตึงมีกำลังมาก ชื่อว่าสันถัมภนา. ความเคร่งตึงด้วยดี ชื่อว่าสันถัมภิตัตตัง. ชื่อว่าวิญญัตติ (การแสดงให้รู้ความหมาย) ด้วยสามารถแห่งการให้รู้ให้เข้าใจ. กิริยาที่ให้เข้าใจความหมาย ชื่อว่าวิญญาปนา. ความแสดงให้รู้ความหมาย ชื่อว่าวิญญาปิตัตตัง. คำที่เหลือใดที่พึงกล่าวในที่นี้ คำนั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ในทวารกถาในหนหลังแล้วแล.

               อรรถกถาวจีวิญญัตตินิทเทส               
               ในวจีวิญญัตติก็เหมือนกัน แต่ว่าเนื้อความของบทว่า วจีวิญญัตติ ดังนี้ และบทนิทเทสทั้งหลายที่ข้าพเจ้ายังมิได้กล่าวไว้ในทวารกถานั้น พึงทราบอย่างนี้ว่า
               ที่ชื่อว่าวิญญัตติ เพราะอรรถว่าคนก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี ซึ่งจะให้รู้ภาวะของตนด้วยวาจา แม้สัตว์เดรัจฉานก็รู้ภาวะของคนได้ หรือคนก็รู้ภาวะของสัตว์ได้ ด้วยสภาวะนี้ โดยกำหนดเอาตามทำนองแห่งการกำหนดคำพูด. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าวิญญัตติ เพราะอรรถว่าย่อมรู้ความหมายโดยทำนองแห่งการกำหนดคำพูดได้โดยตนเอง. วิญญัตติคือวจี กล่าวคือการเคลื่อนไหวที่ตรัสไว้ในพระบาลีมีอาทิว่า สาธุ วาจาย สํวโร (ความสำรวมทางวาจาเป็นการดี) ดังนี้ ชื่อว่าวจีวิญญัตติ.
               อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าวจีวิญญัตติ เพราะอรรถว่าการแสดงความหมายให้รู้ทางวาจา เพราะเป็นเหตุให้เข้าใจความประสงค์ได้ด้วยเสียงของวาจา และเพราะตนเองก็จะพึงรู้โดยประการนั้น.
               พึงทราบวินิจฉัยในคำเป็นต้นว่า วาจา คิรา (การพูดเปล่งวาจา) ต่อไป.
               ที่ชื่อว่า วาจา (การพูด) เพราะอรรถว่าเป็นสภาพอันเขากล่าว. ที่ชื่อว่า คิรา (การเปล่งวาจา) เพราะอรรถว่าอันบุคคลเปล่ง. ที่ชื่อว่า วากฺยเภโท (การกล่าว) เพราะอรรถว่าการเจรจา. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า พฺยปฺปโถ (การเปล่งวาจา) เพราะอรรถว่าคำพูดนั้นด้วย เป็นทางของบุคคลผู้ประสงค์จะรู้เนื้อความและยังผู้อื่นให้รู้ด้วย. ที่ชื่อว่า อุทีรณํ (การกล่าว) เพราะอรรถว่าย่อมเปล่งออก. ที่ชื่อว่าโฆสะ (การป่าวร้อง) เพราะอรรถอันเขาย่อมโฆษณา.
               ที่ชื่อว่ากรรม เพราะอรรถว่าอันเขาย่อมกระทำ. กรรมคือการโฆษณา ชื่อว่าโฆสกรรม. อธิบายว่า เขาทำโฆษณาโดยประการต่างๆ. เพื่อให้รู้ว่า การเปล่งวาจา ชื่อว่า วจีเภท แต่วจีเภท (คือการเปล่งวาจา) นั้นมิใช่การทำลาย เป็นวาจาที่แตกต่างกันเท่านั้น จึงตรัสว่า วาจา วจี เภโท (วาจา การแสดงความหมายให้รู้ทางวาจา) ดังนี้. สัททวาจานั่นเอง พระองค์ทรงแสดงด้วยบทแม้ทั้งปวงเหล่านี้.
               บัดนี้ ทรงประสงค์จะแสดงวจีวิญญัตตินั้นโดยสภาวะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งบททั้งหลายมีวิญญัตติเป็นต้นแห่งเนื้อความที่กล่าวในหนหลังที่ประกอบวาจานั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ยา ตาย วาจาย วิญฺญตฺติ (แสดงให้รู้ความหมายด้วยวาจานั้น อันใด ดังนี้). คำนั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.
               บัดนี้ เพื่อมิให้หลงใหลในจิตอันยังวิญญัตติให้ตั้งขึ้น พึงทราบปกิณกธรรมนี้คือ จิต ๓๒ ดวง จิต ๒๖ ดวง จิต ๑๙ ดวง จิต ๑๖ ดวงสุดท้าย. จริงอยู่ จิต ๓๒ ดวง ย่อมยังพหิรูปให้ตั้งขึ้น ย่อมอุปถัมภ์อิริยาบถ ย่อมยังวิญญัตติแม้ทั้ง ๒ ให้เกิดขึ้น. จิต ๒๖ ดวง ย่อมยังวิญญัตตินั่นแหละให้เกิดขึ้น ย่อมกระทำทั้ง ๒ นอกนี้ด้วย. จิต ๑๙ ดวง ย่อมยังรูปนั่นแหละให้ตั้งขึ้น แต่ไม่กระทำ ๒ อย่างนอกนี้. จิต ๑๖ ดวง ไม่กระทำหน้าที่แม้สักอย่างหนึ่งในบรรดา ๓ อย่างนั้น (ให้เกิดอุปถัมภ์ ให้เกิดวิญญัติ).
               ในปกิณกธรรมเหล่านั้น คำว่า จิต ๓๒ คือจิตที่กล่าวในหนหลังนั่นแหละคือ กามาวจรกุศล ๘ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๐ อภิญญาจิตของพระเสกขะปุถุชน ๑ อภิญญาจิตของพระขีณาสพทั้งหลาย ๑.
               คำว่า จิต ๒๖ คือรูปาวจรกุศลจิต ๕ รูปาวจรกิริยา ๕ อรูปาวจรกุศลจิต ๔ อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔.
               คำว่า จิต ๑๙ คือกามาวจรกุศลวิบาก ๑๑ อกุศลวิบาก ๒ กิริยามโนธาตุ ๑ รูปาวจรวิบากจิต ๕.
               คำว่า จิต ๑๖ คือทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ปฏิสนธิจิตของสัตว์ทั้งหมด ๑ จุติจิตของพระขีณาสพ ๑ อรูปวิบากจิต ๔. จิต ๑๖ เหล่านี้ย่อมไม่กระทำให้รูปเกิด อุปถัมภ์และวิญญัตติ แม้สักอย่างหนึ่งเลย. จิตที่เกิดขึ้นในอรูปแม้อื่นอีกมากก็ไม่ทำรูปให้เกิดขึ้นเพราะไม่มีโอกาส ก็จิตเหล่าใดย่อมยังกายวิญญัตติให้ตั้งขึ้น จิตเหล่านั้นเทียวย่อมยังวจีวิญญัตติให้ตั้งขึ้นด้วย.

               อรรถกถาอากาศธาตุนิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งอากาศธาตุต่อไป.
               สภาวะที่ชื่อว่าอากาศ เพราะอรรถว่าอันใครๆ ย่อมไถไม่ได้ ทำให้เป็นรอยไม่ได้ คือว่าไม่อาจเพื่อจะไถ หรือเพื่อจะตัด หรือเพื่อทำให้แตก. อากาศนั่นแหละเรียกว่า อากาสคตํ (ถึงการนับว่าเป็นอากาศ) เหมือนคำว่า เขลคตํ (ถึงการนับว่าเป็นน้ำลาย) เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อากาศ ชื่อว่า อากาสคตํ เพราะสัตว์ถึงแล้ว. ที่ชื่อ อฆํ (ความว่างเปล่า) เพราะอันอะไรๆ ย่อมไม่กระทบ คือไม่มีอะไรถูกต้องได้. อฆะนี้นั่นแหละเรียกว่า อฆคตํ. ที่ชื่อว่า วิวโร (ช่องว่าง) เพราะอรรถว่าเป็นช่อง.
               คำว่า อสมฺผุฏฺฐํ จตูหิ มหาภูเตหิ (อันมหาภูตรูป ๔ ไม่ถูกต้องแล้ว) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงอากาศอันโล่งที่มหาภูตรูปเหล่านี้ไม่ถูกต้องแล้ว. แต่เมื่อว่าโดยลักษณะเป็นต้น รูปปริจฺเฉทลกฺขณา อากาศธาตุมีการคั่นไว้ซึ่งรูปเป็นลักษณะ อากาสธาตุรูปปริยนฺตปฺปกาสนรสา มีการประกาศที่สุดของรูป ของอากาศธาตุเป็นรส รูปมริยาทปจจุปฏฺฐานา มีขอบเขตของรปเป็นปัจจุปัฏฐาน อสมฺผุฏฺฐภาวฉิทฺทวิวรภาวปจฺจุปฏฺฐานา วา หรือมีภาวะอันมหาภูตรูปถูกต้องไม่ได้มีภาวะที่ภูตรูปคั่นไว้ และมีภาวะที่เป็นช่องว่างโล่งเป็นปัจจุปัฏฐาน ปริจฺฉินฺนรูปปทฏฺฐานา มีรูปที่คั่นไว้เป็นปทัฏฐาน. เมื่อรูปทั้งหลายอันอากาศธาตุใดคั่นไว้แล้ว รูปนี้ก็มีเบื้องบนเบื้องต่ำ และเบื้องขวางโดยอากาศธาตุนั้น.
               เบื้องหน้าแต่นี้ พึงทราบนิทเทสแห่งธรรมทั้งหลายมีรูปลหุตาเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวไว้ในธรรมทั้งหลายมีจิตลหุตาเป็นต้นนั่นแหละ แต่ในที่นี้ว่าโดยลักษณะเป็นต้น อทนฺธตาลกฺขณา รูปสฺส ลหุตา ลหุตารูป มีอันไม่เชื่องช้าเป็นลักษณะ รูปานํ ครุภาววิโนทนรสา มีความบรรเทาความหนักแห่งรูปทั้งหลายเป็นรส ลหุปริวตฺติตาปจฺจุปฏฺฐานา มีการเปลี่ยนได้เร็วเป็นปัจจุปัฏฐาน ลหุรูปปทฏฺฐานา มีรูปเบาเป็นปทัฏฐาน.
               อถทฺธตาลกฺขณา รูปสฺส มุทุตา มุทุตารูป มีอันไม่แข็งเป็นลักษณะ รูปานํ ถทฺธภาววิโนทนรสา มีการบรรเทาความแข็งของรูปทั้งหลายเป็นรส สพฺพกิริยาสุ อวิโรธิตาปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่เป็นข้าศึกกันในการกระทำทั้งปวงเป็นปัจจุปัฏฐาน มุทุรูปปทฏฺฐานา มีรูปที่อ่อนเป็นปทัฏฐาน.
               สรีรกิริยานุกุลกมฺมญฺญภาวลกฺขณา รูปสฺส กมฺมญฺญตา กัมมัญญตารูปมีการควรแก่การงานโดยสมควรแก่การกระทำสรีระเป็นลักษณะ อกมฺมญฺญภาววิโนทนรสา มีความบรรเทาความไม่ควรแก่การงานเป็นรส อทุพฺพลภาวปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่ทุรพลเป็นปัจจุปัฏฐาน กมฺมญฺญรูปปทฏฺฐานา มีรูปที่ควรแก่การงานเป็นปทัฏฐาน.
               ก็วิการรูปทั้ง ๓ เหล่านี้ไม่ละซึ่งกันและกัน เมื่อความเป็นอย่างนั้น มีอยู่ บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งรูปทั้ง ๓ เหล่านั้น อย่างนี้ว่า ภาวะที่เบา คือความไม่เชื่องช้าแห่งรูปทั้งหลาย มีอาการเป็นไปได้เร็วเหมือนคนไม่มีโรค มีสมุฏฐานเกิดแต่ปัจจัยซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อธาตุกำเริบซึ่งทำให้รูปเชื่องช้าอันใด วิการรูปนั้น ชื่อว่าลหุตารูป. ความที่รูปทั้งหลายมีความอ่อนดุจหนังที่ขยำไว้ดีแล้ว มีอาการทำให้อ่อนเป็นไปตามอำนาจในการกระทำทั้งปวงได้ต่างๆ กัน มีสมุฏฐานเกิดแต่ปัจจัยซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อธาตุกำเริบอันทำให้รูปแข็ง อันใด วิการรูปนั้นชื่อว่ามุทุตารูป. แต่ความที่รูปทั้งหลายควรแก่การงานเหมือนทองคำที่หลอมไว้ดีแล้ว มีอาการคล้อยตามในการกระทำของสรีระ มีสมุฏฐานเกิดแต่ปัจจัยซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อธาตุกำเริบ อันทำให้รูปไม่คล้อยตามของการกระทำในสรีระ อันใด วิการรูปนั้น ชื่อว่ากัมมัญญตารูป.
               อนึ่ง วิการรูปแม้ทั้ง ๓ นั่นย่อมอาจเพื่อทำการงานได้ ก็หาไม่ รูปที่เกิดจากอาหารเป็นต้น (คือเกิดแต่จิตและอุตุด้วย) เท่านั้นย่อมทำการงานได้. จริงอย่างนั้น พวกพระโยคีจึงพูดกันว่า วันนี้พวกเราได้อาหารเป็นสัปปายะ กายของเราจึงเบาอ่อนควรแก่การงาน วันนี้พวกเราได้อุตุสัปปายะ วันนี้จิตของพวกเราจึงสงบ กายของพวกเราเบาอ่อนควรแก่การงาน ดังนี้.

               อรรถกถาอุปจยะและสันตตินิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งอุปจยะและสันตติต่อไป.
               บทว่า อายตนานํ (อายตนะทั้งหลาย) ได้แก่ รูปายตนะ ๑๐ ทั้งกึ่ง (คือ ๑๐ กับครึ่งหนึ่ง).
               บทว่า อาจโย (ความสั่งสม) ได้แก่ ความบังเกิดขึ้น.
               บทว่า โส รูปสฺส อุปจโย (นั้นเป็นความเกิดแห่งรูป) ได้แก่ ความเกิดสั่งสมแห่งอายตนะอันเกิดขึ้นบ่อยๆ อันใด อันนั้นแหละ ชื่อว่าความเกิดสั่งสมแห่งรูป. อธิบายว่า ย่อมเติบโตขึ้น. ความเกิดสั่งสมแห่งรูปอันใด อันนั้นเป็นสันตติ (ความสืบต่อ) ของรูป เพราะฉะนั้น ความเจริญของรูปทั้งหลายอันสั่งสมแล้วด้วยอาการอย่างนี้ อันใด ในเวลาที่รูปเป็นไปยิ่งกว่านั้น ความเจริญนั้น ชื่อว่าสันตติของรูปคือความเป็นไปของรูป. เหมือนอย่างว่า เมื่อบุคคลขุดหลุมใกล้ฝั่งแม่น้ำ ความสั่งสมเกิดขึ้นเหมือนเวลาที่น้ำไหลไปยังหลุม. ความเกิดขึ้นเจริญแล้ว เหมือนเวลาที่น้ำเต็มหลุม พึงทราบว่าสันตติเป็นไปดุจเวลาที่น้ำไหลท่วมไปฉะนั้น.
               ถามว่า ด้วยนิทเทสคำว่า โย อายตนานํ อาจโย เป็นต้นอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างไร?
               ตอบว่า พระองค์ตรัสความเริ่มเกิดด้วยอายตนะ ตรัสอายตนะด้วยความเริ่มเกิด เป็นอันตรัสความเริ่มเกิดและตรัสอายตนะนั่นแหละไว้แล้ว.
               ถามว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น พระองค์ตรัสไว้อย่างไร?
               ตอบว่า พระองค์ตรัสถึงความเริ่มเกิด ความสั่งสม ความเกิด ความเจริญของสันตติรูปทั้ง ๔.
               จริงอยู่ เมื่อว่าโดยอรรถ รูปทั้ง ๒ แม้นี้ (อุปจยะ สันตติ) เป็นชื่อของรูปที่เกิดเท่านั้น แต่ว่าโดยความต่างกันแห่งอาการและด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำอุทเทสและนิทเทสด้วยคำว่า อุปจโย สนฺตติ แต่เพราะในอุทเทสนี้ ไม่มีความแตกต่างกันโดยอรรถ ฉะนั้น จึงตรัสไว้ในนิทเทสว่า โย อายตนานํ อาจโย โส รูปสฺส อุปจโย โย รูปสฺส อุปจโย โส รูปสฺส สนฺตติ (ความสั่งสมแห่งอายตนะทั้งหลาย อันใด อันนั้นเป็นความเกิดแห่งรูป ความเกิดแห่งรูปอันใด อันนั้นเป็นความสืบต่อแห่งรูป) ดังนี้.
               อนึ่ง เพราะรูปนี้แม้ทั้ง ๒ (อุปจยะและสันตติ) เป็นชื่อของรูปที่เกิดอย่างเดียวกัน ฉะนั้นในนิทเทสนี้ บัณฑิตพึงทราบ (ลักขณาทิจตุกะของรูปทั้ง ๒ นั้น) ว่า
               อาจยลกฺขโณ รูปสฺส อุปจโย อุปจยรูปมีความเริ่มเกิดเป็นลักษณะ ปุพฺพนฺตโต รูปานํ อุมฺมุชฺชาปนรโส มีการยังรูปทั้งหลายให้เกิดดุจขันธ์อันเป็นส่วนเบื้องต้นเป็นรส นิยาตนปจฺจุปฏฺฐาโน ปริปุณฺภาวปจฺจุปฏฺฐาโน วา มีการมอบให้เป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีความบริบูรณ์เป็นปทัฏฐาน อุปจิตรูปปทฏฺฐาโน มีรูปที่เกิดแล้ว (คือรูปที่ถึงอุปาทขณะ) เป็นปทัฏฐาน.
               ปวตฺติลกฺขณา รูปสฺส สนฺตติ สันตติรูปมีความเป็นไป (คือเป็นไปด้วยอำนาจความสืบต่อ) เป็นลักษณะ อนุปฺปพนฺธนรสา มีการสืบต่อกันโดยลำดับ (คือการสืบต่อด้วยอำนาจรูปเบื้องต้นและเบื้องปลาย) เป็นรส อนุปฺปจฺเฉทปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่ขาดจากกัน (มีความไม่ขาดจากรูปเบื้องต้นและเบื้องปลาย) เป็นปัจจุปัฏฐาน อนุปฺปพนฺธรูปปทฏฺฐานา มีรูปที่สืบต่อกันเป็นปทัฏฐาน.

               อรรถกถาชรตานิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งชรตา ต่อไป.
               ที่ชื่อว่า ชรา ด้วยอำนาจแห่งรูปที่แก่. ในนิทเทสแห่งชรานี้ มีความขยายสภาวะว่า อาการแห่งการคร่ำคร่า ชื่อว่าความคร่ำคร่า. อาการทั้ง ๓ มีคำว่า ฟันหัก เป็นต้น มีการขยายกิจคือล่วงกาลผ่านวัยไปทีเดียว อาการ ๒ ข้างปลาย เป็นการขยายความตามปกติ (คือเป็นไปตามธรรมชาติ).
               จริงอยู่ ด้วยบทว่า ชรานี้ พระองค์ทรงแสดงชรานี้โดยสภาวะ เพราะเหตุนั้น คำว่า ชรานี้ จึงเป็นการอธิบายสภาวะของชรานั้น. ด้วยบทว่า ชิรณตา นี้ ทรงแสดงโดยอาการ. เพราะฉะนั้น คำว่า ชิรณตา นี้ จึงเป็นอธิบายอาการของรูปชิรณตานั้น. ด้วยบทว่า ความมีฟันหลุด นี้ ทรงแสดงโดยกิจคือกระทำภาวะที่ฟันและเล็บหลุดโดยกาลผ่านวัย. ด้วยบทว่า ปาลิจฺจํ ความมีผมหงอกนี้ ทรงแสดงโดยกิจ คือ ความที่ผมและขนทั้งหลายหงอก. ด้วยบทว่า มีหนังเป็นเกลียว นี้ทรงแสดงโดยกิจ คือกระทำเนื้อให้เหี่ยว แล้วทำหนังให้ย่นเป็นเกลียว. เพราะฉะนั้น บททั้ง ๓ มีฟันหลุดเป็นต้นนี้ เป็นการขยายความถึงกิจที่ล่วงกาลผ่านวัยแห่งรูปนั้น. ด้วยบททั้ง ๓ เหล่านั้น พระองค์ทรงแสดงปากฏชรา คือความแก่ที่ปรากฏโดยอำนาจแห่งการเห็นวิการรูปเหล่านี้. เหมือนอย่างว่า ทางที่น้ำบ่าไปหรือลมพัดไป ย่อมปรากฏโดยการพังทะลายหญ้าและต้นไม้เป็นต้น หรือว่าทางที่ไฟไหม้เตียนโล่งไปย่อมปรากฏ ทางมีน้ำเป็นต้นผ่านไปแล้วนั้นยังปรากฏ แต่น้ำเป็นต้นเหล่านั้นมิได้ปรากฏให้เห็นอยู่ ข้อนี้ฉันใด ทางที่ชราผ่านไปแล้ว โดยอำนาจแห่งความแตกหักในอวัยวะ มีฟันหลุดเป็นต้นย่อมปรากฏ เพราะบุคคลลืมตาดูก็รู้ได้ แต่สภาวะมีฟันหลุดเป็นต้น ลืมตาดูรู้ไม่ได้ ชราก็รู้ไม่ได้ เพราะชราจักขุวิญญาณรู้ไม่ได้.
               ก็ด้วยประเภทบทเหล่านี้ว่า ความเสื่อมอายุ ความหง่อมแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความแก่โดยปกติอันสิ้นไปแห่งอายุ ด้วยสำคัญแห่งการแก่รอบแห่งอินทริย์มีจักษุเป็นต้น แจ่มแจ้งแล้วโดยล่วงกาลผ่านวัยทีเดียว ด้วยเหตุนั้น พึงทราบสองประการหลังนี้ว่าเป็นนิทเทสโดยปกติแห่งชรตานั้น. ในอาการทั้งสองเหล่านั้น เพราะอายุของบุคคลผู้ถึงความแก่แล้ว ย่อมเสื่อมลง ฉะนั้น จึงตรัสชราโดยมุ่งถึงผลว่า ชรา อายุโน สํหานิ (ชราคือความเสื่อมแห่งอายุ) ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง เพราะเวลาที่คนยังเป็นหนุ่ม อินทรีย์ทั้งหลาย มีจักขุเป็นต้นผ่องใสสามารถรับอารมณ์แม้ละเอียดของตนได้โดยง่ายนั่นแหละ แต่เมื่อถึงความชราแล้วอินทรีย์ทั้งหลายก็จะหง่อม งกเงิ่น ไม่คล่องแคล่ว ไม่สามารถจะรับอารมณ์แม้อันหยาบของตนได้ฉะนั้น จึงตรัสชราโดยผลูปจารนัยว่า ความหง่อมแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ดังนี้.

               ว่าโดยชรา ๒ อย่าง               
               ก็ชรานี้นั้นทรงยกขึ้นแสดงไว้อย่างนี้ว่า ชราแม้ทั้งหมดมี ๒ อย่าง คือ ปากฏชรา (ชราปรากฏ) ปฏิจฉันนชรา (ชราปกปิด). บรรดาชรา ๒ เหล่านั้น ชราในรูปธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าปากฏชรา เพราะแสดงความแตกหักเป็นต้น ในอวัยวะมีฟันเป็นต้น แต่ชราในอรูปธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิจฉันนชรา เพราะไม่แสดงพิการเช่นนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง ยังมีชราอีก ๒ อย่าง คือ
                         อวีจิชรา (ชราไม่มีคลื่น)
                         สวีจิชรา (ชรามีคลื่น).
               ในชรา ๒ อย่างเหล่านั้น พึงทราบว่า ชราที่ชื่อว่าอวีจิชรา เพราะความต่างกันแห่งวรรณะเป็นต้น ภายในระหว่างๆ เป็นชราที่รู้ได้ยาก ดุจชราของแก้วมณี ทองคำ เงิน แก้วประพาฬ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นต้น ดุจชราของสัตว์มีชีวิตทั้งหลายในเวลาที่เป็นมันททสกะเป็นต้น และดุจชราของสิ่งไม่มีชีวิตทั้งหลายมีในเวลาที่มีดอก มีผลและหน่อเป็นต้น ได้แก่นิรันตรชรา.
               ส่วนชราที่ชื่อว่าสวีจิชรา เพราะความต่างกันแห่งวรรณะเป็นต้น ภายในระหว่างๆ ในสิ่งเหล่าอื่นตามที่กล่าวแล้ว นอกจากนั้นเป็นของรู้ได้โดยง่าย ดังนี้.
               ว่าโดยลักขณาทิจตุกะของชรตารูป พึงทราบว่า
               รูปปริปากลกฺขณา รูปสฺส ชรตา ชรตารูป มีความหง่อมแห่งรูปเป็นลักษณะ อุปนยรสา มีการน้อมเข้าไปใกล้ความตายเป็นรส สภาวานปคเมปิ นวภาวาปคมปจฺจุปฏฺฐานา มีความปราศจากของใหม่แม้ยังไม่ปราศจากภาวะของตนเป็นปัจจุปัฏฐาน วีหิปุราณภาโว วิย ปริปจฺจมานรูปปทฏฺฐานา มีรูปที่หง่อมอยู่ดุจข้าวเหนียวเก่าเป็นปทัฏฐาน.

               อรรถกถาอนิจจตานิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งอนิจจตารูปต่อไป.
               รูปที่ชื่อว่า ขโย (ความสิ้นไป) ด้วยอำนาจแห่งการถึงความสิ้นไป ที่ชื่อว่า วโย (ความเสื่อมไป) ด้วยอำนาจแห่งการเข้าถึงความเสื่อม ที่ชื่อว่า เภโท (ความแตกไป) ด้วยอำนาจแห่งความแตก.
               อีกอย่างหนึ่ง รูปที่ชื่อว่า ขโย เพราะอรรถว่าเป็นที่สิ้นไป ที่ชื่อว่า วโย เพราะอรรถว่าเป็นที่เสื่อมไป ที่ชื่อว่า เภโท เพราะอรรถว่าเป็นที่แตกดับไป เพราะรูปถึงอาการนั้นแล้วย่อมสิ้นไป ย่อมเสื่อมไปและย่อมแตกไป ความแตกไปนั่นเอง เรียกว่าปริเภท (ความทำลายไป) เพราะทรงเพิ่มบทด้วยอุปสรรค.
               สภาวะที่ชื่อว่าอนิจจัง เพราะอรรถว่าไม่เที่ยงคือมีแล้วหามีไม่. ภาวะแห่งอนิจจังนั้น ชื่อว่าอนิจจตา (ความไม่เที่ยง) ชื่อว่าอันตรธาน เพราะอรรถว่าเป็นที่อันตรธาน.
               จริงอยู่ รูปถึงมรณะแล้วย่อมอันตรธาน คือย่อมถึงความไม่เห็น รูปเท่านั้น ถึงความไม่เห็นอย่างเดียวก็หาไม่ เบญจขันธ์แม้ทั้งหมดก็อันตรธานไป เพราะฉะนั้น รูปนี้แหละ พึงทราบว่าเป็นลักษณะความไม่เที่ยงแห่งขันธ์แม้ทั้ง ๕ ก็เมื่อว่าโดยลักขณะเป็นต้น พึงทราบว่า
               ปริเภทลกฺขณา รูปสฺส อนิจฺจตา อนิจจตารูปมีความทำลายเป็นลักษณะ สํสีทนรสา มีการจมลงเป็นรส ขยวยปจฺจุปฏฺฐานา มีความสิ้นไปเสื่อมไปเป็นปัจจุปัฏฐาน ปริภิชฺชมานรูปปทฏฺฐานา มีรูปที่กำลังทำลายไปเป็นปทัฏฐาน.

               ว่าด้วย ชาติ ชรา มรณะดุจปัจจามิตร ๓ คน               
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาชาติ (ความเกิด) ชรา (ความแก่) แสดงไว้ในหนหลังแล้ว แต่ในที่นี้ทรงถือเอามรณะ (ความตาย) ธรรมทั้ง ๓ เหล่านี้ เป็นเช่นกับปัจจามิตร ผู้เงื้อดาบขึ้นประหารสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้.
               เหมือนอย่างว่า ปัจจามิตร ๓ คน เที่ยวแสวงหาช่องประทุษร้ายบุรุษ บรรดาปัจจามิตร ๓ คนนั้น คนหนึ่งพูดอย่างนี้ว่า การพาบุรุษนี้ออกเข้าไปสู่ดง เป็นหน้าที่ของเรา คนที่ ๒ พูดว่า ในเวลาที่บุรุษนั้นถึงดงแล้ว การโบยตีให้ล้มลงบนแผ่นดินเป็นหน้าที่ของเรา คนที่ ๓ พูดว่า จำเดิมแต่เวลาที่บุรุษนั้นล้มลงที่ดงแล้ว การเอาดาบตัดศีรษะเป็นหน้าที่ของเรา ดังนี้ ฉันใด
               ธรรมเหล่านี้มีชาติเป็นต้น เห็นปานนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชาติเป็นเช่นกับปัจจามิตรผู้นำบุรุษออกให้เข้าไปสู่ดง เพราะให้สัตว์บังเกิดในที่นั้นๆ. ชราเป็นเช่นกับปัจจามิตรผู้โบยตีบุรุษผู้ถึงดงแล้วให้ล้มลงยังแผ่นดิน เพราะกระทำขันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วให้ทุรพล ให้อาศัยคนอื่น ให้มุ่งไปสู่เตียงนอน. มรณะเป็นเช่นกับปัจจามิตรผู้เอาดาบตัดศีรษะของบุรุษผู้ล้มลงที่ดง เพราะยังขันธ์ทั้งหลายซึ่งถึงชราแล้วให้ถึงความสิ้นชีวิต ดังนี้.

               อรรถกถากพฬิงการาหารนิทเทส               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งกพฬิงการาหาร ต่อไป.
               อาหารที่ชื่อว่า กพฬิงการ เพราะถูกกระทำให้เป็นก้อน (เป็นคำข้าว) ชื่อว่าอาหาร เพราะอรรถว่าย่อมถูกกลืนกิน. อธิบายว่า บุคคลทำคำข้าวแล้ว ย่อมกลืนกิน. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าอาหาร เพราะอรรถว่าย่อมนำมาซึ่งรูป.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงยกชื่อขึ้นแสดงด้วยอำนาจแห่งวัตถุอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงอาหารนั้นนั่นแหละด้วยสามารถแห่งวัตถุอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า โอทโน กุมฺมาโส (ข้าวสุก ขนมสด) ดังนี้. จริงอยู่ อาหาร ๑๒ อย่างมีข้าวสุกเป็นต้น มีน้ำอ้อยเป็นที่สุด เป็นวัตถุแห่งอาหารที่ทรงประสงค์เอาในที่นี้. อาหารมีรากไม้และผลไม้เป็นต้นที่ไม่ได้ตรัสไว้ในพระบาลี ก็รวมเข้าในเยวาปนกธรรม.
               บัดนี้ เพื่อจะแสดงอาหารเหล่านั้นมีรากไม้ผลไม้เป็นต้นโดยควรแก่สัตว์ทั้งหลายพึงกระทำ จึงตรัสคำว่า ยมฺหิ ยมฺหิ ชนปเท (ในชนบทใดๆ) เป็นต้น. ในพระบาลีนั้น อาหารที่ชื่อว่า มุขาสิยํ (อันเป็นของใส่ปาก) เพราะอรรถว่า พึงกลืนกิน คือพึงบริโภคทางปาก. ที่ชื่อว่า ทนฺตวิขาทนํ (ของขบเคี้ยว) เพราะอรรถว่าอันสัตว์พึงขบเคี้ยวด้วยฟัน. ที่ชื่อว่า คลชฺโฌหรณียํ (ของกลืนกิน) เพราะอรรถว่าอันสัตว์พึงกลืนกินทางลำคอ.
               บัดนี้ ทรงประสงค์เพื่อแสดงอาหารนั้นด้วยสามารถแห่งกิจ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า กุจฺฉิวิตฺถมฺภนํ (เป็นของอิ่มท้อง). จริงอยู่ อาหารนั้นมีรากไม้และผลไม้เป็นต้น หรือมีข้าวสุกและขนมสดเป็นต้น อันสัตว์กลืนกินแล้ว ย่อมอิ่มท้อง นี้เป็นกิจของอาหารนั้น.
               บทว่า ยาย โอชาย สตฺตา ยาเปนฺติ (สัตว์ทั้งหลายเลี้ยงชีวิตด้วยโอชาใด) มีคำอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงอาหารอันเป็นวัตถุ ด้วยบททั้งปวงในหนหลังแล้ว บัดนี้ ทรงประสงค์เพื่อแสดงโอชาเท่านั้นอันสำเร็จแล้ว (อันเกิดขึ้นแล้ว) จึงตรัสคำว่า ยาย โอชาย สตฺตา ยาเปนฺติ นี้ไว้.
               ถามว่า ก็บรรดาอาหารที่เป็นวัตถุและโอชาเหล่านี้ กิจของวัตถุเป็นอย่างไร กิจของโอชาเป็นอย่างไร?
               ตอบว่า วัตถุและโอชาเหล่านี้ มีการบำบัดอันตราย และการรักษาร่างกายเป็นกิจ.
               จริงอยู่ อาหารที่เป็นวัตถุย่อมนำอันตรายออกแต่ไม่อาจเพื่อรักษาร่างกาย อาหารที่เป็นโอชาย่อมรักษาร่างกาย แต่ไม่อาจเพื่อนำอันตรายออกไป. อาหารแม้ทั้ง ๒ รวมกันแล้วย่อมอาจแม้เพื่อรักษา ย่อมอาจแม้เพื่อนำอันตรายออกไป.
               ถามว่า ก็อะไรเล่า ชื่อว่าเป็นอันตราย.
               ตอบว่า เตโชธาตุ อันเกิดแต่กรรม.
               จริงอยู่ เมื่อวัตถุมีข้าวสุกเป็นต้นไม่มีภายในท้อง เตโชธาตุอันเกิดแต่กรรมตั้งขึ้นจับเยื่อกระเพาะอาหาร ย่อมยังบุคคลให้พูดว่า ข้าพเจ้าหิวแล้ว จงให้อาหารเถิด ในเวลาที่กินอาหารแล้ว เตโชธาตุอันเกิดแต่กรรมนั้นก็ละเยื่อกระเพาะอาหารไปจับวัตถุ (ที่เป็นอาหาร). ทีนั้นสัตว์ก็มีจิตสงบ.
               เหมือนอย่างว่า ฉายารากษส (รากษสผู้จับสัตว์เข้าไปสู่เงา) จับสัตว์ผู้เข้าไปสู่เงา เอาตรวนทิพย์ล่ามไว้ เบิกบานใจอยู่ในที่อยู่ของตน ในเวลาหิวก็มากัดกินที่ศีรษะ สัตว์นั้นย่อมร้องเพราะถูกกัดกินนั้น พวกมนุษย์ฟังเสียงร้องนั้นก็พากันมาจากที่นั้นๆ ด้วยสำคัญว่า ในที่นี้มีสัตว์ผู้ได้รับทุกข์ ฉายารากษสนั้นก็จับมนุษย์ที่มาแล้วๆ เคี้ยวกินแล้วสบายใจในที่อยู่ของตนฉันใด คำอุปไมยเป็นเครื่องเปรียบเทียบนี้ พึงทราบฉันนั้น.
               ก็เตโชธาตุอันเกิดแต่กรรม เปรียบเหมือนฉายารากษส. เยื่อกระเพาะอาหารเปรียบเหมือนสัตว์ที่ถูกฉายารากษสเอาตรวนทิพย์ล่ามไว้, วัตถุมีข้าวสุกเป็นต้น เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้มาอีก, ความที่เตโชธาตุเกิดแต่กรรม ละวัตถุไปแล้วถือเอาเยื่อกระเพาะอาหารเปรียบเหมือนฉายารากษสลงมากัดที่ศีรษะ, เวลาที่บอกว่า ขอท่านจงให้อาหาร เปรียบเหมือนเวลาที่ร้องของสัตว์ซึ่งถูกกัดศีรษะ, เมื่อเตโชธาตุเกิดแต่กรรมละเยื่อกระเพาะอาหารไปจับเอาวัตถุ สัตว์ทั้งหลายก็มีจิตสงบ เปรียบเหมือนเวลาที่ฉายารากษสจับพวกมนุษย์ที่มาแล้วๆ ด้วยสัญญานั้นเคี้ยวกินสบายใจในที่อยู่ของตน.

               ว่าด้วยอาหารหยาบและละเอียด               
               บรรดาอาหารเหล่านั้น ในวัตถุหยาบมีโอชาน้อย ในวัตถุละเอียดมีโอชาแรง.
               จริงอยู่ คนกินอาหารมีหญ้ากับแก้๑- เป็นต้นครู่เดียวเท่านั้นก็หิวคนดื่มเนยใสเป็นต้น แม้ดำรงอยู่ตลอดวันก็ไม่อยากข้าว. อนึ่ง ในข้อนี้ พึงทราบความหยาบและละเอียดโดยการอาศัยเทียบเคียงกัน.
____________________________
๑- หญ้ากับแก้ เป็นภาษาท้องถิ่นมณฑลพายับ.

               จริงอยู่ เมื่อเทียบเคียงอาหารของพวกจระเข้แล้ว อาหารของพวกนกยูงก็ละเอียด.
               ได้ยินว่า พวกจระเข้กลืนหินเข้าไป และหินเหล่านี้ถึงท้องของพวกมันแล้วย่อมย่อยไป พวกนกยูงย่อมกินสัตว์มีงูและแมลงป่องเป็นต้น แต่เทียบอาหารของพวกนกยูงแล้ว อาหารของหมาป่าก็ละเอียดกว่า ได้ยินว่า พวกหมาป่าเหล่านั้นกินเขาและกระดูกสัตว์ที่ทิ้งไว้ถึง ๓ ปีได้ ก็เขาและกระดูกสัตว์เหล่านั้นพอเปียกน้ำลายของหมาป่าเหล่านั้น ก็อ่อนเหมือนเหง้ามัน เทียบอาหารแม้ของหมาป่าเหล่านั้นแล้ว อาหารของพวกช้างก็ละเอียดกว่า เพราะพวกช้างเหล่านั้นย่อมกินกิ่งไม้ต่างๆ อาหารของพวกโคป่ากวาง และเนื้อเป็นต้นละเอียดกว่าอาหารของพวกช้าง.
               ได้ยินว่า พวกโคป่ากวางและเนื้อเหล่านั้นเคี้ยวกินใบไม้ต่างๆ เป็นต้นที่ไม่แข็ง อาหารพวกโคบ้านละเอียดกว่าอาหารของสัตว์มีโคป่าเป็นต้นแม้เหล่านั้น พวกโคบ้านย่อมเคี้ยวกินหญ้าสดและหญ้าแห้ง อาหารของพวกกระต่ายละเอียดกว่าอาหารของพวกโคเหล่านั้น อาหารของพวกนกละเอียดกว่าอาหารของพวกกระต่าย อาหารของพวกชนผู้อยู่ปัจจันตประเทศละเอียดกว่าอาหารของพวกนก อาหารของพวกผู้กินบ้าน (ผู้ใหญ่ในบ้าน) ละเอียดกว่าอาหารของพวกประจันตประเทศ อาหารของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ละเอียดกว่าอาหารของพวกผู้กินบ้าน อาหารของพระเจ้าจักรพรรดิละเอียดกว่าอาหารของพระราชาและมหาอำมาตย์แม้เหล่านั้น อาหารของพวกภุมเทวดาละเอียดกว่าอาหารของพระเจ้าจักรพรรดิ อาหารของพวกจาตุมมหาราชิกาละเอียดกว่าอาหารของพวกภุมเทวดา.
               ด้วยอาการอย่างนี้ พึงให้พิสดารไปจนถึงอาหารของพวกเทพปรนิมมิตวสวัตดี ก็อาหารของเทพปรนิมมิตวสวัตดีเหล่านั้นถึงการสิ้นสุดแล้วว่า ละเอียดที่สุด.

               ว่าโดยลักขณาทิจตุกะ               
               โอชากฺขโณ กพฬึกาโร อาหาโร กพฬิงการาหารอันบัณฑิตพึงทราบว่า
               มีโอชาเป็นลักษณะ รูปาหรณรโส มีการนำมาซึ่งรูปเป็นรส อุปตฺถมฺภนปจฺจุปฏฺฐาโน มีการอุปถัมภ์เป็นปัจจุปัฏฐาน กพฬํ กตฺวา อาหริตพฺพวตฺถุปทฏฺฐาโน มีวัตถุที่บุคคลทำเป็นคำข้าวแล้วกลืนกิน เป็นปทัฏฐาน.

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ ทุกนิเทศ อุปาทาภาชนีย์ จบ.
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 514อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 515อ่านอรรถกถา 34 / 539อ่านอรรถกถา 34 / 970
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=34&A=4414&Z=4762
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :