ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
๓. โลกสูตร
ว่าด้วยโลก
[๒๓] ภิกษุทั้งหลาย โลก๑- ตถาคตตรัสรู้๒- แล้ว ตถาคตพรากจากโลก ตถาคต ตรัสรู้เหตุเกิดแห่งโลก ตถาคตละเหตุเกิดแห่งโลกแล้ว ตถาคตตรัสรู้ความดับแห่ง โลก ตถาคตทำให้ประจักษ์ซึ่งความดับแห่งโลก ตถาคตตรัสรู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความ ดับแห่งโลก ตถาคตบำเพ็ญข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งโลกแล้ว เพราะตถาคตตรัสรู้รูปที่ได้เห็น๓- เสียงที่ได้ฟัง๔- อารมณ์ที่ได้ทราบ๕- ธรรมารมณ์ ที่รู้แจ้ง๖- ที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ถึง แสวงหา ตรองตามด้วยใจทั้งหมด ฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่า ‘ตถาคต’ เพราะตถาคตตรัสรู้ในราตรีใด ปรินิพพานในราตรีใด ในระหว่างนี้ย่อมภาษิต กล่าว แสดงออกซึ่งคำใด คำนั้นทั้งหมดเป็นจริงอย่างนั้นแล ไม่เป็นอย่างอื่น ฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่า ‘ตถาคต’ เพราะตถาคตกล่าวอย่างใด ก็ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด ก็กล่าวอย่างนั้น ฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่า ‘ตถาคต’ เชิงอรรถ : โลก หมายถึงทุกขอริยสัจ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑) ตรัสรู้ หมายถึงทำให้ประจักษ์ด้วยอรหัตตมัคคญาณ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑) รูปที่ได้เห็น ในที่นี้หมายถึงรูปายตนะ (อายตนะคือรูป) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑) เสียงที่ได้ฟัง ในที่นี้หมายถึงสัททายตนะ (อายตนะคือเสียง) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑) อารมณ์ที่ได้ทราบในที่นี้หมายถึงคันธายตนะ (อายตนะคือกลิ่น) รสายตนะ (อายตนะคือรส) โผฏฐัพพา- ยตนะ (อายตนะคือโผฏฐัพพะ) เพราะเป็นสภาวะที่บุคคลถึงแล้วจึงกำหนดได้ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑) ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ในที่นี้หมายถึงธรรมารมณ์มีสุขและทุกข์เป็นต้น (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓/๓๐๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์]

๓. อุรุเวลวรรค ๓. โลกสูตร

เพราะตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ แผ่อำนาจไปใน โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่า ‘ตถาคต‘๑- บุคคลใดรู้แจ้งโลกทั้งปวง ตามความเป็นจริงทั้งหมด พรากจากโลกทั้งปวง ไม่มีกิเลสสั่งสมอยู่ในโลกทั้งปวง บุคคลนั้นแลครอบงำอารมณ์ได้ทั้งหมด เป็นนักปราชญ์ ปลดเปลื้องกิเลสที่ร้อยรัดได้ทั้งหมด บรรลุนิพพานที่มีความสงบอย่างยิ่ง ไม่มีภัยแต่ที่ไหน บุคคลนี้สิ้นอาสวะ เป็นพุทธะ๒- ไม่มีทุกข์ ตัดความสงสัยได้ บรรลุความสิ้นกรรมทั้งปวง หลุดพ้นเพราะสิ้นอุปธิกิเลส บุคคลนั้นเป็นผู้มีโชค ตรัสรู้ เปรียบเหมือนราชสีห์ที่ยอดเยี่ยม ประกาศพรหมจักรแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก เพราะเหตุนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ที่ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ๓- มาประชุมกัน นมัสการพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงแกล้วกล้า เชิงอรรถ : ดู ที.ปา. ๑๑/๑๘๘/๑๑๗ พุทธะ หมายถึงตรัสรู้อริยสัจ ๔ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๔๙/๓๔๗) สรณะ หมายถึงสิ่งที่ทำลาย ขจัด ปัดเป่า บรรเทาทุกข์ภัยและกิเลส การยึดถือพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะ ก็เพื่อเป็นเครื่องช่วยทำลาย ขจัด ปัดเป่าทุกข์ภัย และกิเลสต่างๆ ในจิตใจให้หมดสิ้น (ขุ.ขุ.อ.หน้า ๖-๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์]

๓. อุรุเวลวรรค ๔. กาฬการามสูตร

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนมัสการพระพุทธเจ้านั้น ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงแกล้วกล้าด้วยการสรรเสริญว่า เป็นผู้ฝึกตนที่ประเสริฐสุดในหมู่ผู้ฝึกตนทั้งหลาย เป็นฤๅษีผู้สงบกว่าผู้สงบทั้งหลาย เป็นผู้หลุดพ้นที่ยอดเยี่ยมกว่าผู้หลุดพ้นทั้งหลาย เป็นผู้ข้ามพ้นที่ประเสริฐกว่าผู้ข้ามพ้นทั้งหลาย ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ไม่มีบุคคลที่เปรียบเทียบกับพระองค์ได้
โลกสูตรที่ ๓ จบ


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๒๑ หน้าที่ ๓๗-๓๙. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=21&siri=23                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=21&A=596&Z=634                   ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=21&i=23                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu21


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com