![]() |
|
| บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ | |
|
|
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) การค้นหาคำว่า สักกายทิฏฐิ ผลการค้นหาพบ 3 ตำแหน่ง ดังนี้ :-
1. โสดาปัตติมรรค (มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก, มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส - Sotāpattimagga: the Path of Stream-Entry) 2. สกทาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ 3 ข้อต้น กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง - Sakadāgāmi-magga: the Path of Once-Returning) 3. อนาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง 5 - Anāgāmi-magga: the Path of Non-Returning) 4. อรหัตตมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง 10 - Arahatta-magga: the Path of Arahantship) ดู [329] สังโยชน์ 10๑.
1. วิกขัมภนนิโรธ (ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น - Vikkhambhana-nirodha: extinction by suppression) 2. ตทังคนิโรธ (ดับด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น ดับสักกายทิฏฐิด้วยความรู้ที่กำหนดแยกนามรูปออกได้ เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ - Tadaṅga-nirodha: extinction by substitution of opposites) 3. สมุจเฉทนิโรธ (ดับด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะแห่งมรรคนั้นชื่อสมุจเฉทนิโรธ - Samuccheda-nirodha: extinction by cutting off or extirpation) 4. ปฏิปัสสัทธินิโรธ (ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว บรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก ในขณะแห่งผลนั้นชื่อปฏิปัสสัทธินิโรธ - Paṭipassaddhi-nirodha: extinction by tranquillization) 5. นิสสรณนิโรธ (ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้นชื่อนิสสรณนิโรธ ได้แก่ อมตธาตุ คือนิพพาน - Nissaraṇa-nirodha: extinction by escape; extinction by getting freed) ปหาน 5 (การละกิเลส - abandonment), วิมุตติ 5 (ความหลุดพ้น - deliverance), วิเวก 5 (ความสงัด, ความปลีกออก - seclusion), วิราคะ 5 (ความคลายกำหนัด, ความสำรอกออกได้ - detachment; dispassionateness), โวสสัคคะ 5 (ความสละ, ความปล่อย - relinquishing) ก็อย่างเดียวกันนี้ทั้งหมด
ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ - Orambhāgiya Saṁyojana: lower fetters) 1. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน เป็นต้น - Sakkāyadiṭṭhi: personality-view; false view of individuality) 2. วิจิกิจฉา (ความสงสัย, ความลังเล ไม่แน่ใจ - Vicikicchā: doubt; uncertainty) 3. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร - Sīlabbataparāmāsa: adherence to rules and rituals) 4. กามราคะ (ความกำหนัดในกาม, ความติดใจในกามคุณ - Kāmarāga: sensual lust) 5. ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ, ความหงุดหงิดขัดเคือง - Paṭigha: repulsion; irritation) ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง - Uddhambhāgiya Saṁyojana: higher fetters) 6. รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต, ความปรารถนาในรูปภพ - Rūparāga: greed for fine-material existence; attachment to realms of form) 7. อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม, ความปรารถนาในอรูปภพ - Arūparāga: greed for immaterial existence; attachment to formless realms) 8. มานะ (ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ - Māna: conceit; pride) 9. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน - Uddhacca: restlessness; distraction) 10. อวิชชา (ความไม่รู้จริง, ความหลง - Avijjā: ignorance) สังโยชน์ 10 ในหมวดนี้ เป็นแนวพระสูตร หรือ สุตตันตนัย แต่ในบาลีแห่งพระสูตรนั้นๆ มีแปลกจากที่นี้เล็กน้อย คือ ข้อ 4 เป็น กามฉันท์ (ความพอใจในกาม - sensual desire) ข้อ 5 เป็น พยาบาท (ความขัดเคือง, ความคิดร้าย - ill-will) ใจความเหมือนกัน ลำดับการละสังโยชน์ 10 นี้ ให้ดู [164] มรรค 4.
|
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๔๓ - กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔
https://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=สักกายทิฏฐิ&detail=on
https://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%CA%D1%A1%A1%D2%C2%B7%D4%AF%B0%D4&detail=on
บันทึก ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗, ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๓๕, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖ พิมพ์ครั้งที่ ๔๓ - กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]