ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗)
ว่าด้วยการประเล้าประโลมให้หลง
(พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า) [๒๘๔] เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก จุติจากพรหมโลก บังเกิดเป็นพระโอรสของพระราชาผู้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ซึ่งให้สำเร็จความปรารถนาทุกประการ [๒๘๕] กามก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี ไม่มีในพรหมโลก พระกุมารนั้นทรงรังเกียจกามทั้งหลาย เพราะสัญญานั้นนั่นเอง [๒๘๖] ก็ภายในเมือง ได้มีเรือนสำหรับบำเพ็ญฌาน ที่พระราชบิดาโปรดให้สร้างไว้อย่างดีเพื่อพระกุมารนั้น พระกุมารทรงหลีกเร้นบำเพ็ญฌานอยู่พระองค์เดียว ในที่ลับในเรือนสำหรับบำเพ็ญฌานนั้น [๒๘๗] พระราชาพระองค์นั้นทรงอัดอั้นตันพระทัย ด้วยความโศกเพราะพระโอรส ได้ทรงบ่นเพ้อรำพันว่า ก็โอรสองค์เดียวของเรานี้ช่างไม่บริโภคกามเสียเลย (พระราชาทรงบ่นเพ้อรำพันว่า) [๒๘๘] ผู้ใดพึงเล้าโลมโอรสของเราโดยที่เขาพึงปรารถนากามได้บ้าง อุบายในข้อนี้นั้นเป็นอย่างไรหนอ หรือใครรู้เหตุที่จะทำให้โอรสของเรานั้นเกี่ยวข้องกามได้บ้าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต]

๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗)

(พระศาสดาตรัสเล่าเรื่องว่า) [๒๘๙] ภายในเมืองนั้นเอง ได้มีกุมารีแรกรุ่นนางหนึ่ง มีผิวพรรณรูปร่างงดงาม เป็นหญิงฉลาดการฟ้อนรำขับร้อง และได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีในการบรรเลงดนตรี [๒๙๐] นางได้เข้าไปภายในพระราชฐาน ได้กราบทูลพระราชาดังนี้ว่า ถ้าหม่อมฉันจักได้พระกุมารเป็นภัสดา หม่อมฉันก็พึงประเล้าประโลมพระกุมารนั้น [๒๙๑] พระราชาได้ตรัสกับนางผู้กราบทูลอย่างนั้นดังนี้ว่า เธอประเล้าประโลมเขาได้ เธอจักได้เขาเป็นภัสดา (พระศาสดาทรงประกาศความข้อนั้นว่า) [๒๙๒] ก็นางครั้นไปถึงภายในพระราชฐาน ได้บรรเลงดนตรียั่วยวนความใคร่นานับประการ ขับกล่อมคาถาอันไพเราะจับใจ น่ารักใคร่ [๒๙๓] ก็เพราะทรงสดับเสียงขับกล่อมแห่งนารีนั้นขับกล่อมอยู่ กามฉันทะได้เกิดขึ้นแก่พระกุมารนั้น พระองค์จึงทรงสอบถามชนผู้อยู่รอบๆ ข้างว่า [๒๙๔] นั่นเสียงใครกัน ใครกันนั่นขับร้องสำเนียงเสียงสูงๆ ต่ำๆ ได้อย่างไพเราะ จับใจ น่ารักใคร่นักหนา เสนาะหูเราเหลือเกิน (ข้าราชบริพารกราบทูลว่า) [๒๙๕] ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ นั่นเป็นเสียงสตรี น่าเพลิดเพลินมิใช่น้อย ถ้าพระองค์พึงบริโภคกาม กามทั้งหลายจะพึงทำพระองค์ให้พอพระทัยยิ่งขึ้น (พระราชกุมารตรัสว่า) [๒๙๖] เชิญนางมาทางนี้ ทำไมขับร้องอยู่ห่างไกลนัก จงขับร้องอยู่ใกล้ๆ ตำหนักของเรา และใกล้ๆ เรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต]

๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗)

(พระศาสดาตรัสต่อไปว่า) [๒๙๗] นางขับร้องอยู่ภายนอกฝาห้องพระบรรทม แล้วได้เลื่อนเข้าไปในเรือนสำหรับบำเพ็ญฌานโดยลำดับ เพื่อจะผูกมัดพระกุมารเหมือนการจับช้างป่า [๒๙๘] เพราะทรงรู้รสแห่งกาม ความริษยาได้เกิดแก่พระกุมารว่า เราเท่านั้นพึงบริโภคกาม อย่าพึงมีชายอื่นอยู่เลย [๒๙๙] ต่อแต่นั้น ทรงจับพระแสงดาบ เสด็จเข้าไปหาชายทั้งหลาย เพื่อจะทรงฆ่าทิ้งเสีย ด้วยพระดำริว่า เราคนเดียวเท่านั้นจักบริโภคกาม อย่าพึงมีชายอื่นอยู่เลย [๓๐๐] แต่นั้น ชาวชนบททั้งปวงได้มาพร้อมกันคร่ำครวญร้องทุกข์ว่า ขอเดชะมหาราช พระราชโอรสพระองค์นี้ ทรงเบียดเบียนชนผู้ไม่ประทุษร้าย พระเจ้าข้า [๓๐๑] ก็ขัตติยราชาทรงเนรเทศพระราชโอรสพระองค์นั้น จากรัฐสีมาของพระองค์ด้วยพระบรมราชโองการว่า แว่นแคว้นพ่อมีอยู่ประมาณเพียงใด เจ้าไม่ควรอยู่ในเขตมีประมาณเพียงนั้น [๓๐๒] ครั้งนั้น พระราชโอรสนั้นทรงพาพระชายา เสด็จไปถึงฝั่งสมุทรแห่งหนึ่ง ทรงสร้างบรรณศาลาแล้วเสด็จเข้าป่าเพื่อทรงแสวงหาผลาผล [๓๐๓] ครั้งนั้น ฤๅษีตนหนึ่งได้เหาะมาเหนือสมุทรถึงบรรณศาลานั้น ท่านได้เข้าไปยังบรรณศาลาของพระกุมารนั้น ในเวลาที่นางกุมาริกาจัดแจงพระกระยาหาร [๓๐๔] ส่วนพระชายาได้ประเล้าประโลมฤๅษีนั้น ดูเอาเถิด กรรมที่นางทำแสนจะหยาบช้าเพียงไร ที่ฤๅษีตนนั้นเคลื่อนจากพรหมจรรย์และเสื่อมจากฤทธิ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต]

๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗)

[๓๐๕] ฝ่ายพระราชบุตรแสวงหามูลผลาผลในป่าได้เป็นจำนวนมาก ทรงหาบมาในเวลาใกล้เที่ยงวัน เสด็จเข้าไปยังพระอาศรม [๓๐๖] ก็แลฤๅษีพอเห็นขัตติยกุมาร จึงหลบไปยังฝั่งสมุทร ด้วยดำริว่า เราจักเหาะไป แต่ท่านก็จมลงในห้วงน้ำใหญ่ [๓๐๗] ฝ่ายขัตติยกุมารทอดพระเนตรเห็นฤๅษีจมอยู่ในห่วงน้ำใหญ่ เพื่อจะทรงช่วยเหลือท่าน จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า [๓๐๘] ตัวท่านเองเดินมาได้บนผิวน้ำไม่แตกแยกด้วยฤทธิ์ ครั้นถึงความคลุกคลีกับหญิงแล้ว จึงจมลงในห้วงน้ำใหญ่ [๓๐๙] ธรรมดาหญิงทั้งหลายมีความหมุนเวียนเปลี่ยนอยู่เสมอ มีมายามาก ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมจมลง(ในนรก) บุคคลรู้ชัดเนื้อความข้อนั้นแล้ว พึงเว้นให้ห่างไกล [๓๑๐] หญิงเหล่านั้นพูดจาอ่อนหวาน ไม่รู้จักพอ ให้เต็มได้ยากเหมือนกับแม่น้ำ ย่อมจมลง(ในนรก) บุคคลรู้ชัดเนื้อความข้อนั้นแล้ว พึงเว้นให้ห่างไกล [๓๑๑] หญิงเหล่านั้นคบหาชายใด ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อมตามเผาผลาญชายนั้นทันที เหมือนไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ของตนเอง [๓๑๒] ความเบื่อหน่ายได้มีแก่ฤๅษีเพราะฟังพระดำรัสของขัตติยกุมาร ฤๅษีนั้นกลับได้ทางที่ได้บรรลุมาก่อน จึงเหาะกลับไป [๓๑๓] ฝ่ายขัตติยกุมารผู้ทรงพระปรีชา ทอดพระเนตรเห็นฤๅษีกำลังเหาะไป ทรงได้ความสังเวช จึงน้อมพระทัยสู่บรรพชา [๓๑๔] ต่อแต่นั้น พระองค์ทรงบรรพชา สำรอกกามราคะได้แล้ว ทรงเข้าถึงพรหมโลก ดังนี้
มหาปโลภนชาดกที่ ๑๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๓}


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๒๗ หน้าที่ ๕๒๐-๕๒๓. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=27&siri=507                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=27&A=8842&Z=8914                   ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=2208                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu27


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com