ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์
วรรคที่ ๒๐
อสัญจิจจกถา
[๑๘๐๙] สกวาที บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง โดยไม่ได้เจตนา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว @๑. ม. มู. ข้อ ๓๒๓ หน้า ๓๒๕ ส. บุคคลฆ่าสัตว์โดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า ทำปาณาติบาต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ฯลฯ กล่าวคำเท็จโดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า กล่าวมุสาวาท หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๑๐] ส. บุคคลฆ่าสัตว์โดยมิได้แกล้ง ไม่เป็นผู้ชื่อว่า ทำปาณาติบาต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง ไม่เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ฯลฯ กล่าวคำเท็จโดยมิได้แกล้ง ไม่เป็นผู้ชื่อว่า กล่าวมุสาวาท หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง ไม่เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๑๑] ส. บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คำว่า บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ? ป. ไม่มี ส. คำว่า บุคคลแกล้งปลงชีวิตมารดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า คำว่า บุคคลแกล้งปลงชีวิตมารดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้ แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม [๑๘๑๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่ามารดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้ว มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า เขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่ามารดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่าบิดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เขาได้ปลงชีวิตบิดาแล้ว มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า เขาได้ปลงชีวิตบิดาแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคล ผู้ฆ่าบิดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์ เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เขาได้ปลงชีวิตพระอรหันต์แล้ว มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า เขาได้ปลงชีวิตพระอรหันต์แล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์ เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ยังพระโลหิตให้ห้อขึ้น เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริย- กรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เขาได้ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อแล้ว มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า เขาได้ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ยังพระโลหิตให้ห้อไป เป็นผู้ชื่อว่า ทำ อนันตริยกรรม ส. บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรมทั้งหมด หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรมทั้งหมด หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลเป็นผู้มีความสำคัญว่า ถูกธรรมยังสงฆ์ให้แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลเป็นผู้มีความสำคัญว่า ถูกธรรมยังสงฆ์ให้แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรอุบาลี บุคคลผู้ทำสังฆเภท ที่จะต้อง ไปอบาย จะต้องไปนรก ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ แก้ไขไม่ได้ มีอยู่ บุคคลผู้ทำสังฆเภท ที่ไม่ต้องไปสู่อบาย ไม่ต้องไปนรก ไม่ตั้งอยู่ ตลอดกัลป์ มิใช่ผู้แก้ไขไม่ได้ มีอยู่ ดังนี้ ๑- เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นผู้มีความสำคัญว่า ถูกธรรมยังสงฆ์ ให้แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม [๑๘๑๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีความสำคัญว่า ถูกธรรมยังสงฆ์ให้แตกกัน เป็น ผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ทำสังฆเภทเป็นผู้จะต้องไปอบาย จะต้องไปนรก ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ เขาเป็นผู้ยินดีในการแยก ไม่ตั้ง อยู่ในธรรม ย่อมคลาดจากธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ เขาทำลาย สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันแล้ว ย่อมไหม้ในนรกตลอดกัลป์ ดังนี้ ๒- เป็น สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ทำสังฆเภท ก็เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม น่ะสิ
อสัญจิจจกถา จบ
-----------------------------------------------------

             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ บรรทัดที่ ๑๙๑๖๔ - ๑๙๒๕๙. หน้าที่ ๗๙๗ - ๘๐๑. http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=37&A=19164&Z=19259&pagebreak=0              อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :- http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=37&siri=212              ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=37&i=1809              ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย :- [1809-1813] http://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=37&item=1809&items=5 [1809-1813] http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali.php?B=37&A=1809&Z=1813              ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรโรมัน :- [1809-1813] http://84000.org/tipitaka/pali/roman_item_s.php?book=37&item=1809&items=5              สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๗ http://84000.org/tipitaka/read/?index_37

อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย

บันทึก ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :