ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
คำว่า กกุธานที คำว่า ศิลปวิทยา คำว่า ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ คำว่า ศิลาดวด คำว่า โอฬาริกรูป
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ตำราวิชาความรู้ต่างๆ ๑๘ อย่าง เช่น วิชาคำนวณ วิชายิงธนู เป็นต้น อันได้มีการเรียนการสอนกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล
       คำว่า “ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ” นี้ ในเมืองไทยได้ยินได้เห็นกันมานานในเรื่องราวจำพวกตำนานทางพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป แต่เป็นเรื่องที่มักบอกเล่าหรือพูดอ้างอิงอย่างไม่ชัดเจน ได้แค่เล่าขานและเขียนคัดลอกต่อๆ ตามๆ กันมา จึงคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนไปต่างๆ และไม่เฉพาะคำแปลภาษาไทยเท่านั้น แม้คำบาลีเดิมก็มักแปรรูปไปแล้ว จึงตัดสินแน่ลงไปไม่ได้
       เนื่องจากศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาทั้งหลาย กล่าวถึงโดยไม่มีรายชื่อแสดงไว้ มีบอกไว้แต่ในคัมภีร์ที่ไม่ค่อยคุ้นกันไม่กี่แห่ง
       (พบในมิลินทปัญหาบอกว่า พระเจ้ามิลินท์ได้ทรงเล่าเรียนศาสตร์ทั้งหลายเป็นอันมาก กับทั้งพุทธพจน์ด้วยเป็น ๑๙ พร้อมทั้งบอกรายชื่อศาสตร์ทั้ง ๑๘ นั้นไว้, และในคัมภีร์ยุคหลังที่นักปราชญ์รวบรวมเรียบเรียงคติธรรมประมวลไว้ เป็นคัมภีร์จำพวกนีติ ซึ่งพบในโลกนีติ ธรรมนีติ และกวิทัปปณนีติ บอกรายชื่อศิลปะ ๑๘ ประการไว้ โดยเรียกรวมว่า “สิปฺปาฏฐารสก” คือหมวด ๑๘ แห่งศิลปะ)
       และเนื่องจากเป็นเรื่องในสมัยของพราหมณ์ เป็นของแปลกแก่ท่านผู้ตรวจชำระและคัดลอกคัมภีร์นั้นๆ จึงคัดลอกกันมาผิดเพี้ยนไปจากของเดิม และต่างฉบับก็แปลกกันเอง
       ขอยกตัวอย่างมาแสดง ข้อที่ ๑ บ้างว่า “สุติ” บ้างว่า “สูติ” บ้างแปลว่า วิชาความรู้ทั่วไป บ้างแปลว่า วิชาฟังเสียงสัตว์มีนกร้องเป็นต้นว่าร้ายหรือดี
       ข้อที่ ๒ บ้างว่า “สัมมติ” บ้างว่า “สัมมุติ” บ้าง แปลว่า วิชารู้จักกำเนิดภูเขาและต้นไม้เป็นต้นว่าชื่อนั้นๆ บ้างแปลว่า วิชาเข้าใจในกฎธรรมเนียม ฯลฯ
       ในที่นี้ ในขั้นต้น ถือว่าคำนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของหลักธรรมหลักวินัย จึงปล่อยไว้ก่อน เพียงแต่เลือกเอาคำบาลีที่ไม่ผิดอักขรวิธี และคำแปลไทยที่พอลงกับบาลีได้ จากฉบับต่างๆ มาแสดงไว้ พอให้เห็นรูปเค้าว่าเป็นมาอย่างนี้ ได้แก่
       ๑. สุติ ความรู้ทั่วไป ๒. สัมมุติ ความรู้กฎธรรมเนียม ๓. สังขยา วิชาคำนวณ ๔. โยคา การช่างยนตร์ ๕. นีติ วิชาแบบแผนการปกครอง ๖. วิเสสิกา ความรู้การอันให้เกิดมงคล ๗. คันธัพพา วิชาร้องรำ ๘. คณิกา วิชาคำนวณนักขัตฤกษ์ ๙. ธนุพเพทา วิชายิงธนู (ธนุพเพธา ก็ว่า) ๑๐. ปุราณา ตำนานเรื่องเก่า ๑๑. ติกิจฉา วิชาแพทย์ ๑๒. อิติหาสา เรื่องประวัติศาสตร์ ๑๓. โชติ ดาราศาสตร์ ๑๔. มายา ความรู้เรื่องมายากรรม ๑๕. เกตุ วิชาการพูด ๑๖. มันตา วิชาเวทมนตร์ ๑๗. ยุทธา ตำราพิชัยสงคราม ๑๘. ฉันทสา วิชาประพันธ์
       (ในมิลินทปัญหาฉบับสิงหล ข้อ ๑๕. เป็น เหตุ วิชาเหตุผล, ในคัมภีร์นีติทั้งสาม ข้อ ๑๐. เป็น ปูรณา แปลได้แค่ว่าเป็นวิชาบูรณะ แต่ที่จริงก็คือเป็นคำที่คัดลอกกันมาผิดเพี้ยน ข้อ ๑๗. เป็น สัททา วิชาหลักภาษาหรือไวยากรณ์)
       ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ แม้จะมิใช่เป็นเนื้อหาของพระธรรมวินัย แต่บุคคลสำคัญในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะท่านที่เด่นๆ อย่างพระเจ้ามิลินท์ ก่อนจะมารู้จักพุทธธรรม มักได้จบการศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ ซึ่งเป็นการศึกษาสูงสุดของสมัยนั้น
       ย้อนไปดูในชาดกหลายแห่งก็มีเรื่องราวว่า พระโพธิสัตว์ที่เป็นโอรสของพระมหากษัตริย์ ไปศึกษาที่ตักสิลา จบไตรเพทและศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ เป็นการเตรียมพร้อมที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป จึงควรรู้จักศิลปศาสตร์เหล่านี้ไว้เพื่อจะได้รู้เข้าใจพื้นฐานความคิดภูมิปัญญาของท่านที่มายอมรับพระพุทธศาสนา แล้วเข้าสู่พระธรรมวินัย หรือจะรู้ไว้เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา ก็ได้
       ศิลปศาสตร์เหล่านี้พัฒนาขึ้นในยุคที่พราหมณ์เป็นเจ้าใหญ่ทางปัญญาของสังคมชมพูทวีป ก่อนพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น คือส่วนมากเป็นวิชาการของพราหมณ์นั่นเอง โดยที่เขาถือว่าเป็นความรู้เสริมหรือเพิ่มประกอบไตรเพท ดังนั้น การที่จะรู้จักศิลปศาสตร์เหล่านั้นได้ตรงเรื่อง จึงต้องไปดูที่พราหมณ์เองรักษาสืบทอดบอกเล่าสอนต่อกันมา ในที่นี้จึงไปสืบค้นดูศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการที่เป็นวิชาการของพราหมณ์ ซึ่งใช้ภาษาสันสกฤต ดังได้บอกแล้วว่า ในคัมภีร์อรรถกถาภาษาบาลี ท่านเล่าบ่อยครั้งถึงเรื่องของพระโพธิสัตว์บ้าง โอรสกษัตริย์พระองค์นั้นพระองค์นี้บ้าง ว่าไปตักสิลา เรียนจบไตรเพท และศิลปศาสตร์ทั้ง ๑๘ (ตโย เวเท จ อฏฺฐารส สิปฺปานิ จ, เช่น ชา.อ. ๔/๓๗๑; ติณฺณํ เวทานํ อฏฺฐารสนฺนญฺจ สิปฺปานํ, เช่น ชา.อ. ๔/๑๘๔)
       นี่คือบอกไว้แต่จำนวน ไม่บอกชื่อวิชาเลย จึงค้นหาที่อื่นและได้พบในคัมภีร์มิลินทปัญหาซึ่งบอกรายชื่อศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ ที่พระมิลินทราชาได้ทรงเล่าเรียน แล้วมาจบที่พุทธพจน์ จากนั้นก็พบรายชื่อวิชาเหล่านี้ใน ๓ คัมภีร์นีติ มีโลกนีติเป็นต้น ที่กล่าวถึงข้างต้น โดยมีชื่อศาสตร์หลายอย่างผิดเพี้ยนไป ไม่ตรงกัน แต่คัมภีร์นีติเหล่านั้นเป็นของรวบรวมเรียบเรียงขึ้นหลังจากยุคของคัมภีร์ในสายพระไตรปิฎก จึงถือว่ามีน้ำหนักน้อยกว่า
       ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ซึ่งท่านกล่าวถึงโดยเรียงไว้ต่อจากไตรเพทนั้น ในที่นี้ค้นหาความหมายของพราหมณ์ ในภาษาสันสกฤตมาให้ดูเป็นเค้า ดังนี้
       ๑. สุติ = ศรุติ (ศฺรุติ) คือ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่พระฤาษีปางบรรพ์ได้สดับรับตรงจากองค์เทพผู้เป็นใหญ่ ได้แก่ พระเวททั้ง ๔ คือ ไตรเพท (ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท) และอถรรพเวท (ไทยมักเรียก อาถรรพเวท) กับทั้งคัมภีร์พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท
       ๒. สติ (เพี้ยนเป็นสัมมติบ้าง สัมมุติ บ้าง) = สมฤติ (สฺมฺฤติ) คือ คัมภีร์ที่บรรดาอาจารย์รจนาขึ้นและจำสืบท อดกันมา ได้แก่ เวทางค์ ๖ (องค์ประกอบ ๖ อย่างของพระเวท คือ ศึกษา วิชาออกเสียง, ฉันทัส ฉันทลักษณ์, วยากรณะ ไวยากรณ์, นิรุกตะ อธิบายคำยากในพระเวท, ชโยติษะ การดูดาวกำหนดฤกษ์, กัลปะ การแห่งยัญพิธี) สูตรทั้งหลาย กับทั้ง อิติหาสะ ปุราณะ และนิติศาสตร์ ที่จะตั้งเป็นข้อต่างหากต่อไป (สูตร ออกมาเป็นธรรมศาสตร์ คือตำรากฎหมาย ของเจ้าตำรับ ๑๘ ท่าน เริ่มแต่พระมนู คือมานวธรรมศาสตร์ ที่ไทยมักเรียกว่ามนูธรรมศาสตร์ โดยที่ทั้งหมดนั้นรวมอยู่ใน สฺมฺฤติ นี้)
       ๓. สังขยา = สางขยะ คือ ลัทธิสางขยะ ซึ่งเป็นปรัชญาของฤาษีกปิละ ว่าด้วยปุรุษ-ประกฤติ เป็นต้น เป็น ๑ ใน ๓ สาขาใหญ่ของปรัชญาฮินดู
       ๔. โยคา = โยคะ คือ ลัทธิโยคะ ซึ่งเป็นปรัชญาของปตัญชลิ สายหนึ่งของลัทธิสางขยะ สอนการบำเพ็ญสมาธิ โยงได้กับพระพุทธศาสนาอยู่บ้าง แต่มีจุดมุ่งให้อาตมันเข้ารวมกับอิศวร
       ๕. นีติ = นีติ คือ นิติศาสตร์ ได้แก่ วิชาหรือตำราว่าด้วยแบบแผนการปกครอง (ไทยใช้หมายถึงวิชากฎหมาย)
       ๖. วิเสสิกา = ไวเศษิกะ คือ ลัทธิปรัชญาของท่านกณาทะ ซึ่งสอนว่าสิ่งที่ปรากฏต่อการรับรู้ของมนุษย์ จัดได้เป็นปทารถะ ๗ ประเภท คือ ทรัพยะ คุณะ กรรมะ สามานยะ วิเศษะ สมวายะ และอภาวะ และสอนว่า สิ่งที่มีอยู่เป็นหน่วยย่อยเล็กที่สุด เป็น “อณู”, ต่อมาลัทธิปรัชญานี้รวมเข้ากับปรัชญานยายะ เรียกว่า นยาย-ไวเศษิกะ
       ๗. คันธัพพา = คนธรรพวิทยา คือ วิชาดนตรี
       ๘. คณิกา = คณิตศาสตร์ คือ วิชาคำนวณ
       ๙. ธนุพเพทา = ธนุเวท คือ วิชายิงธนู
       ๑๐. ปุราณา, ปูรณา = ปุราณะ คือ ความรู้ตำนานเรื่องโบราณ ๑๘ คัมภีร์ จัดเป็น ๓ หมวด ได้แก่ ราชสะ อันสรรเสริญคุณพระพรหม, สาตตวิกะ อันสรรเสริญคุณพระวิษณุ, ตามสะ อันสรรเสริญคุณพระศิวะ
       ๑๑. ติกิจฉา = จิกิตสาศาสตร์ คือ วิชาแพทย์
       ๑๒. อิติหาสา = อิติหาสะ (“เรื่องได้มีมาแล้วดังนี้”) ประวัติการณ์แห่งวีรกรรมของจอมขัตติยะ ในเรื่องมหาภารตะ ประพันธ์โดยฤาษีวยาส ซึ่งมีคัมภีร์ภควัทคีตารวมอยู่ และรามายณะ (รามเกียรติ์) ประพันธ์โดยฤาษีวาลมีกิ
       ๑๓. โชติ = ชโยติศาสตร์, ชโยติรวิทยา คือ วิชาดาราศาสตร์
       ๑๔. มายา = มายิน คือ วิชาทำเล่ห์กลลวงล่อหรือทำให้หลงใหล (ข้อนี้ยังไม่พบคำที่เป็นชื่อศาสตร์ชัดตรง แต่ได้พอเป็นคำใกล้)
       ๑๕. เหตุ = เหตุวิทยา คือ ตรรกศาสตร์ (ข้อนี้ใช้คำ “เหตุ” ตามมิลินทปัญหาฉบับสิงหล)
       ๑๖. มันตา = มันตรวิทยา, มนตรศาสตร์ คือ วิชาเวทมนตร์
       ๑๗. ยุทธา = ยุทธวิทยา คือ วิชาการรบ, พิชัยสงคราม
       ๑๘. ฉันทสา = ฉันทศาสตร์ คือ วิชาการแต่งฉันท์
       เนื่องจากรายชื่อศิลปศาสตร์ ๑๘ นี้มีในคัมภีร์บาลีน้อยแห่งนัก และตกมาถึงปัจจุบันในรูปที่ผิดเพี้ยนต่างกันไปจนถือเอาเป็นแน่ไม่ได้ ดังที่กล่าวแล้ว เมื่อคำที่จับเอาไปสืบค้นไม่แน่เสียแล้ว รายชื่อวิชาทั้งชุดจึงไม่อาจถือเป็นสมบูรณ์เด็ดขาด แต่ชื่อวิชาในภาษาสันสกฤตที่นำมาตั้งเข้าลำดับให้ทั้งหมดนี้ เป็นคำที่มีจริงเป็นจริงตามที่พราหมณ์สืบกันมา
       เมื่อได้ความครบจบดังนี้แล้ว ขอบอกเพิ่มเป็นความรู้เสริมหรือเผื่อเลือกว่า ในอรรถกถาทั้งหลาย นอกจากหลายแห่งกล่าวถึงขัตติยกุมารและพราหมณกุมาร ที่ไปเรียนไตรเพทและศิลปศาสตร์ ๑๘ (อฏฺฐารส สิปฺปานิ) โดยไม่บอกรายชื่อวิชาแล้ว อีกหลายแห่ง (เช่น ชา.อ. ๒/๓๖, ๑๘๐, ๓๔๓) กล่าวทำนองเดียวกันนั้น แต่เปลี่ยนถ้อยคำเป็นว่าไปเรียนไตรเพท และวิทยฐานะ ๑๘ (อฏฺฐารส วิชฺชาฏฺฐานานิ/วิชฺชฏฺฐานานิ) บางแห่งบอกด้วยว่า วิชชา ได้แก่อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดา วิชฺชฏฺฐาน/วิทยฐานะ ๑๘ นั้น (ชา.อ. ๓/๒๙๘) แถมบางแห่งบอกด้วยว่า ศิลปศาสตร์ทั้งหลายรวมลงในพระเวท โดยเป็นวิชฺชฏฺฐาน/วิทยฐานะ คือเป็นฐานของวิชา มีฐานะเป็นวิทยา
       (องฺ.ฏี. ๑/๑๕๐; ในที่นี้ถือโอกาสแปล วิชฺชฏฺฐาน ว่าวิทยฐานะ เพราะพอดีว่าเป็นคำที่ใช้กันแล้วในภาษาไทย แม้ว่าความหมายจะไม่ลงกันแท้ทีเดียว เพราะในภาษาไทยใช้เป็นฐานะของคน)
       ตามที่ว่านี้ คำว่าศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ก็คือวิชชัฏฺฐาน/วิทยฐานะ ๑๘ นั้น เป็นอันว่า สองคำนี้หมายความอย่างเดียวกัน ใช้แทนกันได้ พูดง่ายๆ ว่า ศิลปศาสตร์ ๑๘ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิทยฐาน ๑๘ จะเรียกสั้นๆ ว่า วิชา/วิทยา ๑๘ ก็ได้
       ทีนี้ วิทยาในสายความรู้ที่สืบมาในภาษาสันสกฤตนั้น บ้างว่ามี ๔ อย่าง แต่บางสายจำแนกเป็น ๑๔ บ้าง เป็น ๑๘ บ้าง (นับละเอียดเป็น ๓๓ จนถึง ๖๔ ก็มี) ที่ว่า วิทยา ๔ นั้น ได้แก่ ๑. ตรยี คือไตรเพท ๒. อานวีกษิกี คือ ตรรกศาสตร์ และอภิปรัชญา ๓. ทัณฑนีติ คือวิชาการปกครอง ๔. วารตตา คือวิชาเลี้ยงชีวิตและประกอบกิจการทั่วไป เช่น การเกษตร การพาณิชย์ แพทย์ศาสตร์
       วิทยา ๑๘ ประการ มีดังนี้
           พระเวท ๔ (ไตรเพทและอถรรพเวท)
           เวทางค์ ๖ (ดู ข้างบน)
           ปุราณะ (ดู ข้างบน)
           มีมางสา (ชื่อปรัชญา ๑ ใน ๓ สาขาใหญ่ของฮินดู)
           นยายะ (ลัทธิปรัชญาที่ต่อมารวมกับไวเศษิกะ, ดู ข้างบน)
           ธรรม (กฎความจริง)
           อุปเวท ๔ (๑. อายุรเวท วิชาแพทย์ ๒. ธนุรเวท วิชายิงธนู ๓. คานธรรพเวท วิชาดนตรี ๔. ศัสตรศาสตร์ วิชาศัสตราวุธ; แต่บางตำราว่า อายุรเวท รวมอยู่ในอถรรพเวทแล้ว ข้อ ๔. คือ สถาปัตยเวท และ ศิลปศาสตร์)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
คำว่า ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ
https://84000.org/tipitaka/dic/v_i.php?i=3268

คำว่า กกุธานที คำว่า ศิลปวิทยา คำว่า ศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ คำว่า ศิลาดวด คำว่า โอฬาริกรูป

บันทึก ๒, ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๔๖ บันทึก ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ พิมพ์ครั้งที่ ๓๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]