![]() |
|
| บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ | |
|
|
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
[342] ธุดงค์ 13 (องค์คุณเครื่องสลัดหรือกำจัดกิเลส, ข้อปฏิบัติเข้มงวด ที่สมัครใจสมาทานประพฤติประจำตัว ชั่วระยะกาลสั้น หรือยาว หรือแม้ตลอดชีวิต ก็ได้ เป็นอุบายขัดเกลากิเลส ส่งเสริมความมักน้อยสันโดษ เป็นต้น - Dhutaṅga: means of shaking off or removing defilements; austere practices; ascetic practices) หมวดที่ 1 จีวรปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับจีวร - connected with robes) 1. ปังสุกูลิกังคะ (องค์แห่งผู้ถือทรงผ้าบังสุกุล คำสมาทานโดยอธิษฐานใจหรือเปล่งวาจาว่า คหปติจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, ปํสุกูลิกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า เรางดคฤหบดีจีวร สมาทานองค์แห่งผู้ Paṁsukūlikaṅga: refuse-rag-wearers practice) 2. เตจีวริกังคะ (องค์แห่งผู้ถือทรงเพียงไตรจีวร คำสมาทานว่า จตุตฺถจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, เตจีวริกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดจีวรผืนที่ 4 สมาทานองค์แห่งผู้ Tecīvarikaṅga: triple-robe-wearers practice) หมวดที่ 2 ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับบิณฑบาต - connected with almsfood) 3. ปิณฑปาติกังคะ (องค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต คำสมาทานว่า อติเรกลาภํ ปฏิกฺขิปามิ,ปิณฺฑปาติกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดอติเรกลาภ สมาทานองค์แห่งผู้ Piṇḍapātikaṅga: alms-food-eaters practice) 4. สปทานจาริกังคะ (องค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับ คำสมาทานว่าโลลุปฺปจารํ ปฏิกฺขิปามิ, สปทานจาริกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดการเที่ยวตามใจอยาก สมาทานองค์แห่งผู้ Sapadānacārikaṅga: house-to-house-seekers practice) 5. เอกาสนิกังคะ (องค์แห่งผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียว คือฉันวันละครั้งเดียว ลุกจากที่แล้วไม่ฉันอีก คำสมาทานว่า นานาสนโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ, เอกาสนิกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดการฉัน ณ ต่างอาสนะ สมาทานองค์แห่งผู้ Ekāsanikaṅga: one-sessioners practice) 6. ปัตตปิณฑิกังคะ (องค์แห่งผู้ถือฉันเฉพาะในบาตร คือ ไม่ใช้ภาชนะใส่อาหารเกิน 1 อย่างคือบาตร คำสมาทานว่า ทุติยภาชนํ ปฏิกฺขิปามิ, ปตฺตปิณฺฑิกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดภาชนะที่สอง สมาทานองค์แห่งผู้ Pattapiṇḍikaṅga: bowl-food-eaters practice) 7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ (องค์แห่งผู้ถือห้ามภัตที่ถวายภายหลัง คือเมื่อได้ปลงใจกำหนดอาหารที่เป็นส่วนของตน ซึ่งเรียกว่าห้ามภัต ด้วยการลงมือฉันเป็นต้นแล้ว ไม่รับอาหารที่เขานำมาถวายอีก แม้จะเป็นของประณีต คำสมาทานว่า อติริตฺตโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ, ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดโภชนะอันเหลือเฟือ สมาทานองค์แห่งผู้ Khalupacchā-bhattikaṅga: later-food-refusers practice) หมวดที่ 3 เสนาสนปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับเสนาสนะ - connected with the resting place) 8. อารัญญิกังคะ (องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่า อยู่ห่างบ้านคนอย่างน้อย 500 ชั่วธนู คือ 25 เส้น คำสมาทานว่า คามนฺตเสนาสนํ ปฏิกฺขิปามิ, อารญฺญิกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดเสนาสนะชายบ้าน สมาทานองค์แห่งผู้ Āraññikaṅga: forest-dwellers practice) 9. รุกขมูลิกังคะ (องค์แห่งผู้ถืออยู่โคนไม้ คำสมาทานว่า ฉนฺนํ ปฏิกฺขิปามิ, รุกฺขมูลิกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดที่มุงบัง สมาทานองค์แห่งผู้ Rukkhamūlikaṅga: tree-rootdwellers practice) 10. อัพโภกาสิกังคะ (องค์แห่งผู้ถืออยู่ที่แจ้ง คำสมาทานว่า ฉนฺนญฺจ รุกฺขมูลญฺจปฏิกฺขิปามิ, อพฺโภกาสิกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดที่มุงบังและโคนไม้ สมาทานองค์แห่งผู้ Abbhokāsikaṅga: open-air-dwellers practice) 11. โสสานิกังคะ (องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าช้า คำสมาทานว่า อสุสานํ ปฏิกฺขิปามิ, โสสานิกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดที่มิใช่ป่าช้า สมาทานองค์แห่งผู้ Sosānikaṅga: charnelground-dwellers practice) 12. ยถาสันถติกังคะ (องค์แห่งผู้ถืออยู่ในเสนาสนะแล้วแต่เขาจัดให้ คำสมาทานว่า เสนาสน-โลลุปฺปํ ปฏิกฺขิปามิ, ยถาสนฺถติกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดความอยากเอาแต่ใจในเสนาสนะ สมาทานองค์แห่งผู้ Yathāsanthatikaṅga: any-bed-users practice) หมวดที่ 4 วิริยปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับความเพียร - connected with energy) 13. เนสัชชิกังคะ (องค์แห่งผู้ถือการนั่ง คือเว้นนอน อยู่ด้วยเพียง 3 อิริยาบถ คำสมาทานว่า เสยฺยํ ปฏิกฺขิปามิ, เนสชฺชิกงฺคํ สมาทิยามิ แปลว่า ข้าพเจ้างดการนอน สมาทานองค์แห่งผู้ Nesajjikaṅga: sitters practice) ข้อควรทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุดงค์ 13 ก. โดยย่อ ธุดงค์มี 8 ข้อ เท่านั้น คือ 1) องค์หลัก 3 (สีสังคะ - principal practices) คือ สปทานจาริกังคะ (เท่ากับได้รักษาปิณฑปาติกังคะด้วย) เอกาสนิกังคะ (เท่ากับได้รักษาปัตตปิณฑิกังคะ และขลุปัจฉาภัตติกังคะด้วย) และอัพโภกาสิกังคะ (ทำให้รุกขมูลิกังคะ กับยถาสันถติกังคะ หมดความจำเป็น) 2) องค์เดี่ยวไม่คาบเกี่ยวข้ออื่น 5 (อสัมภินนังคะ - individual practices) คือ อารัญญิกังคะ ปังสุกูลิกังคะ เตจีวริกังคะ เนสัชชิกังคะ และโสสานิกังคะ ข. โดยนิสสัย คือที่อาศัย (dependence) มี 2 คือ ปัจจัยนิสิต 12 (อาศัยปัจจัย - dependent on requisites) กับ วิริยนิสิต 1 (อาศัยความเพียร - dependent on energy) ค. โดยบุคคลผู้ถือ 1) ภิกษุ ถือได้ทั้ง 13 ข้อ 2) ภิกษุณี ถือได้ 8 ข้อ (คือ ข้อ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 12, 13) 3) สามเณร ถือได้ 12 ข้อ (คือเว้นข้อ 2 เตจีวริกังคะ) 4) สิกขมานาและสามเณรี ถือได้ 7 ข้อ (คือ ลดข้อ 2 ออกจากที่ภิกษุณีถือได้) 5) อุบาสกอุบาสิกา ถือได้ 2 ข้อ (คือข้อ 5 และ 6) ง. โดยระดับการถือ แต่ละข้อถือได้ 3 ระดับ คือ 1) อย่างอุกฤษฎ์ หรืออย่างเคร่ง เช่น ผู้ถืออยู่ป่า ต้องให้ได้อรุณในป่าตลอดไป 2) อย่างมัธยม หรืออย่างกลาง เช่นผู้ถืออยู่ป่า อยู่ในเสนาสนะชายบ้านตลอดฤดูฝน 4 เดือน ที่เหลืออยู่ป่า 3) อย่างอ่อน หรืออย่างเพลา เช่น ผู้ถืออยู่ป่า อยู่ในเสนาสนะชายบ้านตลอดฤดูฝนและหนาว รวม 8 เดือน จ. ข้อ 9 และ 10 คือ รุกขมูลิกังคะ และอัพโภกาสิกังคะ ถือได้เฉพาะนอกพรรษา เพราะวินัยกำหนดให้ต้องถือเสนาสนะในพรรษา ฉ. ธุดงค์ไม่ใช่บทบัญญัติทางวินัย ขึ้นกับความสมัครใจ มีหลักทั่วไปในการถือว่า ถ้าถือแล้วช่วยให้กรรมฐานเจริญ หรือช่วยให้กุศลธรรมเจริญ อกุศลธรรมเสื่อม ควรถือ ถ้าถือแล้วทำให้กรรมฐานเสื่อม หรือทำให้กุศลธรรมเสื่อม อกุศลธรรมเจริญ ไม่ควรถือ ส่วนผู้ที่ถือหรือไม่ถือก็ไม่ทำให้กรรมฐานเจริญหรือเสื่อม เช่น เป็นพระอรหันต์แล้วอย่างพระมหากัสสปะ เป็นต้น หรือคนอื่นๆ ก็ตาม ควรถือได้ ฝ่ายแรกควรถือในเมื่อคิดจะอนุเคราะห์ชุมชนในภายหลัง ฝ่ายหลังเพื่อเป็นวาสนาต่อไป ช. ธุดงค์ที่มาในบาลีเดิม ไม่พบครบจำนวนในที่เดียว (ที่พบจำนวนมาก คือ ม.อุ. 14/186/138; M.III.40 มีข้อ 1, 3, 5, 8, 9, 10, 11, 12, 13; องฺ.ปญฺจก. 22/181-190/245-247; A.V.219 มีข้อ 1, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13; ขุ.ม. 29/918/584; Nd1 188 มีข้อ 1, 2, 3, 4, 7, 8, 12, 13) นอกจากคัมภีร์ปริวาร (วินย. 8/981/330; 1191-1192/475-476; Vin.V.131,198) ซึ่งมีหัวข้อครบถ้วน ส่วนคำอธิบายทั้งหมดพึงดูในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์.
|
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๔๓ - กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=342
![]() ![]() ![]() ![]() | |
บันทึก ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗, ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๓๕, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖ พิมพ์ครั้งที่ ๔๓ - กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]