ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์
จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวาร

               อธิบายสังคหวาร*               
-----------------------------------------------------
* (บาลี เรียกว่า โกฏฐาสวาร)
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มสังคหวารโดยคำเป็นต้นว่า ตสฺมึ โข ปน สมเย จตฺตาโร ขนฺธา โหนฺติ (ก็ในสมัยนั้นแล ขันธ์ ๔ ย่อมมี) ก็สังคหวารนั้นมี ๓ อย่าง คือ อุทเทส นิทเทสและปฏินิทเทส.
               บรรดาสังคหวารทั้ง ๓ เหล่านั้น วาระที่มีคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า ตสฺมึ โข ปน สมเย จตฺตาโร ขนฺธา (ก็ในสมัยนั้นแล ขันธ์ ๔ ย่อมมี) ดังนี้ พึงทราบว่าเป็นอุทเทส. วาระที่มีคำเป็นต้นว่า กตเม ตสฺมึ สมเย จตฺตาโร ขนฺธา (ขันธ์ ๔ มีในสมัยนั้นเป็นไฉน) ดังนี้ พึงทราบว่าเป็นนิทเทส. วาระที่มีคำเป็นต้นว่า กตโม ตสฺมึ สมเย เวทนากฺขนฺโธ (เวทนาขันธ์มีในสมัยนั้นเป็นไฉน) ดังนี้ พึงทราบว่าเป็นปฏินิทเทส.
               บรรดาวาระเหล่านั้น วาระว่าด้วยอุทเทสมีคำว่า จตฺตาโร ขนฺธา เป็นต้น มีโกฏฐาส ๒๓ พึงทราบเนื้อความโกฏฐาสเหล่านั้น ดังต่อไปนี้
               กามาวจรมหากุศลจิตดวงที่ ๑ ย่อมเกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น ธรรมทั้งหลายเกิน ๕๐ ซึ่งมาในพระบาลีที่เกิดขึ้นเป็นส่วนประกอบของจิตเว้นเยวาปนกธรรม เมื่อประมวลเข้าด้วยกันแม้ทั้งหมด ชื่อว่า ขันธ์ ๔ ด้วยอรรถว่าเป็นกอง ชื่อว่า เป็นอายตนะ ๒ เท่านั้น ด้วยอรรถว่าเป็นที่ต่อตามที่กล่าวมาแล้ว ชื่อว่าเป็นธาตุ ๒ เหมือนกันนั่นแหละ ด้วยอรรถว่าเป็นสภาวะ ด้วยอรรถว่าเป็นสุญญตะ ด้วยอรรถว่าเป็นนิสสัตตะ. ในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นอาหารมี ๓ เท่านั้น ด้วยอรรถว่านำมากล่าวคือเป็นปัจจัย ธรรมที่เหลือไม่ใช่เป็นอาหาร.
               ถามว่า ธรรมที่เหลือเหล่านั้นไม่เป็นปัจจัยของกันและกันหรือ หรือว่าไม่เป็นปัจจัยแก่รูปซึ่งมีธรรมนั้นเป็นสมุฏฐานหรือ?
               ตอบว่า ไม่เป็นปัจจัยหามิได้ แต่ว่าธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นปัจจัยอย่างนั้นก็ได้ ย่อมเป็นโดยประการอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้น ครั้นเมื่อความเป็นปัจจัยแม้มีอยู่ ก็ย่อมเป็นปัจจัยเกินไป ดังนั้น จึงตรัสว่า ธรรมเหล่านั้นว่าเป็นอาหาร.
               ถามว่า ตรัสว่าอย่างไร? ตอบว่า บรรดาอาหารเหล่านั้น ผัสสาหารเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่จิตและเจตสิกเป็นปัจจัยเหล่านั้น และย่อมนำมาซึ่งเวทนา ๓. มโนสัญเจตนาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น และย่อมนำมาซึ่งภพ ๓. วิญญาณาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น และย่อมนำมาซึ่งปฏิสนธินามและรูป.
               ถามว่า วิญญาณาหารนั้นเป็นวิบากอย่างเดียว ส่วนวิญญาณนี้เป็นกุศลวิญญาณ มิใช่หรือ.
               ตอบว่า เป็นกุศลวิญญาณแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น กุศลวิญญาณนั้น ท่านก็เรียกว่าวิญญาณาหารเหมือนกัน เพราะเป็นสภาพเหมือนกับวิปากวิญญาณาหารนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้ง ๓ เหล่านี้ ตรัสเรียกว่าอาหาร เพราะอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์.
               จริงอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยโดยเป็นอุปถัมภกปัจจัยแก่สัมปยุตตธรรมทั้งหลาย เหมือนกพฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่รูปกาย เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ พระองค์จึงตรัสว่า อรูปอาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตธรรม และแก่รูปทั้งหลายที่มีอาหารนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอาหารปัจจัย.
               อีกนัยหนึ่ง ก็ธรรมทั้ง ๓ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าอาหาร ดุจกพฬิงการาหารเป็นปัจจัยพิเศษแห่งสันตติ (ความสืบต่อ) ในภายใน.
               จริงอยู่ กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยพิเศษแก่รูปกายของสัตว์ทั้งหลายผู้มีกพฬิงการาหารเป็นอาหาร ในนามกายผัสสะเป็นปัจจัยพิเศษแก่เวทนา มโนสัญเจตนาเป็นปัจจัยพิเศษแก่วิญญาณ. วิญญาณเป็นปัจจัยพิเศษแก่นามรูป. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร อาศัยอาหารจึงดำรงอยู่ ไม่อาศัยอาหารก็ดำรงอยู่ไม่ได้ เช่นกับที่ตรัสว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป ฉะนั้น.
               ก็ธรรม ๘ เท่านั้น (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มนะ โสมนัส ชีวิตะ) ชื่อว่าอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นอธิบดี ธรรมที่เหลือไม่ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า อินทรีย์ ๘ มีในสมัยนั้น. ธรรม ๕ เท่านั้น ชื่อว่าเป็นองค์ฌาน เพราะอรรถว่าเข้าไปเพ่ง เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า ฌานมีองค์ ๕ ดังนี้. ธรรม ๕ เท่านั้น ชื่อว่าเป็นองค์มรรค เพราะอรรถว่านำออก และเพราะอรรถเป็นเหตุ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่ามรรคมีองค์ ๕ ดังนี้. จริงอยู่ อริยมรรคมีองค์ ๘ แม้ก็จริง แต่ว่าองค์มรรคในโลกิยจิต ไม่ได้วิรติ ๓ พร้อมกัน เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า มรรคมีองค์ ๕.
               ถามว่า แม้มรรคที่เป็นบุรพภาควิปัสสนาก็มีองค์ ๘ เหมือนโลกุตรมรรค ดังในสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ คำว่า ยถาคตมคฺโคติ โข มคฺโค โหติ นี้ เป็นชื่อของอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เพราะความที่เนื้อความนี้ เป็นการแสดงตามยถาคตศัพท์ แม้โลกิยมรรคก็พึงประกอบด้วยองค์ ๘ มิ ใช่หรือ.
               ตอบว่า โลกิยมรรคไม่พึงประกอบด้วยองค์ ๘ เพราะชื่อว่า สุตตันติกเทศนานี้ เป็นปริยายเทศนา ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ส่วนกายกรรม วจีกรรม อาชีวะของเธอบริสุทธิ์ดีแล้วในเบื้องต้นเทียว ดังนี้. ส่วนเทศนานี้เป็นนิปปริยายเทศนา เพราะในโลกิยจิตไม่ได้วิรติ ๓ พร้อมกัน เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า ในโลกิยมรรคได้มรรคมีองค์ ๕ เท่านั้น ดังนี้.
               ก็ธรรม ๗ เท่านั้น (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา หิริ โอตตัปปะ) ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. ธรรม ๓ เท่านั้น (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) ชื่อว่าเป็นเหตุ เพราะอรรถว่าเป็นมูล. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเสวยอารมณ์. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าสัญญา เพราะอรรถจำได้. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าเจตนา เพราะอรรถว่าการตั้งใจ. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าจิต เพราะอรรถว่าคิดและทำให้วิจิตร.
               ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าเวทนาขันธ์ เพราะอรรถว่าเป็นกองและเพราะอรรถว่าเสวยอารมณ์. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าสัญญาขันธ์ เพราะอรรถว่าเป็นกอง และเพราะอรรถว่าจำได้. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าสังขารขันธ์ เพราะอรรถว่าเป็นกอง และเพราะอรรถว่าปรุงแต่ง. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าวิญญาณขันธ์ เพราะอรรถว่าเป็นกอง และเพราะอรรถว่าคิดและกระทำให้วิจิตร. ธรรมนั่นแหละ ชื่อว่ามนายตนะ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง และเพราะอรรถว่าเป็นอายตนะตามที่กล่าวแล้ว. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่ามนินทรีย์ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง และเพราะอรรถว่าเป็นอธิบดี. ธรรมหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่ามโนวิญญาณธาตุ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง และเพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ เป็นสุญญตะ เป็นนิสสัตตะ ธรรมที่เหลือไม่ใช่ธรรม (ตามที่กล่าวมา) ธรรมแม้ทั้งหมดที่เหลือเว้นจิต ชื่อว่าเป็นธรรมายตนะหนึ่ง และเป็นธรรมธาตุหนึ่งนั่นแหละ เพราะอรรถว่าเป็นอายตนะตามที่กล่าวแล้ว ดังนี้.
               ก็ว่าโดยอัปปนาวารนี้ว่า เย วา ปน ตสฺมึ สมเย ดังนี้ แม้ในที่นี้ ท่านก็สงเคราะห์ คือ รวมเอาเยวาปนกธรรมตามที่กล่าวแล้วในหนหลังด้วย คือว่า เยวาปนกธรรม ในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้น เพราะว่า ต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าจักไม่วิจารเท่านี้ บัณฑิตพึงทราบวาระในนิทเทสและปฏินิทเทสทั้งหลายโดยนัยตามที่กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแหละ แม้คำว่า โกฏฐาสวาร ก็เป็นชื่อของสังคหวารนั่นแหละ.

               จบสังคหวาร.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวาร จบ.
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 16อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 73อ่านอรรถกถา 34 / 99อ่านอรรถกถา 34 / 970
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=34&A=848&Z=1092
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com