ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
คำว่า กกุธานที คำว่า นันทมาณพ คำว่า นันทมารดา คำว่า นันทาเถรี คำว่า โอฬาริกรูป
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

นันทมารดา อุบาสิกาสำคัญ มีชื่อซ้ำกัน ๒ ท่าน แยกโดยเรียกชื่อนำที่ต่างกัน คือ
       1. เวฬุกัณฏกีนันทมารดา (นันทมารดาชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ [เมืองหนามไผ่] ในแคว้นอวันตี) ได้ฌาน ๔ เป็นอนาคามี และเป็นอัครอุบาสิกา คู่กับนางขุชชุตรา
       พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็น “ตุลา” คือเป็นตราชู หรือเป็นแบบอย่างสำหรับสาวิกาทั้งหลายที่เป็นอุบาสิกา คู่กับนางขุชชุตรานั้น (เช่น อง.จตุกฺก. ๒๑/๑๗๖/๒๒๒)
       ครั้งหนึ่ง ที่วัดพระเชตวัน เวฬุกัณฏกีนันทมารดา ถวายทานแด่พระสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นประมุข พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า อุบาสิกาท่านนั้นประดิษฐานทักขิณาที่พร้อมด้วยองค์ ๖ คือ ทายกมีองค์ ๓ ได้แก่ ก่อนให้ ก็ดีใจ กำลังให้อยู่ ก็ทำจิตให้ผุดผ่องเลื่อมใส ครั้นให้แล้ว ก็ชื่นชมปลื้มใจ และปฏิคาหกมีองค์ ๓ ได้แก่ เป็นผู้ปราศจากราคะหรือปฏิบัติเพื่อบำราศราคะ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อบำราศโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะหรือปฏิบัติเพื่อบำราศโมหะ ทักขิณานั้นเป็นบุญยิ่งใหญ่ มีผลมากยากจะประมาณได้ (อง.ฉกฺก. ๒๒/๓๐๘/๓๗๕)
       2. อุตตรานันทมารดา เป็นธิดาของนายปุณณะ หรือปุณณสีหะ แห่งเมืองราชคฤห์ ซึ่งต่อมาพระราชาได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นธนเศรษฐี เมื่อท่านเศรษฐีใหม่จัดงานมงคลฉลองและถวายทาน อุตตราได้สดับพระดำรัสอนุโมทนาของพระพุทธเจ้า ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลในคราวเดียวกับบิดาและมารดา
       อุตตรานั้นรักษาอุโบสถเป็นประจำ เดือนละ ๘ วัน ต่อมา เมื่อแต่งงานไปอยู่กับสามี ก็ขอโอกาสรักษาอุโบสถบ้าง แต่สามีไม่ยอมรับ นางจึงไม่มีโอกาสทำการบุญอย่างที่เคยปฏิบัติ
       จนกระทั่งคราวหนึ่ง อุตตราตกลงว่าจะถืออุโบสถครึ่งเดือน และใช้เวลาในการให้ทานและฟังธรรมให้เต็มที่ โดยใช้วิธีจ้างโสเภณีชื่อสิริมาให้มาอยู่กับสามีแทนตัวตลอดเวลา ๑๕ วันนั้น เมื่อครบครึ่งเดือน ในวันที่เตรียมจะออกจากอุโบสถ ได้ยุ่งอยู่ในโรงครัวจัดเตรียมอาหาร ตอนนั้น สามีมองลงมาทางหน้าต่าง เห็นอุตตราในสภาพมอมแมมขมีขมัน ก็นึกในใจว่านางนั้นอยู่ครอบครองสมบัติอยู่แสนสบาย กลับทิ้งความสุขมาทำงานกับพวกคนรับใช้จนตัวเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วก็ยิ้มอย่างสมเพช ฝ่ายอุตตราพอดีมองขึ้นไปเห็นอย่างนั้น ก็รู้ทัน และนึกในใจว่า สามีเป็นพาลชน มัวจมอยู่ในความประมาท หลงไปว่าสมบัติจะยั่งยืนอยู่ตลอดไป นึกแล้วก็ยิ้มบ้าง
       ฝ่ายนางสิริมา อยู่มาหลายวันชักจะลืมตัว พอเห็นสามีกับภรรยายิ้มกัน ก็เกิดความหึงขึ้นมา แล้ววิ่งลงจากชั้นบน ผ่านเข้าครัว ฉวยกระบวย ตักน้ำมันที่เขากำลังปรุงอาหาร แล้วปรี่เข้ามาเทน้ำมันราดลงบนศีรษะของอุตตรา ฝ่ายอุตตรามีสติดี รู้ตัวว่า อะไรจะเกิดขึ้น ก็เข้าเมตตาฌานยืนรับน้ำมันที่ร้อนก็ไม่เป็นอันตรายแก่เธอ
       ขณะนั้น พวกคนรับใช้ของอุตตราซึ่งได้เห็นเหตุการณ์ ก็เข้ามาพากันรุมบริภาษ ทุบตีนางสิริมา กว่านางอุตตราจะห้ามสำเร็จ นางสิริมาก็บอบช้ำมาก ทำให้นางสิริมาสำนึกได้ถึงฐานะที่แท้จริงของตนที่เป็นคนข้างนอกรับจ้างเจ้าของบ้านมา จึงเข้าไปขอขมาต่ออุตตรา แต่อุตตราบอกว่าตนจะให้อภัยได้ต่อเมื่อบิดาทางธรรมคือพระพุทธเจ้าให้อภัยแล้ว
       ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่บ้านของอุตตรา นางสิริมาเข้าไปกราบทูลขอขมาแล้ว อุตตราก็ให้อภัยแก่นาง และในวันนั้น นางสิริมาฟังพระธรรมกถาแล้ว ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล
       (เรื่องนี้ อรรถกถาต่างคัมภีร์ เช่น อง.อ.๑/๕๖๒/๓๙๐; ธ.อ.๖/๑๗๑; วิมาน.อ.๑๒๓/๗๒ เล่ารายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง โดยเฉพาะอรรถกถาแห่งวิมานวัตถุ นอกจากว่านางสิริมาได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ยังบอกว่าอุตตราได้เป็นสกทาคามินี และสามีพร้อมทั้งบิดาและมารดาของสามีได้เป็นโสดาบัน)
       ต่อมา ในที่ประชุม ณ วัดพระเชตวัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสยกย่องนางอุตตรานันทมารดา เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสิกาผู้มีฌาน หรือนักบำเพ็ญฌาน (ฌายี) แม้ว่าโดยหลักฐานต่างๆ เช่น เมืองที่อยู่ เวฬุกัณฏกีนันทมารดา กับ อุตตรานันทมารดา น่าจะเป็นต่างบุคคลกัน แต่ก็ยังมีช่องให้สงสัยว่าอาจจะเป็นบุคคลเดียวกันได้ อย่างน้อยพระสาวกและพระสาวิกา ที่ได้รับยกย่องเป็นคู่ตุลา หรือคู่อัครสาวก คู่อัครสาวิกา และคู่อัครอุบาสก ก็ล้วนเป็นเอตทัคคะมาตลอด ๓ คู่แรก แต่พอถึงคู่ตุลาฝ่ายอุบาสิกา หรือคู่อัครอุบาสิกา กลายเป็นนางขุชชุตราที่เป็นเอตทัคคะด้วย กับเวฬุกัณฏกีนันทมารดา ที่มิได้เป็นเอตทัคคะ
       (ส่วนอุตตรานันทมารดา เป็นเอตทัคคะ แต่ไม่ได้เป็นตุลา หรืออัครอุบาสิกา) ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า เรื่องราวของนันทมารดาทั้งสองนาม ซึ่งกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ขาดข้อมูลที่จะเป็นจุดประสานให้เกิดความชัดเจน, นอกจากนั้น เมื่ออ่านข้อความในคัมภีร์พุทธวงส์ ที่กล่าวถึงคู่อัครอุบาสิกาว่า “นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา”
       (ฉบับอักษรพม่า มีแห่งหนึ่งว่า “อุตฺตรา นนฺทมาตา จ อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา” เลยทีเดียว)
       บางท่านก็อาจจะยิ่งงง อาจจะเข้าใจไปว่า พระบาลีในที่นี้ หมายถึงนางอุตตรานันทมารดา แต่ที่จริงไม่ใช่ เพราะในที่นี้ท่านกล่าวถึงสองบุคคล คือ อุตตราเป็นบุคคลหนึ่ง ได้แก่ขุชชุตรา และนันทมารดาเป็นอีกคนหนึ่ง ได้แก่เวฬุกัณฏกีนันทมารดา
       (ในคัมภีร์อปทานแห่งหนึ่ง, ขุ.อป. ๓๓/๗๙/๑๑๗ กล่าวถึงข้อความอย่างเดียวกัน แต่ระบุไว้ชัดกว่านี้ว่า “ขุชฺชุตฺตรา นนฺทมาตา อคฺคา เหสฺสนฺตุปาสิกา”);
       ดู อุตตรา, เอตทัคคะ

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
คำว่า นันทมารดา
https://84000.org/tipitaka/dic/v_i.php?i=1291

คำว่า กกุธานที คำว่า นันทมาณพ คำว่า นันทมารดา คำว่า นันทาเถรี คำว่า โอฬาริกรูป

บันทึก ๒, ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๔๖ บันทึก ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ พิมพ์ครั้งที่ ๓๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]