ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา วิภังคปกรณ์
อินทริยวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์

               อินทริยวิภังคนิเทศ๑-               
               วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์               
____________________________
๑- บาลีข้อ ๒๓๖

               บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในอินทริยวิภังค์ต่อจากสัจจวิภังค์นั้น ต่อไป.
               บทว่า พาวีสติ (๒๒) เป็นบทกำหนดจำนวน.
               บทว่า อินฺทฺริยานิ (อินทรีย์ทั้งหลาย) เป็นบทอธิบายธรรมที่ทรงกำหนดไว้.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะแสดงอินทรีย์เหล่านั้นโดยย่อ จึงตรัสคำว่า จกฺขุนฺทฺริยํ (จักขุนทรีย์) เป็นต้น.

               ว่าด้วยความหมายของอินทรีย์ ๒๒               
               ในอินทรีย์เหล่านั้น ที่ชื่อว่าจักขุนทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในจักขุทวาร. ที่ชื่อว่าโสตินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในโสตทวาร. ที่ชื่อว่าฆานินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในฆานทวาร. ที่ชื่อว่าชิวหินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในชิวหาทวาร. ที่ชื่อว่ากายินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในกายทวาร. ที่ชื่อว่ามนินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะการรู้อารมณ์.
               ที่ชื่อว่าอิตถินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในความเป็นหญิง. ที่ชื่อว่าปุริสินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในความเป็นชาย. ที่ชื่อว่าชีวิตินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการตามรักษา (อนุบาล).
               ที่ชื่อว่าสุขินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณสุข. ที่ชื่อว่าทุกขินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณทุกข์. ที่ชื่อว่าโสมนัสสินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณโสมนัส. ที่ชื่อว่าโทมนัสสินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณโทมนัส. ที่ชื่อว่าอุเปกขินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณอุเบกขา.
               ที่ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะการน้อมใจเชื่อ. ที่ชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะความเพียร. ที่ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะความปรากฏ (ของอารมณ์). ที่ชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะความไม่ฟุ้งซ่าน. ที่ชื่อว่าปัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะการเห็น.
               ที่ชื่อว่าอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้ซึ่งการดำเนินไปว่า เราจักรู้ทั่วถึงสิ่งที่ยังไม่รู้ (นี้เป็นโสดาปัตติมรรค). ที่ชื่อว่าอัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในการรู้ทั่วธรรมที่รู้แล้วนั่นแหละ (โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค). ที่ชื่อว่าอัญญาตาวินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในความเป็นผู้รู้แจ้ง (อรหัตผล).
               ในอินทริยวิภังค์นี้ วรรณนาชื่อว่าสุตตันตภาชนีย์ พระองค์มิได้ทรงถือเอา เพราะเหตุไร? เพราะอินทรีย์ ๒๒ โดยลำดับนี้มิได้มาในพระสูตร เพราะในพระสูตรบางแห่งทรงตรัสอินทรีย์ไว้ ๒ บางแห่งตรัสไว้ ๓ บางแห่งตรัสไว้ ๕ ก็ด้วยเหตุนี้ อินทรีย์ ๒๒ ติดต่อกันเช่นนี้มิได้มี นี้เป็นนัยแห่งอรรถกถาในอินทริยวิภังค์ก่อน.
               ก็นัยอื่นอีก พึงทราบดังต่อไปนี้. จริงอยู่ ในอินทรีย์เหล่านี้
                         อตฺถโต ลกฺขณาทีหิ      กมโต จ วิชานิยา
                         เภทาเภทา ตถา กิจฺจา   ภูมิโต จ วินิจฺฉยํ
                                        พึงทราบการวินิจฉัย โดยอรรถ
                         โดยลักษณะเป็นต้น โดยลำดับ โดยความ
                         ต่างกันและไม่ต่างกัน โดยกิจ และโดยภูมิ.

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยอรรถ               
               บรรดาคำวินิจฉัยเหล่านั้น อรรถแห่งอินทรีย์มีจักขุเป็นต้น ข้าพเจ้าประกาศไว้ก่อนแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ที่ชื่อว่าจักขุ เพราะอรรถว่าย่อมเห็น. แต่ในอินทรีย์ (ที่เป็นโลกุตระ) ๓ หลัง โลกุตรอินทรีย์ข้อแรก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ ดังนี้ เพราะความเกิดขึ้นและเพราะความเกิดพร้อมแห่งอรรถของอินทรีย์แก่พระอริยะผู้ถึงแล้วในส่วนเบื้องต้น อย่างนี้ว่า "เราจักรู้อมตบทหรือสัจจธรรม ๔ ที่ยังไม่รู้" ดังนี้. โลกุตรอินทรีย์ที่ ๒ ตรัสเรียกว่าอัญญินทรีย์ เพราะความรู้ทั่วและเพราะความเกิดพร้อมแห่งอรรถของอินทรีย์. โลกุตรอินทรีย์ที่ ๓ ตรัสเรียกว่าอัญญาตาวินทรีย์ เพราะความเกิดขึ้นและเพราะความเกิดพร้อมแห่งอรรถของอินทรีย์แก่เฉพาะพระขีณาสพผู้รู้แจ้ง ผู้มีกิจแห่งญาณในสัจจะ ๔ สำเร็จแล้ว.
               ก็ชื่อว่า อรรถแห่งอินทรีย์นั่นเป็นอย่างไร. อรรถแห่งอินทรีย์มีอรรถว่าเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นใหญ่ (จอม) อรรถแห่งอินทรีย์ มีอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่แสดงแล้ว อรรถแห่งอินทรีย์มีอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่เห็นแล้ว อรรถแห่งอินทรีย์มีอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่ประกาศแล้ว อรรถแห่งอินทรีย์มีอรรถว่าอันบุคคลผู้เป็นใหญ่เสพแล้ว อรรถแห่งอินทรีย์แม้ทั้งหมดนั้น ย่อมสมควรตามความเหมาะสมในที่นี้.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าเป็นจอม (เป็นใหญ่) เพราะความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด. กรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ชื่อว่าเป็นใหญ่ เพราะในกรรมทั้งหลายไม่มีกรรมอะไรที่มีความเป็นใหญ่กว่า ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ในอธิการนี้ อินทรีย์ทั้งหลายอันเกิดพร้อมด้วยกรรมย่อมแสดงซึ่งกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลก่อน และอินทรีย์เหล่านั้นอันพระสัมมาสัมพุทธะผู้เป็นจอมนั้นทรงสอนแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องหมายความเป็นใหญ่ และด้วยอรรถว่าเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นใหญ่แสดงแล้ว.
               อนึ่ง อินทรีย์ทั้งหมดนั่นแหละ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศไว้และตรัสรู้ยิ่งตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่แสดงแล้ว และเพราะอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่เห็นแล้ว อินทรีย์บางอย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นจอมมุนีพระองค์นั้นแหละเสพแล้ว ด้วยการเสพแห่งอารมณ์ และบางอย่างก็ทรงเสพแล้วด้วยการเสพแห่งการเจริญ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าอันบุคคลผู้เป็นจอมเสพแล้วบ้าง.
               อีกอย่างหนึ่ง อินทรีย์เหล่านี้ ชื่อว่าอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นอิสระ กล่าวคือความเป็นอธิบดีบ้าง ด้วยว่าความเป็นอธิบดีแห่งจักขุเป็นต้นสำเร็จแล้วในความเป็นไปแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้น เพราะเมื่ออินทรีย์นั้นแก่กล้า จักขุวิญญาณเป็นต้นนั้นก็แก่กล้า และเมื่ออินทรีย์นั้นอ่อน จักขุวิญญาณเป็นต้นนั้นก็อ่อนแล.
               นี้วินิจฉัยโดยอรรถในอินทรีย์นี้ก่อน.

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้น               
               ข้อว่า โดยลักษณะเป็นต้น มีอธิบายว่า บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยอินทรีย์มีจักขุเป็นต้นแม้ด้วยลักษณะ (สภาวะ) ด้วยรส (กิจ) ด้วยปัจจุปัฏฐาน (ผลที่ปรากฏ) และด้วยปทัฏฐาน (เหตุใกล้ให้เกิดขึ้น).
               ก็ลักษณะเป็นต้นเหล่านั้น แห่งธรรมมีจักขุเป็นต้นเหล่านั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลัง (อรรถกถาอัฏฐสาลนี) ทั้งหมดแล้ว ก็อินทรีย์ ๔#- มีปัญญินทรีย์เป็นต้น โดยอรรถได้แก่อโมหะนั่นเอง อินทรีย์ที่เหลือในพระบาลีนั้นมาแล้วโดยย่อแล.
____________________________
#- อินทรีย์ ๔ คือ ตั้งแต่ข้อ ๑๙ ถึง ๒๒.

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยลำดับ               
               ข้อว่า โดยลำดับ แม้นี้เป็นลำดับของเทศนานั่นเอง. ในลำดับนั้น การได้เฉพาะซึ่งอริยภูมิย่อมมีด้วยการกำหนดรู้ธรรมอันเป็นภายใน เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงแสดงจักขุนทรีย์เป็นต้นซึ่งนับเนื่องด้วยอัตภาพก่อน. ก็อัตภาพนั้นอาศัยธรรมใด ย่อมถึงการนับว่า เป็นหญิงหรือเป็นชาย เพื่อทรงชี้แจงแสดงว่า ธรรมนั้นคืออัตภาพนี้ ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์. เพื่อให้ทราบว่า อัตภาพแม้ทั้ง ๒ นั้นมีความเป็นไปเนื่องด้วยชีวิตินทรีย์ ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงชีวิตินทรีย์. ตราบใดที่ชีวิตินทรีย์นั้นยังเป็นไปอยู่ ตราบนั้นความไม่หยุดยั้งแห่งอารมณ์ที่เสวยแล้ว (เวทนา) เหล่านั้นก็มีอยู่ เพื่อให้ทราบว่า สุขและทุกข์ทั้งหมดนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งที่เสวยแล้ว ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงสุขินทรีย์ เป็นต้น.
               อนึ่ง เพื่อทรงแสดงข้อปฏิบัติว่า "ธรรมเหล่านี้พึงเจริญเพื่อความดับสุขินทรีย์เป็นต้นนั้น" ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงคำว่า สัทธา เป็นต้น. เพื่อทรงแสดงความไม่เป็นโมฆะแห่งข้อปฏิบัติว่า "ด้วยข้อปฏิบัตินี้ เอกธรรมย่อมปรากฏในตนก่อน" ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ พระองค์ทรงแสดงอัญญินทรีย์ไว้ต่อจากอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น เพราะความที่อัญญินทรีย์นั้นเป็นผลของอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์นั้นนั่นเอง และเป็นอินทรีย์ที่พึงเจริญในลำดับต่อจากอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น. เบื้องหน้าแต่นี้ เพื่อให้รู้ว่า "การบรรลุอินทรีย์นี้ได้ด้วยภาวนา (การเจริญ) ก็แล เมื่อบรรลุอินทรีย์นี้แล้ว อินทรีย์อะไรๆ ที่พึงกระทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก ย่อมไม่มี" จึงตรัสอัญญาตาวินทรีย์อันเป็นความโล่งใจอย่างยิ่งไว้ในข้อสุดท้ายแล.
               นี้เป็นลำดับในอินทรีย์เหล่านี้.

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยความต่างกันและไม่ต่างกัน               
               ก็ข้อว่า โดยความต่างกันและไม่ต่างกัน นั้นได้แก่ ในอินทรีย์ ๒๒ นี้ ความต่างกันย่อมมีแก่ชีวิตินทรีย์อย่างเดียว เพราะชีวิตินทรีย์นั้นมี ๒ อย่าง คือรูปชีวิตินทรีย์และอรูปชีวิตินทรีย์. อินทรีย์ที่เหลือไม่ต่างกัน.
               พึงทราบวินิจฉัยโดยความต่างกันและไม่ต่างกันในอินทรีย์เหล่านี้อย่างนี้.

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยกิจ               
               ข้อว่า โดยกิจ นั้น หากมีผู้ถามว่า กิจของอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างไร?
               ตอบว่า พึงทราบกิจของจักขุนทรีย์ก่อน เพราะพระบาลีว่า จกฺขฺวายตนํ จกฺขุวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย๑- (จักขวายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจอินทริยปัจจัย) จักขุนทรีย์นั้นใด พึงให้สำเร็จโดยความเป็นอินทริยปัจจัยแก่ธรรมมีจักขุวิญญาณเป็นต้น ด้วยความเป็นอินทรีย์กล้าและอ่อนเป็นต้นของตน เป็นการคล้อยตามอาการของตนกล่าวคือเป็นสภาพแก่กล้าและอ่อนเป็นต้น นี้เป็นกิจ (ของจักขุนทรีย์นั้น).
____________________________
๑- ในอภิธรรมปัฏฐานเล่ม ๔๐ ข้อ ๑๗ หน้า ๑๐ ใช้คำว่า จกฺขุนฺทฺริยํ ไม่ใช้คำว่า จกฺขฺวายตนํ นอกนั้นเหมือนกัน.

               กิจของโสต ฆาน ชิวหาและกายินทรีย์ก็อย่างนั้น.
               แต่การให้สหชาตธรรมทั้งหลายเป็นไปในอำนาจของตน เป็นกิจของมนินทรีย์. การตามรักษาสหชาตธรรมเป็นกิจของชีวิตินทรีย์. การทรงไว้ซึ่งอาการแห่งนิมิต (เครื่องหมาย) กิริยาอาการและท่าทางของหญิงและชาย เป็นกิจของอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์. การครอบงำสหชาตธรรมแล้วให้ถึงลำดับตามอาการอันหยาบ (โอฬาร) ตามภาวะของตน เป็นกิจของสุข ทุกข โสมนัส โทมนัสสินทรีย์. การให้ถึงอาการมัชฌัตตา (อุเบกขา) อันสงบและประณีต เป็นกิจของอุเปกขินทรีย์.
               การครอบงำธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสัทธาเป็นต้น และการให้สัมปยุตธรรม ถึงความเป็นภาวะมีอาการผ่องใสเป็นต้น เป็นกิจของสัทธินทรีย์เป็นต้น. การละสังโยชน์ ๓ (มีทิฏฐิสังโยชน์เป็นต้น) และการทำให้สัมปยุตตธรรมมุ่งหน้าต่อการละสังโยชน์ ๓ นั้น เป็นกิจของอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์. การละทำให้เบาบาง (ตนุกรปหาน) ซึ่งกามราคะ พยาบาทเป็นต้น และการให้สัมปยุตตธรรมให้เป็นไปตามอำนาจของตน เป็นกิจของอัญญินทรีย์. การละความขวนขวายในกิจทั้งหมด และความเป็นปัจจัยให้สัมปยุตตธรรมมุ่งไปสู่อมตะ เป็นกิจของอัญญาตาวินทรีย์แล.
               พึงทราบวินิจฉัยในอินทรีย์เหล่านี้โดยกิจด้วยประการฉะนี้.

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยภูมิ               
               ข้อว่า โดยภูมิ ความว่า บรรดาอินทรีย์เหล่านั้น จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์และโทมนัสสินทรีย์ เป็นกามาพจรอย่างเดียว.
               มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เป็นอินทรีย์นับเนื่องในภูมิ ๔.
               โสมนัสสินทรีย์นับเนื่องด้วยภูมิ ๓ ด้วยอำนาจแห่งกามาพจร รูปาพจรและโลกุตระ.
               อินทรีย์ ๓ ในที่สุดเป็นโลกุตระอย่างเดียวแล.
               พึงทราบวินิจฉัยโดยภูมิ ด้วยประการฉะนี้.
               จริงอยู่ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ว่า
                                   ภิกษุ ผู้มากด้วยความสลดใจ ดำรงอยู่ใน
                         อินทรีย์สังวร กำหนดรู้อินทรีย์ทั้งหลายได้แล้ว
                         ย่อมเข้าถึงซึ่งความสงบแห่งทุกข์ได้แล.
               ในนิเทศวาร พึงทราบคำทั้งปวงมีอาทิว่า ยํ จกฺขุ จตุนฺนํ มหาภูตานํ (จักขุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔) ดังนี้ โดยนัยที่กล่าวไว้ในบทภาชนะในธรรมสังคณีนั่นแล.
               อนึ่ง ในนิเทศทั้งหลายมีวิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์เป็นต้น พระองค์มิได้ตรัสคำว่า สัมมาวายามะ มิจฉาวายามะ สัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิเป็นต้นไว้ เพราะเหตุไร เพราะเป็นสัพพสังคาหิกวาร (วาระว่าด้วยธรรมที่สงเคราะห์เข้าด้วยกันทั้งหมด).
               จริงอยู่ อินทรีย์ทั้งหลายที่สงเคราะห์เข้าด้วยกันได้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อินทริยวิภังค์นี้. อนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาอินทรีย์ ๒๒ นี้ อินทรีย์ ๑๐ อย่างซึ่งเป็นโลกีย์ เป็นกามาวจรอย่างเดียว อินทรีย์ ๓ เป็นโลกุตระ อินทรีย์ ๙ เป็นโลกิยะและโลกุตระปะปนกัน ฉะนี้แล.

               วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา วิภังคปกรณ์ อินทริยวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ จบ.
อ่านอรรถกถา 35 / 1อ่านอรรถกถา 35 / 223อรรถกถา เล่มที่ 35 ข้อ 236อ่านอรรถกถา 35 / 242อ่านอรรถกถา 35 / 1118
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=35&A=3324&Z=3432
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com