ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ยมกปกรณ์ ภาค ๑
มูลยมก นิทเทสวาร

               อรรถกถามูลยมกะ               
               นิทเทสวาระ               
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเริ่มนิทเทสวาระโดยนัยเป็นต้นว่า เยเกจิ กุสลา ธมฺมา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล (มีอยู่).
               ในคำเหล่านั้น คำว่า เยเกจิ = เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นคำที่แสดงถึงกุศลทั้งหมดโดยไม่มีส่วนเหลือ.
               สองบทว่า กุสลา ธมฺมา ได้แก่ สภาวะธรรมที่เป็นกุศล ไม่มีโทษ มีผลเป็นความสุข อันเป็นลักษณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในบทภาชนะแห่งกุศลติกะ.
               หลายบทว่า สพฺเพ เต กุสลมูลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงเป็นกุศลมูลหรือ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งปวงนั่นแหละเป็นกุศลมูล ใช่ไหม?
               สองบทว่า ตีเณว กุสลมูลานิ = สามเท่านั้นชื่อว่ากุศลมูล ได้แก่ ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดไม่ชื่อว่ากุศลมูล. อธิบายว่า มูล ๓ มีอโลภะเป็นต้นเท่านั้น ชื่อว่ากุศลมูล.
               หลายบทว่า อวเสลา กุสลา ธมฺมา น กุสลมูลา = ธรรม ท. ที่เหลือชื่อว่ากุศล แต่ไม่ชื่อว่ากุศลมูล ได้แก่ กุศลธรรมทั้งหลายที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ไม่ชื่อว่ากุศลมูล. อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า กุศลทั้งหลายที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ชื่อว่ากุศลธรรมเท่านั้นไม่ชื่อว่ากุศลมูล.
               หลายบทว่า เยวาปน กุสลามูลา = ก็หรือว่ากุศลมูลเหล่าใด ได้แก่ มูล ๓ มีอโลภะเป็นต้น ท่านถือเอาแล้วว่า ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล ด้วยบทที่สองแห่งปุจฉาแรก.
               หลายบทว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงเป็นกุศลหรือ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งหลายแม้ ๓ ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นกุศลหรือ
               คำว่า อามนฺตา = ใช่ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเพื่อจะทรงรับรองความที่แห่งกุศลมูลทั้งหลายแม้ทั้งหมดเป็นกุศล นี้เป็นเนื้อความของมูลยมกในมูลนัย
               พึงทราบนัยแห่งการวิสัชนาในปุจฉาทั้งปวงโดยอุบายนี้.
               ความแปลกกันอันใด มีอยู่ในที่ใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) จักพรรณนาความแปลกกันนั้น ในที่นั้นต่อไป กล่าวคือในเอกมูลยมก กุศลทั้งหลายบัณฑิตไม่ควรถือเอากุศลที่มีมูลอันหนึ่งด้วยอรรถแห่งการนับ แต่ควรถือเอาด้วยอรรถแห่งการนับ แต่ควรถือเอาด้วยอรรถที่เสมอกันว่าธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล.
               อธิบายว่า ในเอกมูลยมกนี้ กุศลเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เสมอกันกับกุศลมูล มูลใดเป็นมูลของผัสสะ มูลนั้นก็เป็นมูลของธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นนั่นแหละ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงรับรองความที่กุศลเหล่านั้นเป็นอย่างนั้น จึงตรัสคำว่า อามนฺตา = ใช่.
               คำว่า กุสลสมุฏฺฐานํ ท่านแสดงรูปซึ่งมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน.
               คำว่า เอกมูลํ ได้แก่ มีมูลเสมอกันกับกุศลมูลมีอโลภะเป็นต้น มูลทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น ชื่อว่ามูล เพราะเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นฉันใด มูลนั้นก็เป็นมูลแม้แก่สมุฏฐานรูปฉันนั้น แต่สมุฏฐานรูปนั้นไม่ใช่กุศล เพราะความไม่มีลักษณะแห่งกุศล.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสถามในยมกอื่นๆ ว่า เยเกจิ กุสลา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล (มีอยู่) แต่ตรัสถามว่า เยเกจิ กุสลามูเลน เอกมูลา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศล (มีอยู่).
               ถามว่า เพราะเหตุไร? ตอบว่า เพราะเนื้อความนั้นนั่นแหละมีอยู่เพร้อมโดยพยัญชนะแม้นั้น คำว่า กุสลมูลานิ นี้เป็นวิเสสนะของคำก่อน.
               จริงอยู่ พระองค์ตรัสว่า มูลเหล่าใดย่อมเกิดขึ้นโดยความเป็นอันเดียวกัน ก็มูลเหล่านั้นเป็นกุศลมูลบ้างเป็นอกุศลมูลบ้าง เป็นอัพยากตมูลบ้าง คำนี้ท่านกล่าวไว้ เพื่อแสดงความวิเศษของคำว่า กุสลมูลานิ
               คำว่า อญฺญมญฺญมูลานิ จ = เป็นมูลซึ่งกันและกันด้วย.
               อธิบายว่า มูลทั้งหลายย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัย กะกันและกันโดยเป็นเหตุเป็นปัจจัย ในปฏิโลมปุจฉา ไม่ตรัสว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลมูเลน เอกมูลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล แต่ตรัสว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะไม่มีเนื้อความแปลกกัน ก็เมื่อจะทำการปุจฉาว่า กุสลมูเลน เอกมูลา = มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลหรือ ดังนี้ พึงทำการวิสัชชนาตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังว่า มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนติ = มูลทั้งหลายเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน ก็เมื่อความแปลกกันแห่งเนื้อความไม่มีอยู่ เหตุนั้น พระองค์จึงไม่ทรงกระทำการถามอย่างนั้น แต่ทรงกระทำการถามอย่างนี้แม้ในมูลนัย เป็นต้น.
               ในอัญญมัญญมูลยมก ก็พึงทราบคำถามที่แปลกกันโดยอุบายนี้.
               ในมูลมูลนัย คำว่า สพฺเพ เต กุสลมูลมูลา = ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นมีมูลที่เป็นกุศลมูล ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นชื่อว่ามูล กล่าวคือกุศลมูลหรือ.
               คำว่า เอกมูลมูลา มีมูลที่เรียกว่ามูลอันเดียวกัน ดังนี้ อธิบายว่า มูลที่เป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมีอยู่ เหตุนั้น มูลนั้นจึงชื่อว่า เป็นมูลที่เรียกว่ามูลอันเดียวกัน เพราะอรรถว่าเสมอกัน.
               บทว่า อญฺญมญฺญมูลมูลา = มีมูลที่เป็นมูลซึ่งกันและกัน ดังนี้ ได้แก่มูลแก่กันและกัน ชื่อว่าอัญญมัญญมูล คือว่า อัญญมัญญมูลชื่อว่ามูลของธรรมเหล่านั้น เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้น มูลนั้นจึงชื่อว่าอัญญมัญญมูลมูล.
               ในมูลกนัย บทว่า กุสลมูลกา ดังนี้ อธิบายว่า มูลที่เป็นกุศลของธรรมเหล่านั้นมีอยู่ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้นธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่ามีมูลที่เป็นกุศล.
               ในมูลมูลกนัย บทว่า กุสลามูลมูลกา ดังนี้ อธิบายว่า มูลของกุศลเหล่านั้นเป็นกุศลมูล คือมูลที่เป็นกุศลมูลของกุศลเหล่านั้น มีอยู่ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้น กุศลเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีมูลที่เรียกว่ากุศลมูล นี้เป็นเนื้อความพิเศษในนัยยมกปุจฉาเป็นต้น เพราะอาศัยกุศลบท เพียงเท่านี้ แม้ในบททั้งหลายมีอกุศลบทเป็นต้นก็นัยนี้ ส่วนความพิเศษมีดังนี้.
               สองบทว่า อเหตุกํ อกุสลํ ตรัสหมายเอาโมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ.
               สองบทว่า อเหตุกํ อพฺยากตํ ได้แก่ธรรมที่เหลือเว้นสเหตุกะและอัพยากตสมุฏฐานรูป ย่อมได้ในที่นี้ว่า จิตตุปปาท ๑๘, รูปและนิพพาน ชื่อว่าไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล สเหตุกะและอัพยากตสมุฏฐานรูป มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล ท่านทำอัพยากตะนั้นให้เป็นอัพโพหาริก คือสิ่งที่กล่าวอ้างไม่ได้ หรือไม่มีโวหารแล้ว จึงกระทำการวิสัชนาด้วยอำนาจของอัพยากตมูลที่ได้อยู่โดยความเป็นอันเดียวกัน.
               ธรรมทั้งหลายกล่าวคือนาม ชื่อว่า นามา ธมฺมา นามเหล่านั้น ว่าโดยอรรถได้แก่ อรูปขันธ์ ๔ และนิพพาน.
               สองบทว่า นเวว นามมูลานิ = ๙ เท่านั้น ชื่อว่านามมูล ได้แก่ มูล ๙ อย่างด้วยอำนาจของกุศล อกุศลและอัพยากตมูลนามที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลอันเดียวกันกับนามมูล เพราะฉะนั้น นามนั้นจึงชื่อว่าไม่มีเหตุนามแม้ทั้งหมด คือจิตตุปปาท ๑๘ โมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ และนิพพาน ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล ก็อเหตุกนามนั้น ย่อมไม่เกิดพร้อมกับนามมูล. อธิบายว่า สเหตุกนามย่อมเกิดขึ้นพร้อมกันกับนามมูล แม้ในบททั้งหลายว่า สเหตุกํ นามํ นามมูเลน.
               คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีเนื้อความง่ายเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
               แม้ในวาระทั้งหลายมีเหตุวาระเป็นต้น พึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้ คาถาว่า มูลํ เหตุ นิทานํ จ ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยอำนาจแห่งอุทานของวาระทั้ง ๑๐ ตามที่ข้าพเจ้าชี้แจงมาแล้ว ดังนี้แล.

               อรรถกถามูลยมกะ จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ยมกปกรณ์ ภาค ๑ มูลยมก นิทเทสวาร จบ.
อ่านอรรถกถา 38 / 1อ่านอรรถกถา 38 / 1อรรถกถา เล่มที่ 38 ข้อ 6อ่านอรรถกถา 38 / 23อ่านอรรถกถา 38 / 1564
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=38&A=179&Z=543
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๑  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com