![]() |
| บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ |
![]() ![]() ![]() ![]() ความพิสดารว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจำพรรษา ณ กรุงสาวัตถีแล้ว ได้เสด็จจาริกไปจนลุถึงนิคม ชื่อภัททวติกา. พวกคนเลี้ยงโค เลี้ยงสัตว์ ชาวนาและพวกเดินทาง เห็นพระศาสดาเสด็จมาแล้ว พากันถวายบังคม พลางกราบทูลห้ามว่า ข้าแต่ เล่ากันว่า ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับ ณ ไพรสณฑ์ตำบลหนึ่ง ไม่ห่างนิคมภัทท ฝูงชนชาวพระนครโกสัมพีกระทำการต้อนรับพระศาสดา พากันถวายบังคม พระศาสดาตรัสสอบถามพวกภิกษุว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเคารพในเราตถาคต ที่สาคตะเคยมีในก่อนนั้น บัดนี้ยังมีอยู่หรือไร? พวกภิกษุพากันกราบทูลว่า ไม่มี พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไรเล่ากำราบพญานาคชื่ออัมพติฏฐกะ. พวกภิกษุกราบทูลว่า พระสาคตเถระ พระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า ก็บัดนี้ สาคตะยังจะอาจเพื่อกำราบงูปลาได้หรือ? กราบทูลว่า เรื่องนั้นไม่ได้แน่นอน พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดื่มสิ่งใดแล้ว ปราศจากความจำได้หมายรู้อย่างนี้ สิ่งนั้นควรที่ภิกษุจะดื่มถึงเพียงนี้หรือไม่เล่า? กราบทูลว่า ไม่ควรเลย พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพระเถระ แล้วทรงเรียกพวกภิกษุมา ทรงบัญญัติ ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในธรรมสภา พูดถึงโทษของการดื่มสุราว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า การดื่มสุรามีโทษใหญ่หลวง ถึงกับกระทำให้พระสาคตะผู้ได้นามว่าสมบูรณ์ด้วยปัญญามีฤทธิ์ ไม่รู้แม้แต่คุณของพระศาสดา จึงได้กระทำอย่างนั้น. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่า? เมื่อภิกษุทั้งหลาย ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกบรรพชิตดื่มสุราแล้วพากันสลบไสล มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนก็ได้เป็นแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิ ครั้นถึงฤดูฝน พวกอันเตวาสิกพากันเรียนท่านว่า ท่านอาจารย์ขอรับ พวกเราพากันไปแดนมนุษย์ บริโภคของเปรี้ยวๆ เค็มๆ แล้วค่อยมากันเถิด. ฤๅษีพระโพธิสัตว์กล่าวว่า อาวุโส เราจะคอยอยู่ในที่นี้แหละ พวกเธอพากันไปบำรุงร่างกาย จนฤดูฝนผ่านไป แล้วจึงพากันกลับมาเถิด. อันเตวาสิกเหล่านั้นรับคำว่า ดีแล้วขอรับ พากันกราบลาอาจารย์ไปสู่พระนครพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน. ครั้นวันรุ่งขึ้น ก็พากันไปเที่ยวภิกษาจารในบ้านภายนอกประตูพระนคร ได้รับความเกื้อกูลอย่างดี รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง จึงพากันเข้าไปสู่พระนคร พวกมนุษย์พากันชื่นชมถวายภิกษา ล่วงมา ๒-๓ วัน ก็พากันกราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ฤๅษี ๕๐๐ รูปพากันมาจากป่าหิมพานต์ พักอยู่ในพระราชอุทยาน มีตบะกล้า มีอินทรีย์อันชนะแล้วอย่างเยี่ยม มีศีล. พระราชาทรงสดับคุณของฤๅษีเหล่านั้น เสด็จสู่อุทยาน ทรงนมัสการแล้วกระทำการปฏิสันถาร เผดียงให้อยู่ในพระอุทยานนั้นแหละตลอด ๔ เดือนฤดูฝน. นับแต่นั้น ฤๅษี อยู่มาวันหนึ่ง ในพระนครได้มีงานนักขัตฤกษ์ชื่อว่าสุรานักษัตร์. พระราชาทรงพระดำริว่าสุรา พวกบรรพชิตหาได้ยาก จึงรับสั่งให้ถวายสุราอย่างดีเป็นอันมาก พวกดาบส เมื่อแจ้งเรื่องนั้นแล้ว ก็พากันยกคาถานี้ เรียนอาจารย์ว่า :- พวกกระผมได้พากันดื่ม ได้ชวนกันฟ้อน พากันขับร้อง แล้วก็พากันร้องไห้ เพราะ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปายิมฺห แปลว่า พวกกระผมพากันดื่มสุรา. บทว่า อนจฺจิมฺห ความว่า ครั้นดื่มสุราแล้ว ก็คะนองมือ คะนองเท้า พากันฟ้อนรำ. บทว่า อคายิมฺหิ ความว่า เปิดปากร้องเพลงด้วยเสียงอันยืดยาว. บทว่า รุทิมฺห จ ความว่า กลับมีวิปฏิสาร พากันร้องไห้ว่า พวกเราทำกรรมไม่สมควรเห็นปานนี้. บทว่า ทิฏฺฐา นาหุมฺห วานรา ความว่า เหตุเพราะดื่มสุรา ที่ชื่อว่ากระทำให้สัญญาวิปริต เพราะทำลายสัญญาเสียได้ถึงเพียงนี้ ข้อนั้นยังดีที่พวกข้าพเจ้าไม่กลายเป็นลิงไปเสียหมด. พวกอันเตวาสิกเหล่านั้นพากันกล่าวโทษของตน ด้วยประการฉะนี้. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่า นรชนที่เหินห่างจากการอยู่ร่วมกับครู ย่อมเป็นเช่นนี้ได้ทั้งนั้น ตำหนิดาบสเหล่านั้น แล้วให้โอวาทว่า พวกท่านอย่ากระทำกรรมเห็นปานนี้ต่อไปอีก มีฌานไม่เสื่อม ได้ไปบังเกิดในพรหมโลกแล้ว. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า คณะฤๅษีในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนศาสดาของคณะ ได้มาเป็น เราตถาคต. ขอประกาศว่า นับแต่เรื่องนี้ไปจะไม่กล่าวถึงบทว่า อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา นี้อีกต่อไป. ----------------------------------------------------- .. อรรถกถา สุราปานชาดก จบ. |