ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒]
อรรถกถา วิภังคปกรณ์
ฌานวิภังค์ มาติกาเป็นต้น

               อรรถกถาฌานวิภังค์               
               วรรณนามาติกา               
               บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในฌานวิภังค์ อันเป็นลำดับต่อจากมัคควิภังค์นั้นดังต่อไปนี้.
               เบื้องต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งมาติกา (แม่บท) แห่งสุตตันตภาชนีย์ทั้งสิ้นก่อน.
               ในมาติกาเหล่านั้น คำว่า อิธ เป็นคำแสดงไขถึงคำสั่งสอนอันเป็นจริงโดยอิงอาศัยบุคคล ผู้สมบูรณ์ด้วยความถึงพร้อมในกรณียกิจอันเป็นส่วนเบื้องต้น ซึ่งยังฌานมีประการทั้งปวงให้เกิดขึ้นด้วย ทั้งเป็นการปฏิเสธความเป็นจริงของศาสนาอื่นด้วย. ข้อนี้ สมจริงดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะมีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้น ฯลฯ ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะ ดังนี้เป็นต้น.
               คำว่า ภิกฺขุ เป็นคำแสดงถึงบุคคลผู้ยังฌานเหล่านั้นให้เกิดขึ้น.
               คำว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต นี้ เป็นคำชี้แจงถึงความที่ภิกษุนั้นตั้งมั่นในปาฏิโมกขสังวร.
               คำว่า วิหรติ นี้ เป็นคำอธิบายถึงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยการอยู่อันสมควรแก่ความเป็นอย่างนั้น.
               คำว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน (แปลว่า ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระและโคจร) นี้ เป็นการแสดงถึงอุปการธรรมของภิกษุนั้น ซึ่งมีปาฏิโมกขสังวรในเบื้องต้น และมีการประกอบเนืองๆ ในฌานเป็นที่สุด.
               คำว่า อนุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี (แปลว่า เห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย) นี้ เป็นคำไขถึงความที่ภิกษุนั้น มีความไม่เคลื่อนจากปาฏิโมกข์เป็นธรรมดา.
               คำว่า สมาทาย (แปลว่า สมาทานแล้ว) นี้ เป็นคำแสดงถึงการถือเอาสิกขาบททั้งหลายของภิกษุนั้นโดยไม่เหลือ.
               คำว่า สิกฺขติ นี้ (แปลว่า ประพฤติหรือศึกษาอยู่) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยสิกขา.
               คำว่า สิกฺขาปเทสุ นี้ (แปลว่า ในสิกขาบททั้งหลาย) เป็นคำแสดงถึงธรรมอันภิกษุนั้นพึงศึกษา.
               คำว่า อินฺทฺริเยสุ นี้ เป็นคำแสดงถึงภูมิ (ภูมิปฏิบัติ) เพราะความที่ภิกษุนั้นมีทวารอันคุ้มครองแล้ว. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า คำนี้เป็นคำแสดงถึงโอกาสที่บุคคลควรรักษา ดังนี้ก็มี.
               คำว่า คุตฺตทฺวาโร นี้ เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้มีอารักขาอันสำรวมดีแล้วในทวารทั้ง ๖.
               คำว่า โภชเน มตฺตญฺญู (แปลว่า รู้ประมาณในโภชนะ) นี้ เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นมีคุณธรรมมีความสันโดษเป็นต้น.
               คำว่า ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ ชาคริยานุโยคมนุยุตฺโต (แปลว่าประกอบความเพียรตลอดปฐมยามและปัจฉิมยาม) นี้ เป็นคำแสดงถึงความเป็นการณะของภิกษุนั้น.
               คำว่า สาตจฺจํ เนปกฺกํ (แปลว่า ประกอบความเพียรอันเป็นไปติดต่อและประกอบด้วยปัญญาอันรักษาตน) นี้ เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้กระทำความพยายามให้ติดต่อกันไปด้วยความเพียร ซึ่งสำรวจแล้วด้วยปัญญา.
               คำว่า โพธิปกฺขิกานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคมนุยุตฺโต (แปลว่าประกอบความเพียรเจริญโพธิปักขิยธรรม) นี้ เป็นคำแสดงถึงความรู้อันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอดด้วยการปฏิบัติของภิกษุนั้น.
               คำว่า โส อภิกฺกนฺเต ฯเปฯ ตุณฺหีภาเว สมฺปชานการี โหติ นี้ (แปลว่า ภิกษุนั้นรู้ชัดอยู่โดยปกติในการก้าวไปข้างหน้า ฯลฯ เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูดและนิ่ง) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยสติสัมปชัญญะในที่ทั้งปวง.
               คำว่า โส วิวิตฺตํ เสนาสนํ ภชติ นี้ (แปลว่า ภิกษุนั้นอาศัยเสนาสนะอันสงัด) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นถือเอาเสนาสนะอันสมควร.
               คำว่า อรญฺญํ ฯเปฯ ปฏิสลฺลานสารูปํ นี้ (แปลว่า ภิกษุนั้นอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า ฯลฯ สมควรแก่การหลีกเร้น) เป็นคำแสดงถึงประเภทเสนาสนะอันไม่มีโทษและมีอานิสงส์.
               คำว่า โส อรญฺญคโต วา นี้ (แปลว่า ภิกษุนั้นไปสู่ป่าก็ตาม) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบแล้ว ด้วยเสนาสนะมีประการตามที่กล่าวแล้วนั้น.
               คำว่า นิสีทติ นี้ (แปลว่า นั่งอยู่) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้มีอิริยาบถอันสมควรแก่การประกอบความเพียร.
               คำว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา นี้ (แปลว่า ตั้งสติมุ่งต่อกรรมฐาน) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้เริ่มประกอบความเพียร.
               ก็คำว่า โส อภิชฺฌํ โลเก ปหาย เป็นต้น (แปลว่า ภิกษุนั้นละอภิชฌาในโลก คือขันธ์ ๕ ได้แล้ว) เป็นคำแสดงถึงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้ละนิวรณ์ ด้วยการประกอบความเพียรเนืองๆ ในกรรมฐาน.
               คำว่า ตสฺเสว ปหีนนีวรณสฺส วิวิจฺเจว กาเมหิ เป็นต้น (แปลว่า ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้อันทำให้ใจเศร้าหมอง ทำปัญญาให้ทรามได้แล้ว สงัดจากกามทั้งหลาย) เป็นคำแสดงถึงการบรรลุฌานโดยลำดับ.
               อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อิธ ภิกฺขุ ได้แก่ ภิกษุผู้ยังฌานให้เกิดขึ้นในศาสนานี้. ก็เพราะเหตุที่ภิกษุผู้ยังฌานให้เกิดขึ้น พึงชำระศีล ๔ ให้บริสุทธิ์ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต นี้ว่าเป็นศีลหมดจดวิเศษแล้วในปาฏิโมกข์สังวร ในบัดนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงอาชีวปาริสุทธิศีล ด้วยคำว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน เป็นต้น. ย่อมทรงแสดงศีลทั้งสองของภิกษุนั้นโดยไม่เหลือ ด้วยคำว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ นี้. ย่อมทรงแสดงอินทรียสังวร ด้วยคำว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร นี้. ย่อมทรงแสดงปัจจยสันนิสสิตศีล ด้วยคำว่า โภชเน มตฺตญฺญู นี้.
               ย่อมทรงแสดงธรรมทั้งหลายอันมีอุปการะแห่งการเจริญฌานของภิกษุผู้ตั้งอยู่แล้วในศีล ด้วยคำว่า ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ เป็นต้น. ย่อมทรงแสดงการประกอบด้วยดีในสติสัมปชัญญะโดยการไม่เสื่อมไปแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้น และทั้งความไม่เสื่อมสูญแห่งกรรมฐาน ด้วยคำว่า โส อภิกฺกนฺเต เป็นต้น.
               ย่อมทรงแสดงการถือเอาเสนาสนะอันสมควรแก่ภาวนา ด้วยคำว่า โส วิวิตฺตํ เป็นต้น. ย่อมทรงแสดงอิริยาบถอันสมควรแก่ฌาน และการเริ่มเจริญฌานของภิกษุผู้เข้าถึงแล้วซึ่งเสนาสนะนั้น ด้วยคำว่า โส อรญฺญคโต วา เป็นต้น. ย่อมทรงแสดงการละธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ฌาน โดยการเริ่มเจริญฌาน ด้วยคำว่า โส อภิชฺฌํ เป็นต้น. ย่อมแสดงลำดับการบรรลุฌานทั้งหมด ของภิกษุผู้มีธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ฌานอันละแล้วอย่างนี้ ด้วยคำว่า โส อิเม ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เป็นต้น ฉะนี้แล.
               วรรณนามาติกา จบ.               

               วรรณนาสุตตันตภาชนีย์               
               อธิบายมาติกาปทนิทเทส               
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะแสดงจำแนกมาติกาตามที่ทรงตั้งไว้ จึงเริ่มคำว่า อิธาติ อิมิสฺสาทิฏฺฐิยา เป็นอาทิ (แปลว่า บทว่า อิธ มีอธิบายว่า ในทิฏฐินี้ เป็นต้น).
               ในมาติกาปทนิทเทสเหล่านั้น คำสั่งสอนของพระสัพพัญญพุทธะ กล่าวคือไตรสิกขา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้๑- ๑๐ บท มีคำว่า อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา เป็นต้น.
____________________________
๑- ๑๐ บท คือทิฏฐิ ขันติ รุจิ ลัทธิ ธรรม วินัย ธรรมวินัย ปาพจน์ พรหมจรรย์ สัตถุศาสน์.

               จริงอยู่ ไตรสิกขานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ทิฏฐิ เพราะความที่ไตรสิกขานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นแล้ว (จึงตรัสเรียกชื่อว่าทิฏฐิ) ตรัสเรียกชื่อว่า ขันติ ด้วยสามารถแห่งความอดทนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแหละ, ตรัสเรียกชื่อว่า รุจิ ด้วยสามารถแห่งความยินดี, ตรัสเรียกชื่อว่า ลัทธิ (อาทาย) ด้วยสามารถแห่งการถือเอา, ตรัสเรียกชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ, ตรัสเรียกชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่าควรแก่การศึกษา, ตรัสเรียกชื่อว่า ธรรมวินัย แม้ด้วยอรรถทั้งสองนั้น, อรรถทั้งสองนั้นตรัสเรียกชื่อว่า ปาพจน์ ด้วยสามารถแห่งคำอันพระองค์ตรัสแล้ว, ตรัสเรียกชื่อว่า พรหมจรรย์ เพราะอรรถว่าการประพฤติธรรมอันประเสริฐสุด, ตรัสเรียกชื่อว่า สัตถุศาสน์ ด้วยสามารถแห่งการให้ความพร่ำสอน. เพราะฉะนั้น ในคำว่า อิมิสฺสาทิฏฺฐิยา เป็นต้น จึงได้แก่ ในทิฏฐิของพระพุทธเจ้านี้ ในขันติของพระพุทธเจ้านี้ ในรุจิของพระพุทธเจ้านี้ ในลัทธิของพระพุทธเจ้านี้ ในธรรมของพระพุทธเจ้านี้ ในวินัยของพระพุทธเจ้านี้.
               ในข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า
               ดูก่อนโคตมี เธอทราบธรรมเหล่าใดแล ธรรมเหล่านี้ เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่เป็นไปเพื่อความไม่ประกอบ เป็นไปเพื่อความก่อ ไม่เป็นไปเพื่อความไม่ก่อ เป็นไปเพื่อความยึดถือ ไม่เป็นไปเพื่อความสละ เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ ไม่เป็นไปเพื่อความมักน้อย เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ เป็นไปเพื่อความคลุกคลี ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อการปรารภความเพียร เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ดังนี้.
               ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านี้ โดยส่วนเดียว ว่านั่นไม่ใช่ธรรม นั่นไม่ใช่วินัย นั่นไม่ใช่สัตถุศาสน์.
               ดูก่อนโคตมี เธอทราบธรรมเหล่าใดแล ธรรมเหล่านี้นั้นย่อมเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก.
               ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำไว้โดยส่วนเดียวว่า นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั่นเป็นสัตถุศาสน์ ดังนี้. ครั้นเมื่อความเป็นไปเช่นนั้น ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ในปาพจน์ของพระพุทธเจ้า ในพรหมจรรย์ ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้ ก็เหมือนกัน.
               อีกอย่างหนึ่ง คำสั่งสอนทั้งสิ้น กล่าวคือไตรสิกขานี้ ชื่อว่าทิฏฐิ เพราะความเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นแล้ว เพราะความเป็นปัจจัยแก่สัมมาทิฏฐิ และเพราะความเป็นเบื้องต้นของสัมมาทิฏฐิ, ชื่อว่าขันติ ด้วยสามารถแห่งการอดทนของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ชื่อว่ารุจิ ด้วยสามารถแห่งความพอใจ และชื่อว่าลัทธิ ด้วยสามารถแห่งการถือเอา.
               สภาวะใดย่อมทรงไว้ซึ่งการกของตนไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย ฉะนั้น สภาวะนั้นจึงชื่อว่าธรรม. สภาวะนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่าย่อมนำออกซึ่งสภาวะอันเป็นส่วนแห่งสังกิเลส. ธรรมนั้นด้วย วินัยนั้นด้วย ชื่อว่าธรรมวินัย.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธรรมวินัย เพราะอรรถว่าเป็นสภาพกำจัดอกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ก็ดูก่อนโคตมี เธอพึงทราบธรรมเหล่าใดแล ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด ฯลฯ
               ดูก่อนโคตมี เธอพึงรู้โดยส่วนเดียวว่า นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั่นเป็นสัตถุศาสน์ ดังนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธรรมวินัย เพราะอรรถว่าการฝึกโดยธรรม มิใช่ฝึกด้วยอาชญา มีท่อนไม้เป็นต้น.
               จริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
                         ทณฺเฑเนเก ทมยนฺติ  องฺกุเสหิ กสาหิ จ
                         อทณฺเฑน อสตฺเถน    นาโค ทนฺโต มเหสินา.
                                        แปลว่า
                                        คนบางพวกย่อมฝึกสัตว์ด้วยท่อนไม้
                         ด้วยขอสับ และด้วยแส้ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
                         ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ทรงฝึกช้างตัวประเสริฐ
                         มิใช่ด้วยท่อนไม้ มิใช่ด้วยศาสตรา.

               เมื่อสัตว์ทั้งหลายอันพระองค์ทรงแนะนำอยู่โดยธรรม ฉันนั้นแล้ว ความริษยาจักพึงมีแก่ผู้รู้ทั้งหลายได้อย่างไร.
               อีกอย่างหนึ่ง การแนะนำโดยธรรม ชื่อว่าธรรมวินัย.
               จริงอยู่ การแนะนำ (วินัย) นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อธรรมอันหาโทษมิได้ ทั้งไม่เป็นไปเพื่อโภคะและอามิสในภพ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาอันกว้างขวาง จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ (ในธรรมวินัยนี้) ย่อมไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อหลอกลวงชน ดังนี้. แม้พระปุณณเถระก็ได้กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุย่อมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน (ดับไม่เหลือ) แล.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่าย่อมนำผู้ประเสริฐไป. วินัยโดยธรรม ก็ชื่อว่าธรรมวินัย. จริงอยู่ ธรรมวินัยนี้ย่อมให้ออกจากสังสารธรรม หรือโสกาทิธรรมแล้วนำไปสู่พระนิพพานอันเลิศ.
               อีกอย่างหนึ่ง วินัยของพระพุทธเจ้าผู้มีธรรม หาใช่ของเจ้าลัทธิทั้งหลายไม่ ดังนี้จึงชื่อว่าธรรมวินัย. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นธรรม จึงชื่อว่าวินัยของธรรมนั้นนั่นแหละ.
               อีกอย่างหนึ่ง เพราะธรรมทั้งหลายนั่นแหละ เป็นธรรมพึงรู้ยิ่ง (อภิญฺเญยยา) เป็นธรรมพึงกำหนดรู้ (ปริญฺเญยฺยา) เป็นธรรมพึงละ (ปหาตพฺพา) เป็นธรรมพึงเจริญ (ภาเวตพฺพา) เป็นธรรมพึงกระทำให้แจ้ง (สจฺฉิกาตพฺพา) ฉะนั้น วินัยในธรรมทั้งหลายนี้ มิใช่วินัยในสัตว์ทั้งหลาย มิใช่วินัยในชีวะทั้งหลาย จึงชื่อว่าธรรมวินัย.
               ชื่อว่าปวจนะ เพราะอรรถว่าเป็นประธาน (เป็นใหญ่) กว่าถ้อยคำของชนเหล่าอื่น ด้วยถ้อยคำทั้งหลายมีคำอันเป็นไปกับด้วยอรรถ และพยัญชนะเป็นต้น. ปวจนะนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าปาพจน์. ชื่อว่าพรหมจรรย์ เพราะเป็นจริยาอันเลิศกว่าจริยาทั้งหมด. ชื่อว่าสัตถุศาสน์ เพราะอรรถว่าคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง แม้คำว่า คำสั่งสอนอันเป็นศาสดา ก็ชื่อว่าสัตถุศาสน์ได้.
               จริงอยู่ พระธรรมวินัยนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นศาสดาดังพระบาลีว่า โส โว มมจฺเยน สตฺถา เป็นต้น (แปลว่า ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา) พึงทราบเนื้อความทั้งหลายดังพรรณนามาฉะนี้ ก็เพราะความที่ภิกษุผู้ยังฌานมีประการทั้งปวงให้เกิดขึ้น ปรากฏในศาสนานี้ มิได้ปรากฏในศาสนาอื่น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำคำนิยามในบทนั้นไว้ ด้วยบทว่า อิมิสฺสา บ้าง อิมสฺมึ บ้าง (แปลว่า ในทิฏฐินี้ เป็นต้น)
               ข้อนี้ เป็นคำอธิบายมาติกาปทนิทเทส ในคำว่า อิธ.

               ภิกขุนิทเทส               
               ในภิกขุนิทเทส บทว่า สมญฺญาย ได้แก่ (เป็นภิกษุ) ด้วยบัญญัติ คือโดยโวหาร.
               จริงอยู่ บางคนย่อมปรากฏว่า เป็นภิกษุด้วยสมัญญานั่นแหละ. จริงอย่างนั้น ชนทั้งหลาย เมื่อนับจำนวนภิกษุทั้งหลายในคราวนิมนต์เป็นต้น ย่อมรวมแม้สามเณรด้วย แล้วกล่าวว่า มีภิกษุหนึ่งร้อย หนึ่งพัน ดังนี้.
               บทว่า ปฏิญฺญาย ได้แก่ (เป็นภิกษุ) ด้วยปฏิญญาของตน. จริงอยู่ บางคนย่อมเป็นภิกษุ แม้ด้วยปฏิญญา. พึงทราบความเกิดขึ้นแห่งบทว่า โก เอตฺถ นั้น ในบรรดาคำทั้งหลาย มีคำปฏิญญาว่า ดูก่อนผู้มีอายุ เราเป็นภิกษุ เป็นต้น. ก็ปฏิญญานี้ ชื่อว่าประกอบด้วยธรรม เป็นคำอันพระอานนท์กล่าวแล้ว. อนึ่ง ในเวลาราตรี ชนทั้งหลายแม้ทุศีล เดินสวนทางมา เมื่อมีผู้ถามว่า ใครในที่นี้ ผู้ทุศีลนั้นย่อมกล่าวด้วยปฏิญญา อันไม่เป็นธรรม อันไม่เป็นจริงว่า เราเป็นภิกษุ ดังนี้.
               บทว่า ภิกฺขติ แปลว่า ย่อมขอ. จริงอยู่ บางคนย่อมขอ ย่อมค้นหา ย่อมแสวงหาซึ่งภิกษา ได้ก็ตาม ไม่ได้ก็ตาม ผู้นั้นชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าย่อมขอโดยแท้.
               บทว่า ภิกฺขาจริยํ อชฺฌุปคโต (แปลว่า ผู้เข้าถึงภิกขาจาร ที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นเข้าถึงแล้ว). จริงอยู่ บางคนละกองโภคะน้อยบ้าง มากบ้าง บวชเป็นบรรพชิตไม่มีเรือน ละการเลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม และโครักขกรรมเป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะอรรถว่าผู้เข้าถึงภิกขาจารโดยการปกปิดไว้ซึ่งเพศ. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใด แม้บริโภคภัตที่เขาหาบมาในท่ามกลางวิหาร เพราะความเป็นผู้มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ผู้นั้นก็ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าผู้เข้าถึงภิกขาจาร. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดอาศัยก้อนข้าว เพราะความเป็นผู้มีอุตสาหะเกิดขึ้นแล้วในบรรพชา ผู้นั้นก็ชื่อว่าภิกษุผู้เข้าถึงภิกขาจาร.
               บุคคลใดย่อมทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายโดยการทำลายซึ่งค่า (ราคา) ผัสสะ (การถูกต้องนุ่มนวล) และสีนั้น พึงทราบการทำลายค่า โดยการตัดด้วยมีด.
               จริงอยู่ ผืนผ้า แม้มีราคาตั้งพัน เมื่อถูกตัดให้เป็นท่อนน้อย ท่อนใหญ่แล้ว ย่อมเป็นผ้ามีค่าอันทำลายแล้ว ย่อมไม่ได้ราคาแม้เพียงครึ่งหนึ่งของราคาเดิม. พึงทราบการทำลายผัสสะ ด้วยการเย็บด้วยด้าย. จริงอยู่ ผืนผ้าแม้มีผัสสะสบาย ย่อมเป็นผัสสะอันทำลายด้วยด้ายแล้ว ย่อมถึงซึ่งความเป็นผัสสะขรุขระ (กระด้าง) พึงทราบการทำลายสี โดยการเย็บเพราะสนิมแห่งเข็มเป็นต้น. จริงอยู่ ผืนผ้า แม้สะอาดดีแล้ว ย่อมเป็นผืนผ้าที่ถูกทำลายด้วยมลทินแห่งเข็มจำเดิมแต่ทำการเย็บ ในที่สุดย่อมถูกทำลายไปด้วยสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย มีเหงื่อแห่งมือและของปฏิกูลเป็นต้น และด้วยการย้อม การทำกัปปะ (เครื่องหมายจุดดำเล็กๆ) ย่อมผิดไปจากสีเดิม.
               ผู้ใดทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว เพราะการทรงผืนผ้าอันถูกทำลายด้วยอาการ ๓ อย่าง อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่าภิกษุ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าอันถูกทำลายแล้ว ด้วยเหตุสักว่า การทรงผ้ากาสาวะอันเป็นวิสภาคะ (ต่าง) จากผ้าของคฤหัสถ์.
               ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย.
               ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายกิเลส ๕ ด้วยโสดาปัตติมรรค.
               ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายกิเลส ๔ ด้วยสกทาคามิมรรค.
               ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายกิเลส ๔ ด้วยอนาคามิมรรค.
               ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายกิเลส ๘ ด้วยอรหัตตมรรค.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
               ส่วนบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ พระองค์ทรงแสดงด้วยคำว่า ภินฺนตฺตา (แปลว่า เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมแล้ว). จริงอยู่ พระโสดาบันทำลายกิเลส ๕ อย่าง ด้วยโสดาปัตติมรรคแล้วดำรงอยู่. พระสกทาคามีทำลายกิเลส ๔ ด้วยสกทาคามิมรรคแล้วดำรงอยู่. พระอนาคามีทำลายกิเลส ๔ ด้วยอนาคามิมรรคแล้วดำรงอยู่. พระอรหันต์ทำลายกิเลส ๘ ด้วยอรหัตตมรรคแล้วดำรงอยู่. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ อย่างนี้ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
               พึงทราบวินิจฉัย ในข้อว่า โอธิโส กิเลสานํ ปหานา (แปลว่าเพราะละกิเลสบางส่วน)
               คำว่า โอธิ (ได้แก่ บางส่วน หรือเขตแดน) มี ๒ อย่าง คือ มัคโคธิ (มคฺค+โอธิ=มคฺโคธิ) แปลว่า ส่วนหรือเขตแดนของมรรค. กิเลโสธิ (กิเลส+โอธิ=กิเลโสธิ) แปลว่า ส่วนหรือเขตแดนของกิเลส. เขตแดน ชื่อว่า โอธิ ในโอธิ ๒ นั้น พระโสดาบันชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสบางส่วน ด้วยมัคโคธิ.
               จริงอยู่ มรรคทั้ง ๔ มรรคหนึ่งเท่านั้นละกิเลสไปบางส่วน มิใช่มรรค ๔ ละกิเลสทั้งสิ้น. แม้ในสกทาคามี อนาคามีก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็เพราะโสดาบัน ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสบางส่วน คือกิเลโสธิ. จริงอยู่ ในบรรดากิเลสที่ท่านควรละ ท่านละไปได้เพียงบางส่วน หาใช่ละไปทีเดียวทั้งหมดไม่.
               ก็พระอรหันต์ ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสโดยไม่จำเพาะส่วน. จริงอยู่ ท่านละกิเลสไปโดยไม่จำเพาะส่วนด้วยมรรค ๔ หาใช่ละไปด้วยเขตแดนแห่งมรรคเดียวไม่. อนึ่ง ในกิเลสที่พึงละท่านละไปโดยไม่มีส่วนเหลือเลย. เพราะว่า แดนแห่งกิเลสแม้สักอย่างหนึ่ง ชื่อว่าตั้งอยู่มิได้มี. แม้ในส่วนทั้งสองนั้น พระอรหันต์ ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสทั้งหลายไปโดยไม่จำเพาะส่วน ดังพรรณนามาฉะนี้.
               พึงทราบวิเคราะห์ ในบทว่า เสกฺโข ต่อไป.
               พระอริยบุคคล ๗ กับด้วยกัลยาณปุถุชน ผู้ยังศึกษาสิกขา ๓ อยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าเสกขา (ผู้กำลังศึกษาอยู่) ในบุคคลเหล่านั้น พระเสกขะไรๆ ก็ชื่อว่าภิกษุ.
               ชื่อว่า อเสกขา เพราะไม่ต้องศึกษา. พระขีณาสพ ก้าวล่วงเสกขธรรมแล้ว ดำรงอยู่ในผลอันเลิศ เรียกว่า อเสกขะ เพราะไม่มีเสกขธรรมที่ท่านพึงศึกษาให้ยิ่งกว่านั้น.
               ภิกษุปุถุชนที่เหลือ กำลังศึกษาสิกขา ๓ อยู่ก็ไม่ใช่ ศึกษาแล้วก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ภิกษุปุถุชนนั้น ไม่ใช่พระเสกขะและพระอเสกขบุคคล. ผู้บรรลุธรรมอันเลิศ คือศีลอันเลิศ สมาธิอันเลิศ ปัญญาอันเลิศ วิมุตติอันเลิศ นี้ดำรงอยู่ ชื่อว่าภิกษุ.
               ผู้ไม่ลามก (ผู้ไม่ตกต่ำ) ชื่อว่าผู้ประกอบด้วยธรรมอันงาม. จริงอยู่ ตั้งแต่กัลยาณปุถุชนจนถึงพระอรหันต์ ย่อมถึงซึ่งการนับว่า เป็นภิกษุผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันงาม เพราะประกอบด้วย ศีลอันงาม สมาธิอันงาม ปัญญาอันงาม วิมุตติอันงาม วิมุตติญาณทัสสนะอันงาม.
               ภิกษุผู้ไม่มัวหมอง ผ่องใส ชื่อว่าภิกษุผู้บริสุทธิ์ผ่องใส. ความไม่ขุ่นมัว มีความผ่องใสวิเศษแล้วเป็นอรรถ ดุจความผ่องใสของเนยใสๆ.
               บทว่า สาโร พึงทราบว่า ชื่อว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมอันเป็นสาระ เพราะประกอบด้วยสาระ ๓ มีศีลสาระเป็นต้น ดุจผืนผ้าเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว. อีกอย่างหนึ่ง พระขีณาสพเท่านั้นพึงทราบว่า ชื่อว่าผู้มีธรรมอันเป็นสาระ เพราะปราศจากกิเลสอันไร้ประโยชน์.
               อนึ่ง ในข้อว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสโดยจำเพาะส่วน และพระเสกขะ ชื่อว่าภิกษุ นี้. ในฐานะ ๓ ดังกล่าวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาพระเสกขะ ๗. ข้อว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมแล้ว. ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสโดยไม่จำเพาะส่วน (โดยไม่เหลือ) และผู้บริสุทธิ์ผ่องใส ผู้ชื่อว่าภิกษุทั้งปวงเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาพระขีณาสพ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงคำว่า ภิกษุ ด้วยสัญญาเป็นต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงความเป็นภิกษุ ด้วยสามารถแห่งการอุปสมบท จึงตรัสว่า สมคฺเคน สํเฆน เป็นอาทิ.
               ในคำเหล่านั้น คำว่า สมคฺเคน สํเฆน (แปลว่า โดยสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน) ได้แก่ ภิกษุผู้ควรแก่สังฆกรรม ในการทำกรรม อย่างต่ำต้องมีภิกษุครบ ๕ รูป ในการทำกรรมทุกครั้ง โดยไม่กำเริบ ต้องนำฉันทะของภิกษุที่มีอยู่มา เมื่อภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว จึงชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เพราะความที่ฉันทะอันภิกษุนำมาแล้ว.
               คำว่า ญตฺติจตุตฺเถน (แปลว่า มีญัตติเป็นที่ ๔) ได้แก่ กรรมอันสงฆ์พึงทำด้วยอนุสาวนา ๓ ครั้ง และด้วยญัตติ ๑ ครั้ง
               คำว่า กมฺเมน ได้แก่ ด้วยวินัยกรรมอันถูกต้อง (อันเป็นธรรม).
               คำว่า อกุปฺเปน ได้แก่ เข้าถึงแล้วซึ่งความที่กรรมนั้นเป็นกรรมอันไม่หวั่นไหว มั่นคง เพราะถึงพร้อมด้วย วัตถุสมบัติ ญัตติสมบัติ อนุสาวนาสมบัติ สีมาสมบัติและบริษัทสมบัติ (ถึงพร้อมด้วยหมู่คณะ).
               คำว่า ฐานารเหน (แปลว่า ควรแก่ฐานะ) ได้แก่ ควรแก่เหตุ ควรแก่สัตถุศาสน์. คือว่าผู้เข้าถึงแล้ว บรรลุแล้วซึ่งภาวะในเบื้องบน ชื่อว่าเป็อุปสัมบัน (คือผู้บวชแล้ว). จริงอยู่ ความเป็นภิกษุ ชื่อว่าภาวะในเบื้องบน (อุปริภาวะ) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภาวะในเบื้องบนว่าอุปสัมบัน เพราะความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกรรม (การบวช) ตามที่กล่าวแล้ว.
               นัยเหล่านี้ (หมายถึงการอุปสมบท) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการอุปสมบท ๘ อย่างคือ
                         ๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา
                         ๒. สรณคมนอุปสัมปทา
                         ๓. โอวาทปฏิคคหณอุปสัมปทา
                         ๔. ปัญหาพยากรณอุปสัมปทา
                         ๕. ครุธัมมปฏิคคหณอุปสัมปทา
                         ๖. ทูเตนอุปสัมปทา
                         ๗. อัฏฐวาจิกา อุปสัมปทา
                         ๘. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา
               บรรดาอุปสัมปทาเหล่านั้น อุปสัมปทา ๓ คือญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา ทูเตนอุปสัมปทา อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทาเหล่านี้เท่านั้นถาวร. ส่วนที่เหลือได้มีอยู่เพียงสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่เท่านั้น. บรรดาอุปสัมปทาเหล่านั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทาอย่างเดียว.

               ปาฏิโมกขสังวรนิทเทส               
               ในนิทเทสแห่งปาฏิโมกขสังวร คำว่า ปาฏิโมกฺขํ ได้แก่ สิกขาบทคือ ศีล.
               จริงอยู่ สภาวะใดย่อมคุ้มครอง ย่อมรักษา ย่อมให้หลุดพ้น ย่อมเปลื้องจากทุกข์ทั้งหลายมีทุกข์ในอบายเป็นต้น ฉะนั้นจึงตรัสสภาวะนี้ว่า ปาฏิโมกข์ ดังนี้.
               คำว่า ศีล เป็นที่อาศัย เป็นต้น๑- เป็นไวพจน์ของปาฏิโมกข์นั้นนั่นแหละ. ในคำเหล่านั้น คำว่า ศีล นี้เป็นไวพจน์ของปาฏิโมกข์อันสำเร็จในเวลาเป็นที่สิ้นสุดลงพร้อมกับกรรมวาจาทีเดียว. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้นมีอยู่ ธรรมทั้งหลายมีเจตนาเป็นต้นของผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือว่าผู้ยังวัตรและการปฏิบัติให้เต็ม พึงทราบว่า ข้อนั้นก็เป็นศีล.
               สมจริงตามที่กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า อะไรเป็นศีล ตอบว่า เจตนาเป็นศีล เจตสิกเป็นศีล ความสำรวมเป็นศีล การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล ดังนี้.
____________________________
๑- คำว่า ศีล เป็นต้น คือ เป็นจรณะ เป็นเครื่องสำรวม เป็นเครื่องระวัง เป็นหัวหน้า เป็นประธาน.

               ในคำเหล่านั้น เจตนาของผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือว่าการยังวัตรปฏิบัติให้เต็ม ชื่อว่าเจตนาเป็นศีล
               การงดเว้นของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าเจตสิกเป็นศีล.
               อีกอย่างหนึ่ง เจตนาอันเป็นไปในกรรมบถ ๗ ของผู้ละปาณาติบาตเป็นต้น ก็ชื่อว่าเจตนาเป็นศีล. ในสังยุตตมหาวรรค ท่านกล่าวธรรมทั้งหลาย มีความไม่โลภไม่พยาบาทและสัมมาทิฏฐิ โดยนัยเป็นต้นว่า บุคคลละอภิชฌา อยู่ด้วยเจตนาปราศจากความโลภดังนี้ ก็ชื่อว่าเจตสิกเป็นศีล.
               ในข้อว่า ความสำรวมเป็นศีล พึงทราบโดยความสำรวม ๕ คือ
               ๑. ปาฏิโมกขสังวร (ความสำรวมด้วยปาฏิโมกข์)
               ๒. สติสังวร (ความสำรวมด้วยสติ)
               ๓. ญาณสังวร (ความสำรวมด้วยญาณ)
               ๔. ขันติสังวร (ความสำรวมด้วยขันติ)
               ๕. วิริยสังวร (ความสำรวมด้วยความเพียร).
               ความต่างกัน (นานากรณํ) ของความสำรวมเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ในปกรณ์วิเศษชื่อว่า วิสุทธิมรรค.
               ข้อว่า การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล อธิบายว่า การไม่ก้าวล่วงอันเป็นไปทางกายและวาจาของผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว.
               คำว่า การสำรวมเป็นศีล การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล นี้แหละเป็นศีลโดยตรง (นิปปริยาย) ส่วนข้อว่า เจตนาเป็นศีล และเจตสิกเป็นศีลนี้ พึงทราบว่า เป็นศีลโดยปริยาย (โดยอ้อม) ก็เพราะภิกษุชื่อว่าย่อมตั้งมั่นในพระศาสนาด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลนั้นเป็นที่อาศัย ดังนี้.
               ถามว่า ชื่อว่าเป็นที่อาศัย เพราะภิกษุย่อมตั้งมั่นในพระศาสนานี้ หรือกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น ย่อมตั้งมั่นในพระศาสนานี้.
               ตอบว่า เนื้อความนี้พึงทราบด้วยสามารถแห่งพระสูตรที่ว่า ก็นระผู้มีปัญญาอาศัยซึ่งศีลเป็นต้น พระสูตรว่า ดูก่อนมหาราช ชนทั้งหลายอาศัยศีลแล้ว พึงยังกุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นเป็นต้น และพระสูตรว่า ดูก่อนมหาราช เมื่อบุคคลอาศัยศีลแล้ว กุศลธรรมทั้งปวงย่อมไม่เสื่อมไปโดยรอบ ดังนี้เป็นต้น.
               ศีลนั้นๆ ชื่อว่าเป็นเบื้องต้น เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นก่อน. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงชำระธรรม (ศีล) อันเป็นเบื้องต้นนั่นแหละให้ยิ่งขึ้นไป ก็บรรดากุศลธรรมทั้งหลาย อะไรเล่าชื่อว่าเป็นธรรมเบื้องต้น ก็ศีลอันหมดจดดีแล้วและทิฏฐิอันตรงด้วย เป็นธรรมเบื้องต้นของกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนี้.
               เปรียบเหมือนนายช่างผู้สร้างเมืองมีความประสงค์จะสร้างเมือง ย่อมชำระพื้นที่ของเมืองก่อน ภายหลังจึงแบ่งที่สร้างเมือง โดยกำหนดเอาทางสามแพร่งสี่แพร่งเป็นต้นฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้นนั่นแหละ ย่อมชำระศีลตั้งแต่ต้นทีเดียว ภายหลังจากนั้นก็กระทำให้แจ้งซึ่งสมถะ วิปัสสนา มรรค ผลและพระนิพพาน.
               อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างย้อมซักผ้าด้วยน้ำด่าง เมื่อผ้าสะอาดดีแล้วจึงย้อมด้วยสีต่างๆ ตามปรารถนาฉันใด ก็หรือว่า จิตรกร (ช่างวาดเขียน) ผู้ฉลาดปรารถนาจะวาดรูป เขาย่อมกระทำการตกแต่งฝาก่อน หลังจากนั้นจึงวาดรูป ฉันใด.
               พระโยคาวจรก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชำระศีลแต่ต้นเทียว หลังจากนั้นก็กระทำให้แจ้งซึ่งสมถะและวิปัสสนาเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า ศีลเป็นเบื้องต้น ดังนี้.
               ศีลนั้นๆ ชื่อว่าเป็นจรณะ เพราะความเป็นธรรมชาติเช่นกับเท้า (เครื่องดำเนินไป).
               จริงอยู่ เท้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นจรณะ. เหมือนอย่างว่า สภาพการปรุงให้ดำเนินไปสู่ทิศ ย่อมไม่เกิดแก่บุรุษผู้มีเท้าขาดแล้ว ย่อมเกิดแก่บุรุษผู้มีเท้าสมบูรณ์นั่นแหละฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น ศีลของผู้ใดแตกแล้ว ขาดแล้ว ไม่สมบูรณ์แล้ว การดำเนินไปสู่ญาณเพื่อบรรลุพระนิพพาน ก็ย่อมไม่สำเร็จแก่ผู้นั้น ส่วนผู้ใดมีศีลไม่แตก ไม่ขาด บริบูรณ์แล้ว ผู้นั้นก็จะดำเนินไปสู่ญาณเพื่อบรรลุพระนิพพาน ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลเป็นจรณะ ดังนี้.
               ศีลนั้นๆ ชื่อว่า สังยมะ (เครื่องสำรวม) ด้วยสามารถแห่งการระวัง ชื่อว่า สังวร (เครื่องระมัดระวัง) ด้วยสามารถแห่งการปิดกั้น. แม้ด้วยเหตุทั้งสองนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลเป็นเครื่องสำรวม เป็นเครื่องระวัง ดังนี้. พึงทราบวจนัตถะในที่นี้ว่า
               สภาวะใดย่อมสำรวมการดิ้นรน โดยก้าวล่วงของบุคคล หรือว่าย่อมสำรวมซึ่งบุคคล คือว่า ย่อมไม่ให้เพื่ออันกระสับกระส่ายไปของบุคคลนั้น ด้วยสามารถแห่งการก้าวล่วง ฉะนั้น สภาวะนั้นจึงชื่อว่า สังยมะ (เครื่องสำรวม).
               ชื่อว่า สังวร (เครื่องระวัง) เพราะย่อมปิดกั้นทวาร อันเป็นที่ก้าวล่วงแห่งบุคคล.
               คำว่า มุขํ ได้แก่ เป็นธรรมสูงสุด หรือเป็นหัวหน้า. เหมือนอย่างว่า อาหาร ๔ ของสัตว์ทั้งหลาย เข้าไปทางปากแล้ว ย่อมแผ่ไปสู่อวัยวะน้อยใหญ่ฉันใด กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ แม้ของพระโยคีก็ฉันนั้น เข้าไปทางปาก คือศีลแล้ว ย่อมยังความสำเร็จแห่งประโยชน์ให้สมบูรณ์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลเป็นหัวหน้า ดังนี้.
               คำว่า ปมุเขน สาธุ อธิบายว่าเป็นประธาน เป็นธรรมอันเลิศ เป็นธรรมชาติถึงก่อน เป็นธรรมประเสริฐสุด. คำว่า กุสลานํ ธมฺมานํ สมาปตฺติยา (แปลว่าเพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย) บัณฑิตพึงทราบว่า ศีลเป็นเลิศ เป็นธรรมถึงก่อน เป็นธรรมประเสริฐสุด เป็นประธานเพื่ออันได้เฉพาะซึ่งกุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ ดังนี้.
               คำว่า กายิโก อวีติกฺกโม (แปลว่า การไม่ล่วงละเมิดทางกาย) ได้แก่ กายสุจริต ๓ อย่าง.
               คำว่า วาจสิโก (แปลว่า การไม่ล่วงละเมิดทางวาจา) ได้แก่ วจีสุจริต ๔ อย่าง.
               ทั้งสองนั้นชื่อว่า กายิกวาจสิโก (คือการไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา). ท่านย่อมถือเอาอาชีวัฏฐมกศีล (คือศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘) ย่อมแสดงด้วยการไม่ก้าวล่วงละเมิดทางกายและวาจานี้.
               คำว่า สํวุโต ได้แก่ อันเขาปิดแล้ว. อธิบายว่า มีอินทรีย์อันสำรวมแล้วชื่อว่าปิดแล้ว. เหมือนอย่างว่า บ้านมีประตูปิดแล้ว ท่านเรียกว่า บ้านอันเขาปิดแล้ว ระวังแล้วฉันใด ในข้อนี้ก็ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุมีอินทรีย์สำรวมแล้วระวังคุ้มครองแล้ว.
               คำว่า ปาฏิโมกฺขสํวเรน ได้แก่ ด้วยปาฏิโมกข์และสังวร. อีกอย่างหนึ่งได้แก่ ด้วยสังวร กล่าวคือปาฏิโมกข์. คำว่า อุเปโต (แปลว่า ผู้เข้าไปถึงแล้ว) เป็นต้น มีเนื้อความดังที่กล่าวแล้วนั้นแหละ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การอยู่ด้วยอิริยาบถของภิกษุ ผู้ตั้งอยู่ในปาฏิโมกข์สังวรศีล ด้วยบทแม้ทั้ง ๗#- มีคำว่า อิริยติ เป็นต้น.
____________________________
#- ทั้ง ๗ บท คือผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดีและประกอบแล้ว.

               อนาจารนิทเทส๑-               
____________________________
๑- อนาจาระ หมายถึงความประพฤติไม่ดี ซึ่งตรงกันข้ามกับอาจาระ.

               ในนิทเทสแห่งอาจาระและโคจระ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านประสงค์จะกล่าวอาจาระของสมณะ โคจระของสมณะแม้โดยแท้ จึงทรงยกซึ่งบทว่า อาจาระมีอยู่ อนาจาระมีอยู่ ด้วยบทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ดังนี้.
               เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้ฉลาดในทาง เมื่อจะบอกทาง จึงกล่าวว่า ท่านจงปล่อยทางซ้าย ถือเอาทางขวา ย่อมบอกทางอันมีภัย ทางอันผิด อันบุคคลพึงปล่อยวางก่อน ภายหลังจึงบอกทางอันเกษม ทางอันตรงอันบุคคลพึงถือเอา ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ พระธรรมราชา เช่นกับบุรุษผู้ฉลาดในทาง ทรงบอกอนาจาระ อันพระพุทธเจ้าทรงรังเกียจแล้ว อันบุคคลพึงละก่อน เมื่อจะทรงบอกอาจาระในภายหลังจึงตรัสว่า ตตฺถ กตโม อนาจาโร เป็นอาทิ.
               จริงอยู่ หนทางที่บุคคลบอกแล้วพึงไปถึงหรือไม่ถึงก็ได้ ส่วนทางที่พระตถาคตบอกแล้ว เป็นทางชอบธรรม ไม่ผิดหวัง ย่อมให้บรรลุถึงพระนคร คือพระนิพพาน ดุจวชิราวุธอันพระอินทร์ทรงปล่อยไปแล้ว ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงได้กล่าวว่า บุรุษผู้ฉลาดในทาง ดังนี้ คำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธะนี้ เป็นชื่อของพระตถาคต.
               อีกอย่างหนึ่ง เพราะการประกอบความเพียรในกัลยาณธรรม ย่อมเป็นธรรมอันสมบูรณ์แก่บุคคลผู้มีบาปธรรมอันละแล้ว เปรียบเหมือนการทัดทรงด้วยเครื่องประดับมีระเบียบดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น ย่อมสมควรแก่บุคคลผู้มีเหงื่อไคลและมลทินอันตนชำระแล้ว ด้วยการอาบน้ำพร้อมทั้งสระหัว ฉะนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงพระประสงค์จะบอกอนาจาระอันบุคคลพึงละก่อน เหมือนบุคคลทำความสะอาดชำระล้างเหงื่อไคลและมลทิน ด้วยการอาบน้ำสระหัว ภายหลังบอกอาจาระซึ่งเปรียบเหมือนการทัดทรงด้วยเครื่องประดับมีระเบียบดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น จึงตรัสคำว่า ตตฺถ กตโม อนาจาโร เป็นอาทิ.
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ความล่วงละเมิดทางกาย ได้แก่ กายทุจริต ๓.
               คำว่า ความล่วงละเมิดทางวาจา ได้แก่ วจีทุจริต ๔.
               คำว่า ความล่วงละเมิดทางกายและวาจา ได้แก่ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ เหล่านั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการก้าวล่วงของบุคคลผู้มีอาชีวัฏฐมกสีล (ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘) นั้นแหละ ด้วยอาการอย่างนี้. ก็เพราะบุคคลไม่ประพฤติอนาจารด้วยกายและวาจาเท่านั้น ย่อมประพฤติแม้ด้วยใจทีเดียว ฉะนั้น เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งปวง ก็เรียกว่า อนาจาระ ดังนี้.
               ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกแสดงอาจาระอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงตรัสคำว่า อิเธกจฺโจ เวฬุทาเนน เป็นต้น (แปลว่า ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ย่อมเลี้ยงชีพ ด้วยการให้ไม้ไผ่เป็นต้น).
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า การให้ไม้ไผ่ ได้แก่ การให้ไม้ไผ่อันเป็นเครื่องอาศัยเป็นเหตุ.
               อธิบายว่า ภิกษุไม่ควรให้แก่อุปัฏฐาก ด้วยอันคิดว่า เราจักนำไม้ไผ่ที่เกิดขึ้นเอง หรือไม้ไผ่ที่มีบุคคลคุ้มครองรักษามาให้เป็นเครื่องใช้สอยด้วยอาการอย่างนี้ เป็นต้น เพราะว่า ภิกษุเมื่อสำเร็จการเลี้ยงชีพอย่างนี้ ชื่อว่าย่อมเป็นอยู่ด้วยการแสวงหาอันไม่ชอบธรรม เป็นมิจฉาอาชีวะ. ภิกษุนั้นแหละย่อมถูกครหาในปัจจุบัน ทั้งในเบื้องหน้าก็ชื่อว่าเป็นผู้ขวนขวายในอบาย. ภิกษุนั้น เมื่อให้ไม้ไผ่อันเป็นของเฉพาะตนย่อมต้องอาบัติทุกกฏ ชื่อว่ากุลทูสกะ (ผู้ประทุษร้ายตระกูล) เมื่อให้ไม้ไผ่อันเป็นของเฉพาะของคนอื่น ย่อมต้องอาบัติด้วยเถยยจิต (ขโมย) สงฆ์พึงกระทำทัณฑกรรมแก่เธอตามราคาสิ่งของนั้น. แม้การให้ไม้ไผ่อันเป็นของสงฆ์ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ถ้าว่า ภิกษุย่อมให้ไม้ไผ่นั้น เพราะความที่ตนเป็นใหญ่ เธอก็จะต้องอาบัติ เพราะการสละครุภัณฑ์.
               ไม้ไผ่ประเภทไหนเป็นครุภัณฑ์ ประเภทไหนไม่เป็น พึงทราบความดังต่อไปนี้.
               ไม้ไผ่ใดที่ไม่ได้ปลูกไว้ เกิดขึ้นเองก่อน ไม้ไผ่นั่นเป็นครุภัณฑ์ตามฐานะที่สงฆ์กำหนดเท่านั้น นอกนั้นไม่เป็นครุภัณฑ์. ไม้ไผ่ทั้งปวงเป็นครุภัณฑ์ โดยประการทั้งปวง ในอันที่สงฆ์ปลูกไว้แล้ว. ไม้ไผ่นั้น ท่านกำหนดแล้วโดยประมาณ.
               จริงอยู่ มีประมาณหนึ่งทะนานตวงน้ำมัน จัดเป็นครุภัณฑ์ ต่ำกว่านั้นไม่เป็น. อนึ่ง ภิกษุใดมีความต้องการด้วยทะนานตวงน้ำมัน หรือต้องการไม้เท้า สงฆ์พึงถือเอาสิ่งนั้นกระทำให้เป็นผาติกรรม๑- เถิด. ผาติกรรมเป็นของมีราคา หรือเป็นของมากกว่าของสงฆ์ ย่อมควร น้อยกว่าไม่ควร. แม้หัตถกรรม สักว่าวัตถุเป็นเครื่องนำน้ำไป หรือว่า วัตถุเป็นเครื่องดายหญ้าอันเล็กน้อยก็เช่นเดียวกัน สงฆ์ควรทำผาติกรรมนั้นให้ถาวร. เพราะฉะนั้น การที่ภิกษุโกยเลนขึ้นจากสระน้ำก็ดี ใช้ให้บุคคลปูลาดพื้นที่บันไดเพื่อทำพื้นที่ไม่เสมอให้เสมอกันก็ดี ควรอยู่ แต่ไม่ต้องถือเอาเครื่องผาติกรรม คือ เมื่อเธออาศัยอยู่ที่นั้นนั่นแหละพึงใช้สอย เมื่อเธอหลีกไปแล้ว พึงทำสิ่งของเหล่านั้นให้เป็นของสงฆ์ เมื่อเธอหลงลืมถือเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป เมื่อไปแล้วในที่ใดระลึกได้ ก็พึงนำกลับมาคืนแต่ที่นั้น ถ้าภัยมีในระหว่าง ก็พึงวางสิ่งนั้นไว้ในที่วิหารอันตนไปถึงแล้ว. พวกมนุษย์ไปสู่วิหารขอไม้ไผ่ ภิกษุทั้งหลายไม่อาจเพื่อจะให้ได้ โดยการบอกว่า นั่นเป็นของสงฆ์ ถ้าพวกเขาขอบ่อยๆ หรือคุกคาม ในเวลานั้น ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายพึงทำทัณฑกรรม๒- แล้วถือเอาเถิด. ขึ้นชื่อว่า การให้ไม้ไผ่ ย่อมไม่มี. ถ้าว่า พวกมนุษย์เหล่านั้นถวายสิ่งของมีมีดและขวานเป็นต้น หรือขาทนียโภชนียะเพื่อกระทำให้เป็นสินไหม ไม่ควรรับ.
____________________________
๑- ผาติกรรม หมายถึงสิ่งของแลกเปลี่ยน ในทางพระวินัย หมายถึงการชดเชยของสงฆ์ด้วยสิ่งอื่น.
๒- ทัณฑกรรม หมายถึงสินไหม หรือราคาของที่จะแลกเปลี่ยน.

               ในอรรถกถาพระวินัย ท่านกล่าวไว้ว่า พวกมนุษย์ถูกไฟไหม้บ้าน ถือเอาสิ่งของไปอยู่ ภิกษุไม่ควรห้าม ถ้าขุยไผ่เกิดขึ้นที่กอไผ่ของสงฆ์ เมื่อไม่ให้ใครเคาะอยู่ ไม้ไผ่นั้นย่อมพินาศไป สงฆ์จะพึงทำอย่างไร สงฆ์พึงบอกพวกมนุษย์ในเวลาที่ไปภิกขาจาร ถ้าพวกเขาไม่ปรารถนาจะช่วยทำ ก็พึงพูดว่า พวกท่านจะได้ส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าเขาไม่ต้องการ ก็พึงพูดว่า พวกท่านจักได้ ๒ ส่วน เมื่อพวกเขาไม่ปรารถนาแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ไม่ต้องการไม้ไผ่นั้น ก็พึงบอกว่า พวกของท่านมีอยู่ ท่านจงทำให้เป็นสินไหม จงเคาะไม้ไผ่ แล้วถือเอาสิ่งนั้นเถิด. ขึ้นชื่อว่า การให้ไม้ไผ่ ย่อมไม่มี. แม้กอไผ่ถูกไฟไหม้ก็ดี แม้ถูกน้ำพัดไปก็ดี ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               กถามรรค แม้ในต้นไม้ทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ. สำหรับต้นไม้มีประมาณเท่าท่อนเข็ม ก็จัดเป็นครุภัณฑ์ได้. ภิกษุทำลายต้นไม้อันเป็นของสงฆ์ เพื่อทำอาวาส (ที่อยู่) อันเป็นของสงฆ์ แม้ไม่บอกขออนุญาตสงฆ์ก่อน ก็ทำได้ แต่เพื่อตัดคลองแห่งวาทะ พึงบอกขออนุญาตสงฆ์ก่อนแล้วพึงทำ.
