ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 

อ่านชาดก 270000อ่านชาดก 270646อรรถกถาชาดก 270650
เล่มที่ 27 ข้อ 650อ่านชาดก 270654อ่านชาดก 272519
อรรถกถา ถุสชาดก
ว่าด้วย รู้จักแกลบหรือข้าวสารในที่มืด
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเจ้าอชาตศัตรู จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิทิตํ ถุสํ ดังนี้
               ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นอยู่ในพระครรภ์ของพระมารดานั้น พระมารดาของเธอผู้เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าโกศล เกิดแพ้พระครรภ์ อยากดื่มพระโลหิตในพระชานุข้างขวาของพระเจ้าพิมพิสาร เป็นอาการแรงกล้า. พระนางถูกนางสนมผู้รับใช้ทูลถามจึงบอกความนั้นแก่นางสนมเหล่านั้น. ฝ่ายพระราชาได้ทรงสดับแล้ว รับสั่งให้เรียกโหรผู้ทำนายนิมิตมาแล้วตรัสถามว่า เขาว่าพระเทวีทรงเกิดการแพ้พระครรภ์เห็นปานนี้ ความสำเร็จของพระนางจะเป็นอย่างไร?
               พวกโหรผู้ทำนายนิมิตกราบทูลว่า สัตว์ผู้อุบัติในพระครรภ์ของพระเทวี จักปลงพระชนม์พระองค์แล้วยึดราชสมบัติ. พระราชาตรัสว่า บุตรของเราจักฆ่าเราแล้วยึดราชสมบัติ ในข้อนั้นจะมีโทษอะไร แล้วทรงเฉือนพระชานุข้างขวาด้วยพระแสงมีด เอาจานทองรองรับพระโลหิตแล้วประทานให้พระเทวีดื่ม พระเทวีนั้นทรงดำริว่า ถ้าโอรสผู้เกิดในครรภ์ของเราจักปลงพระชนม์พระบิดาไซร้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยพระโอรสนั้น พระนางจึงให้รีดพระครรภ์ เพื่อให้ครรภ์ตกไป.
               พระราชาทรงทราบจึงรับสั่งให้เรียกพระเทวีนั้นมา แล้วตรัสว่า นางผู้เจริญ นัยว่าบุตรของเราจักฆ่าเราแล้วยึดราชสมบัติ ก็เราจะไม่แก่ไม่ตายก็หามิได้ เธอจงให้เราเห็นหน้าลูกเถิด จำเดิมแต่นี้ไป เธออย่าได้กระทำกรรมเห็นปานนี้. จำเดิมแต่นั้น พระเทวีเสด็จไปพระราชอุทยานแล้วให้รีดครรภ์. พระราชาได้ทรงทราบ จึงทรงห้ามเสด็จไปพระราชอุทยาน จำเดิมแต่กาลนั้น.
               พระเทวีทรงมีพระครรภ์ครบบริบูรณ์แล้วประสูติพระโอรส. ก็ในวันขนานนามพระโอรสนั้น เขาขนานพระนามว่า อชาตศัตรูกุมาร เพราะเป็นศัตรูต่อพระบิดาตั้งแต่ยังไม่ประสูติ เมื่ออชาตศัตรูกุมารนั้นทรงเจริญเติบโตอยู่ด้วยกุมารบริหาร.
               วันหนึ่ง พระศาสดาแวดล้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ เสด็จไปนิเวศน์ของพระราชาแล้วประทับนั่งอยู่. พระราชาทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยของเคี้ยวและของฉันอันประณีต ทรงนมัสการแล้วประทับนั่งสดับธรรมอยู่. ขณะนั้น พระพี่เลี้ยงแต่งองค์พระกุมารแล้วได้ถวายพระราชา พระราชาทรงรับพระโอรสด้วยพระสิเนหาเป็นกำลัง ให้นั่งบนพระเพลา ทรงปลาบปลื้มอยู่เฉพาะพระโอรส ด้วยความรักในพระโอรส มิได้ทรงสดับพระธรรม.
               พระศาสดาทรงทราบความประมาทของพระราชา จึงตรัสว่า มหาบพิตร พระราชาทั้งหลายในครั้งก่อน ทรงระแวงพระโอรสทั้งหลายถึงกับให้กระทำไว้ในที่อันมิดชิดให้ขัง แล้วตรัสสั่งไว้ว่า เมื่อเราล่วงไปแล้ว ท่านทั้งหลายจงนำออกมาให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ อันพระราชาทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักกสิลา สอนศิลปะพวกราชกุมารและพราหมณกุมารเป็นจำนวนมาก.
               พระโอรสของพระราชาในนครพาราณสี เสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น ในเวลาพระองค์มีพระชนมายุ ๑๖ พรรษาเรียนไตรเพทและศิลปะทุกอย่าง เป็นผู้มีศิลปะครบบริบูรณ์แล้ว จึงตรัสลาอาจารย์.
               อาจารย์จึงตรวจดูพระราชกุมารนั้นด้วยวิชาดูอวัยวะ แล้วคิดว่าอันตรายเพราะอาศัยพระโอรส จะปรากฎมีแก่พระราชกุมารนี้ เราจะปัดเป่าอันตรายนั้นไปเสียด้วยอานุภาพของตน จึงได้ผูกคาถาขึ้น ๔ คาถาถวายแก่พระราชกุมาร
               ก็แหละเมื่อให้คาถาอย่างนี้แล้ว จึงกำชับพระราชกุมารนั้นว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว ในเวลาโอรสของเจ้ามีชนมายุ ๑๖ พรรษา
               เมื่อจะเสวยพระกระยาหาร พึงกล่าวคาถาที่หนึ่ง
               ในเวลามีการเข้าเฝ้าเป็นการใหญ่ พึงกล่าวคาถาที่ ๒
               เมื่อเสด็จขึ้นปราสาทประทับยืนที่หัวบันได พึงกล่าวคาถาที่ ๓
               เมื่อเสด็จเข้าห้องบรรทมประทับยืนที่ธรณีประตู พึงกล่าวคาถาที่ ๔
               พระราชกุมารนั้นรับคำ จึงไหว้อาจารย์แล้วไป ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอุปราช เมื่อพระบิดาล่วงไปจึงดำรงอยู่ในราชสมบัติ. พระโอรสของท้าวเธอ ในเวลามีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา ได้เห็นสิริสมบัติของพระราชาผู้เสด็จออกเพื่อประโยชน์แก่กิจมีกีฬาในพระราชอุทยานเป็นต้น มีความประสงค์จะปลงพระชนม์พระบิดาแล้ว ยึดครองราชสมบัติจึงตรัสแก่พวกผู้ปฏิบัติบำรุงของพระองค์. พวกผู้ปฏิบัติบำรุงเหล่านั้นพากันทูลว่า ดีแล้ว ขอเดชะ ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นใหญ่ที่ได้ในตอนแก่ ควรจะปลงพระชนม์พระราชาเสียด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วยึดครองราชสมบัติ. พระกุมารคิดว่า เราจะให้พระราชบิดาเสวยยาพิษสวรรคต เมื่อจะเสวยพระกระยาหารเย็นกับพระราชบิดา จึงถือยาพิษ ประทับนั่งอยู่.
               เมื่อพระกระยาหารในภาชนะกระยาหารยังไม่มีใครถูกต้องเลย พระราชาได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
               แกลบปรากฎโดยความเป็นแกลบแก่หนูทั้งหลาย และข้าวสารก็ปรากฎโดยความเป็นข้าวสารแก่พวกมัน แม้ในที่มืด พวกมันก็เว้นแกลบเสียกินแต่ข้าวสาร.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิทิตํ ความว่า ในที่มืดแม้มีฝนดำ แกลบก็แจ่มแจ้งปรากฎโดยความเป็นแกลบ ข้าวสารก็แจ่มแจ้งปรากฎโดยความเป็นข้าวสารแก่หนูทั้งหลาย. แต่ในที่นี้ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาส (ลิงค์เคลื่อนคลาดตามหลักไวยากรณ์) ว่า ถุสํ ตณฺฑุลํ
               บทว่า ขาทเร ความว่า หนูทั้งหลายเว้นแกลบกินแต่ข้าวสารเท่านั้น.
               ท่านกล่าวอธิบายต่อไปว่า ลำดับนั้น พระกุมารคิดว่า แม้ในที่มืด แกลบก็ปรากฎโดยความเป็นแกลบ ข้าวสารปรากฎโดยความเป็นข้าวสารแก่หนูทั้งหลาย พวกมันเว้นแกลบกินแต่ข้าวสาร ฉันใด ความที่เรานั่งกุมยาพิษร้ายก็ปรากฎ ฉันนั้นเหมือนกัน.

               พระกุมารดำริว่า พระบิดารู้เราแล้วจึงทรงกลัว ไม่อาจใส่ยาพิษในภาชนะพระกระยาหาร ลุกขึ้นถวายบังคมพระราชาแล้วเสด็จไป.
               พระกุมารจึงไปบอกเรื่องนั้นแก่พวกผู้ปฏิบัติบำรุงของพระองค์ แล้วตรัสถามว่า วันนี้ พระราชบิดารู้เราเสียก่อน บัดนี้ พวกเราจักปลงพระชนม์อย่างไร? ตั้งแต่นั้น พวกผู้ปฏิบัติบำรุงเหล่านั้นจึงหลบซ่อนอยู่ในพระราชอุทยานกระซิบหารือกัน ตกลงว่ามีอุบายอย่างหนึ่ง จึงกำหนดลงว่า ในเวลาเสด็จไปสู่ที่เฝ้าครั้งใหญ่ๆ ผูกสอดพระแสงขรรค์ประสงค์ประทับยืนในระหว่างพวกอำมาตย์ พอรู้ว่าพระราชาเผลอ จึงเอาพระแสงขรรค์ประหารให้สิ้นพระชนม์ ย่อมควร. พระกุมารรับว่าได้ แล้วผูกสอดพระแสงขรรค์แล้วเสด็จไป คอยมองหาโอกาสที่จะประหารพระราชาอยู่รอบด้าน.

               ขณะนั้น พระราชาได้ตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
               การปรึกษากันในป่าก็ดี การพูดกระซิบกันในบ้านก็ดี และการคิดหาโอกาสฆ่าเราในบัดนี้ก็ดี เรารู้หมดแล้ว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺญสฺมึ ได้แก่ ในพระราชอุทยาน.
               บทว่า นิกณฺณิกา ได้แก่ ปรึกษากันใกล้ๆ หู.
               บทว่า ยญฺเจตํ อิติ จินฺตี จ ได้แก่ การแสวงหาโอกาสฆ่าเราในบัดนี้นั้นก็ดี.
               ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพ่อกุมาร การที่ท่านกระซิบกระซาบปรึกษากันทั้งในอุทยานและในบ้าน และเหตุแห่งความคิดว่า เพื่อต้องการฆ่าเราในบัดนี้นั้นก็ดี เรารู้หมดแล้ว.

               พระกุมารคิดว่า พระบิดารู้ว่าเราเป็นศัตรู จึงหนีไปบอกแก่พวกปฏิบัติบำรุงๆ ทำเวลาให้ผ่านพ้น ๗-๘ วัน จึงทูลว่า ข้าแต่พระกุมาร พระบิดาย่อมไม่รู้ว่าพระองค์เป็นศัตรู พระองค์ได้สำคัญไปอย่างนั้น เพราะการคิดคาดคะเนเอา พระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดานั้นเถิด.
               วันหนึ่ง พระกุมารนั้นถือพระแสงขรรค์แล้วได้ยืนอยู่ที่ประตูห้อง ใกล้หัวบันได. ครั้งนั้น พระราชาประทับยืนอยู่ที่หัวบันได ตรัสคาถาที่ ๓ :-
               ได้ยินว่า ลิงตัวที่เป็นพ่อเอาฟันกัดผล คือภาวะแห่งบุรุษของลูกที่เกิดตามสภาวะ เสียแต่ยังเยาว์ทีเดียว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ได้แก่ ตามสภาวะ.
               บทว่า ปุตฺตสฺส ปิตา ได้แก่ ลิงตัวที่เป็นพ่อของลูก คือลูกลิง.
               ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า
               ลิงที่เกิดในป่ารังเกียจการบริหารฝูงของตน เอาฟันกัดผลของลูกลิงเฉพาะตัวที่เป็นหนุ่ม ทำปุริสภาวะให้พินาศไป ฉันใด เราเพิกถอนผลเป็นต้นแม้ของท่านผู้ประสงค์ราชสมบัติเกินไป จักทำปุริสภาวะให้พินาศไปฉันนั้น.

               พระกุมารคิดว่า พระบิดาประสงค์จะให้จับเรา จึงตกพระทัยกลัว เสด็จหนีไปบอกแก่พวกผู้ปฏิบัติบำรุงว่า พระบิดาทรงคุกคามเรา. คนเหล่านั้น เมื่อล่วงเวลาไปประมาณกึ่งเดือน จึงทูลว่า ข้าแต่พระกุมาร ถ้าพระราชาพึงทรงทราบเหตุการณ์นั้น จะไม่พึงอดกลั้นอยู่ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ พระองค์ตรัสโดยการคิดคาดคะเนเอา พระองค์จงปลงพระชนม์พระราชานั้นเสียเถิด.
               วันหนึ่ง พระกุมารนั้นถือพระขรรค์เสด็จเข้าไปยังพระที่สิริไสยาสในปราสาทชั้นบน แล้วนอนอยู่ในใต้บังลังก์ด้วยหวังใจว่า จักประหารพระราชบิดา เมื่อเสด็จมาถึงทันที.
               พระราชาเสวยพระกระยาหารเย็นแล้วส่งชนบริวารกลับไป ทรงดำริว่า จักบรรทมจึงเสด็จเข้าห้องบรรทมอันประกอบด้วยสิริ ประทับยืนที่ธรณีประตู แล้วตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :-
               การที่เจ้าดิ้นรนอยู่เหมือนแพะตาบอด ในไร่ผักกาดก็ดี นอนอยู่ภายใต้นี้ก็ดี เรารู้หมดสิ้นแล้ว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริสปฺปสิ ได้แก่ ได้อยู่ทางโน้นทางนี้ เพราะกลัว.
               บทว่า สาสเป แปลว่า ในไร่ผักกาด.
               บทว่า โยปายํ ตัดเป็น โยปิ อยํ.
               ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า
               เจ้าดิ้นรนไปทางโน้นทางนี้ เพราะความกลัว เหมือนแพะตาบอดที่เข้าไปยังดงผักกาด คือ ครั้งที่ ๑ เจ้าถือเอายาพิษมา ครั้งที่ ๒ ประสงค์จะประหารด้วยพระขรรค์จึงมา ครั้งที่ ๓ ได้ถือพระขรรค์มายืนที่หัวบันได และบัดนี้ เจ้าคิดว่าจักประหารพระราชานั้น จึงมานอนอยู่ใต้ที่นอนทั้งหมดนั้น เรารู้อยู่บัดนี้จะไม่ละเจ้าไว้ จักจับเจ้าลงราชอาญา พระราชานั้นถึงจะไม่ทรงทราบอย่างนั้น แต่คาถานั้นๆ ก็ส่องความนั้นๆ.

               พระกุมารคิดว่า พระราชบิดาทรงทราบเราแล้ว บัดนี้จักทรงทำเราให้พินาศ จึงตกพระทัยกลัว จึงออกมาจากใต้พระที่บรรทมทิ้งพระขรรค์ ณ ที่ใกล้พระบาทพระราชานั่นเอง หมอบลงที่ใกล้บาทมูลกราบทูลขอโทษว่า ขอเดชะๆ พระราชบิดาโปรดงดโทษแก่หม่อมฉันเถิด.
               พระราชาทรงขู่พระกุมารนั้นว่า เจ้าคิดว่า ใครๆ จะไม่รู้การกระทำของเรา แล้วรับสั่งให้จองจำด้วยเครื่องจองจำ คือโซ่ตรวน แล้วให้ส่งเข้าเรือนจำตั้งการอารักขาไว้. ในกาลนั้น พระราชาทรงสำนึกได้ถึงคุณงามความดีของพระโพธิสัตว์. ต่อมา พระราชานั้นเสด็จสวรรคต พวกอำมาตย์ราชเสวกกระทำการถวายพระเพลิงพระศพของท้าวเธอแล้ว จึงนำพระกุมารออกจากเรือนจำ ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงตรัสเหตุนี้ว่า
               ดูก่อนมหาบพิตร พระราชาในครั้งก่อนทรงรังเกียจเหตุที่ควรรังเกียจอย่างนี้ แม้พระองค์จะทรงตรัสอย่างนี้ พระราชาก็มิได้ทรงกำหนด ไม่รู้สึกพระองค์.
               พระศาสดาทรงประชุมชาดกว่า
               อาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักกสิลาในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
               จบ อรรถกถาถุสชาดกที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ถุสชาดก จบ.
อ่านชาดก 270000อ่านชาดก 270646อรรถกถาชาดก 270650
เล่มที่ 27 ข้อ 650อ่านชาดก 270654อ่านชาดก 272519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=3136&Z=3147
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน
บันทึก  ๑๘  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com