ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
๗. สุปปวาสาสูตร
ว่าด้วยสุปปวาสาโกฬิยธิดา
[๕๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในนิคมของโกฬิยราชสกุล ชื่อ ปัชชเนละ แคว้นโกฬิยะ๑- ครั้นในเวลาเช้าพระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของสุปปวาสาโกฬิยธิดา ประทับนั่งบน พุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ลำดับนั้น สุปปวาสาโกฬิยธิดาได้นำของขบฉันอัน ประณีตประเคนพระผู้มีพระภาคให้อิ่มหนำด้วยตนเอง เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวย เสร็จ ทรงวางพระหัตถ์จากบาตรแล้ว สุปปวาสาโกฬิยธิดาจึงนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสกับสุปปวาสาโกฬิยธิดาดังนี้ว่า สุปปวาสา อริยสาวิกาผู้ให้โภชนะชื่อว่าให้ฐานะ ๔ ประการแก่ปฏิคาหก ฐานะ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อายุ ๒. วรรณะ ๓. สุขะ ๔. พละ เชิงอรรถ : หมายถึงดินแดนของกษัตริย์โกฬิยวงศ์ เป็นแคว้นหนึ่งในชมพูทวีปครั้งพุทธกาล มีนครหลวงชื่อเทวทหะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๙๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์]

๑. ปุญญาภิสันทวรรค ๗. สุปปวาสาสูตร

ครั้นให้อายุแล้วย่อมมีส่วนได้อายุอันเป็นทิพย์หรืออันเป็นของมนุษย์ ครั้นให้ วรรณะแล้วย่อมมีส่วนได้วรรณะอันเป็นทิพย์หรืออันเป็นของมนุษย์ ครั้นให้สุขะแล้ว ย่อมมีส่วนได้สุขะอันเป็นทิพย์หรืออันเป็นของมนุษย์ ครั้นให้พละแล้วย่อมมีส่วนได้ พละอันเป็นทิพย์หรืออันเป็นของมนุษย์ สุปปวาสา อริยสาวิกาผู้ให้โภชนะชื่อว่าให้ฐานะ ๔ ประการนี้แก่ปฏิคาหก ทักษิณาคือโภชนะที่อริยสาวิกาให้ ซึ่งปรุงอย่างดี สะอาด ประณีต สมบูรณ์ด้วยรส ชื่อว่าให้ในท่านผู้ปฏิบัติตรง ประกอบพร้อมด้วยกิริยามารยาท๑- ถึงความเป็นใหญ่๒- ทักษิณานั้นเชื่อมต่อบุญกับบุญ เป็นทักษิณามีผลมาก ที่พระพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งโลกทรงสรรเสริญ ชนผู้ระลึกถึงยัญ๓- เช่นนั้น เกิดความยินดี เที่ยวไปในโลก กำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมทั้งรากเหง้า ไม่ถูกใครนินทา ย่อมเข้าถึงฐานะคือสวรรค์
สุปปวาสาสูตรที่ ๗ จบ
เชิงอรรถ : กิริยามารยาท ในที่นี้หมายถึงจรณธรรม (ธรรมคือความประพฤติ, ข้อปฏิบัติอันเป็นทางให้บรรลุวิชชา) ๑๕ ประการ [คือ ๑. สีลสัมปทา ๒. อปัณณกสัมปทา ๓ (คือ (๑) อินทรียสังวร (๒) โภชเน มัตตัญญุตา (๓) ชาคริยานุโยค) ๓. สัทธรรม ๗ (คือ (๑) ศรัทธา (๒) หิริ (๓) โอตตัปปะ (๔) พาหุสัจจะ (๕) วิริยารัมภะ (๖) สติ (๗) ปัญญา) และ ๔. ฌาน ๔ (คือ (๑) ปฐมฌาน (๒) ทุติยฌาน (๓) ตติยฌาน (๔) จตุตถฌาน] (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๕๗/๓๕๑) ถึงความเป็นใหญ่ ในที่นี้หมายถึงพระขีณาสพ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๕๗/๓๕๑) ยัญ หมายถึงทาน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๕๗/๓๕๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๙๖}


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๒๑ หน้าที่ ๙๕-๙๖. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=21&siri=57                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=21&A=1683&Z=1706                   ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=21&i=57                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu21


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :