![]() |
| บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ |
![]() ![]() ![]() ![]() เมื่อพระเทวทัตผูกอาฆาตพระศาสดา จมลงไปในแผ่นดิน ใกล้ซุ้มพระทวารพระเชตวันมหา อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เมื่อพระเทวทัตจมลงในแผ่นดิน มหาชนต่างก็ดีใจว่า พระเทวทัตผู้เป็นเสี้ยนหนามของพระพุทธองค์ถูกแผ่นดินสูบแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวทัตตาย มหาชนยินดี ร่าเริง มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนมหาชนก็ยินดี ร่าเริงเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า. ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่ามหาปิงคละ เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีโดย ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโอรสของพระเจ้ามหาปิงคละ พระเจ้ามหาปิงคละ แม้พระโพธิสัตว์ก็ประทับนั่งทรงยศอันยิ่งใหญ่ ท่าม ลำดับนั้น มียามประตูนายหนึ่งยืนอยู่ในที่ไม่ไกล ได้ถอนใจสะอื้นร้องไห้อยู่. พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นยามประตูนั้น จึงถามว่า ดูก่อนยามประตู เมื่อพระบิดาของเราสวรรคตแล้ว ชนทั้งปวงต่างก็ร่าเริงยินดี เที่ยวเล่นมหรสพกัน ส่วนท่านกลับยืนร้องไห้ เมื่อจะตรัสถามว่า พระบิดาของเราเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของท่านนักหรือ จึงกล่าวคาถาแรกว่า :- ชนทั้งปวงถูกพระเจ้าปิงคละเบียดเบียนแล้ว เมื่อพระเจ้าปิงคละนั้นสวรรคตแล้ว ชน ในบทเหล่านั้น บทว่า หึสิโต ได้แก่ ถูกเบียดเบียนด้วยอาชญาและภาษีอากรนานาประการ. บทว่า ปิงฺคเลน แปลว่า มีตาเหลือง นัยว่าพระเจ้าปิงคละนั้นมีพระเนตรทั้งสองข้างเหลือง มีสีเหมือนตานกพิราบ จึงมีชื่อว่า ปิงคละ. บทว่า ปจฺจยํ เวทยนฺติ คือ พากันยินดี. บทว่า อกณฺหเนตฺโต คือ มีพระเนตรเหลือง. บทว่า กสฺมา น ตฺวํ คือ ท่านร้องไห้ทำไม. นายประตูนั้นฟังคำพระโพธิสัตว์ จึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์มิได้ร้องไห้ เพราะพระเจ้ามหาปิงคละสวรรคต แต่ร้องไห้เพราะเกรงว่า ศีรษะของข้าพระองค์เป็นสุขแล้ว เพราะพระเจ้าปิงคละเมื่อเสด็จลงและเสด็จขึ้นปราสาท ทรงเขกศีรษะข้าพระองค์เที่ยวละแปด เที่ยวละแปด ดุจเคาะด้วยค้อนของช้างทองฉะนั้น พระองค์เสด็จไปสู่ปรโลกแล้ว จะเขกศีรษะพวกนายนิรยบาลบ้าง พญายมบ้าง เหมือนกับเขกศีรษะข้าพระองค์ ทีนั้น พวกนายนิรยบาลคิดว่า พระเจ้าปิงคละนี้เบียดเบียนพวกเรานัก จักนำมาปล่อยคืนที่นี้อีก เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์ก็จะพึงเขกศีรษะข้าพระองค์อีก เมื่อจะประกาศความนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- พระเจ้าปิงคละผู้ไม่มีพระเนตรดำ จะเป็นที่รักของข้าพระพุทธเจ้า ก็หามิได้ แต่ข้า ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะตรัสปลอบใจนายประตูผู้นั้นว่า พระ จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- พระเจ้าปิงคละนั้น พวกเราช่วยกันเผาแล้วด้วยฟืนพันเล่มเกวียน รดด้วยน้ำหลายร้อยหม้อ พื้นที่ดินนั้นเราป้องกันไว้อย่างดีแล้ว ท่านอย่ากลัวเลย พระเจ้าปิงคละจักไม่เสด็จกลับมาอีก. ตั้งแต่นั้น นายประตูก็ได้รับความโล่งใจ พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น แล้วก็เสด็จไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พระเจ้าปิงคละในครั้งนั้น ได้เป็น เทวทัต ในครั้งนี้ ส่วนพระโอรส คือ เราตถาคต นี้แล. รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ----------------------------------------------------- ๑. อุปาหนชาดก ว่าด้วย อนารยชนย่อมใช้ศิลปะในทางผิด ๒. วีณาถูณชาดก ว่าด้วย รักคนผิด ๓. วิกัณณกชาดก ว่าด้วย คนเห็นแก่อามิสย่อมเดือดร้อน ๔. อสิตาภุชาดก ว่าด้วย โลภมากลาภหาย ๕. วัจฉนขชาดก ว่าด้วย ดาบสผู้มีเล็บงาม ๖. พกชาดก ว่าด้วย นกเจ้าเล่ห์ ๗. สาเกตชาดก ว่าด้วย เหตุให้เกิดความรัก ๘. เอกปทชาดก ว่าด้วย ความเพียรทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง ๙. หริตมาตชาดก ว่าด้วย ผู้มีอิสรภาพ ๑๐. มหาปิงคลชาดก ว่าด้วย พระเจ้าปิงคละผู้ร้ายกาจ จบ อุปาหนวรรคที่ ๙ ----------------------------------------------------- .. อรรถกถา มหาปิงคลชาดก จบ. |