ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑
๗. คิริมานันทเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระคิริมานันทเถระ
(พระคิริมานันทเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า) [๔๑๙] ภริยาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรมแล้ว บุตรของข้าพเจ้าก็ตกไปอยู่ป่าช้าแล้ว(ตาย) บิดามารดาและพี่ชายของข้าพเจ้าก็ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน [๔๒๐] เพราะความเศร้าโศกนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้รุ่มร้อน ผอมเหลือง จิตของข้าพเจ้าฟุ้งซ่าน คับแค้นใจด้วยความเศร้าโศกนั้น [๔๒๑] ข้าพเจ้ามากไปด้วยลูกศรคือความเศร้าโศกจึงเข้าไปยังชายป่า บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง อาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้ [๔๒๒] พระชินสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้กระทำที่สุดทุกข์ พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า จึงเสด็จมาใกล้ข้าพเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๗. คิริมานันทเถราปทาน

[๔๒๓] ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้า พระนามว่าสุเมธะ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ จึงแหงน(หน้า)มองดูพระมหามุนี [๔๒๔] พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ในครั้งนั้นข้าพเจ้าได้มีใจเบิกบาน เพราะเห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก [๔๒๕] ข้าพเจ้าจึงได้สติ แล้วได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ประทับนั่งบนใบไม้นั้น ด้วยความอนุเคราะห์ [๔๒๖] พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมเครื่องบรรเทาลูกศร คือความเศร้าโศกแก่ข้าพเจ้าว่า [๔๒๗] ชนเหล่านั้น ไม่มีใครเชิญก็พากันมาจากปรโลกนั้นเอง ไม่มีใครอนุญาตก็พากันไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว เขาก็พากันไปตามที่เขาจะไป จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของพวกเขานั้น [๔๒๘] เมื่อฝนตกลงมาคนเดินทางที่มีสิ่งของ ก็หลบฝนจนกว่าฝนจะหาย [๔๒๙] เมื่อฝนหายแล้ว พวกเขาก็ไปตามปรารถนาฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของเขานั้น [๔๓๐] แขกผู้จรมาผู้ทำเจ้าของบ้านให้หวั่นไหวสั่นสะท้านฉันใด มารดาและบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของเขานั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๗. คิริมานันทเถราปทาน

[๔๓๑] งูลอกคราบเก่าไปฉันใด มารดาและบิดาของท่านก็ฉันนั้น ย่อมละกายของตนในโลกนี้ไป [๔๓๒] ข้าพเจ้าได้ทราบพระพุทธดำรัสแล้ว จึงละลูกศรคือความเศร้าโศกได้ เกิดความปราโมทย์แล้ว ได้กราบไหว้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด [๔๓๓] ครั้นแล้ว ใช้ช่อดอกกล้วยไม้ที่มีกลิ่นหอมทิพย์ บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้เป็นพระมหานาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก [๔๓๔] ครั้นบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะระลึกถึงคุณอันเลิศแล้ว ได้สรรเสริญพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า [๔๓๕] ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีความเพียรมาก พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู เป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงข้ามพ้นแล้ว ยังทรงช่วยเหลือสรรพสัตว์ ด้วยพระญาณอีก [๔๓๖] ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระจักษุ พระองค์ตัดความเคลือบแคลงสงสัยของข้าพระองค์ และให้ข้าพระองค์บรรลุมรรคด้วยพระญาณของพระองค์ [๔๓๗] พระอรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก เที่ยวไปในอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ แวดล้อมอยู่ในขณะนั้น [๔๓๘] พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผล เป็นสาวกของพระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๗. คิริมานันทเถราปทาน

สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมเบ่งบาน เหมือนดอกปทุมแย้มบานเมื่อดวงอาทิตย์อุทัย [๔๓๙] มหาสมุทรประมาณมิได้ ไม่มีอะไรเทียมเท่า ยากที่จะข้ามได้ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ พระองค์ก็ทรงสมบูรณ์ด้วยพระญาณนับประมาณมิได้ ฉันนั้น [๔๔๐] ข้าพเจ้าได้คุกเข่าน้อมไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชนะโลก ผู้มีพระจักษุ มีพระยศยิ่งใหญ่ทุกทิศแล้วหลีกไป [๔๔๑] ข้าพเจ้าจุติจากเทวโลกแล้ว มีสติสัมปชัญญะอยู่เฉพาะหน้า เร่ร่อนอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ลงมาปฏิสนธิในครรภ์มารดา [๔๔๒] ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญารักษาตน มีปกติเข้าฌาน มีการหลีกเร้นเป็นอารมณ์ [๔๔๓] ตั้งความเพียร ให้พระมหามุนีทรงพอพระทัย พ้นจากกิเลส ดังดวงจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆ อยู่ทุกเมื่อ [๔๔๔] ข้าพเจ้าเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ [๔๔๕] ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธเจ้าไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า [๔๔๖] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน

อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก [๔๔๗] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว [๔๔๘] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระคิริมานันทเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
คิริมานันทเถราปทานที่ ๗ จบ


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๓๒ หน้าที่ ๖๓๙-๖๔๓. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=32&siri=399                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=32&A=8669&Z=8722                   ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=32&i=399                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu32


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :