ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์
๑๖. ญาณวิภังค์
มาติกา
เอกกมาติกา
[๗๙๕] ญาณวัตถุหมวดละ ๑ คือ วิญญาณ ๕ ๑- เป็นนเหตุ เป็น อเหตุกะ เป็นเหตุวิปปยุต เป็นสัปปัจจยะ เป็นสังขตะ เป็นอรูป เป็นโลกิยะ เป็นสาสวะ เป็นสัญโญชนิยะ เป็นคันถนิยะ เป็นโอฆนิยะ เป็นโยคนิยะ เป็น @๑. จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ นีวรณิยะ เป็นปรามัฏฐะ เป็นอุปาทานิยะ เป็นสังกิเลสิกะ เป็นอัพยากฤต เป็นสารัมมณะ เป็นอเจตสิกะ เป็นวิบาก เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอสังกิลิฏฐ- *สังกิเลสิกะ เป็นนสวิตักกสวิจาระ เป็นนอวิตักกวิจารมัตตะ เป็นอวิตักกาวิจาระ เป็นนปีติสหคตะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหา- *ตัพพเหตุกะ เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี เป็นเนวเสกขนาเสกขะ เป็นปริตตะ เป็นกามาวจร เป็นนรูปาวจร เป็นนอรูปาวจร เป็นปริยาปันนะ เป็นโนอปริยาปันนะ เป็นอนิยตะ เป็นอนิยยานิกะ เป็นอุปปันนมโนวิญญาณวิญเญยยะ เป็นอนิจจะ เป็นชราภิภูตะ วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของ- *กันและกัน ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่นึก ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ทำไว้ในใจ จะ เกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ จะเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกันก็หาไม่ ย่อมไม่เกิด ต่อจากลำดับของกันและกัน วิญญาณ ๕ ไม่มีความคิดนึก บุคคลย่อมไม่รู้แจ้ง ธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อัน ใดอันหนึ่ง บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่สำเร็จ อิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่ประกอบ กายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม ด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ ประกอบวจีกรรมแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรม และอกุศลธรรม ด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติด้วย วิญญาณ ๕ ย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่จุติไม่เกิด แม้ต่อจากลำดับแห่ง วิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตาม ความเป็นจริงดังที่กล่าวมานี้ ญาณวัตถุหมวดละ ๑ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ทุกมาติกา
[๗๙๖] ญาณวัตถุหมวดละ ๒ คือ โลกิยปัญญา โลกุตตรปัญญา เกนจิวิญเญยยปัญญา เกนจินวิญเญยยปัญญา สาสวปัญญา อนาสวปัญญา อาสว- *วิปปยุตตสาสวปัญญา อาสววิปปยุตตอนาสวปัญญา สัญโญชนิยปัญญา อสัญ- *โญชนิยปัญญา สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา สัญโญชนวิปปยุตตอสัญ- *โญชนิยปัญญา คันถนิยปัญญา อคันถนิยปัญญา คันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญา คันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา โอฆนิยปัญญา อโนฆนิยปัญญา โอฆวิปปยุตต- *โอฆนิยปัญญา โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา โยคนิยปัญญา อโยคนิยปัญญา โยควิปปยุตตโยคนิยปัญญา โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา นีวรณิยปัญญา อนีวร- *ณิยปัญญา นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา นีวรณวิปปยุตตอนิวรณิยปัญญา ปรา- *มัฏฐปัญญา อปรามัฏฐปัญญา ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา ปรามาสวิปป- *ยุตตอปรามัฏฐปัญญา อุปาทินนปัญญา อนุปาทินนปัญญา อุปาทานิยปัญญา อนุปาทานิยปัญญา อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา อุปาทานวิปปยุตตอนุ- *ปาทานิยปัญญา สังกิเลสิกปัญญา อสังกิเลสิกปัญญา กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิก- *ปัญญา กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา สวิตักกปัญญา อวิตักกปัญญา สวิจาร- *ปัญญา อวิจารปัญญา สัปปีติกปัญญา อัปปีติกปัญญา ปีติสหคตปัญญา นปีติ- *สหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา นสุขสหคตปัญญา อุเปกขาสหคตปัญญา นอุเปกขาสหคตปัญญา กามาวจรปัญญา นกามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา นรูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา นอรูปาวจรปัญญา ปริยาปันนปัญญา อปริยา- *ปันนปัญญา นิยยานิกปัญญา อนิยยานิกปัญญา นิยตปัญญา อนิยตปัญญา สอุตตรปัญญา อนุตตรปัญญา อัตถชาปิกปัญญา ชาปีตัตถปัญญา ญาณวัตถุ หมวดละ ๒ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ติกมาติกา
[๗๙๗] ญาณวัตถุหมวดละ ๓ คือ จินตามยปัญญา สุตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ทานมยปัญญา สีลมยปัญญา ภาวนามยปัญญา อธิสีลปัญญา อธิจิตตปัญญา อธิปัญญาปัญญา อายโกศล อปายโกศล อุปายโกศล วิปากปัญญา วิปากธัมมธัมมปัญญา เนววิปากนวิปากธัมมธัมมปัญญา อุปาทินนุปาทานิยปัญญา อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา อนุปาทินนานุปาทานิยปัญญา สวิตักกสวิจารปัญญา อวิตักกวิจารมัตตปัญญา อวิตักกาวิจารปัญญา ปีติสหคต- *ปัญญา สุขสหคตปัญญา อุเปกขาสหคตปัญญา อาจยคามินีปัญญา อปจยคามินี- *ปัญญา เนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา เสกขปัญญา อเสกขปัญญา เนวเสก- *ขนาเสกขปัญญา ปริตตปัญญา มหัคคตปัญญา อัปปมาณปัญญา ปริตตรัมมณ- *ปัญญา มหัคคตารัมมณปัญญา อัปปมาณารัมมณปัญญา มัคคารัมมณปัญญา มัคคเหตุกปัญญา มัคคาธิปตินีปัญญา อุปปันนปัญญา อนุปปันนปัญญา อุปปา- *ทินีปัญญา อดีตปัญญา อนาคตปัญญา ปัจจุปปันนปัญญา อตีตารัมมณปัญญา อนาคตารัมมณปัญญา ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา อัชฌัตตปัญญา พหิทธาปัญญา อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา อัชฌัตตารัมมณปัญญา พหิทธารัมมณปัญญา อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนว- *วิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็น อนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี สวิตักกสวิจาร- *ปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินี ก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนา- *เสกขะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปป- *มาณะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคค- *เหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็น อนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคต ก็มี เป็นปัจจุบันก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตา- *รัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตา- *รัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็น เนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อวิตักกวิจารมัตต- *ปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินี ก็มี อวิตักกวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะ ก็มี อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี อวิตักกวิจาร- *ปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนว- *วิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็น เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี อวิตักกาวิจาร- *ปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินี ก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนา- *เสกขะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคค- *เหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุป- *ปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะ ก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็น พหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตารัมมณะ ก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมม- *ธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทา- *นิยะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิ- *ตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี ปีติ- *สหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสก- *ขนาเสกขะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะ ก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นปริตตารัมมณะ ก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุข- *สหคตปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปันนะก็มี เป็น อุปปาทินีก็มี ปิติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็น อนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคต- *ปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี ปิติสหคต- *ปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็น อัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็น เนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อุเปกขาสหคต- *ปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินี- *ก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนา- *เสกขะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะ ก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็น อัปปมาณารัมมณะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะ ก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปันนะ ก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็น ปัจจุบันก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธา ก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ญาณวัตถุ หมวดละ ๓ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
จตุกกมาติกา
[๗๙๘] ญาณวัตถุหมวดละ ๔ คือ กัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโล- *มิกญาณ มัคคสมังคิญาณ ผลสมังคิญาณ ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกข- *นิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ กามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ธรรมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณ สัมมติญาณ อาจยโนอปจยปัญญา อปจยโนอาจยปัญญา อาจยอปจยปัญญา เนวาจยโนอปจยปัญญา นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา ปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญา นิพพิทาปฏิเวธปัญญา เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา หานภาคินีปัญญา ฐิติภาคินี- *ปัญญา วิเสสภาคินีปัญญา นิพเพธภาคินีปัญญา ปฏิสัมภิทา ๔ ปฏิปทา ๔ อารมณ์ ๔ ชรามรณญาณ ชรามรณสมุทยญาณ ชรามรณนิโรธญาณ ชรามรณ- *นิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ชาติญาณ ฯลฯ ภวญาณ ฯลฯ อุปาทานญาณ ฯลฯ ตัณหาญาณ ฯลฯ เวทนาญาณ ฯลฯ ผัสสญาณ ฯลฯ สฬายตนญาณ ฯลฯ นามรูปญาณ ฯลฯ วิญญาณญาณ ฯลฯ สังขารญาณ สังขารสมุทยญาณ สังขารนิโรธญาณ สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ญาณวัตถุ หมวดละ ๔ ย่อม มี ด้วยประการฉะนี้
ปัญจก-ฉักก-สัตตก-อัฏฐก-นวกมาติกา
[๗๙๙] ญาณวัตถุ หมวดละ ๕ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ สัมมาสมาธิ มีญาณ ๕ ญาณวัตถุ หมวดละ ๕ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้ ญาณวัตถุ หมวดละ ๖ คือ ปัญญาในอภิญญา ๖ ญาณวัตถุ หมวดละ ๖ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้ ญาณวัตถุ หมวดละ ๗ คือ ญาณวัตถุในธรรมแต่ละ ๗ ละ ๗ ญาณวัตถุ หมวดละ ๗ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้ ญาณวัตถุ หมวดละ ๘ คือ ปัญญาในมรรค ๔ ปัญญาในผล ๔ ญาณ- *วัตถุ หมวดละ ๘ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้ ญาณวัตถุ หมวดละ ๙ คือ ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ญาณวัตถุ หมวดละ ๙ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ทสกมาติกา
[๘๐๐] ญาณวัตถุ หมวดละ ๑๐ คือ พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศ พรหมจักร กำลังเหล่านั้นชื่อว่า กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต เป็นไฉน ๑. พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็น ฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง พระ ตถาคตทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดย ความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือ สีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ๒. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบวิบากของกัมมสมาทาน อัน เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ พระตถาคต ทรงทราบวิบากของกัมมสมาทานอันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรง อาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาท ในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ๓. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความ เป็นจริง พระตถาคตทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็ เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐาน อันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็น กำลังของพระตถาคต ๔. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบโลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบโลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือ สีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ๕. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมี อัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมี อัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือ สีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ๖. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความแก่กล้าและไม่แก่กล้า แห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง พระตถาคต ทรงทราบความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคล เหล่าอื่น ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือ สีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ๗. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่อง แผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของ พระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของ พระตถาคต ๘. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความระลึกชาติหนหลังได้ ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็น จริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลัง ใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรง ประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ๙. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความจุติและเกิดของสัตว์ ทั้งหลายตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคต ทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาท ในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความ เป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะ อันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็น กำลังของพระตถาคต พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านี้ ชื่อว่า กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต ญาณวัตถุ หมวดละ ๑๐ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
มาติกา จบ

             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ บรรทัดที่ ๑๐๕๙๗ - ๑๐๘๒๘. หน้าที่ ๔๕๗ - ๔๖๗. http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=35&A=10597&Z=10828&pagebreak=0              อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :- http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=35&siri=62              ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=35&i=795              ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย :- [795-800] http://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=35&item=795&items=6 [795-800] http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali.php?B=35&A=795&Z=800              สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕ http://84000.org/tipitaka/read/?สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่_๓๕ http://84000.org/tipitaka/read/?index_35

อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย

บันทึก ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com