ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค]

๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน

๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระเอกาสนทายิกาเถรี
(พระเอกาสนทายิกาเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า) [๓๗] ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เป็นหญิงร้อยพวงมาลัยอยู่ในกรุงหงสวดี มารดาบิดาของหม่อมฉันไปทำงาน [๓๘] หม่อมฉันได้เห็นพระสมณะกำลังเดินไปตามถนน ในเวลาเที่ยงวัน จึงได้ปูลาดอาสนะถวาย [๓๙] ครั้นปูลาดอาสนะด้วยผ้าโกเชาว์อันวิจิตรเป็นต้นแล้ว เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส มีใจยินดีกล่าวดังนี้ว่า [๔๐] ‘ภูมิภาคร้อนระอุ เวลาเที่ยงวัน ลมก็ไม่รำเพยพัด และเวลาก็จะล่วงเลยแล้ว [๔๑] ข้าแต่พระมหามุนี อาสนะนี้หม่อมฉันปูลาดไว้เพื่อพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดอนุเคราะห์ นั่งบนอาสนะของหม่อมฉันเถิด’ [๔๒] พระสมณะผู้ฝึกตนดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ ได้นั่งบนอาสนะนั้น หม่อมฉันรับบาตรของท่านแล้ว ได้ถวายบิณฑบาตตามที่ตนหุงต้มไว้ [๔๓] ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ [๔๔] ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานสูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ ซึ่งบุญกรรมเนรมิตสร้างขึ้นอย่างสวยงาม เพื่อหม่อมฉันเพราะ(การปูลาด)อาสนะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค]

๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน

[๔๕] บัลลังก์ของหม่อมฉันมีหลายชนิด คือบัลลังก์ทองคำ บัลลังก์แก้วมณี บัลลังก์แก้วผลึก และบัลลังก์แก้วทับทิม [๔๖] บัลลังก์ของหม่อมฉันปูลาดด้วยเครื่องลาดที่ยัดด้วยนุ่น ด้วยเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยรูปราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น๑- ก็มี ด้วยเครื่องลาดแกมไหมประดับด้วยเพชรพลอยก็มี ด้วยเครื่องลาดมีขนตั้งขึ้นด้านเดียวก็มี [๔๗] หม่อมฉันเพียบพร้อมด้วยความร่าเริงสนุกสนาน ไปได้ตามที่หม่อมฉันปรารถนา พร้อมกับบัลลังก์อันประเสริฐในคราวที่หม่อมฉันต้องการจะไป [๔๘] หม่อมฉันได้เป็นพระมเหสีของท้าวเทวราช ๘๐ พระองค์ และได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๐ พระองค์ [๔๙] เมื่อหม่อมฉันยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้โภคสมบัติมากมาย หม่อมฉันไม่มีความบกพร่องด้วยโภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งการปูลาดอาสนะที่เดียวถวาย [๕๐] หม่อมฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๒ ภพ คือ (๑) ภพเทวดา (๒) ภพมนุษย์ ภพอื่นหม่อมฉันไม่รู้จักเลย นี้เป็นผลแห่งการปูลาดอาสนะที่เดียวถวาย [๕๑] หม่อมฉันเกิดเฉพาะใน ๒ ตระกูล คือ (๑) ตระกูลกษัตริย์ (๒) ตระกูลพราหมณ์ หม่อมฉันเกิดในตระกูลสูงทุกๆ ภพ นี้เป็นผลแห่งการปูลาดอาสนะที่เดียวถวาย เชิงอรรถ : ด้วยเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยรูปราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น แปลมาจากศัพท์ว่า วิกติกา (ตามนัยอภิธานัป- ปทีปิกา ๓๑๔/๘๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๙๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค]

๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน

[๕๒] ความโทมนัสที่ทำจิตของหม่อมฉันให้เร่าร้อนหม่อมฉันก็ไม่รู้จัก ความเป็นผู้มีผิวพรรณทรามหม่อมฉันก็ไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งการปูลาดอาสนะที่เดียวถวาย [๕๓] พี่เลี้ยงนางนม หญิงค่อม และหญิงรับใช้จำนวนมาก ต่างก็ปรนนิบัติหม่อมฉัน หม่อมฉันถูกพี่เลี้ยงต่างผลัดกันอุ้ม นี้เป็นผลแห่งการปูลาดอาสนะที่เดียวถวาย [๕๔] พี่เลี้ยงพวกหนึ่งอาบน้ำให้หม่อมฉัน พวกหนึ่งคอยป้อนข้าวหม่อมฉัน พวกหนึ่งประดับตกแต่งหม่อมฉัน พวกหนึ่งชวนหม่อมฉันให้รื่นรมย์ทุกเวลา พวกหนึ่งลูบไล้ของหอมให้ นี้เป็นผลแห่งการปูอาสนะที่เดียวถวาย [๕๕] บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของหม่อมฉันผู้อยู่ที่มณฑป โคนไม้ หรือที่เรือนว่าง ย่อมปรากฏขึ้น [๕๖] ภพนี้เป็นภพสุดท้ายของหม่อมฉัน ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ แม้ในวันนี้หม่อมฉันก็สละราชสมบัติออกบวชเป็นบรรพชิต [๕๗] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป หม่อมฉันได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการปูอาสนะที่เดียวถวาย [๕๘] กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๙๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. เอกูโปสถิกวรรค]

๕. ปัญจทีปทายิกาเถริยาปทาน

[๕๙] การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว [๖๐] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า พระเอกาสนทายิกาภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
เอกาสนทายิกาเถริยาปทานที่ ๔ จบ


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๓๓ หน้าที่ ๓๙๑-๓๙๔. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=33&siri=165                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=33&A=4366&Z=4409                   ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33&i=154                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu33


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com