ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
เวนาคสูตร
[๕๐๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อม ด้วยภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก เสด็จถึงพราหมณคามแห่งชาวโกศลชื่อ เวนาคปุระ พราหมณ์คฤหบดีชาวเวนาคปุระได้สดับข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จมาถึงเวนาคปุระโดยลำดับ ก็กิตติศัพท์อันงาม ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนก ธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้ง ชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็น ปานนั้น ย่อมเป็นความดีแล ครั้งนั้นแล พราหมณ์และคฤหบดีชาวเวนาคปุระ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้น ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวก ประนมมือไหว้ไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวก ประกาศชื่อและโคตรแล้ว นั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พราหมณ์วัจฉโคตรชาวเวนาคปุระ ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใสยิ่งนัก พระฉวีวรรณของท่าน พระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านพระโคดม ผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนกับผลพุทราสุก ที่มีในสรทกาลอันเป็นของบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือน ผลตาลสุกที่หลุดจากขั้วอันเป็นของบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนกับแท่งทองชมพูนุทที่บุตรนายช่างทองผู้ขยันหลอมดีแล้ว อันนายช่างทอง ผู้ฉลาดบุดีแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง ส่องแสงประกาย สุกสะกาว ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกิน ประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขน แกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐาน เป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะ อันวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย มีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดมีขนแกะข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขน แกะจุนางฟ้อน ๑๖ คนยืนรำได้ เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่อง ลาดในรถ เครื่องลาดทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดี ทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง ท่านพระโคดมได้ ที่นอนที่นั่งสูงใหญ่เห็นปานนี้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากเป็นแน่ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ที่นอนที่นั่งอันสูงใหญ่เหล่านั้น คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ ... เครื่องลาดมีหมอนข้าง บรรพชิตหาได้ยาก และที่ได้ แล้วก็ไม่ควรใช้สอย ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิดนี้ ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิด เหล่าไหน คือ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ๑ ที่นั่งที่นอนอัน สูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ๑ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ๑ ดูกร พราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิดนี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็น ของทิพย์ ซึ่งทุกวันนี้ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ ลำบาก เป็นไฉน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้า เรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลาหลังอาหารกลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่ง มีอยู่ ณ ที่นั้นเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติ และ สุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรม เอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจาร สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่ สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติ สิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มี อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เข้าจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรพราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้เดินจงกรมอยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อ ว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่ ที่ยืนในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเรา ผู้เป็นเช่นนี้นั่งอยู่ ที่นั่งในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้นอน อยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ดูกรพราหมณ์ที่นั่งที่นอน อันสูงใหญ่อันเป็นของทิพย์นี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดย ไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ เคยมีมาแล้ว เพราะใครคนอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูง ใหญ่ที่เป็นของทิพย์เห็นปานดังนี้ ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ซึ่งทุกวันนี้ ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้า เรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้นเข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือน กัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความ เป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วย กรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศ หนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วย ใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่ มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูกรพราหมณ์ ถ้าเรานั้นเป็นผู้เช่นนี้เดินจงกรม อยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพรหม ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ ยืนอยู่ ... นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของ พรหม ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหมนี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ เคยมีมาแล้ว เพราะใครอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ที่เป็นของพรหมตามความปรารถนา จักได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ซึ่งทุกวันนี้ ท่านพระ โคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้า นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลา หลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่ง มีอยู่ ณ ที่นั้น รวมเข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะ หน้า เรารู้ชัดอย่างนี้ว่า ราคะเราละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือน ตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา โทสะ ... โมหะเรา ละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้ เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรพราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้เดินจงกรมอยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพระอริยะ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่ ... นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่นั้น สมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพระ อริยะ ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้านี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ เคยมีมาแล้ว เพราะใครอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ที่เป็นของพระอริยเจ้า เห็นปานดังนี้ตามความปรารถนา จักได้โดยไม่ยาก ไม่ ลำบาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนก ปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คน ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านี้ ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและ พระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งหลายว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ บรรทัดที่ ๔๗๓๙ - ๔๘๕๔. หน้าที่ ๒๐๔ - ๒๐๘. http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=4739&Z=4854&pagebreak=0              อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :- http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=20&siri=108              ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=503              ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย :- [503] http://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=20&item=503&items=1 [503-503] http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali.php?B=20&A=503&Z=503              สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ http://84000.org/tipitaka/read/?สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่_๒๐ http://84000.org/tipitaka/read/?index_20

อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย

บันทึก ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com