ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา กถาวัตถุปกรณ์
วรรคที่ ๑๕ กัมมูปจยกถา

               อรรถกถากัมมูปจยกถา               
               ว่าด้วยความสั่งสมกรรม               
               บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความสั่งสมกรรม.
               ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า ชื่อว่าความสั่งสมกรรม เป็นอย่างหนึ่งนอกจากกรรม ทั้งเป็นจิตตวิปปยุต เป็นอัพยากตะ เป็นอนารัมมณะ. คำถามของสกวาทีว่า กรรมเป็นอย่างหนึ่งเป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
               ลำดับนั้น สกวาที เพื่อจะท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า ความสั่งสมกรรมนอกไปจากกรรมไซร้ ความสั่งสมผัสสะเป็นต้นก็จะพึงมีนอกจากผัสสะเป็นต้น ดังนี้ จึงกล่าวคำว่า ผัสสะเป็นอย่างหนึ่ง เป็นต้น. ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีในลัทธิ.
               ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรมเกิดพร้อมกับกรรมหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาการไม่ประกอบกับจิต แต่ตอบรับรองหมายเอาการสัมปยุตกับจิต.
               ในปัญหาว่า ความสั่งสมแห่งกรรม...เป็นกุศลหรือ ก็ตอบปฏิเสธหมายเอาวิปปยุต และตอบรับรองหมายเอาสัมปยุต. แม้ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรม...เป็นอกุศล ข้างหน้าก็นัยนี้.
               ถูกถามว่า ความสั่งสมกรรม...มีอารมณ์หรือ ปรวาทีปรารถนาความไม่มีอารมณ์โดยส่วนเดียวเท่านั้น ฉะนั้นจึงตอบปฏิเสธ. คำว่า เมื่อจิตดับ ความว่า เมื่อจิตกำลังดับในกาลใด กรรมก็กำลังแตกดับในกาลนั้น. อนึ่ง คำว่า จิตนี้ท่านประกอบปฐมาวิภัติแต่ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า ครั้นเมื่อจิตกำลังแตกดับ.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบพระบาลีนี้เท่านั้นว่า
               ความสั่งสมกรรมที่สัมปยุตกับจิตย่อมแตกดับ ที่วิปปยุตย่อมไม่แตกดับ ในปัญหานั้น เพราะฉะนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองด้วย ปฏิเสธด้วย.
               คำว่า เมื่อกรรมมี ความสั่งสมแห่งกรรมก็มี ความว่า ครั้นเมื่อกรรมมีอยู่ ความสั่งสมกรรมก็มีอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ความสั่งสมกรรมตั้งอยู่เฉพาะในกรรม วิบากย่อมเกิดเพราะความสั่งสมกรรมนั่นแหละ.
               ลัทธิของปรวาทีว่า ก็ครั้นเมื่อกรรมนั้นดับแล้ว ความสั่งสมกรรมย่อมตั้งอยู่จนถึงการเกิดขึ้นแห่งวิบาก ดุจพืชย่อมตั้งอยู่เพราะการเกิดขึ้นแห่งหน่อของพืช เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง.
               คำว่า กรรมอันนั้น ความสั่งสมกรรมก็อันนั้นแหละ วิบากแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ ความว่า ลัทธิของปรวาทีนั้นว่า ความสั่งสมกรรมมีอยู่ในกรรม ความสั่งสมกรรมนั้นย่อมตั้งอยู่เพียงใดแต่การเกิดขึ้นแห่งวิบาก เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงถามถึงธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้นว่าเป็นสภาพเดียวกันหรือ.
               สกวาทีย่อมถามเพื่อจะท้วงด้วยคำว่า แม้วิปากธัมมธรรม คือธรรมที่เป็นเหตุให้วิบากเกิดขึ้น เป็นธรรมเนื่องด้วยอารมณ์นั่นเทียว เหมือนวิบากในบทว่า ทั้งวิบากก็มีอารมณ์หรือ. ส่วนปรวาทีตอบรับรองข้อหนึ่ง ปฏิเสธข้อหนึ่งด้วยสามารถแห่งลัทธิ.
               แม้ในปฏิโลมปัญหาก็นัยนี้เหมือนกัน.
               คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบตามพระบาลีนั่นแล.
               อรรถกถากัมมูปจยกถา จบ.               

               รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
                         ๑. ปัจจยตากถา
                         ๒. อัญญมัญญปัจจยกถา
                         ๓. อัทธากถา
                         ๔. ขณลยมุหุตตกถา
                         ๕. อาสวกถา
                         ๖. ชรามรณกถา
                         ๗. สัญญาเวทยิตกถา
                         ๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา
                         ๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา
                         ๑๐. อสัญญสัตตูปิกกถา
                         ๑๑. กัมมูปจยกถา.

               วรรคที่ ๑๕ จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๕ กัมมูปจยกถา จบ.
อ่านอรรถกถา 37 / 1อ่านอรรถกถา 37 / 1630อรรถกถา เล่มที่ 37 ข้อ 1634อ่านอรรถกถา 37 / 1639อ่านอรรถกถา 37 / 1898
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=37&A=16883&Z=16992
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :