ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
๙. ธัมมรุจิเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระธัมมรุจิเถระ
(พระธัมมรุจิเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า) [๑๖๔] ในเวลาที่พระพุทธชินเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์สุเมธดาบสว่า ในกัปนับประมาณมิได้จากกัปนี้ไป ดาบสนี้จักเป็นพระพุทธเจ้า [๑๖๕] พระมารดาผู้ให้กำเนิดดาบสนี้ จักมีพระนามว่ามายา พระบิดาจักมีพระนามว่าสุทโธทนะ ดาบสนี้จักมีนามว่าโคดม [๑๖๖] ดาบสนี้จักตั้งความเพียรบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว จักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ตรัสรู้ที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๙. ปังสุกูลวรรค]

๙. ธัมมรุจิเถราปทาน

[๑๖๗] พระอุปติสสเถระและพระโกลิตเถระจักเป็นพระอัครสาวก พระอุปัฏฐากชื่อว่าพระอานนท์ จักอุปัฏฐากพระชินเจ้านี้ [๑๖๘] เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณีจักเป็นพระอัครสาวิกา จิตตคหบดีอุบาสกและหัตถกคหบดีอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี จักเป็นอัครอุบาสก [๑๖๙] ขุชชุตตราอุบาสิกาและนันทมารดาอุบาสิกาเป็นอัครอุบาสิกา ต้นไม้เป็นสถานที่ตรัสรู้ของนักปราชญ์ผู้นี้ ชาวโลกเรียกกันว่าต้นอัสสัตถพฤกษ์ [๑๗๐] มนุษย์และเทวดาได้สดับพระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะหาใครเสมอเหมือนมิได้ ต่างเป็นผู้เบิกบานประนมมือนมัสการ [๑๗๑] ข้าแต่พระมหามุนี ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นมาณพชื่อเมฆะ ศึกษามาดีแล้ว ได้สดับคำพยากรณ์อันประเสริฐของสุเมธดาบส [๑๗๒] ข้าพเจ้าเป็นผู้คุ้นเคยกับสุเมธดาบส ผู้มีความกรุณา และรีบออกบวชตามสุเมธดาบส ผู้มีความเพียร ซึ่งบวชอยู่ [๑๗๓] เป็นผู้สำรวมในปาติโมกข์และอินทรีย์ ๕ มีอาชีวะหมดจด มีสติ เป็นนักปราชญ์ กระทำตามคำสั่งสอนของพระชินเจ้า [๑๗๔] ข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างนี้ ถูกปาปมิตรบางคนชักนำในความประพฤติเลวทราม ถูกขจัดออกจากหนทางที่ชอบแล้ว [๑๗๕] เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งวิตก จึงหลีกออกจากศาสนา ภายหลังถูกปาปมิตรนั้นชักชวนให้ฆ่ามารดา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๕๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๙. ปังสุกูลวรรค]

๙. ธัมมรุจิเถราปทาน

[๑๗๖] ข้าพเจ้ามีจิตชั่วร้ายได้ทำอนันตริยกรรมฆ่ามารดา จุติจากภพนั้นแล้วไปเกิดในอเวจีมหานรกที่แสนจะทารุณ [๑๗๗] ข้าพเจ้าตกนรกประสบความลำบากเวียนว่ายตายเกิดอยู่นาน ไม่ได้เห็นสุเมธดาบส ผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้ประเสริฐกว่านรชน [๑๗๘] ในกัปนี้ ข้าพเจ้าเกิดเป็นปลาติมิงคละอยู่ในมหาสมุทร เห็นเรือในสมุทรสาคร จึงเข้าไปเพื่อจะกิน [๑๗๙] พวกพ่อค้าเห็นข้าพเจ้าก็กลัว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ข้าพเจ้าได้ยินเสียงกึกก้องว่า โคตมะ ที่พ่อค้าเหล่านั้นเปล่งขึ้น [๑๘๐] จึงนึกถึงสัญญาเก่าขึ้นมาได้ จากนั้นก็เสียชีวิตแล้ว ไปเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่มั่งคั่ง ในกรุงสาวัตถี [๑๘๑] ข้าพเจ้าชื่อว่าธัมมรุจิ เป็นผู้เกลียดบาปกรรมทุกอย่าง พออายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้พบพระพุทธองค์ผู้ส่องโลกให้โชติช่วง [๑๘๒] ข้าพเจ้าจึงได้ไปยังพระเชตวันมหาวิหาร แล้วบวชเป็นบรรพชิต เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ๓ ครั้ง ต่อคืนและวัน [๑๘๓] ครั้งนั้น พระองค์ผู้เป็นมุนี ทอดพระเนตรเห็นข้าพเจ้าเข้าจึงตรัสว่า ธัมมรุจิ ท่านจงระลึกถึงเรา ลำดับนั้น ข้าพเจ้ากราบทูลบุพกรรมอย่างแจ่มแจ้ง กับพระพุทธเจ้าว่า [๑๘๔] นานมาแล้ว ข้าพระองค์ไม่ได้พบพระองค์ ผู้ทรงบุญลักษณะตั้ง ๑๐๐ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๕๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๙. ปังสุกูลวรรค]

๙. ธัมมรุจิเถราปทาน

ผู้ทรงมีเหตุปัจจัยบริสุทธิ์ในชาติปางก่อน บัดนี้ ข้าพระองค์ได้พบพระสรีระของพระองค์ นับว่าเป็นการเห็นที่ประเสริฐแท้ ไม่มีสิ่งเปรียบ [๑๘๕] ความมืดคือโมหะ พระองค์ขจัดได้สิ้นเชิงหนอ ข้าพเจ้าชมเชยพระองค์แล้ว แม่น้ำคือตัณหา อันพระองค์ผู้มีอินทรีย์อันรักษาไว้ดีแล้ว ให้เหือดแห้งไปโดยสิ้นเชิง พระนิพพานที่ไม่มีมลทิน๑- อันพระองค์ทรงชำระดีแล้ว สิ้นกาลนาน ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์บรรลุนัยนา๒- ที่สำเร็จด้วยญาณสิ้นกาลนาน [๑๘๖] ข้าพระองค์พินาศไปในระหว่างตลอดกาลนาน ข้าแต่พระโคดม แต่วันนี้ ข้าพระองค์ได้พบพระองค์ การพบเป็นต้นที่ได้ทำไว้จักไม่พินาศไปอีก [๑๘๗] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ [๑๘๘] การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว เชิงอรรถ : พระนิพพานที่ไม่มีมลทิน หมายถึงบรรลุนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๒/๑๘๕-๘๖/๒๖๑) บรรลุนัยนา หมายถึงทิพพจักขุ (ขุ.อป.อ. ๒/๑๘๕-๘๖/๒๖๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๙. ปังสุกูลวรรค]

๑๐. สาลมัณฑปิยเถราปทาน

[๑๘๙] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระธัมมรุจิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
ธัมมรุจิเถราปทานที่ ๙ จบ


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๓๓ หน้าที่ ๑๕๗-๑๖๑. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=33&siri=79                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=33&A=1792&Z=1844                   ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33&i=79                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu33


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :