ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑
อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ ปฏิจจวาร ปัจจนียานุโลม ปัจจยปัจจนียนัย

               อรรถกถาปัจจยปัจจนียนัย               
               ก็เพราะวิสัชนาที่ในปัจจยปัจจนียะ (ตรงข้ามกับปัจจัย) ย่อมมีได้ด้วยกุศลบทที่เว้นเหตุปัจจัยแล้ว กุศลธรรมเกิดขึ้นไม่ได้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ เป็นอาทิ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นเหตุปจฺจยา เป็นการปฏิเสธเหตุปัจจัย.
               อธิบายว่า เว้นเหตุปัจจัยแล้วก็ยังเกิดเพราะปัจจัยอื่นได้.
               จริงอยู่ เหตุนั้น คือโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา เป็นเหตุปัจจัยเองแก่ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน. แต่เพราะไม่มีเหตุอื่นสัมปยุตด้วย จึงชื่อว่าไม่เกิดเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น เว้นเหตุปัจจัยเสีย โมหมูลจิตก็เกิดได้ เพราะปัจจัยอันเหมาะแก่ตนที่เหลือในธรรมที่ตรงกันข้ามทั้งหมด. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความไปตามนัยนี้.
               คำว่า อเหตุกํ วิปากาพฺยากตํ พึงทราบด้วยอำนาจจิตที่ยังรูปให้เกิดขึ้น แม้ในบทอื่นที่เช่นนี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ในนอธิปติปัจจัย แม้อธิบดีจะไม่ได้อธิปติปัจจัย เพราะไม่มีอธิบดีที่สองเกิดร่วมกับตนก็จริง แต่อธิบดีจะไม่มีอธิบดีเหมือนโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ เป็นอเหตุกะหาได้ไม่. ก็ในเวลาที่กุศลธรรมเป็นต้น ไม่ทำฉันทะเป็นต้น ให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น กุศลธรรมเป็นต้นทั้งหมดไม่เป็นอธิบดี เพราะฉะนั้น เทศนามีอาทิว่า เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา นี้ พึงทราบว่า พระองค์เทศนาไว้ด้วยอำนาจเทศนามีการรวบรวมไว้ซึ่งอธิบดีทั้งหมด ไม่ใช่ยกขึ้นเพียงอธิบดีแยกกันไปเหมือนโมหะ. ในนอนันตรปัจจัย และนสมนันตรปัจจัย มีรูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบัน เหมือนในนอารัมมณปัจจัย. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นอารมฺมณปจฺจยสทิสํ.
               สหชาตปัจจัยขาดหายไป. นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยก็ขาดหายไปเหมือนสหชาตปัจจัย. เพราะเหตุไร? เพราะปัจจัยเหล่านี้ไม่มีอะไรเกิดแยกกัน.
               จริงอยู่ เพราะการบอกปัดเสียซึ่งสหชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย รูปธรรมและอรูปธรรมแม้สักอย่างหนึ่งก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยเหล่านั้นจึงลดไป. ในวิภังค์แห่งนอัญญมัญญปัจจัย พึงทราบการเว้นหทยวัตถุด้วยคำว่า กฏัตตารูป อาศัยวิปากาพยากตขันธ์เกิดขึ้นในปฏิสนธิกาล. รูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบันในวิภังค์แห่งนอุปนิสสยปัจจัย. เพราะรูปนั้นไม่ได้อุปนิสสยปัจจัย. ส่วนอรูป (นาม) ไม่ได้อารัมมณูนิสสยปัจจัยและปกตูปนิสสยปัจจัยก็จริง แต่ก็ไม่พ้นอนันตรูปนิสสยปัจจัยไปได้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นอารมฺมณปจฺจยสทิสํ.
               ในนปุเรชาตปัจจัย คำว่า จิตฺตสมุฏฐานํ รูปํ ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจปัญจโวการภพ. สหชาตปัจจัยและปุเรชาตปัจจัย ย่อมถึงการรวมลงในคำนี้ว่า นปจฺฉาชาตปจฺจยา เพราะฉะนั้น บาลีในคำนี้จึงเช่นเดียวกับสหชาตปัจจัย. ก็บาลีนั้นขยายไว้อย่างพิสดารในนอธิปติปัจจัย ฉะนั้น ในที่นี้จึงย่อไว้.
               นอาเสวนปัจจัย พึงทราบด้วยสามารถแห่งปฐมชวนะฝ่ายกุศลและอกุศล. กิริยาพยากตะก็เหมือนกัน. แม้ในอธิการนี้ก็พึงทราบบาลีด้วยอำนาจแห่งคำที่ท่านให้พิสดารในนอธิปติปัจจัย เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นปจฺฉาชาตปจฺจยมฺปิ นอาเสวนปจฺจยมฺปิ นาธิปติปจฺจยสทิสํ ดังนี้ (บาลีข้อ ๙๕).
               ในกัมมปัจจัย ไม่ถือเอาวิบากเจตนาว่าได้นานักขณิกกัมมปัจจัย.
               ในนอาหารปัจจัย มีเฉพาะรูปบางรูปเท่านั้น เป็นปัจจยุบบัน ในนอินทริยปัจจัย ก็เหมือนกัน.
               ในนฌานปัจจัย มีปัญจวิญญาณธรรม (ทวิปัญจวิญญาณ) และรูปบางรูปเป็นปัจจยุบบัน.
               จริงอยู่ ในปัญจวิญญาณ เวทนาและจิตเตกัคคตา ย่อมไม่ถึงลักษณะแห่งการเข้าไปเพ่ง เพราะมีกำลังทราม ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น ท่านจึงไม่ถือเอาในฌานปัจจัย.
               ในนมัคคปัจจัย มีอเหตุวิบากและกิริยา และรูปบางรูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบัน.
               รูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบันในนสัมปยุตตปัจจัย ในโนนัติถิปัจจัย ในโนวิคตปัจจัย. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นารมฺมณปจฺจยสทิสํ. ดำเนินการนับปัจจัยที่มีมูลหนึ่งตามบาลี ด้วยคำว่า นเหตุยา เทฺว ดังนี้แล.
               พึงทราบวินิจฉัยในทุมูลกปัจจัย ต่อไป.
               ในคำนี้ว่า นเหตุปจฺจยา นารมฺมเณ เอกํ อธิบายว่า ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่นับได้น้อยกว่าในการเทียบปัจจัยที่นับได้น้อยกว่ากับปัจจัยที่นับได้มาก พึงมีปัจจัย ๒ เหมือนในนเหตุปัจจัยก็จริง ถึงอย่างนั้น คำว่า เอกํ ท่านกล่าวหมายถึงรูปาพยาตะ เกิดขึ้นเพราะอาศัยอัพยากตะ เพราะอรูปธรรมชาตไปด้วยอำนาจนอารัมมณปัจจัย. แม้ในปัจจัยแต่ละปัจจัยในทุกะปัจจัยก็นัยนี้เหมือนกัน. บัณฑิตพึงทราบวาระสองเกี่ยวกับที่ได้ในนเหตุปัจจัย ในที่ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า "เทฺว".
               ก็ในปัจจัยทั้งปวงที่มีมูล ๓ เป็นต้น มีวิสัชนาวาระเดียวเท่านั้น เพราะนอารัมมณปัจจัยขาดไป. นี้เป็นการคำนวณในปัจจัยที่มีมูล ๑ เป็นต้น เริ่มแต่เหตุปัจจัยไปในปัจจนียนัย. ส่วนอารัมมณปัจจัย ไม่แสดงไว้ในที่นี้ เพราะเป็นเช่นเดียวกับนัยก่อนในเอกมูลกะนั้นแหละเป็นต้น.
               คำว่า นารมฺมณปจฺจยา นเหตุยา เอกํ ในทุมูลกนัย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในนเหตุทุกมูลกนัยนั่นเทียว ด้วยสามารถแห่งอารัมมณปัจจัย.
               คำว่า นาธิปติยา ปญฺจ พึงทราบด้วยอำนาจการได้ในนารัมมณปัจจัย.
               ในการเปรียบเทียบปัจจัยทั้งหมด พึงทราบจำนวนด้วยอำนาจปัจจัยที่นับได้น้อยกว่าในปัจจัยที่นอารัมมณปัจจัยเข้าได้ รูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบัน. แม้ในฐานที่นอนันตรปัจจัย นสมนันตระ - นอัญญมัญญะ - นอุปนิสสยะ - นอาหาระ - นอินทริยะ - นสัมปยุตตะ - โนนัตถิ - โนวิคต- ปัจจัย เข้าได้ก็นัยนี้เหมือนกัน. นอาหาระ - นอินทริยะ - นฌานะ - นมัคค- ปัจจัย มีวิสัชนาเหมือนกันทั้งหมด.
               แม้ในอธิการนี้ปัจจัย ๔ หมวดแห่งปัจจัย มีนสหชาตปัจจัยเป็นต้น ก็ขาดไปเหมือนกัน นี้เป็นวิธีกำหนดในข้อนี้. ก็ด้วยลักษณะนี้บัณฑิตกำหนดปัจจัยนั้นว่า ปัจจัยนี้มีมูล ๒ เป็นต้นทั้งหมด ปัจจัยนี้เป็นมูล ๑ ในปัจจัยเหล่านี้ ปัจจัยนี้มีมูล ๒ นี้มีมูล ๓ นี้มีมูลทั้งหมดดังนี้แล้ว พึงทราบการคำนวณด้วยอำนาจปัจจัยที่นับได้น้อยกว่า ดังนี้แล.

               อรรถกถาปัจจยปัจจนียนัย จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ ปฏิจจวาร ปัจจนียานุโลม ปัจจยปัจจนียนัย จบ.
อ่านอรรถกถา 40 / 1อ่านอรรถกถา 40 / 56อรรถกถา เล่มที่ 40 ข้อ 87อ่านอรรถกถา 40 / 133อ่านอรรถกถา 40 / 1767
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=40&A=930&Z=1498
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๙  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com