ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
_____________
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ปารายนวรรค
หมวดว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง
๑. วัตถุคาถา๑-
เรื่องพราหมณ์พาวรีส่งศิษย์ไปทูลถามปัญหา
[๑] พราหมณ์พาวรี ผู้เรียนจบมนตร์ ปรารถนาความเป็นผู้ไม่มีกังวล จึงเดินทางออกจากแคว้นโกศล อันรื่นรมย์ ไปสู่ทักขิณาปถชนบท [๒] ท่านอาศัยอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี อันเป็นพรมแดนแคว้นอัสสกะกับแคว้นมุฬกะต่อกัน (เลี้ยงชีพ) อยู่ด้วยการเที่ยวภิกขาและผลไม้ [๓] เพราะอาศัยพราหมณ์นั้นนั่นเอง หมู่บ้านจึงได้เจริญไพบูลย์ ท่านได้ประกอบพิธีมหายัญขึ้น ด้วยรายได้ที่เกิดจากหมู่บ้านนั้น เชิงอรรถ : ขุ.สุ. ๒๕/๙๘๓-๑๐๓๘/๕๒๔-๕๓๑๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส [ปารายนวรรค]

๑. วัตถุคาถา

[๔] ท่านบูชามหายัญเสร็จแล้ว ก็กลับเข้าอาศรม เมื่อท่านกลับเข้าอาศรมแล้ว พราหมณ์อีกคนหนึ่ง ก็เดินทางมาถึง [๕] พราหมณ์ที่มาพบนั้น มีเท้าเดินเสียดสีกัน ท่าทางน่ากลัวมีฟันเขลอะ ศีรษะเกลือกกลั้วด้วยสิ่งสกปรก เข้าไปหาพราหมณ์พาวรีแล้ว ขอทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะ [๖] พราหมณ์พาวรีเห็นเขาแล้วก็เชิญให้นั่ง ไต่ถามถึงความสุขความสบาย จึงกล่าวคำนี้ว่า [๗] สิ่งของที่ควรให้ซึ่งเป็นของเราทั้งหมด เราสละไปแล้ว พราหมณ์เอ๋ย ท่านจงเชื่อเราเถิด เราไม่มีทรัพย์ ๕๐๐ เลย [๘] (ปังกทันตพราหมณ์กล่าวว่า) ถ้าเมื่อเราขอ ท่านไม่ให้สิ่งที่มีอยู่ ในวันที่ ๗ ขอให้ศีรษะท่านแตกเป็น ๗ เสี่ยง [๙] พราหมณ์นั้นเป็นคนโกหก แสดงท่าทาง(หลอกลวง) กล่าวคำที่น่ากลัว พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำพูดของเขาแล้วก็เป็นทุกข์ [๑๐] (พราหมณ์พาวรี) ถูกลูกศรคือความเศร้าโศกเสียบแทงแล้ว ไม่บริโภคอาหาร ซูบผอม เมื่อท่านมีความคิดอย่างนั้น ใจก็ไม่ยินดีในฌาน [๑๑] เทวดาผู้ปรารถนาประโยชน์ เห็นพราหมณ์พาวรีหวาดกลัวเป็นทุกข์อยู่ จึงเข้าไปหาท่านแล้วกล่าวคำนี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส [ปารายนวรรค]

๑. วัตถุคาถา

[๑๒] พราหมณ์ผู้ต้องการทรัพย์นั้นเป็นคนโกหก เขาไม่รู้จักศีรษะ ไม่มีความรู้เรื่องศีรษะ และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป [๑๓] (พราหมณ์พาวรีคิดว่า) เทวดาผู้เจริญนี้คงจะรู้ (จึงกล่าวไปว่า) ข้าพเจ้าขอถามเรื่องศีรษะ และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป ขอท่านจงบอกเรื่องนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าขอฟังคำตอบของท่าน [๑๔] (เทวดากล่าวว่า) แม้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักเรื่องศีรษะ และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ เรื่องศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป เป็นวิสัยของพระชินเจ้าเท่านั้น [๑๕] (พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า) เทวดา ก็ใครเล่าในปฐพีมณฑลนี้ รู้จักศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป ขอท่านจงบอกผู้นั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด [๑๖] (เทวดากล่าวว่า) พระโอรสของเจ้าศากยะ เป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าโอกกากะ เสด็จออกผนวชจากกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เป็นผู้ก่อความสว่างไสว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส [ปารายนวรรค]

๑. วัตถุคาถา

[๑๗] (เทวดากล่าวว่า) พราหมณ์ เจ้าศากยบุตรพระองค์นั้น เป็นพระสัมพุทธเจ้า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง บรรลุกำลังแห่งอภิญญาทั้งหมดแล้ว มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงถึงธรรมเป็นที่สิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ [๑๘] พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระพุทธเจ้าในโลก มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรม ท่านจงไปทูลถามพระองค์เถิด พระองค์จักทรงพยากรณ์ปัญหานั้นแก่ท่านได้ [๑๙] พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำว่า พระสัมพุทธเจ้า ก็เบิกบานใจ ความเศร้าโศกก็เบาบางลง และได้รับปีติเปี่ยมล้น [๒๐] พราหมณ์พาวรีนั้นดีใจ เบิกบานใจ เกิดความปลาบปลื้มใจ จึงไต่ถามเทวดาถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น (และประกาศว่า) พระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกประทับอยู่ ณ ที่ไหน จะเป็นบ้าน นิคม หรือชนบทใดก็ตาม พวกเราพึงไปเข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ผู้สูงสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย [๒๑] (เทวดากล่าวว่า) เจ้าศายกบุตรพระองค์นั้น ผู้ทรงชนะมาร มีพระปัญญากว้างขวาง มีพระปัญญาล้ำเลิศแผ่ไพศาลยิ่ง ทรงปราศจากธุระ ไม่มีอาสวะ ทรงเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป ทรงเป็นผู้องอาจกว่านรชน ประทับอยู่ ณ มณเฑียรสถานของพระเจ้าโกศลเขตกรุงสาวัตถี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส [ปารายนวรรค]

๑. วัตถุคาถา

[๒๒] ลำดับนั้น พราหมณ์พาวรีได้เรียกพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้เป็นศิษย์ ซึ่งเรียนจบมนตร์มากล่าวว่า มาณพทั้งหลาย มานี่เถิด เราจักบอก ขอพวกเธอจงฟังคำของเรา [๒๓] (พราหมณ์พาวรีกล่าวต่อไปว่า) ความที่พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดปรากฏเนืองๆ ในโลกนั่นหาได้ยาก วันนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เสด็จอุบัติในโลกแล้ว ปรากฏพระนามว่า พระสัมพุทธเจ้า พวกเธอจงรีบไปกรุงสาวัตถี เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ผู้สูงสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย [๒๔] (มาณพทั้งหลายถามว่า) ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าพวกข้าพเจ้าพบแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพระพุทธเจ้า ขอท่านจงบอกวิธีที่จะรู้จักพระองค์ แก่พวกข้าพเจ้าผู้ไม่รู้ด้วยเถิด [๒๕] (พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า) ก็มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อันมาแล้วในมนตร์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้แจ่มแจ้งครบถ้วนโดยลำดับ [๒๖] บุคคลใดมีมหาปุริสลักษณะเหล่านั้นอยู่ในตัว บุคคลนั้นมีคติเป็น ๒ อย่างเท่านั้น มิได้มีคติเป็นที่ ๓ เลย [๒๗] คือ ถ้าบุคคลนั้นอยู่ครองเรือน จะพึงครอบครองแผ่นดินนี้ ย่อมปกครองโดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส [ปารายนวรรค]

๑. วัตถุคาถา

[๒๘] แต่ถ้าบุคคลนั้น ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม มีกิเลสดุจเครื่องปิดบัง๑- อันเปิดแล้ว [๒๙] พวกเธอจงทูลถามด้วยใจเท่านั้นถึงชาติ โคตร ลักษณะ มนตร์ ศิษย์คนอื่นๆ ศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป [๓๐] ถ้าบุคคลนั้นเป็นพระพุทธเจ้า ผู้มีปกติเห็นธรรมหาเครื่องกางกั้นมิได้ เมื่อพวกเธอถามปัญหาด้วยใจแล้ว ก็จักทรงวิสัชนาด้วยพระวาจา [๓๑] ครั้นฟังคำของพราหมณ์พาวรีแล้ว พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นศิษย์ คือ (๑) อชิตะ (๒) ติสสเมตเตยยะ (๓) ปุณณกะ (๔) เมตตคู [๓๒] (๕) โธตกะ (๖) อุปสีวะ (๗) นันทะ (๘) เหมกะ (๙) โตเทยยะ (๑๐) กัปปะ (๑๑) ชตุกัณณิ ผู้เป็นบัณฑิต [๓๓] (๑๒) ภัทราวุธ (๑๓) อุทัย (๑๔) โปสาละ (๑๕) โมฆราช ผู้มีปัญญา (๑๖) ปิงคิยะ ผู้เป็นมหาฤๅษี [๓๔] พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ ๑๖ คนนั้น แต่ละคนเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ มีชื่อปรากฏแก่ชาวโลกทั่วไป เป็นผู้บำเพ็ญฌาน ยินดีในฌาน เป็นผู้มีปัญญาปราดเปรื่อง เคยอบรมวาสนาแต่ชาติปางก่อนทั้งนั้น เชิงอรรถ : กิเลสดุจเครื่องปิดบัง มี ๕ อย่าง ได้แก่ ตัณหา ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อวิชชา พระผู้มีพระภาค ทรงเผากิเลสเหล่านี้ด้วยไฟคือญาณ (ดูรายละเอียดในข้อ ๑๑๘/๓๘๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส [ปารายนวรรค]

๑. วัตถุคาถา

[๓๕] ทุกคนเกล้าชฎาและครองหนังเสือ อภิวาทพราหมณ์พาวรีและกระทำประทักษิณแล้ว ต่างออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศอุดร [๓๖] สู่สถานที่ตั้งแคว้นมุฬกะ กรุงมาหิสสติในกาลนั้น กรุงอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสา เมืองวนสวหยา๑- [๓๗] กรุงโกสัมพี เมืองสาเกต กรุงสาวัตถีอันอุดม เมืองเสตัพยะ กรุงกบิลพัสดุ์ กรุงกุสินารา [๓๘] กรุงปาวา โภคนคร กรุงเวสาลี แคว้นมคธ และปาสาณกเจดีย์ อันรื่นรมย์ น่ารื่นเริงใจ [๓๙] พราหมณ์เหล่านั้นรีบขึ้นสู่ภูเขา เหมือนคนกระหายน้ำรีบหาน้ำเย็นดื่ม เหมือนพ่อค้าได้ลาภใหญ่มาครอง และเหมือนคนถูกความร้อนแผดเผารีบหาร่มเงา [๔๐] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ ประหนึ่งว่าราชสีห์บันลือสีหนาทอยู่ในป่า [๔๑] อชิตมาณพได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นดุจดวงอาทิตย์อันมีรัศมีเจิดจ้า และดุจดวงจันทร์เต็มดวงในวันเพ็ญ [๔๒] ลำดับนั้น อชิตมาณพยืนอยู่ ณ ที่สมควร รื่นเริงใจ เพราะได้เห็นอนุพยัญชนะ บริบูรณ์ในพระวรกายของพระผู้มีพระภาค จึงได้ทูลถามปัญหาด้วยใจว่า เชิงอรรถ : วนสวหยา มีชื่ออีก ๒ อย่าง คือ (๑) ปวนนคร (๒) วนสาวัตถี (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๐๑๓-๘/๔๓๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส [ปารายนวรรค]

๑. วัตถุคาถา

[๔๓] (อชิตมาณพทูลถามปัญหาทางใจว่า) ขอพระองค์ตรัสระบุให้แน่ชัด ถึงชาติ โคตร พร้อมด้วยลักษณะ ขอโปรดตรัสบอกความสำเร็จในมนตร์ทั้งหลายว่า พราหมณ์สอนมาณพเท่าไร [๔๔] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) พราหมณ์นั้นมีอายุ ๑๒๐ ปี ชื่อพาวรีโดยโคตร มีลักษณะ๑- ๓ อย่างอยู่ในตัว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท๒- [๔๕] พราหมณ์นั้นถึงความสำเร็จ ในลักษณะมนตร์๓- และประวัติศาสตร์๔- พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์๕- และเกฏุภศาสตร์๖- ชื่อว่าถึงความสำเร็จในหลักธรรมของตน กล่าวสอนมนตร์แก่ศิษย์ ๕๐๐ คน [๔๖] (อชิตมาณพทูลถามว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ผู้ตัดตัณหาเสียได้ ขอพระองค์โปรดประกาศความเด่นชัด แห่งลักษณะของพราหมณ์พาวรี อย่าให้พวกข้าพระองค์มีความสงสัยเลย เชิงอรรถ : ลักษณะ หมายถึงมหาปุริสลักษณะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๐๒๖-๗/๑๔๓๒) ไตรเพท หมายถึงคัมภีร์ ๓ คัมภีร์ คือฤคเวท (อิรุเวท) ยชุรเวท และสามเวท (ส่วนอาถรรพเวท ปรากฏภายหลังจากการปรากฏของพระสูตรนี้ มนตร์ ในคัมภีร์พระเวท หมายถึงบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า ซึ่งรวบรวมเป็นหมวดๆ เรียกชื่อว่า ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท ประวัติศาสตร์ คือพงศาวดารเล่าเรื่องเก่าๆ มักจะมีคำว่า สิ่งนี้ได้เป็นมาอย่างนี้ นิฆัณฑุศาสตร์ คัมภีร์ประเภทศัพท์มูลวิทยา (Etymology) คลังศัพท์ (Lexicon) หรืออภิธานศัพท์ (Glossary) ที่รวบรวมคำศัพท์ในพระเวทซึ่งเป็นคำยาก หรือคำที่เลิกใช้แล้ว นำมาอธิบายความหมาย เป็นส่วนหนึ่งของนิรุกติ ซึ่งเป็น ๑ ในเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤตเรียกว่า นิฆัณฏุ (ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒, ขุ.จู.อ. ๑๕/๑๔) เกฎุภศาสตร์ คัมภีร์ว่าด้วยกฎเกณฑ์การใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมแก่การประกอบพิธีกรรมต่างๆ เป็นส่วน หนึ่งของกัลปะซึ่งเป็น ๑ ในเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤตเรียกว่า ไกฏภ (ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒, ขุ.จู.อ. ๑๕/๑๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส [ปารายนวรรค]

๑. วัตถุคาถา

[๔๗] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) พราหมณ์นั้นย่อมใช้ลิ้นปิดหน้าได้ มีอุณาโลมอยู่ระหว่างคิ้ว มีคุยหฐานซ่อนอยู่ในฝัก มาณพ เธอจงรู้อย่างนี้ [๔๘] ชนทั้งปวงไม่ได้ยินใครถามปัญหาอะไร ได้ยินแต่ปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ ก็ปลาบปลื้มใจ ประนมอัญชลีแล้วพากันคิดไปต่างๆ ว่า [๔๙] ใครหนอ เป็นเทพ เป็นพระพรหม หรือพระอินทร์ผู้สุชัมบดีเมื่อถามปัญหาด้วยใจ พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปัญหานั้นกับใครเล่า [๕๐] (อชิตมาณพกราบทูลว่า) พราหมณ์พาวรีถามถึงเรื่องศีรษะ และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอพระองค์โปรดพยากรณ์ปัญหานั้น กำจัดความสงสัยของพวกข้าพระองค์ด้วยเถิด [๕๑] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เธอจงรู้เถิดว่า อวิชชาเป็นศีรษะ วิชชาที่ประกอบด้วยสัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะเป็นธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป [๕๒] ลำดับนั้น อชิตมาณพ มีความปลาบปลื้มใจมากล้น สนับสนุนแล้ว พาดหนังเสือเฉวียงบ่า ซบศีรษะลงแทบพระยุคลบาท (แล้วกราบทูลต่อไปว่า) [๕๓] ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ พราหมณ์พาวรี พร้อมด้วยเหล่าศิษย์มีจิตเบิกบาน ดีใจ ขอถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส [ปารายนวรรค]

๑. วัตถุคาถา

[๕๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ขอพราหมณ์พาวรี พร้อมด้วยเหล่าศิษย์ จงมีความสุขและแม้เธอเองก็ขอให้มีความสุข มีชีวิตอยู่ยืนนานเถิด มาณพ [๕๕] เราให้โอกาสแก่พราหมณ์พาวรี แก่เธอ และมาณพทั้งหมดถามข้อสงสัยทั้งปวง พวกเธอปรารถนาจะถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งก็จงถามเถิด [๕๖] อชิตมาณพได้รับโอกาสจากพระสัมพุทธเจ้าแล้ว นั่งประคองอัญชลี ทูลถามปัญหาข้อแรกกับพระตถาคต ณ ปาสาณกเจดีย์นั้น
วัตถุคาถาจบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๐ หน้า : ๑๐}


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๓๐ หน้าที่ ๑-๑๐. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=30&siri=1                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=30&A=1&Z=169                   ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=30&i=1                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๐ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu30


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :