พระนัทกเถระ

เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาสภิกษุณี

หลีกเลี่ยงแสดงธรรมแก่ภิกษุณี

พระสาวกรูปอื่น ๆ เมื่อถึงวาระของตนก็ไปแสดงธรรมตามหน้าที่ด้วยดีทุกองค์ แต่พอ ถึงวาระขอพระนันทกะ ท่านไม่ไปแสดงธรรมเอง แต่ให้พระภิกษุรูปอื่นไปแสดงธรรมแทน เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านระลึกชาติในอดีตได้ว่า “ภิกษุณีเหล่านั้น ในอดีตชาติเคยเป็นบาท จาริกา ข้ารับใช้ของท่านมาก่อน” ดังนั้น ท่านจึงเกรงว่า “ถ้าพระภิกษุพุทธสาวกรูปอื่นที่ สามารถระลึกชาติในอดีตได้ทราบความแล้วอาจจะตำหนิท่านว่า ยังมีความผูกพันกับภิกษุณีเหล่า นั้นอยู่ก็ได้” เรื่องนี้ทรงทราบถึงพระบรมศาสดาจึงทรงมีพระบัญชารับสั่งด้วยพระองค์เองให้พระนั นทกะ ไปแสดงธรรมแก่นางภิกษุณีเหล่านั้น ท่านไม่อาจจะขัดพระบัญชาได้ จึงต้องไปเมื่อถึง สาระของตน ท่านแสดงธรรมว่าด้วยเรื่องอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอายตนะภาย นอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เมื่ออายตนะภายนอกสัมผัสกันแล้ว ทำให้ เกิดเวทนา ถ้าชอบใจก็เกิดสุขเวทนา ถ้าไม่ชอบใจก็เกิดทุกขเวทนา ถ้าไม่เกิดความรู้สึกชอบใจ หรือไม่ชอบใจก็เป็นอุเบกขาเวทนา ท่านได้ชี้แจงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่เที่ยงแท้ ย่อมผันแปร เปลี่ยนไป ไม่มีตัวตนที่ควรจะยึดถือได้ ท่านพระนันทกะ ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุณีเหล่านั้นในวันแรก ภิกษุณีทั้งหลาย ได้บรรลุ เป็นพระโสดาบัน พากันชื่นชมโสมนัสยินดีในธรรมกถาของท่าน พระบรมศาสดาทราบความนั้น แล้ว จึงรับสั่งให้ท่านไปแสดงธรรมอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งท่านก็ได้แสดงในเรื่องเดียวกัน เมื่อจบ ลงแล้วนางภิกษุณีเหล่านั้น ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วยกันทั้งหมด ด้วยอานิสงส์ที่สามารถ ควบคุมจิตให้สงบจากความรักความผูกพันในอดีตชาติได้ ด้วยเหตุนี้ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้ง หลาย ในทางผู้ให้โอวาทภิกษุณี ท่านดำรงอายุสังขาร สมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน