ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑
อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ ปัญหาวาร เหตุปัจจัย

               อรรถกถาปัญหาวารวิภังค์               
               ก็ในวาระ ๖ เหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบปกิณกะดังนี้ว่า ปัจจัยบางอย่างไม่ตั้งอยู่โดยเป็นอนุโลมเลย ตั้งอยู่โดยเป็นปัจจนิกเท่านั้นก็มี, บางอย่างไม่ตั้งอยู่โดยเป็นปัจจนิกเลย ตั้งอยู่โดยเป็นอนุโลมเท่านั้นก็มี, บางอย่างตั้งอยู่ทั้งโดยเป็นอนุโลมและเป็นปัจจนิกไม่แน่นอนทั้งสองฝ่าย.
               ก็ในบรรดาปฏิณกะเหล่านั้น ปัญหาที่ ๑ พึงทราบด้วยอำนาจปัจฉาชาตปัจจัย. ปัญหาที่ ๒ พึงทราบด้วยอำนาจจตุกกะปัฏฐาน. ปัญหาที่ ๓ พึงทราบด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือที่เหมาะสมกัน.

               อรรถกถาเหตุปัจจัย               
               พึงทราบวินิจฉัยในปัญหาวาระ ต่อไป.
               คำว่า กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพื่อแสดงวิสัชนาปุจฉาที่พึงยกขึ้นในกุศลติกะ ด้วยอำนาจปัจจัยที่ได้มีอยู่ มีอาทิว่า "กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมด้วยอำนาจของเหตุปัจจัยพึงมีหรือ" ดังนี้ อันธรรมดากุศลธรรมนี้ เมื่อเกิดขึ้นเอง ย่อมเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ๒๒ ที่เหลือ เว้นปัจฉาชาตปัจจัยและวิปากปัจจัย.
               กุศลธรรมเมื่อจะเป็นปัจจัยแก่กุศล ก็ย่อมเป็นปัจจัยโดยปัจจัย ๒๐ ที่เหลือเว้นปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย วิปากปัจจัยและวิปปยุตตปัจจัย เพราะฉะนั้น กุศลธรรมย่อมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมด้วยปัจจัยเหล่าใด เพื่อจะแสดงปัจจัยเหล่านั้นตามลำดับ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า เหตุปจฺจเยน เป็นต้น.
               พึงทราบอธิบายในคำนั้นต่อไป เทศนานี้อันใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า เหตุปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุต เหมือนในปัจจยวิภังควาระ (แต่) ตรัสว่าเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตดังนี้ ในการที่พระพุทธองค์ตรัสเทศนาอย่างนั้น มีประโยชน์ในการที่ทรงกระทำอย่างนั้น.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ธมฺมานํ ดังนี้ เพื่อจะแสดงอรรถว่าว่างเปล่าในปัจจยวิภังควาระนั้น ธรรมทั้งหลายเมื่อจะเกิดแต่ปัจจัย ย่อมเกิดโดยเป็นกองธรรม หาเกิดขึ้นโดยเป็นสภาพโดดเดี่ยวไม่ เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงอรรถว่าเป็นกองในปัญหาวารวิภังค์นี้ พระองค์จึงตรัสว่า ขนฺธานํ.
               อีกประการหนึ่ง การแสดงปัจจยุบบัน พระองค์ทรงยกขึ้นแล้วด้วยอำนาจแห่งขันธ์ในปฏิจวาระเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงทรงยกขึ้นแสดงแม้ในปัญหาวารวิภังค์นี้อีก โดยลำดับนั้นทีเดียว.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไรในวาระเหล่านี้ จึงทรงยกขึ้นเพื่อแสดงอย่างนั้น.
               แก้ว่า เพื่อแสดงการจำแนกโดยไม่ปะปนกัน.
               จริงอยู่ เมื่อพระองค์ตรัสโดยนัยเป็นต้นว่า ธรรมที่เหลือเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมอันหนึ่ง ดังนี้ ผู้ศึกษาก็ไม่สามารถจะทราบปัจจัยและปัจจยุบบันโดยไม่ปะปนกันได้ว่า ธรรมโน้มเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมชื่อโน้น เมื่อเป็นอย่างนั้นอุทเทสกับนิทเทสก็จะไม่มีข้อแปลกกัน เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระพุทธองค์ทรงแยกเทศนาขึ้นอย่างนี้ ก็เพื่อแสดงวิภาคโดยไม่ปะปนกัน.
               คำว่า จิตฺตสมุฏฐานํ นี้ ตรัสเพื่อแสดงกุศลว่าเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะโดยเหตุปัจจัย.
               แต่ในปัจจัยวิภังค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำวิภาคด้วยอำนาจกุศลเป็นต้น ไม่ตรัสว่ามีจิตเป็นสมุฏฐาน แต่ตรัสว่ามีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน เพื่อแสดงรูปที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งเหตุทั้งหมดโดยสามัญ เพราะฉะนั้น รูปที่มีอัพยากตเหตุเป็นสมุฏฐาน ในปัจจยวิภังค์นั้นจึงรวมไปถึงกัมมชรูปในปฏิสนธิด้วย. ผู้ศึกษาพึงทราบใจความในวิสัชนาที่เหลือซึ่งเป็นแบบเดียวกันนี้.

               อรรถกถาเหตุปัจจัย จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ ปัญหาวาร เหตุปัจจัย จบ.
อ่านอรรถกถา 40 / 1อ่านอรรถกถา 40 / 475อรรถกถา เล่มที่ 40 ข้อ 484อ่านอรรถกถา 40 / 487อ่านอรรถกถา 40 / 1767
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=40&A=5786&Z=5804
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๙  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com