ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๑. เอกาทสกนิบาต]

๒. ชุณหชาดก (๔๕๗)

๒. ชุณหชาดก (๔๕๖)
ว่าด้วยพระเจ้าชุณหะ
(พราหมณ์เมื่อจะสนทนาจึงกล่าวกราบทูลว่า) [๑๓] ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมชน ขอพระองค์ทรงสดับวาจาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มาถึงที่นี้เพราะความประสงค์อย่างหนึ่งในพระเจ้าชุณหะ ขอเดชะพระองค์ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลายไม่พูดกับพราหมณ์ ผู้เดินทางมายืนคอยขออยู่ว่า พึงไปข้างหน้าเถิด (พระราชาทรงสดับคำของพราหมณ์จึงตรัสว่า) [๑๔] พราหมณ์ เราฟังอยู่ เราคอยอยู่ เชิญพูดเถิด ท่านมาถึงที่นี้เพราะประสงค์อะไร หรือท่านประสงค์ประโยชน์อะไรในเราจึงมาถึงที่นี้ เชิญพูดมาเถิดพราหมณ์ (พราหมณ์และพระราชากล่าวโต้ตอบกันว่า) [๑๕] ขอพระองค์ทรงพระราชทานบ้านส่วย ๕ ตำบล สาวใช้ ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ตัว ทองคำเกิน ๑,๐๐๐ แท่ง ภรรยา ๒ คนที่มีชาติสกุลเหมาะสมแก่ข้าพระองค์ [๑๖] พราหมณ์ ตบะอันน่าสะพรึงกลัวของท่านมีอยู่หรือ มนต์อันวิจิตรของท่านมีอยู่หรือ ยักษ์บางพวกที่เชื่อฟังท่านมีอยู่หรือ อีกอย่างหนึ่ง ประโยชน์ที่เราได้ทำไว้แล้วท่านรู้ชัดหรือ [๑๗] ตบะของข้าพระองค์ก็ไม่มี แม้มนต์ก็ไม่มี แม้พวกยักษ์บางเหล่าที่เชื่อฟังข้าพระองค์ก็ไม่มี ถึงประโยชน์ที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้แล้วข้าพระองค์ก็ไม่ทราบชัด เพียงแต่ข้าพระองค์ได้พบกับฝ่าพระบาทมาก่อนเท่านั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๑. เอกาทสกนิบาต]

๒. ชุณหชาดก (๔๕๗)

[๑๘] เรารู้ว่า ครั้งนี้เป็นการพบครั้งแรก ก่อนหน้านี้เราไม่รู้จักท่าน เราถามแล้ว ท่านจงบอกความข้อนี้แก่เราว่า เราได้พบกันเมื่อไรหรือที่ไหน [๑๙] ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ เราทั้งหลายได้พักอยู่ที่ตักกศิลา ในเมืองของพระเจ้าคันธารราชอันน่ารื่นรมย์ ณ สถานที่นั้น ในเวลากลางคืนที่มืดมิดเราได้กระทบไหล่กัน [๒๐] ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมชน เราทั้ง ๒ นั้นยืนอยู่ตรงนั้น ได้สนทนาชวนให้ระลึกถึงกัน ณ ที่นั้น อันนั้นเป็นการพบกันของเราเท่านั้นเอง ต่อจากนั้น ไม่ว่าภายหลังหรือเมื่อก่อน ไม่มีการเจอะเจอกันเลย [๒๑] พราหมณ์ การสมาคมกับคนดี ย่อมมีในมนุษย์ทั้งหลายเป็นบางครั้ง ในกาลบางคราวบัณฑิตทั้งหลายไม่ทำการสมาคมหรือสันถวไมตรี หรือแม้คุณความดีที่เขาทำไว้ในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไป [๒๒] ส่วนคนพาลทั้งหลายย่อมทำการสมาคมหรือสันถวไมตรี หรือคุณความดีที่ทำไว้ในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไปบ้าง คุณเป็นอันมากที่ทำไว้ในคนพาลทั้งหลายก็เสื่อมสูญไปเองบ้าง เป็นความจริง คนพาลทั้งหลายเป็นคนอกตัญญู [๒๓] ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลายไม่ทำการสมาคมหรือสันถวไมตรี หรือแม้คุณความดีที่ทำไว้ในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไป คุณความดีที่ทำไว้ในนักปราชญ์ทั้งหลายแม้เล็กน้อย ก็ไม่เสื่อมสลายไป เป็นความจริง นักปราชญ์ทั้งหลายเป็นคนมีความกตัญญูด้วยดี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๑. เอกาทสกนิบาต]

๓. ธัมมเทวปุตตชาดก (๔๕๗)

[๒๔] เราจะให้บ้านส่วยแก่ท่าน ๕ หมู่บ้าน สาวใช้ ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ตัว ทองคำเกิน ๑,๐๐๐ แท่ง ภรรยา ๒ คนที่มีชาติสกุลเหมาะสมแก่ท่าน [๒๕] ขอเดชะพระมหาราช การสมาคมของสัตบุรุษเป็นอย่างนี้ ขอเดชะ พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกาสี ข้าพระองค์เป็นเสมือนดวงจันทร์ที่รายล้อมด้วยหมู่ดาว เพราะข้าพระองค์ได้สมาคมกับพระองค์ในวันนี้
ชุณหชาดกที่ ๒ จบ


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๒๗ หน้าที่ ๓๕๖-๓๕๘. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=27&siri=456                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=27&A=6065&Z=6110                   ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1504                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu27


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com