![]() |
|
| บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ | |
|
|
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
| สังเวช ความสลดใจคิดได้ หรือให้ได้คิด, ความสลดใจได้คิดหักหันจิตพลิกฟื้นให้เกิดมีกำลังพรั่งพร้อมขึ้นมาที่จะไม่ประมาทเร่งทำการที่ควรทำให้สำเร็จ, ความรู้สึกเตือนสำนึก ปลุกสำนึก หรือทำให้ฉุกคิด, ความรู้สึกกระตุ้นใจให้คิดได้ ให้คำนึงธรรม ให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิต และเร้าเตือนให้ไม่ประมาท หรือให้กลับตัวได้
สังเวช เป็นศัพท์ธรรมคำหนึ่งที่เข้ามาในภาษาไทยแล้วในปัจจุบันได้เพี้ยนความหมายไปห่างไกลแทบจะกลับตรงข้าม กลายเป็นความรู้สึกสลดหรือเศร้าสลด แล้วหงอยหรือหดหู่ห่อเหี่ยวไปเสีย ตามความหมายที่แท้ สังเวช- เป็นรูปกริยาของคำนามว่า สังเวค คือ สํ (พรั่ง, พร้อม) + เวค (กำลังแรง, ความเร็ว) จึงแปลว่า แรงพลุ่ง, แรงเร่ง, แรงกระตุ้น หรือพลังที่ปลุกเร้า หมายถึง แรงกระตุ้นเร้าเตือนใจ ให้ได้คิด หรือสำนึกขึ้นมาได้ ให้คิดถึงธรรม หรือตระหนักถึงความจริงความดีงาม อันทำให้ตื่นหรือถอนตัวขึ้นมาจากความเพลิดเพลิน ความหลงละเลิงปล่อยตัวมัวเมา หรือความประมาท แล้วหักหันไปเร่งเพียรทำการที่ตระหนักรู้ว่าจะพึงทำด้วยความไม่ประมาทต่อไป ความสังเวช คือความปลุกสำนึกตื่นตระหนักได้รู้ได้คิดนี้ มีคุณค่าอย่างสำคัญที่ทำให้หายมัวเมาละเลิกความลุ่มหลงเพลิดเพลิน กลับตัวได้ หันมาทำกิจหน้าที่ทำสิ่งที่ดีงามถูกต้อง และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท บางคนอาจประสบเหตุการณ์กระทบใจที่ทำให้สังเวชคิดได้ และกลับตัวหรือเปลี่ยนพฤติกรรมดำเนินชีวิตใหม่ที่ดีด้วยตนเอง แต่ในการศึกษา ท่านไม่รอความบังเอิญอย่างนั้น พระพุทธเจ้าและบัณฑิตผู้หวังดีนิยมเลือกหรือสร้างโอกาสที่จะกล่าวถ้อยคำบ้าง ใช้สถานการณ์บางอย่างบ้าง ที่จะทำให้บุคคลนั้นๆ สังเวช หรือเกิดความสังเวช คือสลดใจได้คิด หรือสำนึกตระหนักรู้คิดได้ หายลุ่มหลงมัวเมา และคิดที่จะทำกิจหน้าที่เร่งทำความดี ที่จะเป็นอยู่อย่างถูกต้องสมควร พูดสั้นๆ ว่า ที่จะปฏิบัติธรรม โดยไม่ประมาทต่อไป คัมภีร์แห่งหนึ่งอธิบายไว้สั้นๆ มีใจความว่า การเกิดมานะคือลำพองใจว่า ข้านี้อายุยืน จะอยู่อีกนาน ข้าสุขสบายแล้ว ฯลฯ อย่างนี้เรียกว่าเมาชีวิต เมื่อเมาก็ประมาท ท่านจึงทำให้เขาเกิดความสังเวช คือได้สำนึก คิดได้ ซึ่งจะทำให้เขาเกิดอุตสาหะในสัทธรรม เพราะความสังเวชเป็นเหตุแห่งอุตสาหะ เรื่องราวตัวอย่างในคัมภีร์มีมากมาย เช่น เมื่อพระมหาโมคคัลลานะบวชได้ ๗ วัน บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ มัวง่วงเหงาหาวนอน พระพุทธเจ้าได้ทำให้ท่านสังเวช โดยตรัสว่า แน่ะโมคคัลลานะ อย่าให้ความพยายามของเธอสูญเปล่าไปเสีย ดังนี้เป็นต้น ทำให้ท่านสังเวช แล้วแก้ความง่วงเหงาและบำเพ็ญเพียร จนได้ลุมรรคผลจนจบสิ้น (อป.อ. ๑/๒๘๗) อีกตัวอย่างหนึ่งว่า ภิกษุรูปหนึ่งไปอยู่ในไพรสณฑ์ คราวหนึ่ง ขณะพักกลางวัน เธอคิดอกุศลในเรื่องของชีวิตชาวบ้าน เทวดาที่นั่นหวังดี จะให้เธอสังเวช จึงเข้ามาหาและกล่าวกะเธอว่า ท่านปรารถนาวิเวก จึงเข้าป่า แต่ใจของท่านซ่านแส่ไปข้างนอก...ท่านมีสติ ก็จะละความเบื่อหน่ายได้ ข้าพเจ้าขอให้ท่านระลึกถึงธรรมของสันตชน...อย่าให้ธุลีกามพาเอาตัวท่านไปเสีย ภิกษุมีความเพียร มีสติ ย่อมสลัดธุลีกิเลสที่แปดเปื้อนให้หลุดไป เหมือนนกตัวเปื้อนฝุ่น สลัดธุลีที่ติดเปื้อนตัวให้หลุดได้ คำเตือนของเทวดานี้ได้ทำให้ภิกษุนั้นสังเวช คือสำนึกได้ (สํ.ส. ๑๕/๗๖๑ คราวหนึ่ง ที่วัดบุพพาราม ภิกษุรุ่นนวกะมากรูปนั่งสนทนากันที่ชั้นบนของมิคารมาตุปราสาท เอาเรื่อง อีกคราวหนึ่ง ที่วัดบุพพารามนั่นแหละ พระอินทร์มาเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลถามปัญหาเกี่ยวกับนิพพาน ครั้นได้ฟังคำวิสัชนาแล้ว ทรงปราโมทย์ ดีพระทัย และทูลลากลับไป พระมหาโมคคัลลานะคิดว่าที่พระอินทร์ฟังเรื่องลึกซึ้งขนาดนั้นกลับไปนี้ เข้าใจจริงหรือไม่ จึงตามไปสอบถาม พระอินทร์นั้นกำลังเพลินกับทิพยสมบัติ ก็อธิบายพร่าสับสน พระมหาโมคคัลลานะจะให้พระอินทร์สังเวช จึงใช้นิ้วหัวแม่เท้าเขี่ยให้เวชยันตปราสาทหวั่นไหว ทำให้พระอินทร์ตกใจ ได้สังเวช หายประมาทแล้ว มีโยนิโสมนสิการ จึงตอบชี้แจงเรื่องนั้น ได้เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแก่พระองค์ (ขุ.เถร. ๒/๕๕๐) ความหมายของ สังเวช ที่อธิบายยากและมักเข้าใจกันผิด น่าจะชัดเจนขึ้นด้วยเรื่องราวที่นำมาเล่าเป็นตัวอย่างนี้ สังเวชนั้นโดยทั่วไปเป็นความสังเวชโดยคำนึงธรรมอยู่แล้ว แต่ไม่เสมอไป สังเวชที่เป็นแรงพลุ่งขึ้นของความกลัว เป็นความตื่นภัย ทำให้รีบหนีไปก็มี เป็นแรงพลุ่งของความโกรธก็มี เป็นแรงพลุ่งของปีติก็มี ด้วยเหตุนี้ บางครั้งจึงมีการอธิบายกำกับว่า ที่ท่านผู้โน้นบอกว่า สังเวช นั้น หมายถึง ธรรมสังเวช เช่น เมื่ออรรถกถาแห่งหนึ่งบอกว่าพระอานนท์ถึงความสังเวช (ที.อ.๑/๙) ก็มีคัมภีร์ฏีกาอธิบายว่า ที่อรรถกถาว่า สังเวชตรงนั้น เป็นธรรมสังเวช (ที.อภินวฏี.๑/๘๙) ดังนั้น บางที สังเวช จึงมีคำว่า ธรรม กำกับนำหน้า เป็น ธรรมสังเวช เพื่อให้แน่ชัดลงไปและหนักแน่นยิ่งขึ้น ในที่นี้จะแสดงความหมายที่หนักแน่นของ ธรรมสังเวช ไว้ด้วย ธรรมสังเวช คือความสังเวชโดยคำนึงธรรม, ความปลงใจด้วยปัญญารู้เท่าทันความจริงแห่งธรรมดา พร้อมด้วยแรงใจที่จะพิจารณาปฏิบัติจัดการเรื่องนั้นให้เป็นไปตามธรรม ธรรมสังเวชนี้ ในพระไตรปิฎกพบแห่งเดียว นอกนั้นมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา-ฏีกา และมีคัมภีร์ ๕ แห่ง บอกความหมายของธรรมสังเวชไว้ตรงตามกันว่า ธมฺมสภาวจินฺตาวเสน ปวตฺตํ สโหตฺตปฺปญาณํ ธมฺมสํเวโค (เช่น วินย.ฏี.๑/๔๘) แปลพอเข้าใจว่า ธรรมสังเวช คือ ความตระหนักรู้โดยมีแรงเร้าใจ (ญาณพร้อมด้วยโอตตัปปะ) ซึ่งเป็นไปโดยคำนึงถึงสภาวะแห่งธรรม ความหมายนี้จะไม่อธิบายมาก แต่จะให้เข้าใจด้วยการได้ฟังเรื่องราวตัวอย่าง ในพระไตรปิฎก มีคำว่าสังเวชอยู่ทั่วไปราว ๑๕๐ แห่ง แต่มี ธรรมสังเวช แห่งเดียว (ในเถรีคาถา, ขุ.เถรี. ๒๖/๔๖๓ ในอรรถกถามีคำว่าธรรมสังเวชมาในหลายเรื่อง ว่าเฉพาะกรณีเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญที่รู้จักกันดี เช่น หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ๗ วัน ขณะเตรียมการจะถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พระมหากัสสปะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ กำลังเดินทางจากปาวามายังกุสินารา ระหว่างทางท่านได้ทราบข่าวพุทธปรินิพพานจากอาชีวกที่เดินทางสวนมา เมื่อได้ทราบข่าวอย่างนั้น บรรดาภิกษุที่ยังไม่ปราศราคะได้พากันร่ำไห้คร่ำครวญไปต่างๆ ส่วนภิกษุที่ปราศราคะแล้ว (ได้เแก่พระอรหันต์และพระอนาคามี) มีสติสัมปชัญญะ วางใจได้ว่า สังขารไม่เที่ยง จะเอาอะไรกับสังขารได้จากที่ไหน (ที.ม. ๑๐/๑๕๔ เรื่องดำเนินต่อไปว่า เวลานั้น สุภัททวุฒบรรพชิตซึ่งนั่งอยู่ที่นั่นด้วย ได้พูดห้ามภิกษุทั้งหลายไม่ให้ร้องไห้เศร้าโศก บอกว่าพวกเราพ้นไปได้ดีแล้ว เพราะว่า พระพุทธเจ้าทำให้พวกเราเดือดร้อนโดยตรัสว่าการนี้ควร การนี้ไม่ควร คราวนี้ละ อันใดอยากทำ พวกเราก็จะทำ อันใดไม่อยากทำ พวกเราก็จะไม่ทำ คราวนั้น พระมหากัสสปะได้ยินคำของพระสุภัททะแล้วท่านยังไม่พูดอะไร แต่หันไปปลอบโยนเหล่าพระภิกษุให้มองเห็นความจริงของธรรมดาที่มีการเกิดดับจากพลัดพราก ซึ่งไม่เป็นไปตามใจปรารถนา แล้วนำหมู่คณะเดินทางสู่เมืองกุสินาราต่อไป เวลาผ่านไป หลังงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว เมื่อถึงโอกาส พระมหากัสสปะจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย และยกคำพูดของสุภัททวุฒบรรพชิตเป็นข้อปรารภในการชวนให้สังคายนาพระธรรมวินัย (วินย. ๗/๖๑๔ ตามความในพระไตรปิฎกบาลีที่เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ไม่มีคำว่า ธรรมสังเวช หรือแม้แต่ สังเวช อยู่ด้วยเลย และในตอนนี้เองที่อรรถกถาเล่าขยายความว่า พระมหากัสสปะได้ฟังคำของสุภัททวุฒบรรพชิตแล้ว ก็เกิดธรรมสังเวชว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแค่สัปดาห์เดียว ก็มีเสี้ยนหนามใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าคนบาปร้ายได้พวก ก็สามารถทำให้พระศาสนาเสื่อมถอยได้ คิดดังนี้แล้วท่านก็ตั้งใจว่า จะทำสังคายนา (ที.อ. ๒/๒๐๙) เรื่องดำเนินต่อมาอีก ก่อนสังคายนาครั้งแรกนั้น พระอานนท์เป็นพระเถระรูปเดียวที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ท่ามกลางพระอรหันต์ผู้ได้รับเลือกให้เข้าประชุม ครั้นเตรียมการประชุมเสร็จแล้ว ใกล้ถึงวันเริ่มสังฆกรรม มีพระบางรูปพูดเปรยๆ ว่า ในภิกษุสงฆ์นี้ ยังมีภิกษุรูปหนึ่งพากลิ่นคาวเนื้อโชยไป พระอานนท์ได้ยินก็รู้ว่าเขาหมายถึงตัว จึงเกิดความสังเวช (ที่ฏีกาอธิบายว่าเป็นธรรมสังเวช) และพระอีกบางรูปก็พูดแก่ท่านว่า ท่านอานนท์ พรุ่งนี้แล้วนะจะมีการประชุมตัวท่านเป็นเสขะ ยังมีกิจของตัวที่ต้องทำ ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่สมควรเข้าร่วมประชุม ท่านจงอย่าได้ประมาท คำเตือนและความสังเวชนี้ช่วยเร่งเร้าให้พระอานนท์เพียรบำเพ็ญธรรมจนได้เป็นพระอรหันต์ทันในราตรีสุดท้ายก่อนเริ่มการสังคายนา (ที่มา-ที่อ้างอิง บอกแล้วข้างต้น) ความหมายของ สังเวช และ ธรรมสังเวช คงชัดขึ้นด้วยการเห็นตัวอย่างในเรื่องราวที่เล่ามานี้; ดู ธรรมสังเวช |
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
คำว่า สังเวช
https://84000.org/tipitaka/dic/v_i.php?i=3543
|
|
บันทึก ๒, ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๔๖ บันทึก ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ พิมพ์ครั้งที่ ๓๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]