ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
คำว่า กกุธานที คำว่า อดีตกาล คำว่า อตัมมยตา คำว่า อติถิพลี คำว่า โอฬาริกรูป
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

อตัมมยตา “ภาวะที่ไม่เนื่องด้วยสิ่งนั้น”, “ความไม่เกาะเกี่ยวกับมัน”,
       ความเป็นอิสระ ไม่ติดไม่ข้องไม่ค้างใจกับสิ่งใดๆ ไม่มีอะไรยึดถือผูกพันที่จะได้จะมีจะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่ความปลอดพ้นปราศจากตัณหา (รวมทั้งมานะและทิฏฐิที่เนื่องกันอยู่), ภาวะไร้ตัณหา;
       อตัมมยตา (รวมทั้ง “อตัมมโย” หรืออตัมมัย ที่เป็นคุณศัพท์) พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ในพระสูตร ๔ สูตร และมาในคำอธิบายของพระสารีบุตรในคัมภีร์มหานิทเทสอีก ๑ แห่งพระพุทธพจน์ และคำอธิบายดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจความประณีตแห่งธรรมที่ปัญญาอันรู้จำแนกแยกแยะจะมองเห็นความยิ่งความหย่อน และความเหมาะควรพอดี ถูกผิดขั้นตอนหรือไม่ เป็นต้น ในการปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อการปฏิบัติของตน
       เช่น ท่านกล่าวว่า (ขุ.ม. ๒๙/๓๓๘/๒๒๘) สำหรับอกุศลธรรม เราควรสลัดละ แต่สำหรับกุศลธรรมทั้งสามภูมิ เราควรมีอตัมมยตา (ความไม่ติดยึด),
       ในสัปปุริสสูตร (ม.อุ. ๑๔/๑๙๑/๑๔๑) พระพุทธเจ้าตรัสแสดงสัปปุริสธรรมและอสัปปุริสธรรม ให้เห็นความแตกต่างระหว่างอสัตบุรุษกับสัตบุรุษว่า อสัตบุรุษถือเอาคุณสมบัติ การปฏิบัติ หรือความก้าวหน้าความสำเร็จในการปฏิบัติของตน เช่น ความมีชาติตระกูลสูง ลาภยศ ความเป็นพหูสูต ความเป็นธรรมกถึก การถือธุดงค์ มีการอยู่ป่าอยู่โคนไม้เป็นต้น จนถึงการได้ฌานสมาบัติ มาเป็นเหตุยกตน-ข่มผู้อื่น
       ส่วนสัตบุรุษจะมีดีหรือก้าวไปได้สูงเท่าใด ก็ไม่ถือเป็นเหตุยกตน-ข่มผู้อื่นเช่นนั้น ในเรื่องนี้มีข้อพึงสังเกตที่สำคัญคือ ในระดับแห่งคุณสมบัติและการถือปฏิบัติทั่วไป สัตบุรุษ “กระทำปฏิปทาไว้ภายใน” (ใจอยู่กับการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นหลัก หรือเอาการปฏิบัติที่ถูกต้องมาตั้งเป็นหลักไว้ในใจ) จึงไม่เอาคุณสมบัติใดๆ มาเป็นเหตุให้ยกตน-ข่มผู้อื่น
       ส่วนในความสำเร็จขั้นฌานสมาบัติ สัตบุรุษ “กระทำอตัมมยตาไว้ภายใน” (ใจอยู่กับอตัมมยตาที่ตระหนักรู้อยู่) จึงไม่ถือการได้ฌานสมาบัติมาเป็นเหตุยกตน-ข่มผู้อื่น (เหนือขั้นฌานสมาบัติขึ้นไป เป็นขั้นถึงความสิ้นอาสวะ ซึ่งเป็นสัตบุรุษอย่างเดียว ไม่มีอสัตบุรุษ จึงไม่มีความสำคัญมั่นหมายอะไรที่จะเป็นเหตุให้ยกตนข่มใครอีกต่อไป),
       ในอตัมมยสูตร (องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๓๗๕/๔๙๓) ตรัสว่า อานิสงส์อย่างแรก (ใน ๖ อย่าง) ของการตั้งอนัตตสัญญาอย่างไม่จำเพาะในธรรมทั้งปวง คือจะเป็นผู้อตัมมัยในทั้งโลก,
       ในวิสุทธิมัคค์ กล่าวถึงอตัมมยตา ที่ตรัสในสฬายตนวิภังคสูตร ว่าเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนา (ม.อุ. ๑๔/๖๓๒/๔๐๗; วิสุทฺธิ. ๓/๓๑๘)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
คำว่า อตัมมยตา
https://84000.org/tipitaka/dic/v_i.php?i=4043

คำว่า กกุธานที คำว่า อดีตกาล คำว่า อตัมมยตา คำว่า อติถิพลี คำว่า โอฬาริกรูป

บันทึก ๒, ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๔๖ บันทึก ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ พิมพ์ครั้งที่ ๓๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]