ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 

อ่านชาดก 280001อ่านชาดก 280525อรรถกถาชาดก 280600
เล่มที่ 28 ข้อ 600อ่านชาดก 280687อ่านชาดก 281045
อรรถกถา มโหสถชาดก
ว่าด้วย พระมโหสถบัณฑิตทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี

หน้าต่างที่   ๙ / ๑๒.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาหิณี แปลว่า ส่งไปแล้ว.
               พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับคำของทูต ก็ทรงโสมนัส เสด็จไปด้วยราชบริพารเป็นอันมาก.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น ตรัสว่า
               ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราช พร้อมด้วยจตุรงคเสนาเสด็จไปสู่นคร อันมั่งคั่งที่มโหสถสร้างไว้ในแคว้นกัปปิละ เพื่อทอดพระเนตรพาหนะ อันหาที่สุดมิได้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตพาหนํ ได้แก่ พาหนะมีช้างและม้าเป็นต้นประมาณมิได้.
               บทว่า กปฺปิลิยํ ปุรํ ได้แก่ นครที่มโหสถบัณฑิตสร้างไว้ในแคว้นกัปปิละ.

               พระเจ้าวิเทหราชเสด็จไปโดยลำดับถึงฝั่งคงคา. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ก็ไปรับเสด็จให้เข้าสู่นครที่ตนสร้าง พระราชาเสด็จไปสู่ปราสาทอันประเสริฐในนครนั้น สนานพระวรกาย ทรงแต่งพระองค์แล้ว เสวยโภชนาหารมีรสอันเลิศ ทรงพักผ่อนหน่อยหนึ่งแล้ว เวลาเย็นทรงสั่งราชทูตไปยังสำนักพระเจ้าจุลนี เพื่อให้ทรงทราบว่าพระองค์เสด็จมาถึงแล้ว.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น ตรัสว่า
               ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชเสด็จไปถึงแคว้นกัปปิละแล้ว ทรงส่งพระราชสาสน์ไปถวายพระเจ้าจุลนีพรหมทัตว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันมาเพื่อถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ ขอพระองค์โปรดพระราชทาน พระราชธิดาผู้งดงามทั่วองค์ประดับด้วยราชาลังการล้วนแต่ทองคำ ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วนฺทิตุ ํ ความว่า พระเจ้าวิเทหราชมีพระชนม์แก่กว่าพระเจ้าจุลนี พระเจ้าจุลนีไม่พอที่จะเป็น แม้เพียงพระโอรสของพระเจ้าวิเทหราช แต่พระเจ้าวิเทหราชหมกมุ่นไปด้วยกิเลส จึงทรงดำริว่า พระเจ้าจุลนีเป็นพระสัสสุระที่เราผู้เป็นพระชามาตาควรถวายบังคม ไม่ทรงทราบความคิดของพระเจ้าจุลนี จึงทรงส่งสาสน์ถวายบังคมไป.
               บทว่า ททาหิทานิ ความว่า พระเจ้าวิเทหราช ทรงส่งสาสน์ไปว่า พระองค์โปรดเรียกหม่อมฉันมาว่า จะประทานพระราชธิดา ขอได้โปรดประทานพระราชธิดานั้นแก่หม่อมฉัน ในบัดนี้เถิด.
               บทว่า สุวณฺณปฏิจฺฉนฺนํ ได้แก่ ประดับด้วยเครื่องประดับทองคำ.

               ฝ่ายพระเจ้าจุลนีได้ทรงสดับถ้อยคำของราชทูต ก็ทรงโสมนัส ดำริว่า บัดนี้ ปัจจามิตรของเราจักไปข้างไหนพ้น เราจักตัดศีรษะเขาทั้งสองคน แล้วดื่มชัยบาน เมื่อจะทรงแสดงพระโสมนัสส่วนเดียวให้ปรากฏ จึงพระราชทานรางวัลแก่ราชทูต แล้วตรัสคาถาเป็นลำดับมาว่า
               ดูก่อนพระเจ้าวิเทหราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว เสด็จมาแต่ไกล ก็เหมือนใกล้ พระองค์หาฤกษ์อาวาหมงคลไว้ หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดาประดับด้วยราชาลังการล้วนแต่ทองคำ ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวงแด่พระองค์.

               ในคาถานั้น พระเจ้าจุลนีได้สดับสาสน์ของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว ตรัสเรียกพระเจ้าวิเทหราชนั้น ดุจเสด็จอยู่เฉพาะพระพักตร์ว่า เวเทห. อีกนัยหนึ่ง ทรงสั่งให้ราชทูตไปทูลว่า พระเจ้าพรหมทัตจุลนีตรัสอย่างนี้ จึงตรัสอย่างนี้.
               ราชทูตได้ฟังดังนั้น จึงไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราชกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ทรงหาฤกษ์ ที่สมควรแก่การพระราชพิธีอาวาหมงคล พระเจ้าจุลนีจะถวายพระราชธิดาแด่พระองค์. พระเจ้าวิเทหราชจึงส่งราชทูตไปอีกว่า วันนี้แหละฤกษ์ดี.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น ตรัสว่า
               ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชก็ได้ทรงหาพระฤกษ์ ครั้นหาพระฤกษ์ได้แล้ว จึงได้ทรงส่งพระราชสาสน์ไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระราชธิดาผู้งดงามทั่วองค์ ประดับด้วยราชาลังการล้วนแต่ทองคำ ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด.

               ฝ่ายพระเจ้าจุลนีตรัสตอบว่า
               หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดาผู้งดงามทั่วองค์ ประดับด้วยราชาลังการล้วนแต่ทองคำ ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง แด่พระองค์ในบัดนี้.

               ครั้นพระเจ้าจุลนีตรัสคาถานี้แล้ว ตรัสลวงว่า จะส่งไปเดี๋ยวนี้ๆ ดังนี้ ได้ประทานสัญญาแก่พระราชาร้อยเอ็ดว่า ท่านทั้งปวงกับเสนา ๑๘ อักโขภิณี จงเตรียมออกรบ วันนี้เราจักตัดศีรษะข้าศึกทั้งสอง พรุ่งนี้จักได้ดื่มชัยบาน. พระราชาร้อยเอ็ดเหล่านั้นทั้งหมดก็ออก ในขณะนั้นทีเดียว. ฝ่ายพระเจ้ากรุงปัญจาละ เมื่อจะเสด็จออกทำการยุทธ์ ก็ยังพระนางสลากเทวีผู้พระราชมารดา พระนางนันทาเทวีผู้พระมเหสี พระปัญจาลจันทะผู้ราชโอรส พระนางปัญจาลจันทีผู้พระราชธิดา รวม ๔ องค์ให้อยู่ในตำหนักเดียวกัน กับนางสนมทั้งหลาย จึงเสด็จออกสงคราม.
               ฝ่ายมโหสถบรมโพธิสัตว์ทำราชสักการะเป็นนักหนา แด่พระเจ้าวิเทหราชพร้อมพวกเสนาที่โดยเสด็จ. ชนบางพวกดื่มสุรา บางพวกเคี้ยวกินมัจฉมังสาหาร บางพวกเหน็ดเหนื่อยก็นอน เพราะมาแต่ทางไกล. ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราชทรงพาอาจารย์ทั้ง ๔ มีเสนกะเป็นต้น ประทับนั่ง ณ พื้นพระราชมณเฑียรที่ตกแต่งแล้ว ท่ามกลางราชบริพาร. ฝ่ายพระเจ้าจุลนีล้อมนครที่พระเจ้าวิเทหราชประทับ ให้ติดต่อกัน ๓ ชั้น ย่นเข้าเป็น ๔ ด้วยกองทัพ ๑๘ อักโขภิณี มีคนจุดคบเพลิงนับด้วยแสนๆ ครั้นอรุณขึ้นก็เตรียมยึดเมืองตั้งอยู่ มโหสถรู้ความก็ส่งโยธา ๓๐๐ คนของตนไปสั่งว่า เจ้าทั้งหลายจงไปตามทางอุโมงค์จับราชมารดา มเหสี ราชบุตรและราชธิดาของพระเจ้าจุลนีมาทางอุโมงค์. อย่าให้อยู่นอกประตูมหาอุโมงค์ ให้อยู่ภายในอุโมงค์ ตั้งรักษาอยู่จนกว่าข้าจะมา จึงนำออกจากอุโมงค์ให้อยู่ในโรงกว้างใหญ่ในกาลเมื่อข้าไป. ชนเหล่านั้นรับคำสั่งมโหสถก็ไปทางอุโมงค์ เปิดไม้ลาดไว้ที่เชิงบันได แล้วมัดมือเท้าคนรักษาในที่เชิงบันได หัวบันไดและพื้นตำหนัก และนางบำเรอมีนางค่อมแคระเป็นต้น แล้วปิดปากชนเหล่านั้นให้อยู่ในที่กำบังนั้นๆ แล้วเคี้ยวกินเครื่องเสวยที่จัดไว้ถวายพระเจ้าจุลนี ทิ้งของอะไรๆ เสีย ทำลายภาชนะทำให้ป่นปี้เสีย แล้วขึ้นสู่เบื้องบนปราสาท.
               กาลนั้น พระนางสลากเทวีทรงสำคัญว่า ที่ไหนจะมีใครรู้จักพระนันทาเทวีราชบุตรราชธิดา เหตุอะไรจักเกิดมี จึงให้บรรทมอยู่ ณ พระยี่ภู่เดียวกันกับพระองค์. โยธาเหล่านั้นยืนร้องเรียกที่ประตูห้อง. พระนางจึงออกมาตรัสถามว่า ทำไมพ่อ. โยธาเหล่านั้นจึงแสร้งทูลว่า ข้าแต่พระเทวี พระราชาของพวกเรายังพระเจ้าวิเทหราชกับมโหสถ ให้ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว แวดล้อมด้วยพระราชาร้อยเอ็ดเป็นเอกราชในสกลชมพูทวีป ดื่มชัยบานใหญ่ด้วยพระเกียรติยศใหญ่ ส่งข้าพระองค์ทั้งหลายมา เพื่อพาเสด็จไปทั้ง ๔ พระองค์. พระราชมารดาเป็นต้นทรงเชื่อ จึงเสด็จลงจากปราสาทถึงเชิงบันได. โยธาเหล่านั้นก็พาเสด็จไปเข้าทางอุโมงค์ พระราชมารดาเป็นต้นตรัสว่า ข้าอยู่ในที่นี้สิ้นกาลเท่านี้ ยังไม่เคยลงสู่ทางนี้. โยธาเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระเทวีเจ้า ชนทั้งปวงหาได้ลงสู่ทางนี้ไม่ เพราะทางนี้เป็นทางมงคล. วันนี้พระราชาตรัสสั่งให้นำเสด็จโดยทางนี้ เพราะเป็นวันมงคล. พระราชมารดาเป็นต้นทรงเชื่อ.
               ลำดับนั้น โยธาบางพวกพาพระราชมารดาเป็นต้นมาบ้าง บางพวกกลับไปเปิดคลังรัตนะในพระราชนิเวศน์ ถือเอาทรัพย์ตามปรารถนามาบ้าง. ฝ่ายพระราชมารดาเป็นต้น เบื้องหน้าแต่จะถึงมหาอุโมงค์ เห็นอุโมงค์ราวกะเทพสภาอันประดับแล้ว ก็ทรงสำคัญว่า จัดไว้เพื่อประโยชน์แด่พระราชา.
               ลำดับนั้น โยธาเหล่านั้นพาพระราชมารดาเป็นต้น ไปสู่สถานที่ใกล้มหาคงคา ให้ประทับในห้องอันตกแต่งแล้วภายในอุโมงค์. พวกหนึ่งอยู่รักษา พวกหนึ่งไปแจ้งการที่ได้นำพระราชมารดาเป็นต้น มาแล้วแก่มโหสถโพธิสัตว์. มโหสถได้ฟังคำของโยธาเหล่านั้น ก็มีความโสมนัสว่า บัดนี้ ความปรารถนาของเราจักถึงที่สุด จึงไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง. ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราชทรงดำริว่า พระเจ้าจุลนีจักนำพระราชธิดามาให้เราบัดนี้. ก็เสด็จลุกจากราชบัลลังก์ ทอดพระเนตรทางช่องพระแกล เห็นพระนครมีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน ด้วยคบเพลิงนับด้วยแสนดวงมิใช่แสนเดียว. อันกองทัพใหญ่ล้อมรอบแล้ว ก็ทรงฉงนสนเท่ห์ รำพึงว่า นั่นอะไรกันหนอ. เมื่อจะทรงหารืออาจารย์ผู้บัณฑิตทั้งหลาย จึงตรัสคาถานี้ว่า
               กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ อันเป็นกองทัพสวมเกราะตั้งอยู่ จุดคบเพลิงสว่างไสว บัณฑิตทั้งหลายย่อมสำคัญอย่างไรกันหนอ.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺนุ มญฺญนฺติ ความว่า พระเจ้าวิเทหราชตรัสถามว่า พระเจ้าจุลนีโปรดปรานหรือกริ้วพวกเรา. บัณฑิตทั้งหลายเข้าใจกันอย่างไรหนอ.
               อาจารย์เสนกะได้ฟังตรัสถามจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงวิตกเลย คบเพลิงมากเหลือเกินปรากฏอยู่ ชะรอยพระเจ้าจุลนีจะพาพระราชธิดามาถวายพระองค์. ฝ่ายอาจารย์ปุกกุสะกราบทูลว่า พระเจ้าจุลนีจักทรงอารักขา เพื่อทรงทำอาคันตุกสักการะแด่พระองค์. บัณฑิตทั้งสี่เหล่านั้นชอบใจอย่างใด ก็กราบทูลอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้. ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราช เมื่อได้ทรงสดับเสียงคนในกองทัพบอกสั่งกันว่า เสนาทั้งหลายจงตั้งอยู่ในที่โน้น ท่านทั้งหลายจงรักษาในที่โน้น อย่าประมาท และทอดพระเนตรเห็นเสนาผูกสอดเกราะ ก็เป็นผู้อันมรณภัยคุกคาม. เมื่อทรงหวังสดับถ้อยคำแห่งพระมหาสัตว์ จึงตรัสคาถานอกนี้ว่า
               กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ อันเป็นกองทัพสวมเกราะตั้งอยู่ จุดคบเพลิงสว่างไสว ดูก่อนมโหสถบัณฑิต พวกนั้นจักทำอะไรกันหนอ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺนุ กาหนฺติ ปณฺฑิต ความว่า พ่อบัณฑิต เจ้าคิดอย่างไรหนอ เสนาเหล่านี้จักกระทำอะไรแก่พวกเรา.

               พระมหาสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสดังนั้น จึงคิดในใจว่า เราจักทำพระราชาผู้อันธพาลนี้ให้สะดุ้งสักหน่อย ภายหลังจึงแสดงกำลังปัญญาของเราให้ปรากฏ ทำให้พระองค์เบาพระหฤทัย คิดฉะนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า
               ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระเจ้าจุลนีพรหมทัตมีกำลังมาก ล้อมพระองค์ไว้ประทุษร้ายพระองค์ รุ่งเช้าจักปลงพระชนม์พระองค์.

               คนเหล่านั้นทั้งหมดมีพระเจ้าวิเทหราชเป็นต้น ก็ตกใจกลัวตาย พระราชาพระศอแห้ง พระเขฬะไม่มีในพระโอฐ เกิดเร่าร้อนในพระสรีระ พระองค์ทรงกลัวต่อมรณภัย คร่ำครวญตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
               ใจของเราสั่น และปากก็แห้งผาก เราเป็นเหมือนถูกไฟไหม้กลางแดด ไม่บรรลุถึงความเย็นใจ. เตาของช่างทองรุ่งเรืองภายใน ไม่รุ่งเรืองภายนอก ฉันใด. ใจของเราย่อมเร่าร้อนอยู่ภายใน ไม่ปรากฏภายนอก ฉันนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุพฺเพธติ ความว่า แน่ะพ่อมโหสถ ใจของข้าย่อมหวั่นไหว ราวกะว่าใบอ่อนของโพธิ์ใบต้องลมใหญ่ ฉะนั้น. บทว่า อนฺโต ฌายติ โน พหิ ความว่า หัวใจของเราย่อมเร่าร้อนอยู่ในภายใน แต่ไม่ปรากฏในภายนอก ราวกะเตาของช่างทองนั้น.

               พระมหาสัตว์ได้ฟังพระเจ้าวิเทหราชทรงคร่ำครวญ คิดว่า พระราชานี้เป็นอันธพาล ไม่ทำตามคำของเราในวันอื่นๆ เราจักข่มพระองค์ให้ยิ่งขึ้น จึงทูลว่า
               ข้าแต่บรมกษัตริย์ พระองค์เป็นผู้ประมาทแล้วเป็นไปล่วงความคิด มีความคิดทำลายเสียแล้ว. บัดนี้บัณฑิตทั้ง ๔ ผู้มีความคิดจงป้องกันพระองค์เถิด. พระองค์ไม่ทรงทำตามคำของข้าพระองค์ ผู้เป็นอมาตย์ใคร่ประโยชน์แสวงหาความเกื้อกูล ทรงยินดีแล้ว ด้วยพระปีติอันเศร้าหมองของพระองค์ ดุจมฤคตกหลุม ฉะนั้น.
               ปลาอยากกินของสดคือเหยื่อ ย่อมกลืนเบ็ดอันงอซึ่งปิดไว้ด้วยเนื้ออันเป็นเหยื่อ มันย่อมไม่รู้ความตายของตน ฉันใด. ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นผู้มีความปรารถนาในกาม ย่อมไม่ทรงทราบพระราชธิดาของพระเจ้าจุลนีผู้เป็นดุจเหยื่อ ราวกะปลาไม่รู้จักเหยื่อคือความตายของตน ฉันนั้นนั่นเทียว.
               ถ้าพระองค์เสด็จนครปัญจาละ จักต้องสละพระองค์ทันที ภัยใหญ่จักถึงพระองค์ ดุจภัยมาถึงมฤคตัวตามไปถึงทางประตูบ้าน ฉะนั้น.
               ข้าแต่พระจอมประชา บุรุษผู้ไม่ประเสริฐ เป็นเหมือนงูอยู่ในพกพึงกัดเอา. ผู้มีปัญญาไม่พึงทำไมตรีกับบุรุษเช่นนั้น. เพราะการคบบุรุษชั่ว เป็นทุกข์โดยแท้.
               ข้าแต่พระจอมประชากร บุรุษผู้มีศีล เป็นพหูสูตนี้พึงรู้คุณแห่งไมตรีนั้นกับบุรุษนั้นนั่นเทียว เพราะการคบสัตบุรุษทั้งหลาย เป็นสุขโดยแท้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปมตฺโต ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ประมาทเพราะความใคร่. บทว่า มนฺตนาตีโต ความว่า เป็นผู้ก้าวล่วงความคิดที่ข้าพระองค์เห็นภัยในอนาคต คิดกำหนดตัดด้วยปัญญา.
               บทว่า ภินฺนมนฺโต ความว่า เป็นผู้มีความคิดทำลายเสียแล้ว คือความคิดใดที่พระองค์ทรงยึดถือร่วมกับอาจารย์เสนกะเป็นต้น. ความคิดนั้นทรงทำลายแล้ว จึงชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดทำลายเสียแล้ว เพราะความเป็นผู้ก้าวล่วงความคิดนั่นแล.
               บทว่า ปณฺฑิตา ความว่า มโหสถแสดงว่า อาจารย์ ๔ คนมีเสนกะเป็นต้นเหล่านี้จงรักษาพระองค์ในบัดนี้เถิด ข้าพระองค์เห็นกำลังของอาจารย์เหล่านั้น.
               บทว่า อกตฺวามจฺจสฺส ความว่า ไม่ทรงทำตามคำของข้าพระองค์ผู้เป็นอมาตย์สูงสุด. บทว่า อตฺตปีติรโต ความว่า เป็นผู้ทรงยินดียิ่งแล้ว ด้วยพระปีติอันเศร้าหมองของพระองค์.
               บทว่า มิโค กูเฏว โอหิโต ความว่า มฤคมาด้วยความโลภเหยื่อติดอยู่ในบ่วงหลุม ฉันใด. พระองค์ไม่ทรงเชื่อคำของข้าพระองค์ เสด็จมาด้วยความโลภว่า จักได้พระราชธิดาปัญจาลจันที. บัดนี้ จึงทรงเป็นเหมือนมฤคที่ติดในบ่วงหลุม ฉันนั้น.
               สองคาถาว่า ยถาปิ มจฺโฉ เป็นต้น มโหสถบัณฑิตกล่าวเพื่อแสดงว่า อุปมานี้ข้าพระองค์นำมาแล้วในกาลนั้น. แม้คาถาว่า สเจ คจฺฉสิ เป็นต้น มโหสถบัณฑิตก็กล่าวเพื่อแสดงว่า ข้าพระองค์นำอุปมาแม้นี้ถวายพระองค์ มิใช่เพียงเท่านี้อย่างเดียวเท่านั้น. บทว่า อนริยรูโป ได้แก่ บุรุษผู้ไร้ความละอาย มีชาติของคนชั่วเช่นพราหมณ์เกวัฏ. บทว่า น เตน เมตฺตึ ความว่า พระองค์ไม่ควรทำมิตรธรรมกับคนเช่นนั้น แต่พระองค์ทรงมีเมตตาพราหมณ์เกวัฏ ถือคำของเขา. บทว่า ทุกฺโข ความว่า ขึ้นชื่อว่าการสมาคมกับคนเห็นปานนี้ ทำครั้งเดียวก็เป็นทุกข์. เพราะนำทุกข์ใหญ่มาทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า. บทว่า ยํ เตฺวว ตัดบทเป็น ยํ ตุ เอว อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้แหละ. บทว่า สุโข ความว่า เป็นสุขทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้าทีเดียว.

               ลำดับนั้น มโหสถข่มพระเจ้าวิเทหราชยิ่งขึ้น ด้วยหวังว่า พระองค์จักไม่ทรงทำอย่างนี้อีก. เมื่อจะนำพระดำรัสที่ตรัสไว้ในกาลก่อนมาแสดง จึงทูลว่า
               ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นคนเขลา บ้าน้ำลายที่กล่าวถึง เหตุแห่งการได้รัตนะสูงสุดในสำนักข้าพระองค์. ข้าพระองค์เจริญด้วยหางไถ จะรู้จักความเจริญเหมือนคนอื่นเขาได้อย่างไร ท่านทั้งหลายจงไส คอมโหสถนี้ให้หายไปเสียจากแว่นแคว้นของเรา เพราะเขาพูดเป็นอันตรายแก่การได้รัตนะของเรา.

               ครั้นมโหสถกล่าวคาถา ๒ คาถานี้แล้ว จึงกล่าวข่มอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์เป็นบุตรคฤหบดี จักรู้จักความเจริญเหมือนคนอื่นๆ มีเสนกะเป็นต้นผู้เป็นบัณฑิตของพระองค์ซึ่งรู้ความเจริญฉะนั้น ได้อย่างไร. วาทะนั้นไม่ใช่โคจรของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รู้ศิลปะแห่งคฤหบดีแท้ ข้อความนี้ปรากฏแก่เสนกะเป็นต้น คนเหล่านั้นเป็นบัณฑิต วันนี้พระองค์ถูกกองทัพ ๑๘ อักโขภิณีล้อมไว้ คนทั้งหลายมีเสนกะเป็นต้น จงเป็นที่พึ่งของพระองค์ ก็พระองค์รับสั่งให้ไสคอ ข้าพระองค์ฉุดออกไปเสีย บัดนี้ พระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ทำไม.
               พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับดังนั้น ทรงดำริว่า มโหสถบัณฑิตกล่าวโทษที่เราทำไว้เท่านั้น เพราะเขารู้ภัยในอนาคตนี้มาก่อนนั่นเอง เพราะเหตุนั้น เขาจึงกล่าวข่มเราเหลือเกิน แต่เขาก็ไม่หยุดงานตลอดกาลเท่านี้เลย มโหสถนี้จักทำความสวัสดีแก่เราแน่แท้.
               ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราช เมื่อจะยึดมโหสถเป็นที่พำนัก จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
               ดูก่อนมโหสถ บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ทิ่มแทง เพราะโทษที่ล่วงไปแล้ว เจ้ามาทิ่มแทงข้า ดุจม้าที่เขาผูกไว้ด้วยประตักทำไม ถ้าเห็นว่าเราจะพ้นภัยได้ หรือเห็นว่าเราจะปลอดภัยได้ ก็จงสั่งสอนเราโดยความสวัสดีนั้นแหละ เจ้าจะทิ่มแทงเราเพราะโทษที่ล่วงไปแล้วทำไม.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานุวิชฺฌนฺติ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ถือเอา โทษที่ล่วงไปแล้วมาทิ่มแทงกันด้วยหอก คือปาก. บทว่า อสฺสํว สมฺพนฺธํ ความว่า เจ้าทิ่มแทงเรา ราวกะม้าที่เขาผูกไว้อย่างดี เพราะถูกเสนาข้าศึกล้อมไว้ทำไม. บทว่า เตเนว มํ ความว่า เจ้าจงสั่งสอนเรา คือจงให้เราสบายใจ ด้วยความสวัสดีนั้นว่า พระองค์จักพ้นภัยด้วยอาการอย่างนี้ พระองค์จักปลอดภัยด้วยอาการอย่างนี้ ด้วยว่า เว้นเจ้าเสียแล้ว คนอื่นเป็นที่พึ่งอาศัยของเราไม่มี.

               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า พระราชาองค์นี้เป็นอันธพาลเหลือเกิน ไม่รู้จักบุรุษวิเศษ เราจักให้พระองค์ลำบากเสียหน่อยหนึ่ง แล้วจักเป็นที่พึ่งของพระองค์ภายหลัง ดำริฉะนี้แล้ว ทูลว่า
               ข้าแต่บรมกษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่เป็นไปล่วงแล้ว ทำได้ยาก เป็นแดนเกิดที่ยินดีได้ยาก ข้าพระองค์ไม่สามารถจะปลดเปลื้องพระองค์ได้ ขอพระองค์ทรงทราบเองเถิด.
               ช้าง ม้า นก ยักษ์ ผู้มีฤทธิ์มียศ สามารถไปได้ทางอากาศมีอยู่ ช้างเป็นต้น ซึ่งมีอิทธานุภาพเห็นปานนั้นที่พระองค์มีอยู่ แม้เหล่านั้นก็พึงพาพระองค์ไปได้.
               ข้าแต่บรมกษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่เป็นไปล่วงแล้ว ทำได้ยาก เป็นแดนเกิดที่ยินดีได้ยาก ข้าพระองค์ไม่สามารถจะปลดเปลื้องพระองค์โดยทางอากาศได้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า กรรมชื่อว่าปลดเปลื้องพระองค์จากภัยนี้ ที่เหล่ามนุษย์ซึ่งเป็นมนุษย์ในอดีตพึงทำนี้ ชื่อว่าเป็นไปล่วงแล้ว. บทว่า ทุกฺกรํ ทุรภิสมฺภวํ ความว่า อันใครๆ ไม่อาจแก้ไข ไม่อาจต่อสู้. บทว่า น ตํ สกฺโกมิ ความว่า ข้าพระองค์ไม่สามารถจะปลดเปลื้องพระองค์จากภัยนี้. บทว่า ตฺวํ ปชานสฺสุ ขตฺติย ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงทราบ สิ่งที่ควรกระทำในเรื่องนี้เองเถิด. บทว่า เวหายสา ได้แก่ ช้างที่สามารถไปทางอากาศ. บทว่า ยสฺส ได้แก่ พระราชาพระองค์ใด. บทว่า ตถาวิธา ความว่า ช้างทั้งหลายที่เกิดในตระกูลฉัททันต์หรือตระกูลอุโบสถมีอยู่ ช้างเหล่านั้นพึงพาพระราชานั้นไป. บทว่า อสฺสา ความว่า ม้าทั้งหลายที่เกิดในตระกูลพญาม้าพลาหก. บทว่า ปกฺขี กล่าวหมายเอาครุฑ. บทว่า ยกฺขา ได้แก่ เหล่ายักษ์มีสาตาคิรยักษ์เป็นต้น. บทว่า อนฺตลิกฺเขน ความว่า ข้าพระองค์ไม่สามารถจะปลดเปลื้องพระองค์โดยทางอากาศ คือไม่สามารถจะพาพระองค์นำไปถึงกรุงมิถิลาทางอากาศได้.

               พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำของมโหสถดังนั้นก็จำนน ประทับนั่งอยู่. ลำดับนั้น อาจารย์เสนกะคิดว่า บัดนี้ ยกมโหสถบัณฑิตเสีย ที่พึ่งอื่นของพระราชาและของพวกเราไม่มี ก็พระราชาทรงฟังคำของมโหสถ ทรงครั่นคร้ามต่อมรณภัย ไม่ทรงสามารถจะตรัสอะไรๆ ได้ เราจักอ้อนวอนมโหสถบัณฑิตให้ช่วย.
               เมื่อเสนกะจะอ้อนวอนได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
               บุรุษผู้ยังไม่เห็นฝั่งในมหาสมุทร ได้ที่พำนักในประเทศใด. เขาย่อมได้ความสุขในประเทศนั้น ฉันใด ท่านมโหสถขอท่านได้เป็นที่พึ่งของพวกเรา และของพระราชา ฉันนั้น. ท่านเป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าพวกข้าพเจ้าเหล่ามนตรี ขอท่านช่วยปลดเปลื้องพวกเราจากทุกข์เถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตีรทสฺสี ความว่า ผู้เรือแตกกลางทะเล เมื่อไม่เห็นฝั่ง. บทว่า ยตฺถ ความว่า เมื่อถูกกำลังคลื่นซัดลอยไป ได้ที่พึ่งในประเทศใด. บทว่า ปโมจย ความว่า อาจารย์เสนกะอ้อนวอนว่า เมื่อก่อนคราวกองทัพตั้งล้อมกรุงมิถิลา ท่านได้ปลดเปลื้องพวกเราให้พ้นภัย แม้บัดนี้ ก็ท่านนี่แหละจงช่วยปลดเปลื้อง พวกเราให้พ้นจากทุกข์.

               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะข่มอาจารย์เสนกะ จึงได้กล่าวด้วยคาถาว่า
               ท่านอาจารย์เสนกะ กรรมของมนุษย์ที่เป็นไปล่วงแล้ว ทำได้ยาก เป็นแดนเกิดที่ยินดีได้ยาก ข้าพเจ้าไม่สามารถจะปลดเปลื้องท่านได้ ขอท่านจงทราบเอาเองเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวํ ปชานสฺสุ เสนก ความว่า ท่านอาจารย์เสนกะ ข้าพเจ้าไม่สามารถ ท่านจงนำพระราชานี้สู่กรุงมิถิลาทางอากาศเถิด.

               พระเจ้าวิเทหราชเมื่อไม่ทรงเห็นเครื่องยึดถือ ที่จะพึงทรงยึดถือ ทรงครั่นคร้ามต่อมรณภัย ไม่สามารถจะตรัสอะไรๆ กับพระมหาสัตว์ได้ ทรงดำริว่า บางคราวแม้เสนกะก็รู้อุบายอะไรๆ เราจะถามเขาดูก่อน. เมื่อตรัสถาม จึงตรัสคาถาว่า
               ท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามอาจารย์เสนกะ ท่านจะสำคัญสิ่งที่ควรทำอย่างไร ในกาลนี้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ กิจฺจํ ความว่า ท่านจะสำคัญสิ่งที่ควรทำอย่างไรในกาลนี้ พวกเราถูกมโหสถสละแล้ว ถ้าท่านรู้ ก็จงบอกแก่เรา.

               อาจารย์เสนกะได้ฟังดังนั้น คิดว่า พระราชาตรัสถามอุบายกะเรา งามหรือไม่งาม จงยกไว้เราจักกล่าวอุบายอย่างหนึ่งแด่พระองค์ คิดฉะนี้แล้ว กล่าวคาถาว่า
               พวกเราจงเอาไฟเผาเสียตั้งแต่ประตู หรือจงจับมีดฆ่ากันและกัน ละชีวิตเสียพลัน อย่าทันให้พระราชาพรหมทัตฆ่าพวกเราให้ลำบากนาน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฺวารโต ความว่า พวกเราจงปิดประตู ก่อไฟที่ประตูนั่น. บทว่า วิกนฺตนํ ความว่า จงจับศัสตราห้ำหั่นกันและกัน. บทว่า หิสฺสาม ความว่า พวกเราจักละชีวิตพลัน ปราสาทที่ตกแต่งแล้วนั่นแล จักเป็นจิตกาธานไม้ของพวกเรา.

               พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงฟังดังนั้น ก็เสียพระหฤทัย จึงตรัสว่า ท่านอาจารย์เสนกะจงทำจิตกาธานเห็นปานนั้น แก่บุตรภรรยาของตนเถิด. แล้วตรัสถามปุกกุสะเป็นต้น พวกนั้นก็กราบทูลด้วยถ้อยคำแสดงความเขลาตามสมควรแก่ตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระราชาตรัสถามปุกกุสะว่า
               ท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามอาจารย์ปุกกุสะ ท่านจะสำคัญสิ่งที่ควรทำอย่างไร ในกาลนี้.

               ปุกกุสะกราบทูลว่า
               พวกเราควรกินยาพิษตายละชีวิตเสียพลัน อย่าทันให้พระราชาพรหมทัตฆ่าพวกเรา ให้ลำบากนาน.

               พระราชาตรัสถามกามินทะว่า
               ท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามอาจารย์กามินทะ ท่านจะสำคัญสิ่งที่ควรทำอย่างไร ในกาลนี้.

               กามินทะกราบทูลว่า
               พวกเราพึงเอาเชือกผูกให้ตาย หรือโดดลงบ่อให้ตายเสีย อย่าทันให้พระราชาพรหมทัตฆ่าพวกเรา ให้ลำบากนาน.

               พระราชาตรัสถามเทวินทะว่า
               ท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามอาจารย์เทวินทะ ท่านจะสำคัญสิ่งที่ควรทำอย่างไร ในกาลนี้.

               เทวินทะกราบทูลว่า
               พวกเราจงเอาไฟเผาเสียตั้งแต่ประตู หรือจงจับมีดฆ่ากันและกันละชีวิตเสียพลัน ถ้ามโหสถไม่สามารถจะปลดเปลื้องพวกเรา โดยง่าย.

               อนึ่ง บรรดาอาจารย์ทั้ง ๔ เทวินทะคิดว่า พระราชานี้ทรงทำอะไร มาตรัสถามพวกเรา ในเมื่อไฟมีอยู่มาทรงเป่าหิงห้อย ยกมโหสถบัณฑิตเสียแล้ว คนอื่นจะสามารถทำความสวัสดีแก่พวกเราในเวลานี้ย่อมไม่มี พระองค์ไม่ตรัสถามมโหสถ มาตรัสถามพวกเรา พวกเราจะรู้อะไร คิดฉะนี้แล้ว เมื่อไม่เห็นอุบายอื่น จึงกล่าวคำที่เสนกะกล่าวแล้ว นั่นเอง. เมื่อจะสรรเสริญมโหสถ จึงกล่าวบททั้ง ๒ ว่า
               ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ความประสงค์ในเรื่องนั้นเป็นดังนี้ พวกเราทั้งหมดจะวิงวอนมโหสถนั่นแหละ ก็ถ้าว่าแม้เมื่อวิงวอน มโหสถก็ไม่สามารถจะปลดเปลื้องพวกเราโดยง่าย ภายหลังพวกเราจักทำตามคำเสนกะ.
               พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับคำของเทวินทะดังนั้น ทรงระลึกถึงโทษที่พระองค์ได้ทำแก่พระโพธิสัตว์ในกาลก่อน ก็ไม่ทรงสามารถจะตรัสกับมโหสถ ทรงคร่ำครวญจนมโหสถได้ยินถนัด ตรัสว่า
               บุคคลแสวงหาแก่นของต้นกล้วย ย่อมไม่ได้ ฉันใด เราทั้งหลายแสวงหาอุบายเครื่องพ้นจากทุกข์ ก็ย่อมไม่ประสบปัญหานั้น ฉันนั้น. บุคคลแสวงหาแก่นแห่งไม้งิ้ว ย่อมหาไม่ได้ ฉันใด เราทั้งหลายแสวงหาอุบายเครื่องพ้นจากทุกข์ ย่อมไม่ประสบปัญหานั้น ฉันนั้น.
               การอยู่ของช้างทั้งหลายในสถานที่ไม่มีน้ำ ชื่อว่าอยู่ในที่มิใช่ประเทศ เพราะว่าช้างเหล่านั้นอยู่ในสถานที่อันไม่มีน้ำ ชื่อว่ามิใช่ประเทศ ย่อมตกอยู่ในอำนาจของปัจจามิตรเร็วพลัน ฉันใด แม้การที่เราทั้งหลายอยู่ในที่ใกล้ของมนุษย์ชั่ว เป็นคนพาลหาความรู้มิได้ ก็ชื่อว่าอยู่ในสถานที่มิใช่ประเทศ ฉันนั้น.
               ใจของเราสั่น และปากก็แห้งผาก เราเป็นเหมือนถูกไฟไหม้กลางแดด ไม่บรรลุถึงความเย็นใจ.
               เตาของช่างทองรุ่งเรืองภายใน ไม่รุ่งเรืองภายนอก ฉันใด ใจของเราย่อมเร่าร้อนอยู่ภายใน ไม่ปรากฏภายนอก ฉันนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทฺทลิโน ความว่า บุรุษผู้มีความต้องการด้วยแก่น แม้แสวงหาอยู่ก็ไม่ได้แก่นแต่ต้นกล้วยนั้น เพราะต้นกล้วยไม่มีแก่น ฉันใด เราทั้งหลายแม้แสวงหาอุบายเครื่องพ้นทุกข์นี้ ถามบัณฑิต ๕ คน ก็ไม่ประสบปัญหานั้น. บทว่า นาชฺฌคมามฺหเส ความว่า เราทั้งหลายไม่ประสบปัญหานั้น ดุจบุคคลไม่ได้ฟังอุบายที่เราทั้งหลายถาม แม้ในคาถาที่สองก็นัยนี้แหละ.
               บทว่า กุญฺชรานํ วนูทเก ความว่า การอยู่ของช้างทั้งหลายในที่ไม่มีน้ำ ชื่อว่าอยู่ในที่มิใช่ประเทศ เพราะว่าช้างเหล่านั้น เมื่ออยู่ในชัฏป่าอันหาน้ำมิได้เห็นปานนั้น ชื่อว่ามิใช่ประเทศ ย่อมตกอยู่ในอำนาจของปัจจามิตรเร็วพลัน ฉันใด. แม้การที่เราทั้งหลายอยู่ในที่ใกล้ของมนุษย์ชั่ว เป็นคนพาลหาความรู้มิได้ ก็ชื่อว่าอยู่ในสถานที่มิใช่ประเทศ ฉันนั้น. ก็บรรดาบัณฑิตมีประมาณเท่านี้ แม้คนหนึ่งซึ่งจะเป็นที่พึ่งอาศัยของเราในบัดนี้ ก็ไม่มี. พระเจ้าวิเทหราชทรงบ่นเพ้อไปต่างๆ ด้วยประการฉะนี้.

               มโหสถบัณฑิตได้สดับดังนั้น คิดว่า พระราชาพระองค์นี้ทรงลำบากเหลือเกิน. ถ้าเราไม่เล้าโลมพระองค์ให้สบายพระหฤทัย พระองค์จักมีพระหฤทัยแตกสิ้นพระชนมชีพ จึงได้กราบทูลเล้าโลม.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น ตรัสว่า
               แต่นั้น มโหสถผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญาเห็นประโยชน์ เห็นพระเจ้าวิเทหราชถึงความทุกข์ จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าตกพระหฤทัยกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ขอพระองค์อย่าตกพระหฤทัยกลัวเลย.
               ข้าพระองค์จักเปลื้องพระองค์ ผู้ดุจดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์อันราหูจับแล้ว หรือดุจช้างจมติดในเปือกตม หรือดุจงูติดอยู่ในกระโปรง หรือดุจนกติดอยู่ในกรง หรือเหล่าปลาอยู่ในข่าย. ผู้มีพลและพาหนะคุมล้อมอยู่ ให้พ้นจากความลำเค็ญ.
               ข้าพระองค์จักยัง กองทัพปัญจาละให้หนีไป ดุจไล่ฝูงกาด้วยก้อนดิน. ข้าพระองค์มิได้เปลื้องพระองค์ ผู้เสด็จอยู่ในที่คับขัน ให้พ้นจากทุกข์ ชื่อว่าปัญญาของข้าพระองค์นั้น จะมีประโยชน์อะไร หรือบุคคลเช่นข้าพระองค์นั้นเป็นอมาตย์ จะมีประโยชน์อะไร.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ ความว่า มโหสถเมื่อเล้าโลมพระเจ้าวิเทหราชให้สบายพระหฤทัย ประหนึ่งทำเมฆฝนให้ตกในป่าไฟไหม้. ได้กราบทูลคำนี้ว่า มา ตฺวํ ภายิ มหาราช เป็นต้น. บทว่า สนฺนํ ในคาถานั้น แปลว่า ติดอยู่. บทว่า เปฬพนฺธํ ได้แก่ งูที่อยู่ภายในกระโปรง. บทว่า ปญฺจาลํ ได้แก่ กองทัพปัญจาละซึ่งเป็นกองทัพของพระเจ้าปัญจาลราช แม้ใหญ่อย่างนี้. บทว่า พาหยิสฺสามิ แปลว่า จักให้หนีไป. บทว่า อาทู เป็นนิบาตในอรรถว่าชื่อ ความว่า ชื่อว่าปัญญาของข้าพระองค์จะมีประโยชน์อะไร.
               บทว่า อมจฺโจ วาปิ ตาทิโส ความว่า หรืออมาตย์ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาเช่นนั้น เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา ผู้เปลื้องพระองค์ที่ถูกความตายเบียดเบียนอยู่อย่างนี้ ให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์โปรดสำคัญว่า มโหสถนี้ชื่อว่ามาก่อน มาเพื่อประโยชน์อะไร. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าตกพระหฤทัยกลัวเลย ข้าพระองค์จักเปลื้องพระองค์ให้พ้นจากทุกข์นี้. มโหสถบัณฑิตเล้าโลมพระเจ้าวิเทหราชให้สบายพระหฤทัย ด้วยประการฉะนี้.

               ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับคำของมโหสถ ก็กลับได้ความอุ่นพระหฤทัยว่า บัดนี้เราได้ชีวิตแล้ว. เมื่อพระโพธิสัตว์บันลือสีหนาท ชนทั้งปวงเหล่านั้นก็พากันยินดี. ลำดับนั้น เสนกะถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านบัณฑิต ท่านเมื่อพาพวกเราทั้งหมดไป จักไปได้ด้วยอุบายอย่างไร. มโหสถแจ้งว่า ข้าพเจ้าจักนำไปทางอุโมงค์ซึ่งตกแต่งไว้ พวกท่านจงเตรียมไปเถิด. เมื่อจะสั่งโยธาให้เปิดประตูอุโมงค์ กล่าวว่า
               แน่ะพ่อหนุ่มๆ พวกเจ้าจงลุกมา จงเปิดประตูอุโมงค์ ประตูห้องติดต่อเครื่องยนตร์. พระเจ้าวิเทหราชพร้อมด้วยเหล่าอมาตย์ จักเสด็จไปโดยอุโมงค์.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาณว เป็นชื่อเรียกคนหนุ่ม. บทว่า มุขํ โสเธถ ความว่า จงเปิดประตูอุโมงค์. บทว่า สนฺธิโน ความว่า จงเปิดประตูห้องติดต่อเครื่องยนตร์ คือจงเปิดประตูห้องนอนร้อยเอ็ดห้อง จงเปิดประตูโคมดวงประทีปร้อยเอ็ดโคม.

               คนใช้ของมโหสถเหล่านั้นลุกไปเปิดประตูอุโมงค์ อุโมงค์ทั้งสิ้นมีแสงสว่างทั่วไป สว่างไสวประหนึ่งเทวสภาที่ได้ประดับแล้ว.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น ตรัสว่า
               พวกคนรับใช้ของมโหสถบัณฑิต ได้ฟังคำของมโหสถแล้ว จึงเปิดประตูอุโมงค์ และเครื่องสลักห้ามอันประกอบด้วยยนตร์.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสาริโน ได้แก่ ผู้ทำการขวนขวายช่วยเหลือ.
               บทว่า ยนฺตยุตฺเต จ อคฺคเฬ ได้แก่ บานประตูที่ถึงพร้อมด้วยลิ่มสลัก.

               พวกนั้นเปิดประตูอุโมงค์ แล้วแจ้งให้มโหสถทราบ. มโหสถก็กราบทูลพระราชาว่า ได้เวลาแล้ว พระเจ้าข้า ขอเชิญเสด็จลงจากปราสาท. พระราชาก็เสด็จลง เสนกะเปลื้องเครื่องพันศีรษะ แล้วผลัดผ้าหยักรั้ง. ลำดับนั้น มโหสถเห็นกิริยาแห่งเสนกะ จึงถามว่า นั่นท่านอาจารย์ทำอะไร. เสนกะตอบว่า แน่ะบัณฑิต ธรรมดาทั้งหลายไปโดยอุโมงค์ ต้องเปลื้องผ้าโพกหยักรั้งไป. มโหสถจึงแจ้งว่า แน่ะอาจารย์เสนกะ ท่านอย่าสำคัญว่า คนเข้าอุโมงค์ต้องก้มคุกเข่าเข้าไป ถ้าท่านใคร่จะไปด้วยช้างจงขึ้นช้างไป ถ้าท่านใคร่จะไปด้วยม้าจงขึ้นม้าไป เพราะอุโมงค์สูง ประตูกว้างสูง ๑๘ ศอก. ท่านจงประดับตกแต่งตัวตามชอบใจ ไปก่อนพระราชา.
               ฝ่ายพระโพธิสัตว์จัดให้เสนกะไปก่อน ให้พระราชาเสด็จไปท่ามกลาง ตนเองไปภายหลัง. เหตุไร มโหสถจึงจัดอย่างนี้. เพราะพระเจ้าวิเทหราชจะได้ไม่ทอดพระเนตรอุโมงค์อันตกแต่งแล้ว ค่อยๆ เสด็จไป. ข้าวต้มข้าวสวยของเคี้ยวเป็นต้นประมาณไม่ได้ มีไว้เพื่อมหาชนในอุโมงค์. คนเหล่านั้นเคี้ยวดื่มพลางแลชมอุโมงค์ไป. ฝ่ายพระมหาสัตว์ทูลเตือนพระเจ้าวิเทหราชว่า เชิญเสด็จไป เชิญเสด็จไป พระเจ้าข้า. ตามเสด็จไปเบื้องหลัง พระเจ้าวิเทหราชทอดพระเนตรอุโมงค์ ซึ่งเป็นดังเทวสภาอันตกแต่งแล้ว พลางเสด็จไป.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น ตรัสว่า

.. อรรถกถา มโหสถชาดก
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
อ่านชาดก 280001อ่านชาดก 280525อรรถกถาชาดก 280600
เล่มที่ 28 ข้อ 600อ่านชาดก 280687อ่านชาดก 281045
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=28&A=3861&Z=4327
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน
บันทึก  ๑๗  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com