ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
๖. มูคปักขจริยา
ว่าด้วยพระจริยาของพระมูคปักขกุมาร
[๔๘] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสี ชนทั้งหลายเรียกเราโดยชื่อว่ามูคปักขกุมารบ้าง เตมิยกุมารบ้าง [๔๙] ครั้งนั้น นางสนมกำนัล ๑๖,๐๐๐ นาง ไม่มีพระราชโอรส โดยวันคืนล่วงไปๆ เราเกิดขึ้นเพียงผู้เดียว [๕๐] พระราชบิดารับสั่งให้กั้นเศวตฉัตร ให้เลี้ยงดูเราผู้เป็นบุตรสุดที่รักซึ่งได้โดยยาก เป็นอภิชาตบุตร ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง บนที่นอน [๕๑] ครั้งนั้น เรานอนหลับอยู่บนที่นอนอันอ่อนนุ่ม ตื่นขึ้นแล้วได้เห็นเศวตฉัตร ซึ่งเป็นเหตุให้เราตกนรก [๕๒] ความสะดุ้งหวาดกลัว เกิดขึ้นแล้วแก่เรา พร้อมกับได้เห็นเศวตฉัตร เราถึงความตัดสินใจว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจะเปลื้องราชสมบัตินี้ได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๖๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๓. ยุธัญชยวรรค]

๖. มูคปักขจริยา

[๕๓] เทวดาผู้เป็นสาโลหิตของเรามาก่อน ผู้ใคร่ประโยชน์ต่อเรา เห็นเราประสบทุกข์ จึงแนะนำเราให้ประกอบในเหตุ ๓ ประการว่า [๕๔] ท่านจงอย่าแสดงความเป็นบัณฑิต จงแสดงความเป็นคนโง่แก่ชนทั้งปวง ชนทั้งหมดก็จะดูหมิ่นท่าน ประโยชน์จักสำเร็จแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ [๕๕] เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวดังนี้ว่า เทวดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำที่ท่านกล่าวกับเรา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ เป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูลแก่เรา [๕๖] ครั้นเราได้ฟังคำของเทวดานั้นแล้ว เหมือนได้พบฝั่งในสาคร ร่าเริง ตื้นตันใจ ได้อธิษฐานองค์ ๓ ประการ [๕๗] คือ เราเป็นคนใบ้ เป็นคนหูหนวก เป็นคนง่อยเปลี้ย เว้นจากคติ เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี [๕๘] ครั้งนั้น เสนาบดีเป็นต้นตรวจดูมือเท้าลิ้นและช่องหูของเราแล้ว เห็นความไม่บกพร่องของเราก็ติเตียนว่า เป็นคนกาลกิณี [๕๙] แต่นั้น ชาวชนบท เสนาบดี และปุโรหิตทั้งปวง ร่วมใจกันทั้งหมด ดีใจการที่รับสั่งให้นำไปทิ้ง [๖๐] เรานั้นได้ฟังความประสงค์ของเสนาบดีเป็นต้นนั้นแล้ว ร่าเริง ตื้นตันใจว่า เราประพฤติตบะมาเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นสำเร็จแล้วแก่เรา [๖๑] ราชบุรุษทั้งหลายอาบน้ำให้เรา ไล้ทาด้วยของหอม สวมราชมงกุฎราชาภิเษกแล้ว ให้กั้นเศวตฉัตรทำประทักษิณนคร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๖๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๓. ยุธัญชยวรรค]

๗. กปิลราชจริยา

[๖๒] ให้กั้นไว้ ๗ วัน พอดวงอาทิตย์อุทัย นายสารถีก็อุ้มเราขึ้นรถ เข้าไปยังป่า [๖๓] นายสารถีหยุดรถไว้ ณ โอกาสหนึ่ง ปล่อยรถเทียมม้าพ้นมือก็ขุดหลุมเพื่อจะฝังเราเสียในแผ่นดิน [๖๔] พระมหากษัตริย์ทรงคุกคามการอธิษฐาน ที่เราอธิษฐานไว้ด้วยเหตุต่างๆ แต่เราก็ไม่ทำลายการอธิษฐานนั้นเด็ดขาด เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น [๖๕] พระมารดาและพระบิดาจะเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับเราก็หาไม่ ตนของเราจะเป็นที่น่ารังเกียจก็หาไม่ แต่เพราะพระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้ [๖๖] เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี บุคคลมีอธิษฐานเสมอเราไม่มี นี้เป็นอธิษฐานบารมีของเรา ฉะนี้แล
มูคปักขจริยาที่ ๖ จบ


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๓๓ หน้าที่ ๗๖๔-๗๖๖. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=33&siri=245                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=33&A=9269&Z=9307                   ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33&i=234                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu33


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com