               ถามว่า ภิกษุทำลายต้นไม้ของสงฆ์ ไม่บอกขออนุญาตสงฆ์ก่อน ควรเพื่อกระทำอาวาสเฉพาะบุคคล หรือไม่.
               ตอบว่า ไม่ควร.
               ก็เมื่อว่าโดยหัตถกรรมอย่างสูง ภิกษุย่อมได้สักว่าที่เป็นที่ตั้งเตียง ในบ้านหลังหนึ่งในบ้าน ๓ หลัง ภิกษุมีสิทธิได้หลังเดียว. ถ้าทัพพสัมภาระเป็นของเฉพาะบุคคล พื้นดินเป็นของสงฆ์ ภิกษุนั้นย่อมได้ส่วนเสมอกันกระทำ บ้านหลังหนึ่ง คือบรรดาบ้านที่เธอทำ ๒ หลัง เธอควรได้หลังหนึ่ง. เมื่อต้นไม้อันเป็นของสงฆ์ เบียดเบียนอาวาส (ที่อยู่) ของสงฆ์ ภิกษุไม่ขออนุญาตสงฆ์ก่อนนำออกไป ควรหรือไม่ ตอบว่า ควร แต่เพื่อตัดคลองแห่งวาทะ ควรขออนุญาตสงฆ์ก่อนแล้วนำออกไป. ถ้าลาภใหญ่ของสงฆ์ อาศัยต้นไม้มีอยู่ ก็ไม่ควรนำออกไป.
               เมื่อต้นไม้อันเป็นของเฉพาะบุคคล เบียดเบียนอาวาสอันเป็นของสงฆ์ พึงบอกแก่เจ้าของต้นไม้. ถ้าว่า เขาไม่ปรารถนาจะนำออกไป พึงให้บุคคลตัดก่อน แล้วจึงนำออกไป. เมื่อถูกเขาท้วงว่า พวกท่านจงให้ต้นไม้แก่เรา ดังนี้ พึงให้เขาตีราคาต้นไม้นั้น แล้วให้ทรัพย์ตามราคาทุน. เมื่อต้นไม้อันเป็นของสงฆ์ เบียดเบียนอาวาสอันเป็นของบุคคลก็ดี ต้นไม้อันเป็นของเฉพาะบุคคลเบียดเบียนอาวาสอันเป็นของบุคคลก็ดี ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               กถามรรค แม้ในเถาวัลย์ (ไม้เถา) ก็นัยนี้นั่นแหละ. อนึ่ง ในที่ใด เถาวัลย์เป็นของหาได้ยาก เขาย่อมทำการซื้อขายกัน ในที่นั้น จัดเป็นครุภัณฑ์. ก็เถาวัลย์นั้นแล มีประมาณกึ่งหนึ่งของแขน จัดเป็นครุภัณฑ์ ท่อนเถาวัลย์ ต่ำกว่านั้นไม่เป็น.
               คำทั้งปวง แม้ในคำว่า การให้ใบไม้ เป็นต้น ซึ่งมีคำว่า ด้วยการให้ใบไม้ เป็นต้น ได้แก่ ด้วยการให้ใบไม้อันเป็นเครื่องอาศัยเป็นเหตุ.
               พึงทราบวินิจฉัยว่าด้วยความเป็นครุภัณฑ์ ในอธิการนี้ต่อไป.
               จริงอยู่ บุคคลย่อมซื้อขายแม้ใบไม้ในที่ใด ชนทั้งหลายย่อมถือเอาเพื่อต้องการแก่ประโยชน์ทั้งหลายมีการห่อหนังสือเป็นต้น ในที่อันหาได้ยากเช่นนั้น ย่อมจัดเป็นครุภัณฑ์ทีเดียว. พึงทราบวินิจฉัยในใบไม้ทองหลางและใบตาล. แม้ใบตาลบัณฑิตก็พึงกล่าวในฐานะนี้เหมือนกัน.
               จริงอยู่ แม้ใบตาลในป่าตาลที่เกิดเอง ในที่อันสงฆ์กำหนดไว้นั่นแหละ จัดเป็นครุภัณฑ์. นอกจากนั้นไม่เป็น. ตาลที่สงฆ์ปลูกไว้เป็นครุภัณฑ์แม้ทั้งหมด. ใบลานเปล่าโดยที่สุดมีประมาณ ๘ นิ้ว เป็นประมาณของครุภัณฑ์. แม้หญ้าก็พึงอนุโลมเข้าในข้อนี้เหมือนกัน. ก็ในที่ใดหญ้าไม่มี ในที่นั้น ชนทั้งหลายย่อมใช้กำบัง ด้วยหญ้ามุงกระต่าย ด้วยฟางและด้วยใบมะพร้าวเป็นต้น เพราะฉะนั้น หญ้าทั้งหลายแม้เหล่านั้น ท่านจึงสงเคราะห์เข้าในข้อนี้. ในหญ้ามุงกระต่ายและฟางเป็นต้น หญ้าอย่างใดอย่างหนึ่ง มีประมาณหนึ่งกำมือ เป็นครุภัณฑ์. ในบรรดาใบมะพร้าวเป็นต้นแม้ใบหนึ่งอันบุคคลถวายแก่สงฆ์ หรือที่เกิดในที่ของสงฆ์ หรือหญ้าที่เกิดเอง เป็นของอันบุคคลคุ้มครองรักษาในพื้นที่แห่งหญ้าของสงฆ์ ภายนอกอารามก็จัดเป็นครุภัณฑ์. เมื่อสงฆ์ทำสังฆกรรมก็ดี ทำเจดีย์ก็ดี ในการทำอันเป็นของเฉพาะบุคคลก็ดี การให้หญ้านั้นเกินไป ก็ควร. แม้ในไม้ไผ่ที่กล่าวแล้วในหนหลัง ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               พึงทราบวินิจฉัยในการให้ดอกไม้ ดอกไม้ทั้งหลายที่จัดเป็นครุภัณฑ์ คือ ที่สงฆ์กำหนดไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายเก็บดอกไม้ที่ต้นไม้ทั้งหลาย มีประมาณเท่านี้ แล้วน้อมไปในระเบียบแห่งข้าวยาคูและภัต หรือน้อมไปในการปฏิสังขรณ์เสนาสนะ มีประมาณเท่านี้ ดังนี้.
               สามเณรทั้งหลายเก็บดอกไม้ทั้งหลายในภายนอกกระทำให้เป็นกองไว้ ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งเป็นผู้แจกดอกไม้ นับจำนวนภิกษุสงฆ์แล้ว แบ่งไว้เป็นส่วนๆ เธอไม่ต้องขออนุญาตสงฆ์ก่อน ย่อมแจกแก่บริษัทที่มาแล้วได้. อนึ่ง ภิกษุผู้แจกนั้น สงฆ์ยังมิได้สมมติ พึงขออนุญาตสงฆ์แล้ว พึงทำการแจกเถิด.
               ถามว่า ก็ภิกษุย่อมได้เพื่อจะให้ดอกไม้ทั้งหลายแก่ใคร ไม่ให้แก่ใคร.
               ตอบว่า ภิกษุนำดอกไม้ไปสู่บ้านของมารดาบิดาก็ดี หรือยังบุคคลให้เรียกมารดาบิดามาจากบ้านก็ดี เธอย่อมได้เพื่ออันให้ ด้วยคำว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระรัตนตรัย. มิใช่ให้เพื่อเป็นเครื่องประดับ. ภิกษุไม่ควรนำไปให้แก่หมู่ญาติที่เหลือทั้งหลาย ควรให้บุคคลเรียกมาแล้วให้ด้วยคำว่า พวกท่านทั้งหลายจงทำการบูชา ดังนี้. ภิกษุนั้นไม่พึงประสงค์ให้แก่ชนที่เหลือผู้มาสู่ที่เป็นที่บูชา. ชื่อว่า การให้ดอกไม้ ย่อมไม่มี.
               ในวิหาร มีดอกไม้บานมาก ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต เห็นพวกมนุษย์แล้ว พึงพูดว่า ในวิหารมีดอกไม้มาก พวกเธอจงบูชา ดังนี้. โทษย่อมไม่มีในเพราะสักว่าคำพูด. ก็แต่ว่า เธอไม่ควรพูดด้วยคิดว่า พวกมนุษย์ถือเอาขาทนียะโภชนียะแล้วจักมา ดังนี้. ก็ภิกษุนั้นไม่ควรพูดถึงขาทนียะโภชนียะ อันตนพึงบริโภค ถ้ามนุษย์ทั้งหลายถามตามธรรมดาของเขาว่า ดอกไม้ทั้งหลายมีอยู่ในวิหารหรือ และกล่าวต่อไปว่า พวกผมจักมาสู่วิหารในวันชื่อโน้น ท่านทั้งหลายอย่าให้พวกสามเณรเก็บดอกไม้ทั้งหลาย ดังนี้. แต่พวกภิกษุลืมบอกสามเณร พวกสามเณรจึงเก็บดอกไม้ทั้งหลายวางไว้ เมื่อพวกมนุษย์เข้าไปหาภิกษุพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในวันโน้นเทียว พวกกระผมบอกแก่ท่านแล้วว่า อย่าให้สามเณรเก็บดอกไม้ พวกท่านไม่ได้ห้ามแล้ว. ภิกษุพึงกล่าวว่า เราหลงลืมสติ ดอกไม้ทั้งหลาย สักว่าอันสามเณรเก็บแล้วนั่นแหละ ยังมิได้ทำการบูชา. ไม่ควรกล่าวว่า ท่านจงถือเอา จงบูชา. ถ้าว่า เขาย่อมกล่าวถึงอามิส อันตนมิพึงบริโภคไซร้ ภิกษุอื่น ย่อมบอกแก่พวกสามเณรว่า มนุษย์ทั้งหลายบอกว่า พวกท่านอย่าเก็บดอกไม้ ดังนี้. แม้พวกมนุษย์ นำอามิสมาถวายทาน และกล่าวว่า พวกผมไม่ได้สั่งให้สามเณรเก็บดอกไม้พร้อมกับพวกผม. พวกภิกษุพึงกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสก สามเณรทั้งหลายมีภิกษาแล้ว ภิกษุใด ไม่ไปภิกขาจาร ภิกษุนั้นจักทราบเองนั่นแหละ. ภิกษุได้นัยมีประมาณเท่านี้ โทษเพราะทำสามเณร หรือบุตร หรือพี่ชายน้องชายให้เก็บดอกไม้ทั้งหลาย ย่อมไม่มี. ชื่อว่า การให้ซึ่งดอกไม้ ก็ไม่มี.
               ในการให้ผลไม้ แม้ผลไม้ ที่สงฆ์กำหนดแล้ว เหมือนดอกไม้นั้นแหละ จัดเป็นครุภัณฑ์. เมื่อมีผลไม้น้อยใหญ่มากในวิหาร พวกมนุษย์ไม่สบายมาขอ. ภิกษุทั้งหลายไม่ขวนขวายเพื่อให้ โดยคิดว่าสิ่งนั้น เป็นของสงฆ์.
               พวกมนุษย์ผู้เดือดร้อน ย่อมด่า ย่อมบริภาษ ในข้อนี้ ภิกษุพึงทำอย่างไร.
               ภิกษุทั้งหลายพึงตั้งกฏ (กติกา) กำหนดด้วยผลไม้ทั้งหลาย หรือด้วยต้นไม้ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายไม่พึงห้ามพวกมนุษย์ ผู้ถือเอาผลไม้ทั้งหลายไปมีประมาณเท่านี้ ที่ต้นโน้นๆ หรือว่า ผู้ถือเอาผลไม้ทั้งหลาย ในต้นไม้ทั้งหลาย มีประมาณเท่านี้.
               อนึ่ง พวกโจร หรือผู้เป็นใหญ่ ถือเอาโดยพลการ ก็ไม่พึงห้าม. เพราะว่าชนเหล่านั้นโกรธแล้ว พึงยังวิหารทั้งสิ้นให้พินาศไปก็ได้. แต่ว่า ภิกษุพึงบอกถึงโทษอันยังทุกข์ให้เป็นไปโดยยิ่ง.
               ในการให้จุณสำหรับอาบ จุณสำหรับอาบที่เขาทุบ (บดขยี้) แล้วไม่เป็นครุภัณฑ์. เปลือกไม้อันเขายังไม่ทุบนั่นแหละ เป็นครุภัณฑ์. จุณสำหรับอาบ อันสุกแล้วด้วยเครื่องย้อม สมควรแก่ผู้ไม่เป็นไข้ จุณสำหรับอาบอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมควรแก่ผู้ป่วยทั้งนั้น. แม้ดินเหนียวก็รวมอยู่ในข้อนี้นั่นแหละ. จริงอยู่ แม้ดินเหนียวในที่ใดเป็นของหาได้โดยยาก ในที่นั้นนั่นแหละจัดเป็นครุภัณฑ์ ดินเหนียวแม้นั้นอย่างต่ำที่สุดมีประมาณเท่าน้ำอ้อยงบหนัก ๓๐ ปละ (ตามมาตราชั่งน้ำหนักเท่ากับ ๔ ออนซ์) เทียว ต่ำกว่านั้นไม่เป็น.
               ในการให้ไม้ชำระฟัน ไม้ชำระฟัน อันเขายังไม่ใช้ เป็นครุภัณฑ์. วาระแห่งการให้ไม้สีฟันแต่สงฆ์ ย่อมถึงแก่สามเณรเหล่าใด สามเณรเหล่านั้นย่อมไม่ได้เพื่อให้แก่อาจารย์และพระอุปัชฌายะ. แต่ว่า สามเณรเหล่าใดกำหนดว่า ชนทั้งหลายพึงนำไม้ชำระฟันมีประมาณเท่านี้มา สามเณรเหล่านั้นย่อมได้ เพื่ออันถวายแก่อาจารย์และพระอุปัชฌายะ. ภิกษุรูปเดียวไม่ควรถือเอาไม้ชำระฟันจำนวนมากมาจากโรงไม้ชำระฟัน พึงถือเอาอันเดียวเท่านั้นทุกๆ วัน. แม้เมื่ออยู่แยกกัน พึงนับหมู่ภิกษุแล้วถือเอาไม้ชำระฟันตามที่ถึงแก่ตน. เมื่ออาคันตุกภิกษุทั้งหลายมาในระหว่าง หรือเมื่อเธอหลีกไปสู่ทิศ พึงนำไม้ชำระฟันมาตั้งไว้ในที่อันถือเอาได้นั่นแหละ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกคำชมเชย เพื่อต้องการให้เขารักใคร่ เพราะตั้งตนไว้ต่ำเหมือนทาสบ้าง การดำรงไว้ด้วยดีซึ่งคำอันผิดพลาดพลั้งของคนอื่นบ้าง ว่าเป็นคำพูดปรารถนาเพื่อต้องการให้เขารัก ในบทว่า ปาฏุกมฺยตาย เป็นต้น.
               คำว่า มุคฺคสูปยตา นี้ เป็นชื่อของผู้เลี้ยงชีพด้วยการพูดทีจริงทีเล่น เสมอด้วยแกงถั่วเขียว. เปรียบเสมือนแกงถั่วเขียวกำลังเดือด ถั่วเขียวจำนวนมากย่อมสุก จำนวนน้อยไม่สุก ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้เลี้ยงชีพด้วยการพูดทีจริงทีเล่น ย่อมพูดเท็จมาก พูดจริงน้อย.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ที่เป็นที่ไม่ซึมเข้าไปแห่งน้ำแกงถั่วเขียว ย่อมไม่มี ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่า วาจา อันไม่เข้าไปของบุคคลผู้พูดทีจริงทีเล่น ย่อมไม่มี. วาจานั้น ย่อมผูกพันเพื่อความทรงอยู่อันตนปรารถนาแล้ว และปรารถนาแล้วดุจตะขอเหล็กเกาะอยู่. ด้วยเหตุนั้น วาจาอันมีปกติกล่าวมุสาของบุคคลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า วาจาเสมอด้วยแกงถั่วเขียว ดังนี้.
               ความเป็นแห่งการงานอันบุคคลเลี้ยงดูแล้ว ชื่อว่า ปาริภฏฺยตา แปลว่า ความเป็นผู้เลี้ยงดูแล้ว. จริงอยู่ การงานของเด็ก อันเขาเลี้ยงดูแล้ว ชื่อว่าการเลี้ยงดูเด็ก. ความเป็นแห่งบุคคลผู้เลี้ยงดูเด็กนั้น ชื่อว่า ปาริภฏฺยตา. คำว่า ปาริภฏฺยตา นั้น เป็นชื่อของบุคคลผู้ยังเด็กให้เล่น ด้วยการทำซึ่งเครื่องประดับเป็นต้น
               คำว่า ชํฆเปสนิกํ ได้แก่ การนำข่าวสารไปและกลับของคฤหัสถ์เหล่านั้นๆ ในที่ทั้งหลายมีระหว่างบ้านและระหว่างประเทศเป็นต้น. จริงอยู่ คำนี้ ชื่อว่า การเดินส่งข่าว ก็มารดาบิดาบำรุงซึ่งภิกษุนั้นอยู่ ภิกษุถือเอาข่าวสารของมารดาบิดาเหล่านั้นไปด้วยสามารถแห่งการไปในที่ไหนๆ ย่อมควร. การนำข่าวสารแม้ของนายช่างผู้ทำการงานของเจดีย์ หรือของสงฆ์ หรือของตน ก็สมควร.
               อนึ่ง พวกมนุษย์เรียนว่า พวกกระผมจักถวายทาน จักกระทำบูชา จักบอกแก่ภิกษุสงฆ์ ดังนี้ก็ดี มนุษย์ทั้งหลายย่อมถวายบิณฑบาต หรือเภสัช หรือจีวรด้วยการกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงถวายแก่พระเถระ ชื่อโน้นก็ดี มนุษย์ทั้งหลายย่อมมอบวัตถุทั้งหลาย มีระเบียบดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น หรือธงชัยและธงแผ่นผ้า โดยการเรียนว่า ท่านทั้งหลายจงทำการบูชาในวิหาร ดังนี้ก็ดี การนำข่าวสารทั้งหมดของชนเหล่านั้นไป สมควร. ชื่อว่า การเดินส่งข่าว ย่อมไม่มี. ภิกษุถือเอาข่าวสารของชนทั้งหลายที่เหลือนอกนั้นไป โทษย่อมมีทุกย่างก้าว.
               คำว่า อญฺญตรญฺญตเรน ได้แก่ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งภิกษุทั้งหลาย มีการให้ไม้ไผ่เป็นต้นเหล่านั้น คือว่า ด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง แห่งการงานทั้งหลายสำหรับเลี้ยงชีพเห็นปานนี้ คือ เวชกรรม ภัณฑคาริกกรรม (ดูแลร้านค้า) การแลกก้อนข้าวด้วยก้อนข้าว การบำรุงสงฆ์และเจดีย์ อันผิดปรกติ หรือด้วยมิจฉาอาชีวะ.
               คำว่า พุทฺธปฏิกุฏฺเฐน ได้แก่ อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงติเตียนแล้ว รังเกียจแล้ว.
               คำว่า อยํ วุจฺจติ ได้แก่ ชื่อว่า อนาจารแม้ทั้งปวงนี้ พระพุทธเจ้าย่อมตรัสไว้.
               อาจารนิทเทส บัณฑิตพึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
               แม้ในโคจรนิทเทส บัณฑิตก็พึงทราบการกระทำ ในเพราะถ้อยคำแห่งอโคจร โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังก่อนนั่นแหละ.
               ก็ในคำเหล่านั้น คำว่า โคจโร ได้แก่ ที่อันควรเข้าไปเพื่อต้องการบิณฑบาตเป็นต้น ชื่อว่าโคจร. ที่อันไม่สมควรเพื่ออันเข้าไป ชื่อว่าอโคจร. โคจรแห่งหญิงแพศยา มีอยู่แก่ภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่ามีโคจรแห่งหญิงแพศยา.
               อธิบายว่า ที่เป็นที่โคจรอันบุคคลพึงเข้าไปด้วยสามารถแห่งความชมเชยอย่างมิตร. หญิงทั้งหลายเลี้ยงชีพด้วยรูป ชื่อว่าหญิงแพศยา ในอธิการนี้ ภิกษุเข้าไปอยู่สามารถเป็นผู้ประพฤติผิดได้ง่าย หรือด้วยความสนิทสิเนหาดังมิตร ชื่อว่า มีโคจรแห่งหญิงแพศยา. เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นเข้าไปด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมไม่ควร.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะเป็นความวิบัติในการรักษา.
               จริงอยู่ สมณธรรม แม้อันเธอคุ้มครองรักษาแล้วสิ้นกาลนานของภิกษุผู้เข้าไปอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมถึงความพินาศไป ด้วยเหตุอันเล็กน้อยนั่นแหละ. แม้ถ้าว่าสมณธรรมของเธอย่อมไม่พินาศไป ก็จะได้รับความติเตียน.
               อนึ่ง ภิกษุเมื่อเข้าไปด้วย สามารถแห่งการรับทักษิณา (รับของทำบุญ) พึงตั้งสติแล้วเข้าไป. หญิงสามีตายหรือว่าหญิงอันสามีหย่าร้างแล้ว ท่านเรียกว่าหญิงหม้าย. หญิงแก่ที่ไม่ได้แต่งงาน ชื่อว่า สาวเทื้อ.
               คำว่า ปณฺฑกา ได้แก่ บัณเฑาะก์ผู้มีถ้อยคำ อาศัยโลกามิส มีกิเลสหนามีความเร่าร้อน ไม่สงบ. โทษในเพราะการเข้าไปของภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. แม้ในภิกษุณีทั้งหลายก็นัยนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง ธรรมดาภิกษุต้องประพฤติพรหมจรรย์ให้มาก. ภิกษุณีทั้งหลายก็เหมือนกัน. ภิกษุณีเหล่านั้น ย่อมยังสมณธรรมอันภิกษุรักษาคุ้มครอง แล้วให้พินาศไป ด้วยสามารถแห่งความสนิทสนมซึ่งกันและกันอันเป็นเหตุเล็กน้อยนั่นแหละ. แต่การที่ภิกษุไปด้วยสามารถแห่งการถามความเป็นไข้ ย่อมควร. ภิกษุให้ดอกไม้ทั้งหลายไปเพื่อต้องการบูชาบ้าง เพื่อต้องการให้โอวาทบ้าง ย่อมควรทีเดียว.
               โรงสุราชื่อว่า ปานาคาร. โรงสุรานั้น ย่อมไม่สงัดจากนักเลงสุราซึ่งจะกระทำอันตรายพรหมจรรย์. ในโรงสุรานั้น ภิกษุทั้งหลายไม่ควรเข้าไปกับด้วยนักเลงสุราเหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งการคบนักเลง เพราะอันตรายของพรหมจรรย์มีอยู่.
               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สํสฏฺโฐ วิหรติ ราชูหิ เป็นต้น พระราชาเหล่าใดอภิเษกแล้วก็ตาม จงยกไว้ ชนเหล่าใดย่อมศึกษาในความเป็นพระราชา ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าราชา.
               คำว่า ราชมหามตฺตา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นใหญ่ เช่นกับความเป็นใหญ่ของพระราชา.
               คำว่า ติตฺถิยา ได้แก่ นักบวชนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความเห็นผิด. คือว่าเป็นผู้คลุกคลีกับชนเหล่านั้น.
               คำว่า อนนุโลมิเกน คิหิสํสคฺเคน บุคคลใดเกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงกันข้าม อันไม่คล้อยตามสิกขา ๓ ย่อมถึงความก้าวล่วงบัญญัติ เป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ ย่อมถึงซึ่งความเสื่อมรอบจากการขัดเกลา โดยสภาวะใด สภาวะนั้นชื่อว่าการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร. คืออย่างไร คือว่าเป็นผู้มีความโศก มีความสนุกสนาน มีสุขทุกข์ร่วมกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา หรือ ในเมื่อมีกรณียกิจเกิดขึ้นเป็นผู้ช่วยเหลือด้วยตนแล และความเป็นผู้มีสมาจารเป็นเอกฉันท์ กับด้วยเดียรถีย์และสาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย หรือการนำมาซึ่งภาวะแห่งสมาจารอันชอบใจเป็นเอกฉันท์ หรือความสนิทสนม มีใจมากด้วยความสิเนหา. ในอธิการนี้ การคลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา ย่อมกระทำอันตรายต่อพรหมจรรย์ การคลุกคลีกับเดียรถีย์และสาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย ย่อมทำอันตราย คือการถือเอาลัทธิของชนเหล่านั้น. แต่ว่า ภิกษุที่สามารถเข้าไปเพื่อทำลายวาทะ (ลัทธิ) ของเดียรถีย์และสาวกของเดียรถีย์แล้วให้ถือเอาลัทธิของตน ย่อมควร.
               บัดนี้ เพื่อแสดงอโคจร โดยปริยายแม้อื่นอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำว่า ยานิ วา ปน ตานิ กุลานิ เป็นอาทิ.
               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อสทฺธานิ ได้แก่ เป็นผู้ไม่มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นต้น คือไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระสัพพัญญู พระธรรมเป็นนิยยานิกะ (เป็นธรรมนำสัตว์ออกจากวัฏฏะ) พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้.
               คำว่า อปฺปสนฺนานิ ได้แก่ ไม่สามารถเพื่อทำจิตให้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว.
               คำว่า อกฺโกสกปริภาสกานิ ได้แก่ การด่าและการบริภาษ คือย่อมด่า ย่อมบริภาษ ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ ว่า ท่านเป็นโจร เป็นคนพาล เป็นคนหลง เป็นอูฐ เป็นโค เป็นลา เป็นผู้เกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์ดิรัจฉาน สุคติของท่านไม่มี มีแต่ทุคติเท่านั้นหวังไว้ ดังนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าการด่าและการบริภาษนั้น จงยกไว้ ชื่อว่าย่อมบริภาษ เพราะชี้ให้เห็นภัยอย่างนี้ว่า บัดนี้ เราจักประหารท่าน จักมัดท่าน จักฆ่าท่าน ดังนี้.
               บทว่า อนตฺถกามานิ ได้แก่ ย่อมไม่ปรารถนาประโยชน์ คือย่อมปรารถนาความฉิบหายนั่นแหละ.
               บทว่า อหิตกามานิ ได้แก่ ย่อมปรารถนาเกื้อกูลหามิไม่ คือไม่ต้องการประโยชน์เกื้อกูล.
               บทว่า อผาสุกามานิ ได้แก่ ย่อมไม่ปรารถนาแดนเกษมจากโยคะ ๔ อันไม่มีภัย คือย่อมปรารถนาแดนอันเป็นไปกับภัยนั่นแหละ. แม้สามเณรทั้งหลายก็ย่อมถึงความสงเคราะห์ลงในคำว่า ภิกฺขู ดังนี้. แม้สิกขมานาและสามเณรทั้งหลาย ก็ถึงการสงเคราะห์เข้าในข้อว่า ภิกฺขุนี นี้. จริงอยู่ ตระกูลเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ใคร่แต่ความพินาศแก่บริษัทแม้ทั้ง ๔ คือแก่ชนทั้งหลายผู้บวชอุทิศต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าและผู้ถึงสรณคมน์นั่นแหละ.
               คำว่า ตถารูปานิ กุลานิ ตระกูลทั้งหลายมีตระกูลแห่งกษัตริย์เป็นต้นเห็นปานนี้.
               คำว่า เสวติ ได้แก่ อาศัยเลี้ยงชีพ.
               คำว่า ภชติ ได้แก่ ย่อมเข้าไปหา.
               คำว่า ปยิรุปาสติ ได้แก่ เข้าไปหาบ่อยๆ.
               คำว่า อยํ วุจฺจติ ได้แก่ โคจรอันไม่สมควร แม้มีประการทั้ง ๓ นี้ คือโคจรในสำนักของหญิงแพศยา โคจรในสำนักแห่งพระราชาเป็นต้น โดยการคลุกคลีกับพระราชาเป็นต้น โคจรในตระกูลของผู้ไม่มีศรัทธาเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นอโคจร. ความเป็นแห่งอโคจรแห่งภิกษุนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้. สำนักแห่งหญิงแพศยา พึงทราบว่าเป็น อโคจร เพราะเป็นโคจรอาศัยเบญจกามคุณก่อน. เหมือนคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อโคจรของภิกษุเป็นวิสัยของผู้อื่นเป็นไฉน. อโคจรเป็นวิสัยของผู้อื่นใด คือเบญจกามคุณ ดังนี้. สำนักแห่งพระราชานั้น เป็นอโคจร เพราะไม่เป็นอุปนิสัยแห่งความประกอบความเพียรเนืองๆ ในฌาน และเพราะความสั่งสมลาภสักการะอันเป็นเครื่องทำลาย และเพราะความพิบัติแห่งทิฏฐิเป็นเหตุ. สำนักแห่งตระกูลของผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าเป็นอโคจร เพราะเป็นการทำลายศรัทธา คือนำจิตที่ยินดีออกไป.
               ในโคจรนิทเทส คำว่า น เวสิยโคจโร เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งคำเป็นปฏิปักษ์ต่อคำที่กล่าวแล้ว.
               ก็ในคำทั้งหลาย มีคำว่า โอปานภูตานิ เป็นต้น คำว่า โอปานภูตานิ ได้แก่ เป็นดังบ่อน้ำ ดุจสระโบกขรณีอันเขาขุดแล้วในทางใหญ่ทั้ง ๔ แห่ง เพื่อภิกษุสงฆ์ และเช่นกับบ้านของจิตตมหาอำมาตย์ ที่เขาขุดเพื่ออาบน้ำตามความสบาย.
               ได้ยินว่า บ้านของมหาอำมาตย์นั้น เขาประกอบเสาเวลา (นาฬิกา) ไว้ในบ้านนั่นแหละ. ชื่อว่าความบกพร่อง ด้วยปัจจัยของภิกษุผู้มาถึงประตูบ้านของมหาอำมาตย์นั้น มิได้มี. ในวันหนึ่งๆ เขาใช้จ่ายเงินถึง ๖๐ กหาปณะออกไปเพื่อความเป็นไปแห่งเภสัชนั่นแหละ.
               คำว่า กาสาวปฺปชฺโชตานิ ได้แก่ โอภาสอันหนึ่ง แห่งรัศมีของผ้ากาสาวะทั้งหลาย อันภิกษุและภิกษุณี ผู้นุ่งห่มแล้วนั่นแหละ เช่นกับตระกูลเศรษฐี ชื่อว่าภูตปาละ.
               คำว่า อิสิวาตปฏิวาตานิ ได้แก่ เป็นของรุ่งเรืองฟุ้งไปทวนลมด้วยลมแห่งจีวรของพระฤาษีทั้งหลาย กล่าวคือ ภิกษุ ภิกษุณีทั้งหลาย ผู้เข้าบ้านและออกจากบ้าน และด้วยลมแห่งสรีระอันเคลื่อนไหวไปด้วยการเหยียดออกและการคู้เข้ามาเป็นต้น หรือว่าเป็นผู้มีอกุศลทั้งหลายอันขจัดได้แล้ว.
               พึงทราบวินิจฉัยในความที่ภิกษุเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย. คำว่า วชฺชา ได้แก่ โทษทั้งหลาย. คำว่า ยานิ ตานิ วชฺชานิ ได้แก่ ชื่อว่าโทษทั้งหลายนั้นใด เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งอันบัณฑิตพึงติเตียน. คำว่า อปฺปมตฺตกานิ ได้แก่ ชื่อว่า มีประมาณเล็กน้อย เพราะมีประมาณต่ำสุดกว่าจำนวนน้อย. คำว่า ลหุสานิ ได้แก่ เป็นของเบา. คำว่า ลหุ ในคำว่า ลหุสมฺมตานิ ได้แก่ เป็นของสมมุติ. คำว่า สญฺญมกรณียานิ ได้แก่ การทำคืนอันภิกษุพึงกระทำด้วยความสำรวม. คำว่า สํวรกรณียานิ ได้แก่ พึงกระทำด้วยความสังวร คือกระทำคืนอันภิกษุนั้นพึงทำด้วยความระวัง. คำว่า จิตฺตุปฺปาทกรณียานิ ได้แก่ การทำคืนอันภิกษุนั้นพึงทำด้วยสักว่าจิตตุปปาท. คำว่า มนสิการปฏิพทฺธานิ ได้แก่ การทำคืนอันภิกษุพึงทำด้วยใจสักว่าการรำพึงแล้วนั้นแหละ.
               ก็การทำคืนเหล่านั้น เป็นไฉน?
               พึงทราบว่า พระสุมเถระผู้มีปกติอยู่ในทิวาวิหาร ท่านกล่าวไว้ก่อนว่า "ภิกษุทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยใจ คือ สักว่าการนึกแล้วนั่นแหละว่า เราจักทำซึ่งอาบัติเหล่านั้น สักว่าจิตตุปบาท ให้ถึงซึ่งอนาปัตติ ให้มีอย่างนี้ เป็นรูปอีก ชื่อว่าการทำความเปิดเผย ด้วยการอธิษฐานนี้ เป็นอันข้าพเจ้ากล่าวแล้ว.
               ก็พระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกซึ่งเป็นอันเตวาสิกของท่านนั้นกล่าวว่า ก็บทนี้เป็นบทภาชนียปาฏิโมกข์นั่นแหละ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า โทษในที่นี้คือ อาบัติทุกกฎและทุพภาสิต เบากว่าโทษทั้งปวง ชื่อว่าการเปิดเผย คือการออกจากโทษนั้นเป็นไปตามที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว.
               คำว่า อิติ อิเมสุ ได้แก่ เหล่านี้ มีประการอย่างนี้.
               คำว่า วชฺชทสฺสาวี ได้แก่ มีปกติเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ.
               คำว่า ภยทสฺสาวี ได้แก่ มีปกติเห็นภัย โดยความเป็นไปแห่งภัย ๔ อย่าง.
               ในคำว่า อาทีนวทสฺสาวี นี้ ได้แก่ มีปกติเห็นโทษมีประการต่างๆ คือ โดยการนำมาซึ่งความนินทา โดยมีทุกข์เป็นผลข้างหน้า โดยกระทำอันตรายต่อคุณในเบื้องบน และเพราะให้เกิดความเดือดร้อน.
               คำว่า นิสฺสรณทสฺสาวี ได้แก่ มีปกติเห็นโทษของภิกษุผู้รื้อถอนออกจากโทษภัยนั้น.
               ก็ในอธิการนี้ การรื้อถอนออกจากโทษภัยนั้น เป็นไฉน?
               ในอาจริยเถรวาทกล่าวไว้ก่อนว่า การเปิดเผยด้วยการอธิษฐานด้วยสติ ชื่อว่าการรื้อถอนออก เพราะความเป็นผู้ถึงอนาบัติ (การไม่มีอาบัติ เรียกว่าอนาปัตติ).
               ในเถรวาทแห่งอันเตวาสิกของท่าน กล่าวว่า การเปิดเผยโดยการออกด้วยสติ ชื่อว่า การรื้อถอนออก เพราะความเป็นผู้ต้องอาบัติ. สำหรับในที่นี้ ภิกษุเห็นปานนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย โดยความเป็นโทษ โดยความเป็นภัย. เพื่อแสดงซึ่งโทษมีประมาณน้อย โดยความเป็นโทษ โดยความเป็นภัยนั้น ท่านกล่าวมาตรา (ประมาณ) ดังนี้.
                         ๑. ชื่อว่า ปรมาณู    ๒. ชื่อว่า อณู
                         ๓. ชื่อว่า ตัชชารี    ๔. ชื่อว่า รถเรณู
                         ๕. ชื่อว่า ลิกขา      ๖. ชื่อว่า โอกา (อูกา)
                         ๗. ชื่อว่า ธัญญมาส  ๘. ชื่อว่า อังคุละ
                         ๙. ชื่อว่า วิทัตถิ      ๑๐. ชื่อว่า รตนะ
                         ๑๑. ชื่อว่า ยัฏฐิ      ๑๒. ชื่อว่า อุสภะ
                         ๑๓. ชื่อว่า คาวุต     ๑๔. ชื่อว่า โยชน์

               แปลว่า บรรดาชื่อเหล่านั้น ชื่อว่า ปรมาณู เป็นส่วนแห่งอากาศ (อนุภาคที่เล็กที่สุดซึ่งเห็นด้วยตาเนื้อไม่ได้ เห็นได้ด้วยทิพยจักษุ) ไม่มาสู่คลองแห่งตาเนื้อ ย่อมมาสู่คลองแห่งทิพยจักษุเท่านั้น. ชื่อว่า อณู คือรัศมีแห่งพระอาทิตย์ที่ส่องเข้าไปตามช่องฝา ช่องลูกดาล เป็นวงกลมๆ ด้วยดี ปรากฏหมุนไปอยู่. ชื่อว่า ตัชชารี (สิ่งที่เกิดจากอณูนั้น) เพราะเจาะที่ทางโค ทางมนุษย์ และทางล้อแล้วปรากฏพุ่งไปเกาะที่ข้างทั้งสอง. ชื่อว่า รถเรณู (ละอองรถ) ย่อมติดอยู่ที่รถนั้นๆ นั่นแหละ. ชื่อว่า ลิกขา (ไข่เหา) เป็นต้นปรากฏชัดแล้วทั้งนั้น.
               ก็ในคำเหล่านั้น พึงทราบประมาณดังนี้
                         ๓๖ ปรมาณู  ประมาณ  ๑ อณู
                         ๓๖ อณู       " ๑ ตัชชารี (สิ่งที่เกิดจากอณูนั้น)
                         ๓๖ ตัชชารี    " ๑ รถเรณู (ละอองรถ)
                         ๓๖ รถเรณู    " ๑ ลิกขา (ไข่เหา)
                         ๗ ลิกขา       " ๑ โอกา (ตัวเหา)
                         ๗ โอกา       " ๑ ธัญญมาส (เมล็ดข้าวเปลือก)
                         ๗ ธัญญมาส  " ๑ อังคุละ (นิ้ว)
                         ๑๒ อังคุละ   " ๑ วิทัตถิ (คืบ)
                         ๑๒ วิทัตถิ    " ๑ รตนะ (ศอก)
                         ๗ รตนะ     " ๑ ยัฏฐิ (หลักเสา)
                         ๒๐ ยัฏฐิ     " ๑ อุสภะ (ชื่อโคจ่าฝูง)
                         ๘๐ อุสภะ    " ๑ คาวุต
                         ๔ คาวุต      " ๑ โยชน์
                         ๑๐,๐๖๘ โยชน์ (ส่วนสูง)  " ๑ ภูเขาสิเนรุราช.

               ภิกษุกระทำซึ่งโทษมีประมาณน้อย ให้เช่นกับภูเขาสิเนรุราช อันสูงประมาณ ๑๐,๐๖๘ โยชน์ ย่อมอาจเพื่อจะเห็น (คือเมื่อเห็นว่าเป็นโทษใหญ่ก็จะปลงอาบัติ) ได้. ภิกษุใด ชื่อว่าย่อมเห็นโทษทั้งหลายมีประมาณน้อยโดยความเป็นภัย ภิกษุใดแม้กระทำซึ่งสักว่าโทษ คืออาบัติทุกกฎ ทุพภาสิตอันเบากว่าโทษทั้งปวง ให้เช่นกับอาบัติปฐมปาราชิก ภิกษุนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าย่อมเห็นโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย โดยความเป็นโทษ โดยความเป็นภัย ดังนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งข้อว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ดังนี้
               คำว่า ภิกฺขุสิกฺขา ได้แก่ สิกขาอันภิกษุทั้งหลายพึงศึกษา. ภิกษุสิกขานั้นทั่วไปกับนางภิกษุณีบ้าง ไม่ทั่วไปบ้าง ถึงอย่างนั้นก็ชื่อว่า ภิกษุสิกขานั่นแหละ. คำว่า ภิกฺขุนีสิกฺขา ได้แก่ สิกขาอันภิกษุณีทั้งหลายพึงศึกษาภิกขุนีสิกขาแม้นั้น ทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลายก็ดี ไม่ทั่วไปก็ดี ชื่อว่าภิกขุนีสิกขาเหมือนกัน. แม้สิกขาของสามเณร สิกขมานา สามเณรทั้งหลายก็รวมอยู่ในที่นี้แหละ.
               คำว่า อุปาสกสิกฺขา ได้แก่ สิกขาอันอุบาสกทั้งหลายพึงศึกษา. สิกขาของอุบาสกนั้นย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งศีล ๕ ศีล ๑๐. คำว่า อุปาสิกาสิกฺขา ได้แก่ สิกขาอันอุบาสิกาทั้งหลายพึงศึกษา สิกขาแม้นั้นย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งศีล ๕ ศีล ๑๐.
               บรรดาสิกขาเหล่านั้น สิกขาของภิกษุและภิกษุณี ย่อมเป็นไปถึงอรหัตตมรรค. สิกขาของอุบาสกและอุบาสิกา ย่อมเป็นไปถึงอนาคามิมรรค. ในที่นี้ ภิกษุนี้ย่อมศึกษาในสิกขาบทอันตนพึงรักษาเทียว. ส่วนสิกขาที่เหลือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดงอรรถของสิกขาบท ด้วยสามารถแห่งการยกขึ้นซึ่งประโยชน์.
               คำว่า อิติ อิมาสุ สิกฺขาสุ ได้แก่ ในสิกขาทั้งหลายเหล่านี้ มีประการอย่างนี้.
               คำว่า สพฺเพน สพฺพํ ได้แก่ สิกขาทั้งปวง โดยการสมาทานสิกขาทั้งปวง.
               คำว่า สพฺพถา สพฺพํ ได้แก่ สิกขาทั้งปวง โดยมีประการอันบุคคลทั้งปวงพึงศึกษา.
               คำว่า อเสสํ นิสฺเสสํ ได้แก่ ชื่อว่า อเสสํ (มิให้เหลือ) เพราะไม่มีส่วนเหลือ ชื่อว่า นิสฺเสสํ เพราะทำสิกขาบทแม้แตกแล้วด้วยความหลงลืม ให้เป็นปกติอีก.
               คำว่า สมาทาย วตฺตติ ได้แก่ สมาทานแล้ว ถือเอาแล้ว จึงประพฤติ.
               คำว่า เตน วุจฺจติ ได้แก่ สมาทานสิกขาทั้งปวงนี้แล้ว ย่อมศึกษา ย่อมให้เต็มโดยอาการอันบุคคลทั้งปวง พึงศึกษา. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ แปลว่า สมาทานแล้วประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายดังนี้.
               ในนิทเทสหมวดสองแห่งบทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร โภชเน มตฺตฺญู พึงทราบการประกอบถ้อยคำแรกแห่งภิกษุผู้ฝักใฝ่ในธรรมอันดำ โดยนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วในอาจารนิทเทส นั่นแหละ.
               ก็คำว่า ตตฺถ กตมา อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา เป็นต้น คำใดที่ควรกล่าว คำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในนิกเขปกัณฑ์วรรณนานั่นแหละ.
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งชาคริยานุโยค ต่อไป.
               เบื้องต้นแห่งราตรี กล่าวคือ เที่ยงคืน ชื่อว่าปุพพรัตตะ ในคำว่า ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมถือเอาซึ่งปฐมยามและปัจฉาภัต ด้วยศัพท์ว่า ปุพพรัตตะ นี้. ภายหลังแห่งราตรีชื่อว่า อปรรัตตะ. ย่อมถือเอาปัจฉิมยามและปุเรภัต ด้วยศัพท์ว่า อปรรัตตะ นี้. ส่วนมัชณิมยาม ท่านไม่ถือเอา เพราะเป็นโอกาสแห่งการหลับนอน และการบรรเทาความเมื่อยของภิกษุ.
               คำว่า ชาคริยานุโยคํ ได้แก่ การประกอบเนืองๆ ของผู้ตื่นที่ชื่อว่าชาคริยะ.
               คำว่า อนุยุตฺโต โหติ ได้แก่ การประกอบเนืองๆ การขวนขวายซึ่งการเสพการเจริญ กล่าวคืออนุโยคนั้น. ก็ในนิทเทสแห่งคำนี้ ในข้อว่า ภิกฺขุ ทิวสํ ได้แก่ ท่านถือเอาวันหนึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ เวลาเช้า เวลากลางวันและเวลาเย็น.
               คำว่า จงฺกเมน นิสชฺชาย ได้แก่ ภิกษุ เมื่ออยู่ด้วยอิริยาบถทั้งสองแม้นี้ย่อมชำระจิตจากอาวรณจิต (อุปสรรคของจิต) หรือจากธรรมอันเป็นเครื่องกั้น หรือจากนีวรณ์ทั้ง ๕ หรืออกุศลธรรมทั้งหมด คือว่าย่อมชำระจิต ย่อมเปลื้องจิตจากอกุศลธรรมเหล่านั้น. อนึ่งการยืน ในอธิการนี้ท่านไม่ถือเอาก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็พึงถือเอาการยืนนั่นแหละด้วย เพราะอาศัยเอาระหว่างการเดินกับการนั่ง. คำว่า ปฐมยามํ ได้แก่ ในปฐมยามแม้ทั้งสิ้น. คำว่า มชฺฌิมยามํ ได้แก่ ในมัชฌิมยาม กล่าวคือ ส่วนทั้ง ๖ ของกลางคืนและกลางวัน.
               ในข้อว่า สีหเสยฺยํ นี้ ได้แก่ เสยยา (การนอน) ๔ อย่าง คือ กามโภคี เสยยา (นอนอย่างผู้บริโภคกาม) เปตเสยยา (นอนอย่างเปรต) สีหเสยยา (นอนอย่างสีหะ) ตถาคตเสยยา (นอนอย่างพระตถาคต). พึงทราบการนอนเหล่านั้น ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้บริโภคกามโดยมาก ย่อมนอนตะแคงข้างซ้าย เพราะฉะนั้น ผู้นี้จึงชื่อว่ากามโภคีเสยยา.
               จริงอยู่ บรรดาผู้บริโภคกามเหล่านั้น โดยมาก ชื่อว่าย่อมไม่นอนตะแคงข้างขวา.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยมากบุคคลใด ย่อมนอนหงาย เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าเปตเสยยา (นอนอย่างเปรตหรือคนที่ตายไปแล้ว.)
               จริงอยู่ บุคคลย่อมไม่อาจเพื่อนอนตะแคงข้างหนึ่งได้ เพราะความที่ตนมีเนื้อและเลือดน้อย และเพราะกระดูกตรงที่ต่อกันไม่เป็นปกติ จึงได้แต่นอนหงายเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลาย สีหะผู้มิคราช เป็นผู้มีใจเป็นของตน ย่อมสำเร็จการนอนโดยข้างขวา เพราะฉะนั้น การนอนนี้ จึงชื่อว่า สีหเสยยา.
               จริงอยู่ สีหะผู้มิคราชวางเท้าหน้าทั้งสองไว้ที่หนึ่ง วางเท้าหลังสองเท้าไว้ที่หนึ่ง และเอาหางใส่ไว้ระหว่างขาอ่อน แล้วกำหนดโอกาส (คือการปรากฏ) ทั้งเท้าหน้า เท้าหลังและหาง อันตนวางไว้ แล้วจึงนอนวางศีรษะบนสองเท้าหน้า เพราะความที่ตนเป็นผู้มีอำนาจมาก แม้นอนตลอดวันตื่นขึ้นมาก็ไม่สะดุ้งตื่น (ตกใจตื่น) เมื่อจะลุกขึ้นก็ยกศีรษะขึ้นกำหนดดูการปรากฏของเท้าหน้าเป็นต้นตามที่ตนวางไว้ ถ้าว่าการปรากฏของเท้าเป็นต้น เคลื่อนไปสู่ที่ไรๆ จากที่วางไว้แต่เดิม ย่อมจะไม่เป็นผู้มีใจเป็นของๆ ตน ด้วยคิดว่า ลักษณะนี้ไม่ควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญโดยชาติของตน แล้วก็จะนอนในที่นั้นนั่นแหละ ไม่ออกไปหาอาหาร ก็ถ้าว่า เท้าหน้าเป็นต้น ที่ตนตั้งไว้แล้ว ไม่เคลื่อนผิดปกติไป ย่อมเป็นผู้มีใจยินดีร่าเริง และคิดว่า อาการนี้สมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญของตนโดยชาติ แล้วจะลุกขึ้น แสดงท่าหาวของสีหะ สะบัดสร้อยคอและบันลือสีหนาทสิ้นสามครั้ง แล้วจึงออกไปแสวงหาอาหาร.
               อนึ่ง การนอนประกอบด้วยญาณที่ ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ตถาคตเสยยา.
               ในบรรดาการนอนเหล่านั้น สีหเสยยา มาในที่นี้. จริงอยู่ ชื่อว่าสีหเสยยา เพราะความเป็นอิริยาบถ อันอุดมด้วยเดช.
               คำว่า ปาเท ปาทํ ได้แก่ วางเท้าซ้ายเหลื่อมไปบนเท้าที่รองรับหน่อยหนึ่ง. เพราะว่า เมื่อข้อเท้ากระทบกับข้อเท้า หรือเข่ากระทบกับเข่า เวทนาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ จิตก็ไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทั้งการนอนก็ไม่ผาสุก. ก็การนอนนั้น เข่าและข้อเท้าย่อมไม่เสียดสีกันโดยอาการใด เมื่อวางเท้าเหลื่อมกันไป โดยอาการนั้นแล้ว ทุกขเวทนานั้นย่อมไม่เกิดขึ้น จิตย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทั้งการนอนก็ผาสุก. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วางเท้าซ้อนเท้า (เหลื่อมเท้า) ดังนี้.
               คำว่า สโต สมฺปชาโน ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยสติและปัญญาเป็นเครื่องรู้พร้อม. ก็สติสัมปชัญญะอันภิกษุกำหนดถือเอาดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยบทว่า สโต สมฺปชาโน นี้.
               คำว่า อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ได้แก่ ตั้งสัญญาในอันที่จะลุกขึ้นไว้ในจิต กำหนดเวลาที่จะลุกขึ้นอย่างนี้ว่า เราจักลุกขึ้น ในเวลาชื่อโน้น ดังนี้. จริงอยู่ เมื่อทำอย่างนี้แล้วนอน ก็ควรเพื่อจะลุกขึ้นในเวลาตามที่เธอกำหนดไว้.
               คำว่า สาตจฺจํ เนปกฺกํ อธิบายว่า ภิกษุประกอบแล้ว ประกอบเนืองๆ แล้วยังวิริยะ กล่าวคือความเพียร (อันเป็นไปติดต่อกัน) ชื่อว่าสาตัจจะ เพราะยังความเพียรนั้นให้เป็นไปทั่ว และยังปัญญากล่าวคือ เนปักกะ (ปัญญาเป็นเครื่องรักษา) อันถึงความแก่รอบให้เป็นไปอยู่นั้นแหละ จึงชื่อว่าประกอบเนืองๆ ในชาคริยานุโยคอยู่. ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเพียรเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ. แม้ปัญญาก็มีคติเช่นวิริยะนั่นแหละ. คือเมื่อตรัสเรื่องวิริยะในโลกิยะ วิริยะนั้นก็เป็นโลกิยะ ตรัสวิริยะในโลกุตระ ก็เป็นโลกุตระ.
               คำว่า โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งหลายอันเป็นไปในฝ่ายแห่งมรรคญาณ กล่าวคือปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔.
               อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวมโพธิปักขิยธรรมทั้งหมดไว้มีประมาณ ๓๗ เมื่อจะทรงแสดงองค์แห่งการตรัสรู้นั่นแหละ อันสามารถเป็นไปโดยความเป็นอันเดียวกันในอารมณ์หนึ่งแห่งภาวนาแม้เป็นโลกีย์ จึงตรัสคำว่า สตฺต โพชฺฌงฺคา เป็นอาทิ. โพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นมิสสกะ คือเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ.
               คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยเหมือนที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังแล.

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา วิภังคปกรณ์ ฌานวิภังค์ มาติกาเป็นต้น
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒]
อ่านอรรถกถา 35 / 1อ่านอรรถกถา 35 / 594อรรถกถา เล่มที่ 35 ข้อ 599อ่านอรรถกถา 35 / 600อ่านอรรถกถา 35 / 1118
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=35&A=7826&Z=7870
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๕  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com