ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์
โวหารกถา
[๖๗๑] สกวาที พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกุตตระ ไม่ กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกุตตระ รับรู้ไม่ได้ ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ พระสาวกทั้งหลายรับรู้ได้ ปุถุชนทั้งหลายรับ รู้ไม่ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๗๒] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ [๖๗๓] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็น โลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น โลกุตตระ [๖๗๔] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าปุถุชนทั้งหลายรับรู้ได้ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ปุถุชนรับรู้พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าได้ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ [๖๗๕] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัต- ติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิผล เป็นอนาคามิมรรค เป็น อนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอรหัตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็น สัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นโพชฌงค์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๗๖] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ใครๆ ที่ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าได้ มีอยู่หรือ ป. ถูกแล้ว ส. โลกุตตรธรรม พึงรับรู้ได้ด้วยโสต กระทบที่โสตมาสู่คลองแห่งโสต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๗๗] ส. โลกุตตรธรรม ไม่พึงรับรู้ได้ด้วยโสต ไม่กระทบที่โสไม่มาสู่คลองแห่ง โสต มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า โลกุตตรธรรม ไม่พึงรับรู้ได้ด้วยโสต ไม่กระทบที่โสต ไม่มาสู่ คลองแห่งโสต ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ [๖๗๘] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ใครๆ ที่พึงยินดีในพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งราคะ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี เป็นที่ตั้งแห่ง ความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เป็นที่ตั้งแห่งความติด เป็นที่ตั้ง แห่งความสยบ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๗๙] ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ไม่เป็น ที่ตั้งแห่งความใคร่ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความติด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ความติด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ [๖๘๐] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ใครๆ ที่พึงขัดเคืองพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ ป. ถูกแล้ว ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง เป็นที่ตั้ง แห่งความกระทบกระเทือน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๘๑] ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า โลกุตตรธรรม ไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ ขัดเคือง ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ [๖๘๒] พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ใครๆ ที่พึงหลงในพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำความไม่รู้ กระทำให้ตาบอด เป็นที่เสื่อมสิ้นแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อม เพื่อนิพพาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๘๓] ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ไม่กระทำให้ตา บอด เป็นที่เจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไป พร้อมเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ไม่กระทำ ให้ตาบอด เป็นที่เจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไป พร้อมเพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาค- พุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ [๖๘๔] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ ชน เหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๘๕] ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ ชน- เหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พาลปุถุชน ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ พาลปุถุชนก็ชื่อ ว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. คนทำมาตุฆาต ฯลฯ คนทำปิตุฆาต ... คนทำอรหันตฆาต ... คนทำโลหิตุป- บาท ฯลฯ คนทำสังฆเภท ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ คนทำสังฆเภท ก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๘๖] ป. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าทองชี้บอกได้ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มี พระภาคย่อมตรัสด้วยพระดำรัสที่เป็นโลกุตตระ [๖๘๗] ส. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าต้นละหุ่งชี้บอกก็ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ป. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มี พระภาคย่อมตรัสด้วยพระดำรัสที่เป็นโลกิยะ [๖๘๘] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อตรัสโลกิยธรรม พระดำรัสนั้น กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ เมื่อตรัส โลกุตตรธรรม ก็กระทบโสตที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัสโลกิยธรรม ชน ทั้งหลายรับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็รับรู้ ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัสโลกิยธรรม ปุถุชนทั้งหลาย รับรู้ได้ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม พระสาวกทั้งหลายรับรู้ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๘๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคตรัสทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม ด้วยเหตุนั้นนะท่านต้องกล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ [๖๙๐] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อตรัสมรรค ก็เป็นมรรค เมื่อตรัสธรรมมิใช่มรรค ก็เป็นธรรมมิใช่ มรรค เมื่อตรัสผล ก็เป็นผล เมื่อตรัสธรรมมิใช่ผล ก็เป็นธรรมมิใช่ ผล เมื่อตรัสนิพพาน ก็เป็นนิพพาน เมื่อตรัสธรรมมิใช่นิพพาน ก็เป็น ธรรมมิใช่นิพพาน เมื่อตรัสสังขตะ ก็เป็นสังขตะ เมื่อตรัสอสังขต ก็ เป็นอสังขตะ เมื่อตรัสรูป ก็เป็นรูป เมื่อตรัสอรูป ก็เป็นอรูป เมื่อ ตรัสเวทนาก็เป็นเวทนา เมื่อตรัสธรรมมิใช่เวทนา ก็เป็นธรรมมิใช่เวทนา เมื่อตรัสสัญญา ก็เป็นสัญญา เมื่อตรัสธรรมมิใช่สัญญา ก็เป็นธรรมมิ ใช่สัญญา เมื่อตรัสสังขาร ก็เป็นสังขาร เมื่อตรัสธรรมมิใช่สังขาร ก็ เป็นธรรมมิใช่สังขาร เมื่อตรัสวิญญาณ ก็เป็นวิญญาณ เมื่อตรัสธรรมมิ ใช่วิญญาณ ก็เป็นธรรมมิใช่วิญญาณ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โวหารกถา จบ
-----------------------------------------------------

             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ บรรทัดที่ ๗๒๐๔ - ๗๓๔๖. หน้าที่ ๒๙๗ - ๓๐๓. http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=37&A=7204&Z=7346&pagebreak=0              อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :- http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=37&siri=39              ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=37&i=671              ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย :- [671-690] http://84000.org/tipitaka/pali/pali_item_s.php?book=37&item=671&items=20 [671-690] http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/pali.php?B=37&A=671&Z=690              สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๗ http://84000.org/tipitaka/read/?สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่_๓๗ http://84000.org/tipitaka/read/?index_37

อ่านหน้า[ต่าง] แรกอ่านหน้า[ต่าง] ที่แล้วแสดงหมายเลขหน้า
ในกรณี :- 
   บรรทัดแรกของแต่ละหน้าอ่านหน้า[ต่าง] ถัดไปอ่านหน้า[ต่าง] สุดท้าย

บันทึก ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com