![]() |
| บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ |
![]() ![]() ![]() ![]() ได้ยินว่า ท่านลกุณฏกภัททิยะเป็นผู้ปรากฏชื่อเสียงในพระพุทธศาสนา มีเสียงเพราะ เป็นผู้แสดงธรรมไพเราะ เป็นพระมหาขีณาสพบรรลุปฏิสัมภิทา แต่ท่านตัวเล็กเตี้ยในหมู่พระมหาเถระ ๘๐ องค์ คล้ายสามเณร ถูกล้อเลียน. วันหนึ่ง เมื่อท่านถวายบังคมพระตถาคต แล้วไปซุ้มประตูพระเชตวัน. ภิกษุชาวชนบทประมาณ ๓๐ รูปไปยังพระเชตวัน ด้วยคิดว่า จักถวายบังคมพระตถาคต เห็นพระเถระที่ซุ้มวิหาร จึงพากันจับพระเถระที่ชายจีวร ที่มือ ที่ศีรษะ ที่จมูก ที่หู เขย่าด้วยสำคัญว่าท่านเป็นสามเณร ทำด้วยคะนองมือ ครั้นเก็บบาตรจีวรแล้ว ก็พากันเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง. เมื่อพระศาสดาทรงกระทำปฏิสันถารด้วยพระดำรัสอันไพเราะแล้ว จึงทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ได้ยินว่า มีพระเถระองค์หนึ่ง ชื่อลกุณฏกภัททิยเถระ เป็น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พระสาวกผู้ถึงพร้อมด้วยอภินิหาร ได้ตั้งความปรารถนาไว้เห็นปานนี้ เพราะเหตุใด จึงมีศักดิ์น้อยเล่า พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า เพราะอาศัยกรรมที่ตนได้ทำไว้ ภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา ทรง ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิ พวกมนุษย์ต่างก็ละอาย ส่งมารดาบิดาของตนไปอยู่นอกแคว้น ขาดการบำรุงมารดา ลำดับนั้น เมื่อเกวียนไปถึงหมู่คนแล้ว ท้าวสักกะจึงทรงขับเกวียนนั้นไปข้างบน ทุบตุ่มใบหนึ่งรดบนพระเศียรของพระราชา แล้วกลับมาทุบใบที่สอง ครั้นแล้วเปรียงก็ไหลลงเปรอะเปื้อนพระราชาตั้งแต่พระเศียร พระราชาทรงอึดอัด ละอาย ขยะแขยง. ครั้นท้าวสักกะทรงทราบว่า พระราชาทรงวุ่นวายพระทัย ก็ทรงขับเกวียนหายไป เนรมิต ตั้งแต่นั้นมา พระราชาก็มิได้แม้แต่คิดที่จะทำกรรมนั้นอีกต่อไป. พระศาสดาตรัสรู้แล้วได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :- หงส์ก็ดี นกกระเรียนก็ดี ช้างก็ดี ฟานก็ดี ย่อมกลัวราชสีห์ทั้งนั้น จะถือเอาร่างกายเป็นประมาณมิได้ ฉันใด. ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ถ้าแม้เด็กมีปัญญา ก็เป็นผู้ใหญ่ได้ คนโง่ถึงร่างกายจะใหญ่โต ก็เป็นผู้ใหญ่ไม่ได้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปสทา มิคา ได้แก่เนื้อฟาน. อธิบายว่า ทั้งเนื้อฟาน ทั้งเนื้อที่เหลือบ้าง. บาลีว่า ปสทมิคา ก็มี ได้แก่เนื้อฟานนั่นเอง. บทว่า นตฺถิ กายสฺมิ ตุลฺยตา ความว่า ขนาดของร่างกายไม่สำคัญ ถ้าสำคัญไซร้ พวกช้างและเนื้อฟานซึ่งมีร่างกายใหญ่โต ก็จะพึงฆ่าราชสีห์ได้ ราชสีห์ก็จะพึงฆ่าได้แต่สัตว์เล็กๆ เท่านั้น เช่น หงส์และนกยูงเป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนั้น สัตว์ที่ตัวเล็กเท่านั้นพึงกลัวราชสีห์ แต่สัตว์ใหญ่ไม่กลัว แต่เพราะข้อนี้เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด จึงกลัวราชสีห์. บทว่า สรีรวา ได้แก่ คนโง่ แม้ร่างกายใหญ่โต ก็ไม่ชื่อว่าเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น ลกุณฏกภัททิยะ แม้จะมีร่างกายเล็ก ก็อย่าเข้าใจว่า เล็กโดยญาณ. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหันต์. พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น ลกุณฏกภัททิยะ เธอได้เป็นที่เล่นล้อเลียนของผู้อื่น เพราะค่าที่ตนชอบเล่นสนุกครั้งนี้. ส่วนท้าวสักกะ คือ เราตถาคต นี้แล. ----------------------------------------------------- .. อรรถกถา เกฬิสีลชาดก จบ. |