ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา วิภังคปกรณ์
ขุททกวัตถุวิภังค์ อัฏฐารสกนิเทศ

               อรรถกถาตัณหาวิจริตนิทเทส               
               อธิบายตัณหาวิจริต               
               คำว่า ตณฺหาวิจริตานิ ได้แก่ ความปรากฏแห่งตัณหา ความเป็นไปทั่วแห่งตัณหา.
               คำว่า อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย แปลว่า อาศัยเบญจขันธ์ภายใน.
               ก็คำว่า อชฺฌตฺติกสฺส นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
               คำว่า อสฺมีติ โหติ แปลว่า ตัณหาว่า เรามี ดังนี้ ก็มี ได้แก่ คำว่า เรามี ดังนี้ก็มี เพราะอาศัยขันธปัญจกะภายใน นี้ใด แล้วถือเอาการประชุมแห่งปัญจขันธ์นั้น ด้วยสามารถแห่งตัณหา มานะ ทิฏฐิ.
               อธิบายว่า ครั้นเมื่อการประชุมแห่งปัญจขันธ์นั้นยังมีอยู่ การยึดถือว่าเรามีอยู่ จึงมีในคำว่า อิตฺถสฺมีติ โหติ แปลว่า เราเป็นโดยประการนี้ ดังนี้ ก็มีเป็นต้น พึงทราบว่า เมื่อการยึดถือเอาโดยการประชุมกันว่า เรามีอยู่อย่างนี้ มีอยู่.
               การยึดถือ ๒ อย่างย่อมมี คือความยึดถือเอาโดยการไม่เปรียบเทียบ (อนุปนิธาย) และการถือเอาโดยการเปรียบเทียบ (อุปนิธาย)ฯ
               ใน ๒ อย่างนั้น คำว่า อนุปนิธาย ได้แก่การไม่อาศัยอาการอย่างอื่นว่า เรามีอยู่โดยประการนี้ เพราะทำภาวะของตนเท่านั้นให้เป็นอารมณ์.
               อธิบายว่า การยึดถือเอาด้วยสามารถแห่งตัณหา มานะ ทิฏฐิ อย่างนี้ว่า บรรดาชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น เราเป็นอย่างนี้ ดังนี้ เรียกว่าการยึดถือเอาโดยอนุปนิธายะก่อน.
               ส่วนการยึดถือเอาโดยอุปนิธายะ มี ๒ อย่าง คือโดยความเปรียบเทียบเสมอกับตนและไม่เสมอกับตน. เพื่อแสดงการยึดถือนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เอวสฺมิ และว่า อญฺญถสฺมิ ด้วย.
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เอวสฺมิ นี้ เป็นการยึดถือโดยเปรียบเทียบเสมอกับตน. อธิบายว่า กษัตริย์นี้ฉันใด พราหมณ์นี้ฉันใด แม้ตัวเราก็ฉันนั้น ดังนี้.
               คำว่า อญฺญถสฺมิ นี้ เป็นการยึดถือเปรียบเทียบโดยความไม่เสมอกับตน. อธิบายว่า กษัตริย์นี้ฉันใด พราหมณ์นี้ฉันใด เราเป็นอย่างอื่น คือเลวกว่าหรือว่ายิ่งกว่าชนเหล่านั้น ดังนี้.
               ตัณหาวิจริต ๔ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยสามารถแห่งปัจจุบันก่อนนั่นแหละ. ส่วนตัณหาวิจริต ๔ เหล่านี้มีซึ่งจักเกิดเป็นต้น ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งอนาคต. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งตัณหาเหล่านั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด ๔ ดังที่กล่าวไว้ก่อนนั่นแหละ.
               คำว่า อสฺมิ ได้แก่ เราเที่ยง. คำว่า สาตสฺมิ ได้แก่ เราไม่เที่ยง.
               อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีว่า อสสฺมิ สตสฺมิ ดังนี้ก็มี.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ เป็นอสธาตุ. คำว่า อตฺถิ นี้เป็นชื่อของคำว่าเที่ยง.
               คำว่า สีทติ เป็นสตธาตุ. คำว่า สีทติ นี้เป็นชื่อของคำว่า ไม่เที่ยง.
               เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบบททั้ง ๒ เหล่านี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งสัสสตะและอุจเฉทะ.
               บททั้ง ๔ ข้างหน้าแต่นี้ มีคำว่า สิยํ#- เป็นต้น พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งความสงสัยและความกังวลใจ. บทเหล่านั้น พึงทราบเนื้อความโดยนัยที่กล่าวไว้ในหมวด ๔ แรกนั้นแหละ.
               ก็บททั้ง ๔##- มีคำว่า อปาหํ สิยํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งอาการปรารถนาอย่างนี้ว่า ชื่อว่าเราพึงมีโดยประการนั้นๆ บ้าง.
               บททั้ง ๔ เหล่านั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด ๔ แรกนั่นแหละ.
____________________________
#- เราพึงเป็น เราพึงเป็นโดยประการนี้ เราพึงเป็นอย่างนั้น เราพึงเป็นโดยประการอื่น.
##- เราพึงเป็นบ้าง เราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง เราพึงเป็นอย่างนี้บ้าง เราพึงเป็นประการอื่นบ้าง.

               ในบทเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบอย่างนี้.
                         เทฺวทิฏฺฐิสีสา จตฺตาโร   สุทฺธสีสา สีสมูลกา
                         ตโย ตโยติ เอตาน     อฏฺฐารส วิภาวเย.
                         แปลว่า
                                        บัณฑิตพึงชี้แจงตัณหาวิจริตธรรม
                         ๑๘ เหล่านี้ คือ ๒ บท ชื่อว่า ทิฏฐิสีสะ
                         (มีทิฏฐิเป็นประธาน) ๔ บทเป็นสุทธสีสะ
                         บทละสาม รวม ๑๒ บท เป็นสีสมูลกะ ดังนี้.

               จริงอยู่ ในบทเหล่านั้น สองบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งสัสสตะ และอุจเฉทะ ชื่อว่าทิฏฐิสีสะ. สี่บทเหล่านี้ คือ อสฺมิ (แปลว่า ตัณหาว่าเราเป็น) ภวิสฺสํ (ตัณหาว่าเราจักเป็น) สิยํ (ตัณหาว่าเราพึงเป็น) อปาหํ สิยํ (ตัณหาว่าเราพึงเป็นบ้าง) ชื่อว่าสุทธสีสะเท่านั้น. สิบสองบท คืออย่างละ ๓ มีคำว่า อิตฺถสฺมิ เป็นต้น (ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้) ชื่อว่าสีสมูลกะ เพราะฉะนั้น พึงทราบตัณหาวิจริตธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ว่า สองบทชื่อว่าทิฏฐิสีสะ สี่บทชื่อว่าสุทธสีสะ สิบสองบทชื่อว่าสีสมูลกะ ดังนี้.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงจำแนกแสดงธรรมเหล่านั้น (ตัณหาวิจริต) โดยลำดับเทียว จึงเริ่มคำว่า กถญฺจ อสฺมีติ โหติ เป็นอาทิ (แปลว่า ก็ตัณหาว่า เรามี คือ อย่างไร).
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กิญฺจิธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา (แปลว่า ไม่ทำการแยกธรรมอันใดอันหนึ่ง) อธิบายว่า ไม่ทำการแยกธรรมอะไรๆ แม้สักอย่างหนึ่ง คือไม่ถือเอาแต่ละอย่างในบรรดาธรรมทั้งหลายมีรูป เวทนาเป็นต้น โดยถือเอารวมกันนั่นแหละ.
               คำว่า อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ (แปลว่า ย่อมได้ฉันทะ คือความพอใจว่า เรามี ดังนี้) อธิบายว่า ถือเอาเบญจขันธ์รวมกันทั้งหมด แล้วย่อมได้ตัณหาว่าเราดังนี้.
               แม้ในคำว่า มานะ ทิฏฐิ ก็นัยนี้.
               ในธรรมเหล่านั้น (คือตัณหา มานะ ทิฏฐิ) นิทเทสนี้เป็นตัณหาวิจริตนิทเทส แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น มานะ ทิฏฐิก็ไม่เว้นจากตัณหา. เพราะฉะนั้น ในตัณหาวิจริตนิทเทสนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสมานะและทิฏฐิไว้ ด้วยสามารถแห่งอรรถอย่างเดียวกันกับตัณหาวิจริตนั้น. อีกอย่างหนึ่ง แม้ธรรมทั้งสามคือตัณหา มานะ ทิฏฐิ ซึ่งเป็นธรรมทำสัตว์ให้เนิ่นช้านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดงโดยตัณหาสีสะ (คือมีตัณหาเป็นประธาน). ส่วนมานะทิฏฐิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเพื่ออธิบายตัณหานั้นโดยสมควรแก่ธรรมที่ยกขึ้นแสดงเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหา จึงตรัสไว้อย่างนี้ เพื่อแสดงแม้ธรรมเครื่องเนิ่นช้าที่เหลือ (คือมานะทิฏฐิ) กับตัณหานั้นนั่นแหละ.
               คำว่า ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ (แปลว่า เมื่อธรรมทั้ง ๓ มีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้). อธิบายว่า ครั้นเมื่อธรรมเครื่องเนิ่นช้า ๓ อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยว่า ตสฺมึ อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ เป็นต้น มีอยู่ ธรรมเหล่านี้ มีคำว่า อิตฺถสฺมีติ วา (แปลว่า เราเป็นโดยประการนั้น) เป็นต้น ย่อมเป็นธรรมเครื่องให้เนิ่นช้าแล้ว ดังนี้.
               ในคำทั้งหลายมีคำว่า ขตฺติโยสฺมิ (แปลว่า ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์เป็นต้น) บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า เราชื่อว่าเป็นกษัตริย์ด้วยเสนาอำมาตย์เป็นต้นอภิเษก (แต่งตั้ง) เราชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ด้วยความเป็นปุโรหิตโดยการเรียนมนต์เป็นต้น เราชื่อว่าเป็นแพศย์ด้วยการรักษานาและโคเป็นต้น เราชื่อว่าเป็นเช่นชาติศูทรด้วยความเป็นผู้แสวงหาอาหาร เราชื่อว่าเป็นผู้ครองเรือนด้วยลักษณะของคฤหัสถ์ ดังนี้.
               คำว่า เอวํ อิตฺถสฺมีติ โหติ (แปลว่า ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้น). อธิบายว่า ตัณหาย่อมยังวิธีการแห่งกษัตริย์เป็นต้นในชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น ให้เกิดขึ้นในตนอย่างนี้แล้ว จึงพอใจวิธีการโดยประการอย่างนี้ว่า เป็นเรา ดังนี้.
               ในคำว่า ยถา โส ขตฺติโย เป็นต้น พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า ชนนั้นเป็นกษัตริย์ด้วยเสนาอำมาตย์เป็นต้นอภิเษก ฉันใด แม้เราก็เป็นกษัตริย์ ฉันนั้น.
               ในนัยที่ ๒ พึงทราบความโดยนัยนี้ว่า บุคคลนั้นเป็นกษัตริย์โดยเสนาอำมาตย์เป็นต้นอภิเษก ฉันใด แต่เราหาเป็นกษัตริย์เช่นนั้นไม่ คือว่า เป็นคนเลวกว่าคนนั้น หรือว่าประเสริฐกว่า ดังนี้.
               แม้ในนิทเทสแห่งคำว่า ภวิสฺสํ เป็นต้นก็นัยนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจำแนกตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายในอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงจำแนกตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก จึงตรัสคำว่า ตตฺถ กตมานิ เป็นอาทิ.
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า พาหิรสฺส อุปาทาย ได้แก่ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก.
               จริงอยู่ แม้คำว่า พาหิรสฺส อุปาทาย นี้ ก็เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
               คำว่า อิมินา ได้แก่ ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือว่า ด้วยวิญญาณนี้. ก็คำที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยที่กล่าวแล้วในอุทเทสวาระก่อนนั่นแหละ.
               ในนิทเทสวาระ คำว่า อวการึ กริตฺวา ได้แก่ ทำการแยกเบญจขันธ์.
               ในคำทั้งหลายมีคำว่า อิมินา อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า บุคคลถือเอาเบญจขันธ์อย่างนี้ว่า อิมินา รูเปน วา ฯลฯ วิญญฺาเณน วา ดังนี้ โดยเอกเทส ย่อมได้ฉันทะว่า เรามีด้วยรูปนี้ เป็นต้น.
               ในคำทั้งหลายมีคำว่า อิมินา ขตฺติโยสฺมิ เป็นต้น พึงทราบเนื้อความโดยนัยก่อนนั่นแหละอย่างนี้ว่า เราเป็นกษัตริย์ด้วยฉัตร หรือว่าด้วยพระขรรค์ หรือว่าด้วยเสนาอำมาตย์อภิเษก ดังนี้.
               จริงอยู่ บทว่า อิมินา เป็นสักว่าบทเท่านั้น คือเป็นคำวิเศษในข้อนี้. บทที่ท่านกล่าวว่า อิมินา ดังนี้นั่นแหละ แม้ในคำว่า ยถา โส ขตฺติโย เป็นต้นก็เป็นบทวิเศษ. เพราะฉะนั้น บัณฑิตครั้นประกอบบทอย่างนี้ว่า เป็นกษัตริย์ด้วยสามารถแห่งรูปนั้น ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น หรือว่า เป็นกษัตริย์ด้วยพระขรรค์ หรือว่า ด้วยฉัตร หรือว่าด้วยเสนาอำมาตย์อภิเษกนี้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น ดังนี้ พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.
               คำว่า อิมินา นิจฺโจสฺมิ (แปลว่า เราเที่ยงด้วยรูปนี้) อธิบายว่า ครั้นทำการแยกเบญจขันธ์แล้วก็ถือเอาธรรมอย่างหนึ่งในรูปเป็นต้นนั่นแหละว่าเป็นเรา แล้วย่อมสำคัญว่า เราเที่ยง เรายั่งยืนด้วยพระขรรค์นี้ หรือว่าด้วยฉัตร ดังนี้.
               แม้ในคำว่า อุจเฉททิฏฐิ ก็นัยนี้. คำที่เหลือในบททั้งปวง พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
               คำว่า อิติ เอวรูปานิ อตีตานิ ฉตฺตึส ได้แก่ ตัณหาวิจริตในอดีต ของแต่ละบุคคล มี ๓๖.
               คำว่า อนาคตานิ ฉตฺตึส ได้แก่ ตัณหาวิจริตในอนาคต ของแต่ละบุคคลนั่นแหละ มี ๓๖.
               คำว่า ปจฺจุปฺปนฺนานิ ฉตฺตึส ได้แก่ ตัณหาวิจริตในปัจจุบัน ๓๖ ของบุคคลคนหนึ่งๆ หรือว่ามากคนด้วยสามารถแห่งตัณหาตามที่ได้. ก็บัณฑิตพึงทราบตัณหาวิจริตของสัตว์ทั้งปวงในอดีตโดยส่วนเดียวเท่านั้นมี ๓๖ ในอนาคต ๓๖ ในปัจจุบัน ๓๖ ดังนี้.
               จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายชนิดที่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ มิใช่เช่นเดียวกัน มีมากมายหาที่สุดมิได้.
               อนึ่ง ในข้อว่า อฏฺฐสตํ ตณฺหาวิจริตํ โหติ นี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า ตัณหาวิจริตกล่าวคือตัณหา ๑๐๘ ดังนี้นั่นแหละ.
               บทที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.

               ตัณหาวิจริตนิทเทส จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา วิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ อัฏฐารสกนิเทศ จบ.
อ่านอรรถกถา 35 / 1อ่านอรรถกถา 35 / 1026อรรถกถา เล่มที่ 35 ข้อ 1033อ่านอรรถกถา 35 / 1072อ่านอรรถกถา 35 / 1118
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=35&A=13600&Z=13896
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :