ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา กถาวัตถุปกรณ์
วรรคที่ ๘ กามคุณกถา

               อรรถกถากามคุณกถา               
               ว่าด้วยกามคุณ               
               บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกามคุณ.
               ในเรื่องนั้น ในลัทธิของสกวาทีก่อน วัตถุกามก็ดี กิเลสกามก็ดี กามภพก็ดี ท่านเรียกว่ากามธาตุ.
               จริงอยู่ ในบรรดากามเหล่านั้น วัตถุกามชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา. ชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ เป็นนิสสัตตะและเป็นสุญญตะ ฉะนั้น จึงชื่อว่ากามธาตุ กิเลสกามชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาด้วย เพราะอรรถว่าเป็นการชอบใจด้วย. ชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ฉะนั้นจึงชื่อว่ากามธาตุ.
               กามภพ ชื่อว่ากามเพราะเหตุ ๓ คือ เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่าใคร ๑ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องก้าวไป ๑ เพราะอรรถว่าเป็นสถานที่เป็นไปแห่งวัตถุกาม ๑ ชื่อว่าธาตุเพราะอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ฉะนั้นจึงชื่อว่ากามธาตุ.
               ก็ในลัทธิของผู้อื่นถือเอากามคุณ ๕ เท่านั้นเป็นกามธาตุ เพราะอาศัยสักแต่บาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง ดังนี้. เพราะฉะนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดนี้ดุจลัทธิของนิกายปุพเสลิยะทั้งหลาย สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามว่า กามคุณ ๕ เท่านั้นเป็นต้นเพื่อท้วงซึ่งความที่กามคุณนั้นเป็นสภาพที่แตกต่างไปจากกามธาตุ คำตอบรับรองเป็นของปรวาทีด้วยสามารถแห่งลัทธิ.
               คำว่า มีอยู่มิใช่หรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงถึงกิเลสกาม.
               ในคำเหล่านั้น คำว่า ความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณนั้น ได้แก่ เกี่ยวพร้อมเฉพาะแล้วด้วยกามคุณ คือมีกามคุณเป็นอารมณ์.
               ในคำทั้งหลายว่า ก็ต้องไม่กล่าวว่า กามคุณ ๕ เท่านั้น นี้ความว่า บรรดาธรรมทั้งหลายมีความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณนั้นเป็นต้น มีอยู่ ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่ากามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ.
               อธิบายว่า ก็ธรรมทั้งหลายมีความพอใจเป็นต้นแม้เหล่านี้ ชื่อว่ากามด้วย ชื่อว่าธาตุด้วย เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา แม้เพราะเหตุนี้จึงชื่อว่ากามธาตุ ฉันทะเป็นต้นชื่อว่าธาตุ อันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่ากาม เพราะอรรถว่าเป็นการชอบใจ แม้เพราะเหตุนี้ก็ชื่อว่า กามธาตุ.
               คำว่า จักขุของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงถึงวัตถุกาม.
               ในปัญหาเหล่านั้น ปรวาทีถูกถามว่า มโนของมนุษย์ทั้งหลายไม่เป็นกามธาตุหรือ? อีก เพราะปฏิเสธซึ่งความที่อายตนะแม้ทั้ง ๖ ว่า ไม่เป็นกามธาตุเป็นแต่วัตถุกาม ทั้งไม่ตอบรับรองซึ่งความที่ใจนั้นว่า เป็นกามธาตุ เพราะหมายเอามหัคคตและโลกุตตรจิต.
               อันที่จริง มโนที่เป็นไปในภูมิ ๒ แม้ทั้งหมดก็ชื่อว่ากามธาตุทั้งนั้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงตำหนิปรวาทีนั้นด้วยการอ้างพระสูตร.
               คำว่า กามคุณเป็นภพเป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงซึ่งความที่ภพเป็นกามธาตุ. แต่โวหารว่า ภพ ในคำสักว่ากามคุณย่อมไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
               คำทั้งปวงว่า กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามคุณ เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงซึ่งความที่โวหารสักว่า กามคุณเป็นกามธาตุก็หาไม่. จริงอยู่ กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงซึ่งกามภพอันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่ากามธาตุมีอยู่ และสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดในกามภพนั่นแหละก็มีอยู่ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติและย่อมอุบัติในกามภพนั้น มิใช่ในกามคุณทั้งหลาย ดังนี้แล.

               อรรถกถากามคุณกถา จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ กามคุณกถา จบ.
อ่านอรรถกถา 37 / 1อ่านอรรถกถา 37 / 1198อรรถกถา เล่มที่ 37 ข้อ 1210อ่านอรรถกถา 37 / 1214อ่านอรรถกถา 37 / 1898
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=37&A=11945&Z=12040
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๗  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :