ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
     ฉบับหลวง   ฉบับมหาจุฬาฯ   บาลีอักษรไทย   PaliRoman 
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์ทศพร

๑๐. เวสสันดรชาดก๑- (๕๔๗)
ว่าด้วยพระเจ้าเวสสันดรทรงบำเพ็ญบารมีชาติสุดท้าย
กัณฑ์ทศพร
(ท้าวสักกะตรัสว่า) [๑๖๕๕] ผุสดีผู้มีรัศมีผิวพรรณอันประเสริฐ มีอวัยวะส่วนด้านหน้าสวยงาม เธอจงเลือกเอาพร ๑๐ ประการ ในปฐพีอันเป็นที่รักแห่งหฤทัยของเธอเถิด (เทพธิดาผุสดีกราบทูลว่า) [๑๖๕๖] ข้าแต่ท้าวเทวราช หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์ หม่อมฉันได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หรือ พระองค์จึงให้หม่อมฉันจุติจากสถานอันน่ารื่นรมย์ ดุจลมพัดต้นไม้ใหญ่ให้โค่นไป (ท้าวสักกะตรัสว่า) [๑๖๕๗] เธอมิได้ทำบาปกรรมอะไรไว้เลย และเธอจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่บุญของเธอได้หมดสิ้นแล้ว เหตุนั้น เราจึงกล่าวกับเธออย่างนี้ [๑๖๕๘] ความตายใกล้เธอแล้ว เธอจักต้องพลัดพรากจากไป เธอจงรับพร ๑๐ ประการนี้ของเราผู้กำลังจะให้ @เชิงอรรถ : @ พระศาสดาประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงปรารภฝนโบกขรพรรษ (ฝนดุจน้ำตกในใบบัว @มีสีแดง ผู้ต้องการให้เปียกจึงเปียก) ให้เป็นเหตุ ตรัสเวสสันดรชาดกแก่ภิกษุทั้งหลาย @(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๕๔๗/๓๑๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์ทศพร

(เทพธิดาผุสดีกราบทูลว่า) [๑๖๕๙] ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าพระองค์จะประทานพรแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้หม่อมฉัน พึงเกิดในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากรุงสีพี [๑๖๖๐] ข้าแต่ท้าวปุรินททะ ขอให้หม่อมฉัน (๑) พึงเป็นผู้มีตาดำเหมือนลูกเนื้อทราย ซึ่งมีนัยน์ตาดำ (๒) พึงมีขนคิ้วดำ (๓) พึงมีนามว่าผุสดีในพระราชนิเวศน์นั้น [๑๖๖๑] (๔) พึงได้โอรสผู้ให้สิ่งที่ประเสริฐ ประกอบความเกื้อกูลในยาจก มิได้ตระหนี่ ซึ่งพระราชาทุกประเทศบูชา มีเกียรติยศ [๑๖๖๒] (๕) เมื่อหม่อมฉันตั้งครรภ์ ขออย่าให้ครรภ์นูนขึ้น พึงมีครรภ์ไม่นูนเสมอดังคันศร ที่นายช่างศรเหลาเกลี้ยงเกลาแล้ว [๑๖๖๓] (๖) ข้าแต่ท้าววาสวะ ขอถันทั้งคู่ของหม่อมฉันอย่าได้หย่อนยาน (๗) ขอผมหงอกจงอย่าได้มี (๘) ขอผงธุลีอย่าได้ติดเปรอะเปื้อนกาย (๙) ขอหม่อมฉันพึงได้ปลดปล่อยนักโทษผู้ต้องประหาร [๑๖๖๔] (๑๐) ขอให้หม่อมฉันได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงสีพี ในพระราชนิเวศน์นั้นอันกึกก้องไปด้วยเสียงร้องของนกยูง และนกกระเรียน แวดล้อมด้วยหมู่ขัตติยนารี มีทั้งคนเตี้ยและคนค่อมเกลื่อนกล่น ที่พ่อครัวชาวแคว้นมคธเลี้ยงดู [๑๖๖๕] กึกก้องไปด้วยเสียงกลอนและเสียงบานประตูอันวิจิตร มีคนเชิญให้ดื่มสุราและกินกับแกล้มเถิด พระเจ้าข้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

(ท้าวสักกะตรัสว่า) [๑๖๖๖] นางผู้งามทั่วทั้งสรรพางค์กาย พร ๑๐ ประการใด ที่เราได้ให้เธอ เธอจักได้พรเหล่านั้นทั้งหมด ในแคว้นของพระเจ้ากรุงสีพี [๑๖๖๗] ท้าววาสวมฆวานสุชัมบดีเทวราช ครั้นตรัสพระดำรัสนี้ จึงโปรดประทานพร แก่พระนางผุสดีแล้วทรงอนุโมทนา กัณฑ์ทศพร จบ กัณฑ์หิมพานต์ (พระศาสดาตรัสเนื้อความนี้ว่า) พระนางผุสดีนั้น จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้ว มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้ทรงอยู่ร่วมกับพระเจ้าสัญชัยในกรุงเชตุดร พระนางผุสดีทรงครรภ์ถ้วนทศมาสแล้ว เมื่อทรงทำประทักษิณพระนคร ได้ประสูติเราในท่ามกลางถนนของพวกพ่อค้า ชื่อของเรามิได้เนื่องมาแต่พระมารดาและมิได้เกิดแต่พระบิดา เราเกิดที่ถนนของพวกพ่อค้า ฉะนั้น เราจึงชื่อว่า เวสสันดร เมื่อเรายังเป็นเด็กเล็กเกิดได้ ๘ ขวบ นั่งอยู่บนปราสาท คิดที่จะบริจาคทานว่า เราพึงให้หทัย ดวงตา เนื้อ เลือด และร่างกาย ถ้าว่าจะมีใครมาขอเรา เราก็ยินดีบริจาคให้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

เมื่อเราคิดจะบริจาคทานตามสภาพความเป็นจริง ใจก็ไม่หวั่นไหวมุ่งมั่นอยู่ในกาลนั้น เหมือนแผ่นดินมีภูเขาสิเนรุและหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ (พระเวสสันดรตรัสกับพวกพราหมณ์ผู้มาทูลขอช้างว่า) [๑๖๖๘] พวกพราหมณ์ผู้มีขนรักแร้ดก และมีเล็บยาว มีขี้ฟันเขรอะ มีธุลีบนศีรษะ เหยียดแขนข้างขวาออก จะขออะไรฉันหรือ (พวกพราหมณ์กราบทูลว่า) [๑๖๖๙] ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทั้งหลายทูลขอรัตนะ ที่เป็นเครื่องทำให้แคว้นของชาวกรุงสีพีเจริญ ขอได้โปรดพระราชทานช้างตัวประเสริฐ มีงาดุจงอนไถ มีกำลังสามารถเถิด (พระเวสสันดรตรัสว่า) [๑๖๗๐] เราจะให้ช้างพลายซับมันตัวประเสริฐ ซึ่งเป็นช้างพาหนะอันสูงสุด ที่พวกพราหมณ์ขอเรา เรามิได้หวั่นไหว [๑๖๗๑] พระราชาผู้ทรงผดุงแคว้นให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี มีพระทัยน้อมไปในการบริจาค เสด็จลงจากคอช้าง ทรงให้ทานแก่พราหมณ์ทั้งหลาย (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า) [๑๖๗๒] เมื่อพระเจ้ากรุงสีพีพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว คราวนั้นความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าก็ได้เกิดขึ้น แผ่นดินก็กัมปนาทหวั่นไหว [๑๖๗๓] เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว คราวนั้นความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าก็ได้เกิดขึ้น ชาวพระนครก็กำเริบเสิบสาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

[๑๖๗๔] เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว ชาวเมืองก็วุ่นวายสับสนเสียงดังเซ็งแซ่ เป็นที่น่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายไปมากมาย พระนครก็ปั่นป่วน เมื่อพระเวสสันดร ผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ได้พระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึงอันน่าสะพรึงกลัวเป็นอันมากก็เป็นไปในนครนั้น (พระศาสดาตรัสว่า) [๑๖๗๕] พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ ชาวนา พราหมณ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ [๑๖๗๖] ชาวนิคมและชาวกรุงสีพีทั้งมวลมาประชุมพร้อมกัน ชนเหล่านั้นเห็นพวกพราหมณ์นำพญาช้างไป จึงกราบทูลแด่พระเจ้ากรุงสญชัยให้ทรงทราบว่า [๑๖๗๗] ข้าแต่สมมติเทพ แคว้นของพระองค์ถูกกำจัดแล้ว เพราะเหตุไร พระเวสสันดรพระโอรสของพระองค์ จึงพระราชทานช้างตัวประเสริฐของเราทั้งหลาย ที่ชาวแคว้นบูชา [๑๖๗๘] ทำไม พระเวสสันดรจึงได้พระราชทาน พญากุญชรของเราทั้งหลายตัวมีงาดุจงอนไถ แกล้วกล้าสามารถ รู้จักเขตแห่งการรบทั้งปวง เผือกผ่องประเสริฐสุด [๑๖๗๙] คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง ซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้ มีงาน่าชอบใจ เผือกผ่องดังภูเขาไกรลาส พร้อมทั้งพัดวาลวีชนี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

[๑๖๘๐] ทำไม พระเวสสันดรจึงได้พระราชทาน พญาช้างราชพาหนะซึ่งเป็นยานชั้นเลิศ เป็นทรัพย์อย่างประเสริฐ พร้อมทั้งฉัตรขาว เครื่องลาด หมอช้าง และคนเลี้ยงช้างแก่พวกพราหมณ์ [๑๖๘๑] พระเวสสันดรนั้นควรจะพระราชทาน ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม และที่นั่งที่นอน ทานเช่นนี้แหละเหมาะสม ทานนั้นแหละสมควรแก่พราหมณ์ [๑๖๘๒] ข้าแต่พระเจ้ากรุงสญชัย ทำไม พระเวสสันดรพระโอรส ผู้เป็นพระราชาโดยสืบพระราชวงศ์ของพระองค์นี้ ผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจึงพระราชทานพญาคชสารไป [๑๖๘๓] ถ้าพระองค์จักไม่ทรงทำตามคำนี้ของชาวกรุงสีพี ชาวกรุงสีพีเห็นทีจักยึดอำนาจพระองค์ พร้อมทั้งพระโอรสไว้ในเงื้อมมือ (พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า) [๑๖๘๔] ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด เราจะไม่พึงเนรเทศพระราชบุตรผู้ไม่มีโทษ ออกไปจากแคว้นของตนตามคำของชาวกรุงสีพี เพราะพระราชบุตรเกิดจากอกของเรา [๑๖๘๕] ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด เราจะไม่พึงเนรเทศพระราชบุตรผู้ไม่มีโทษ ออกไปจากแคว้นของตนตามคำของชาวกรุงสีพี เพราะพระราชบุตรเกิดแต่ตัวของเรา [๑๖๘๖] อนึ่ง เราจะไม่พึงประทุษร้ายในพระราชบุตรนั้น เพราะเธอเป็นผู้มีศีลและวัตรอันประเสริฐ แม้คำติเตียนจะพึงมีแก่เรา และเราจะพึงประสบบาปเป็นอันมาก เราจะให้ประหารพระเวสสันดรโอรสของเราด้วยศัสตราได้อย่างไร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

(ชาวเมืองกราบทูลว่า) [๑๖๘๗] พระองค์อย่าได้รับสั่งให้ประหารพระเวสสันดรนั้น ด้วยท่อนไม้หรือด้วยศัสตรา พระเวสสันดรนั้นไม่ควรแก่เครื่องจองจำ แต่จงทรงขับไล่พระเวสสันดรนั้น จากแคว้นไปอยู่ที่เขาวงกตเถิด (พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า) [๑๖๘๘] ถ้าความพอใจของชาวกรุงสีพีเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่ขัด ขอเธอจงอยู่และบริโภคกามทั้งหลายตลอดคืนนี้ [๑๖๘๙] ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวกรุงสีพีจงพร้อมเพรียงกันขับไล่เธอเสียจากแคว้นเถิด [๑๖๙๐] นายนักการ ท่านจงลุกขึ้นรีบไปทูลพระเวสสันดรว่า ขอเดชะ ชาวกรุงสีพี ชาวนิคม พากันโกรธเคืองพระองค์ มาชุมนุมกันแล้ว [๑๖๙๑] พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ พราหมณ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ทั้งชาวนิคมและชาวกรุงสีพีทั้งมวลก็มาประชุมพร้อมกันแล้ว [๑๖๙๒] เมื่อสิ้นราตรีนี้แล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวกรุงสีพีจะชุมนุมกันขับไล่พระองค์ออกไปจากแคว้น [๑๖๙๓] นายนักการนั้น เมื่อได้รับพระราชดำรัสสั่ง จึงรีบสวมสอดเครื่องประดับมือ นุ่งห่มเรียบร้อย ประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ [๑๖๙๔] สระศีรษะในน้ำ สวมกุณฑลแก้วมณีแล้ว รีบเข้าไปตำหนักอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นพระราชนิเวศน์ของพระเวสสันดร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

[๑๖๙๕] ได้เห็นพระเวสสันดรราชกุมาร ซึ่งกำลังทรงพระสำราญรื่นรมย์อยู่ ในพระราชวังของพระองค์ซึ่งแน่นขนัดไปด้วยหมู่อำมาตย์ ปานประหนึ่งท้าววาสวะแห่งสวรรค์ชั้นไตรทศ [๑๖๙๖] นายนักการนั้นครั้นรีบไปในพระราชนิเวศน์นั้นแล้ว จึงได้กราบทูลพระเวสสันดรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ข้าพระองค์จะกราบทูลความทุกข์แด่พระองค์ ขอพระองค์อย่าได้ทรงกริ้วข้าพระองค์เลย [๑๖๙๗] นายนักการนั้นถวายบังคมแล้วพลางร้องไห้คร่ำครวญ กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงชุบเลี้ยงข้าพระองค์ ทรงนำมาซึ่งรสที่น่าใคร่ทุกอย่าง [๑๖๙๘] ข้าพระบาทจะกราบทูลแด่พระองค์ เมื่อข้าพระองค์กราบทูลข่าวสาส์นเรื่องทุกข์ร้อนนั้นแล้ว ขอพระองค์จงทรงยังข้าพระองค์ให้เบาใจด้วยเกิด ขอเดชะ ชาวกรุงสีพีและชาวนิคมโกรธเคืองพระองค์ มาชุมนุมกันแล้ว [๑๖๙๙] พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ พราหมณ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ทั้งชาวนิคมและชาวกรุงสีพีทั้งมวลล้วนมาประชุมกัน [๑๗๐๐] เมื่อสิ้นราตรีนี้แล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวกรุงสีพีจะชุมนุมกันขับไล่พระองค์ออกไปจากแคว้น (พระเวสสันดรตรัสถามว่า) [๑๗๐๑] นายนักการ เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงโกรธเคืองเรา ขอท่านจงบอกความชั่วที่เรามองไม่เห็น ทำไม พวกเขาจึงจะขับไล่เรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

(นายนักการกราบทูลว่า) [๑๗๐๒] พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ พราหมณ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ต่างพากันติเตียน เพราะพระองค์พระราชทานพญาช้าง เหตุนั้น พวกเขาจึงจะขับไล่พระองค์ (พระเวสสันดรตรัสว่า) [๑๗๐๓] เราจะให้หทัย ให้จักษุ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ หรือแก้วมณีซึ่งเป็นทรัพย์ภายนอกของเราก็จะเป็นไรไป [๑๗๐๔] เมื่อยาจกมาถึง เราเห็นแล้วจะพึงให้แขนขวาแขนซ้าย ก็ไม่หวั่นไหวเลย ใจของเรายินดีในการให้ [๑๗๐๕] ถึงชาวกรุงสีพีทั้งมวลจะขับไล่เราหรือจะเข่นฆ่าเรา หรือตัดเราให้เป็น ๗ ท่อนก็ตามเถิด เราจะไม่งดการให้เลย [๑๗๐๖] ชาวกรุงสีพีและชาวนิคมประชุมพร้อมกันกล่าวอย่างนี้ว่า พระเวสสันดรผู้มีวัตรอันงามจงเสด็จไป สู่อารัญชรคีรีทางฝั่งแม่น้ำโกนติมารา ตามทางที่พระราชาผู้ถูกขับไล่เสด็จออกไปนั้นเถิด (พระเวสสันดรตรัสว่า) [๑๗๐๗] เรานั้นจักไปตามทางที่พระราชาผู้มีโทษเสด็จไป ขอให้ท่านทั้งหลายจงงดโทษแก่เราคืนหนึ่งและวันหนึ่ง พอให้เราได้ให้ทานก่อนเถิด (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า) [๑๗๐๘] พระราชาตรัสตักเตือนพระนางมัทรี ผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กายว่า ทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้ให้แก่พระนาง และสิ่งของที่ควรสงวนอันเป็นของพระนาง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

[๑๗๐๙] คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา หรือแก้วไพฑูรย์มีอยู่เป็นอันมาก และทรัพย์ฝ่ายบิดาของพระนางเอง ควรเก็บไว้ทั้งหมด [๑๗๑๐] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย ได้ทูลถามพระเวสสันดรนั้นว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันจะเก็บไว้ที่ไหน หม่อมฉันได้ทูลถามพระองค์แล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกเนื้อความนั้นเถิด (พระเวสสันดรตรัสว่า) [๑๗๑๑] มัทรี เธอพึงให้ทานในท่านผู้มีศีลทั้งหลายตามสมควรเถิด เพราะที่พึ่งอย่างอื่นของสัตว์ทั้งปวงยิ่งไปกว่าทานไม่มี [๑๗๑๒] มัทรี เธอพึงเอาใจใส่ในลูกทั้งหลาย พึงเอาใจใส่ในแม่ผัวและพ่อผัว อนึ่ง ผู้ใดพึงตกลงปลงใจว่าจะเป็นพระสวามีของเธอ ก็พึงบำรุงผู้นั้นโดยความเคารพ [๑๗๑๓] ถ้าไม่มีผู้ใดตกลงปลงใจเป็นพระสวามีของเธอ เพราะเธอกับพี่จะต้องพลัดพรากจากกัน เธอก็จงแสวงหาผู้อื่นมาเป็นพระสวามีเถิด อย่าลำบากเพราะขาดเราเลย [๑๗๑๔] เพราะเราจะไปสู่ป่าที่น่าสะพรึงกลัวอันประกอบไปด้วยสัตว์ร้าย เมื่อเราคนเดียวอยู่ในป่าใหญ่ ชีวิตก็น่าสงสัย [๑๗๑๕] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย ได้ทูลถามพระเวสสันดรนั้นว่า ทำไมพระองค์ จึงตรัสเรื่องที่ไม่เป็นจริง ทำไมจึงตรัสเรื่องไม่ดี [๑๗๑๖] ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ การที่พระองค์จะพึงเสด็จไปตามลำพังนี้มิใช่ธรรม แม้หม่อมฉันก็จะตามเสด็จไปตามทางที่พระองค์เสด็จไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

[๑๗๑๗] ความตายร่วมกับพระองค์ หรือการมีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์ ความตายร่วมกับพระองค์นั้นเท่านั้นประเสริฐกว่า การมีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์จะประเสริฐอะไร [๑๗๑๘] การก่อไฟให้ลุกโพลงมีเปลวเป็นอันเดียวกัน แล้วจึงตายในไฟที่ลุกโพลงนั้นประเสริฐกว่า การมีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์จะประเสริฐอะไร [๑๗๑๙] ช้างพังติดตามพญาช้างผู้ได้รับการฝึกอยู่ในป่า เที่ยวไปตามซอกเขาเสมอบ้าง ไม่เสมอบ้างฉันใด [๑๗๒๐] หม่อมฉันจะพาลูกทั้งหลายติดตามพระองค์ไปข้างหลังฉันนั้น หม่อมฉันจักเป็นผู้เลี้ยงง่ายสำหรับพระองค์ จักไม่เป็นผู้เลี้ยงยากสำหรับพระองค์ [๑๗๒๑] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก นั่งอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๒๒] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก กำลังเล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๒๓] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก อยู่ที่อาศรมอันน่ารื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๒๔] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก เล่นอยู่ที่อาศรมอันน่ารื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

[๑๗๒๕] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ผู้ทัดทรงมาลาประดับองค์อยู่ที่อาศรมรมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๒๖] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ผู้ทัดทรงมาลาประดับองค์เล่นเพลิดเพลินอยู่ ในอาศรมอันน่ารื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๒๗] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ทัดทรงมาลาอยู่ในอาศรมอันน่ารื่นรมย์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๒๘] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้งหลาย ทัดทรงมาลา กำลังฟ้อนรำ เล่นเพลิดเพลินอยู่ในอาศรมอันน่ารื่นรมย์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๒๙] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นช้างพลาย มีวัยล่วงได้ ๖๐ ปี กำลังเที่ยวไปในป่าตามลำพัง เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๓๐] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นช้างพลาย มีวัยล่วงได้ ๖๐ ปี กำลังเที่ยวไปทั้งในเวลาเย็นเวลาเช้า เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๓๑] เมื่อใด ช้างพลายมีวัยล่วงได้ ๖๐ ปี เดินนำหน้าโขลงช้างพังไป ส่งเสียงร้องดังกึกก้อง พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของช้างที่บันลือลั่นอยู่นั้น เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์หิมพานต์

[๑๗๓๒] เมื่อใด พระองค์ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ ได้ทอดพระเนตรเห็นลำเนาไพรสองข้าง แห่งทางอันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๓๓] พระองค์ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นเนื้อที่เดินมาเป็นฝูง ฝูงละ ๕ ตัวในเวลาเย็นและได้ทอดพระเนตรเห็นพวกกินนร กำลังฟ้อนรำอยู่ ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๓๔] เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงกระเซ็นของแม่น้ำ ที่กำลังหลั่งไหลอยู่ และเสียงเพลงขับกล่อมของพวกกินนร เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๓๕] เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของนกเค้า ที่บินเที่ยวไปตามซอกเขา เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๓๖] เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของเหล่าสัตว์ร้าย คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง แรด และวัวลาน เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๓๗] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง ซึ่งล้อมสะพรั่งไปด้วยนางนกยูงทั้งหลาย กำลังรำแพนหางจับอยู่บนยอดเขา เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๓๘] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง ที่มีขนปีกงามตระการตา ซึ่งกำลังรำแพนหางอยู่ ล้อมสะพรั่งไปด้วยนางนกยูงทั้งหลาย เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๕๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์ทานกัณฑ์

[๑๗๓๙] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูงตัวมีคอสีเขียว มีหงอนงามล้อมสะพรั่งไปด้วยนางนกยูงทั้งหลายฟ้อนรำอยู่ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๔๐] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ทั้งหลาย มีดอกเบ่งบาน กลิ่นหอมอบอวลในฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๔๑] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพื้นดิน อันดารดาษไปด้วยแมลงค่อมทอง มีสีเขียวสดชะอุ่มในเดือนท้ายฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๔๒] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ทั้งหลาย มีดอกบานสะพรั่ง คือ อัญชันเขียวที่กำลังผลิยอดอ่อน ต้นโลท และบัวบกที่มีดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมอบอวลไปในฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ [๑๗๔๓] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่ไม้ มีดอกบานสะพรั่ง และปทุมชาติ มีดอกร่วงหล่นลงในเดือนท้ายฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
กัณฑ์หิมพานต์ จบ
กัณฑ์ทานกัณฑ์
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า) [๑๗๔๔] พระนางผุสดีราชบุตรีผู้ทรงยศได้ทรงสดับคำ ที่พระโอรสและพระสุณิสาพร่ำสนทนากัน ทรงคร่ำครวญว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์ทานกัณฑ์

[๑๗๔๕] เรากินยาพิษตายเสียดีกว่า เรากระโดดเหวตายเสียดีกว่า เราเอาเชือกผูกคอตายเสียดีกว่า เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดรผู้ไม่มีโทษเล่า [๑๗๔๖] เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีโทษ ผู้ปราดเปรื่อง เป็นทานบดี ควรแก่การขอ ไม่ตระหนี่ ผู้ที่พระราชาทุกๆ ประเทศบูชา มีเกียรติยศ [๑๗๔๗] เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีโทษ ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา ประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในตระกูล [๑๗๔๘] เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีโทษ ผู้เกื้อกูลแก่พระราชา พระเทวี พระญาติทั้งหลาย มิตรสหายทั้งหลาย และทั่วทั้งแคว้น [๑๗๔๙] ชาวกรุงสีพีจะให้ขับไล่ลูกผู้ไม่มีโทษ แคว้นของพระองค์ก็จะเป็นเหมือนรังผึ้งที่ตัวแมลงผึ้งหนีจากไป และเหมือนผลมะม่วงสุกที่ร่วงหล่นลงบนดิน [๑๗๕๐] พระเจ้าแผ่นดินผู้อันพวกอำมาตย์ทอดทิ้งแล้ว จักทรงลำบากอยู่ตามลำพัง เหมือนหงส์มีขนปีกสิ้นแล้ว ลำบากอยู่ในเปือกตมที่ไม่มีน้ำ [๑๗๕๑] ข้าแต่มหาราช เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงขอกราบทูลพระองค์ว่า ประโยชน์อย่าได้ล่วงเลยพระองค์ไปเสีย ขอพระองค์อย่าได้ทรงขับไล่ลูกผู้ไม่มีโทษนั้น ตามคำของชาวกรุงสีพีเลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๖๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต]

๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์ทานกัณฑ์

(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า) [๑๗๕๒] เราย่อมทำความยำเกรงต่อธรรม เราจึงขับไล่ลูกของตนผู้เป็นธงชัยของชาวกรุงสีพี ถึงแม้ลูกจะเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเราเอง (พระนางผุสดีทรงคร่ำครวญว่า) [๑๗๕๓] เมื่อก่อน ยอดธงปลิวสะบัดตามเสด็จพระเวสสันดร เหมือนดอกกรรณิการ์บานสะพรั่ง วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น [๑๗๕๔] เมื่อก่อน ยอดธงปลิวสะบัดตามเสด็จพระเวสสันดร เหมือนสวนดอกกรรณิการ์ที่บ